โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

Thaishrimpnews Index : ยินดีต้อนรับ : บทที่ 3สถานภาพกิจการฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งปัจจุบัน และความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย
 
Thaishrimpnews เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ บทที่ 3สถานภาพกิจการฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งปัจจุบัน และความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย  
thaishrimpnews
 

โพสต์: 179
โพสต์เมื่อ: 04/06/2007-14:54 GMT+7  
บทที่ 3
สถานภาพกิจการฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งปัจจุบัน และความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย

แม้ชาวกุ้งไทยจะมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมในอาชีพอุตสาหกรรมการเกษตร ที่ได้ส่งออกสินค้ากุ้งเป็นอันดับหนึ่งของโลกมายาวนานกว่า 17 ปี ถือว่า “ เก่ง ” ที่ผ่านพ้นอุปสรรคมาได้โดยตลอด แต่หากพิจารณาในส่วนของฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้ง ในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบกุ้ง ซึ่งถือว่าเป็นฐานของอุตสาหกรรมกุ้งไทยแล้ว ถือได้ว่าเป็นกิจการที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องล้มลุกคลุกคลานและเปลี่ยนเจ้าของ ( เปลี่ยนมือ ) มากที่สุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการเกษตรทุกประเภท และสาเหตุสำคัญเนื่องจากการสูญเสียในระหว่างการเพาะเลี้ยง หรือ เลี้ยงผิดพลาด หรือ มีเงื่อนไขอื่นที่ทำให้ไม่ได้ผลการผลิตตามเป้าหมาย ซึ่งโดยรวมถือว่าเป็นต้นทุนแฝงในระบบการผลิต เมื่อประกอบกับการเกิดปัญหาวิกฤติราคาตกต่ำในบางช่วงเวลาจนประสบการขาดทุนรุนแรง หรือเรื้อรัง ทำให้ต้องหยุดกิจการไป และเมื่อมีจังหวะดีๆ หรือ ราคากุ้งน่าจูงใจก็จะมีผู้เลี้ยงใหม่เข้ามาทดแทนจำนวนหนึ่งเสมอ
แต่ก่อนกล่าวถึงสถานภาพของกิจการฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน จะขอสรุปสั้นๆเป็นประวัติไว้ก่อน ดังนี้
2528 – 2532 ยุคเฟื่องฟูยุคแรก เพราะการผลิตกุ้ง ( กุลาดำ ) มีน้อยกว่าความต้องการของตลาด ราคาจึงสูง จึงมีการสร้างฟาร์มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนโรงงานขยายตัวไม่ทัน และเกิดวิกฤติราคาขึ้น บางรายต้องขาดทุนหยุดกิจการซึ่งถือว่ามีการเปลี่ยนมือในรอบแรกจำนวนหนึ่ง ( แต่เพียงส่วนน้อย )
2533 – 2540 ยุคผจญโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัสหัวเหลือง และไวรัสดวงขาวตามลำดับ ฟาร์มกุ้งจำนวนมากอยู่ในฐานะลุ่มๆดอนๆ และทยอยเปลี่ยนมือโดยตลอด
2541 – 2545 ยุคเฟื่องฟูเพราะอัตราแลกเปลี่ยน จากภาวะฟองสบู่แตกจนค่าเงินบาทอ่อนตัวมาก ส่งผลให้ราคากุ้งหน้าฟาร์มสูงขึ้นผิดปกติในระยะแรก ทำให้ชาวกุ้งรายเก่า และผู้ลงทุนใหม่ต่างเข้าขยายการเลี้ยงกุ้งกันเกือบเต็มพื้นที่ จนผลผลิตเพิ่ม และแผ่วไปเมื่อต้องพบกับปัญหากุ้งแคระแกรน โตช้า แตกไซซ์ และโรคดวงขาว เกาะติดจนเป็นต้นทุนแฝงหลักของระบบผลิต ถึงกับต้องเสนอภาครัฐเพื่อนำกุ้งขาว แวนนาไม เข้ามาเลี้ยงแทนกุ้งกุลาดำ
2546 – 2549 ยุคฟื้นเฟื่องเพราะกุ้งขาว เนื่องจากกุ้งขาวเลี้ยงง่ายให้ผลผลิตต่อพื้นที่มากกว่า และในระยะ 2 ปีแรกที่ผลผลิตกุ้งโลกยังไม่มาก ตลาดยังเป็นของฝ่ายประเทศผู้ผลิต ราคาจึงอยู่ในระดับดีทำให้กิจการฟาร์มกุ้งได้มีโอกาสฟื้นตัวเป็นจำนวนมาก และทยอยเปลี่ยนการเลี้ยงกุ้งจากกุลาดำเป็นกุ้งขาวเกือบทั้งหมด ประกอบกับเริ่มมีการเช่าฟาร์มรวมแปลงและเปลี่ยนมือจากทั้งกรณี ฟาร์มที่มีผลกำไรขยายกิจการ และการเช่าและซื้อเพื่อขยายฟาร์มเลี้ยงของบริษัทอาหารสัตว์ จึงทำให้ผลผลิตกุ้งไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงสิ้นปี 2549 กุ้งขาวเริ่มเลี้ยงยาก และมีต้นทุนแฝงเพิ่มขึ้น ( เสียหายก่อนกำหนดจากไม่เกิน 5 % ในระยะแรกเป็นกว่า 12 % ในปัจจุบัน ) และการที่ผลผลิตกุ้งขาวโลกโดยรวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเกินอัตราขยายตัวปกติของตลาด ส่งผลให้ราคาผลผลิตต่ำลงตามลำดับ จนเกิดความรู้สึกร่วมแก่ฟาร์มอิสระรายย่อยทั่วไปว่า ยุคซบเซาของฟาร์มเลี้ยงกุ้งจะกลับมาเกิดรอบใหม่อีกแล้วหรือ หรือจะถึงยุคที่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจแบบเดียวกับไก่เนื้อกันแน่ เพราะปัจจุบันส่วนฟาร์มเพาะพักลูกกุ้งได้หยุดกิจการ และลูกค้าฟาร์มเปลี่ยนไปเป็นของฟาร์มเพาะของบริษัทอาหารสัตว์เป็นส่วนใหญ่แล้ว
การแบ่งสถานภาพฟาร์มเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน
ถึงต้นปี 2550 พอจะแบ่งสถานภาพกิจการฟาร์มเลี้ยงกุ้งได้ 3 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มมั่นคง คือ กลุ่มกิจการฟาร์มขนาดใหญ่ของบริษัทอาหารกุ้ง เอเยนต์อาหารกุ้ง ฟาร์มขนาดใหญ่รายบุคคลที่มีศักยภาพ ตลอดถึงฟาร์มขนาดกลาง และขนาดเล็กที่มีวิถีการผลิตของตนเองในระดับที่น่าจะเชื่อถือได้ว่ามั่นคง ในส่วนนี้มีอัตราผลผลิตรวมประมาณ 60 % ของผลผลิตกุ้งไทยในแต่ละปี ( หรือ 300,000 ตัน / ปี )
2. กลุ่มดาวรุ่ง คือ กลุ่มกิจการฟาร์มที่อาจทรงอยู่หรือชะลอตัวในสมัยที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่สามารถขยายหรือฟื้นการผลิตพร้อมขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงปีปัจจุบัน กลุ่มนี้บางส่วนก้าวสู่กลุ่มมั่นคง และบางส่วนอาจเสี่ยงชะลอตัวได้ ( หากปรับการผลิตไม่ทันหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ) ในส่วนนี้มีอัตราผลผลิตรวมประมาณ 15 % ของผลผลิตกุ้งไทยในแต่ละปี ( หรือ 75,000 ตัน / ปี )
3. กลุ่มอ่อนแรง คือ กลุ่มกิจการฟาร์มที่อาจผลิตได้ผลแต่พลังและความมุ่งมั่นถดถอยรวมทั้งกลุ่มฟาร์มที่ไม่ฟลุ๊ค ไม่มีรายได้เป็นกองทุนสะสม อีกทั้งกลุ่มฟาร์มย่อยที่มีภาระหนี้และไม่มั่นใจต่ออาชีพเลี้ยงกุ้งอีกต่อไป ซึ่งจำนวนภายในกลุ่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 60 % ของผู้ประกอบการกุ้งไทย แต่มีอัตราส่วนผลผลิตในระบบประมาณ 25% (หรือ 125,000 ต้น /ปี )
สถานภาพแนวคิดของผู้ประกอบการ
หากพิจารณาโดยรวม ผู้ประกอบการกุ้งไทยทั้งประเทศมีความกังวลตรงกัน คือ คาดว่าปี 2550 และต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้จะได้รับผลกระทบ ใน 3 กรณี คือ
1. กุ้งไทยอาจผลิตยากขึ้น เพราะสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ
2. ต้นทุนสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานและการผลิตที่ยากขึ้น
3. แนวโน้มราคาลดลงหรือทรงต่ำ เพราะค่าเงินบาทไทยแข็งตัวเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ในขณะที่ปริมาณผลผลิตอาจเพิ่มเร็วเกินกว่าการรองรับของตลาด
เหตุดังกล่าวก่อให้เกิดภาวะ “ เกร็ง และ เซ็ง ” จนกล่าวกันในหมู่ผู้ประกอบการปัจจัยการผลิตว่า “ เงียบ อย่างน่าใจหาย ” ทั้งนี้ เพราะภาคฟาร์มเลี้ยงกุ้งปัจจุบันอยู่ในภาวะชะงักจากเหตุ 4 ประการ คือ
- มีกุ้งเสียหายในฟาร์มเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง และมากกว่าปกติ ทั้งเขตที่เคยเสียหายประจำทุกปี และเขตที่ไม่เคยหรือเสียหายเพียงเบาบางในปีก่อน และเมื่อประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่คาดว่าจะร้อนจัด แล้งนาน ความเค็มน้ำสูง เลี้ยงกุ้งยาก กุ้งโตช้า ต้นทุนสูงขึ้น จะยิ่งเพิ่มความไม่มั่นใจในการเพาะเลี้ยงมากยิ่งขึ้น
- ข่าวค่าเงินบาทที่แข็งตัวต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในราคาขาย
- ข่าวการสูญเสียผู้ประกอบการส่งออกรายหนึ่ง และการให้ข่าวถึงปัญหาอุปสรรคในการส่งออกที่มีมาก่อนและหลังเหตุการณ์นี้
- ข่าวการขยายงานของผู้ประกอบการรายใหญ่ จนเกรงก่อผลกระทบในหมู่ฟาร์มอิสระขนาดกลางและขนาดเล็ก
ความกังวลดังกล่าวก่อให้เกิดแนวคิดตรงกัน คือ อนาคตด้านการตลาดและราคากุ้งในปี 2550 นี้ไม่น่าไว้ใจ มีความเสี่ยงสูงทั้งด้านการผลิตและราคา จึงเกิดการรอดูสถานการณ์ ระวังตัว ไม่ประมาท ปล่อยเลี้ยงเท่าที่จำเป็น และ พยายามหาช่องทางประกันความเสี่ยงด้านราคาระดับหนึ่ง โดยความกังวลนี้เกิดสูงในฟาร์มเลี้ยงกุ้งอิสระรายกลางรายย่อย ส่วนกลุ่มฟาร์มที่มีความพร้อมด้านเงินทุน และมีศักยภาพด้านการผลิตยังคงมั่นใจในการผลิตต่อเนื่องระดับหนึ่ง และยังคงแผนการผลิตใกล้เคียงกับปีก่อน โดยเชื่อมั่นว่าหากมีปัญหาในภายหน้าก็ยังสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และน่าจะมีโอกาสดีทางธุรกิจเพิ่มขึ้นในภายหลัง
ความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม
1. การชะลอด้านการผลิตในช่วงเดือน มีนาคม และ เมษายน ของฟาร์มเลี้ยงกุ้งบางส่วน จะส่งผลให้การผลิตกุ้งรอบต้นปี 2550 ล่ากว่าปีก่อน ประมาณ 1-2 เดือน และหากตัดสินใจเลี้ยงกุ้งรอบปลายปีต่อเนื่องไป จะมีความเสี่ยงต่อสภาพภูมิอากาศแปรปรวนมากกว่าปีก่อน เหตุนี้อาจกระทบต่อปริมาณผลผลิตรวมในรอบปี 2550 ระดับหนึ่ง
2. จากการประเมินด้านการตลาด มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดปัญหาราคาลดต่ำถึงระดับที่ไม่จูงใจให้ผลิตกุ้งรอบปลายปีมากพอ ( จากกรณีค่าเงินบาท และการชะลอหรือต่อรองของฝ่ายประกาศผู้ซื้อหลักจะเสี่ยงให้เกิดปัญหานี้ได้ เพราะภาคส่งออกกุ้งไทยแบกภาระเงินค้ำประกันภาษี AD ภาระเครดิตการค้าของฝ่ายผู้ซื้อ ซึ่งเป็นต้นทุนด้านการตลาดอยู่ด้วยแล้ว ) และหากปล่อยกุ้งน้อยและล่ากว่ากำหนด หากพบกับความเสียหาย รุนแรงรอบปลายปี จะกระทบต่อผลผลิตรวมในปี 2550 โดยตรง
3. ในกรณีที่การผลิตชะงักหรือ ชะลอตัวในรอบปลายปี ที่เกิดจากภาระราคาสวนทางกับต้นทุนการผลิต จะส่งผลให้การขายส่งออกต้องปรับตัว ซึ่งอาจกระทบต่อศักยภาพด้านการตลาดต่อเนื่องในปี 2551 ได้ดังเช่น กรณีไม่กล้ารับคำสั่งซื้อใหม่ดังที่เคยเกิดในบางช่วงเวลาในอดีต
เมื่อสรุปโดยรวมแล้ว หากไม่มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพพอแล้ว จะมีความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของอุตสาหกรรมกุ้งไทยโดยรวมในปี 2550 ( ผลผลิตรวมต่ำกว่าปี 2549 ) และจะเสี่ยงต่อการชะลอตัวต่อเนื่องในปี 2551 อีกระยะหนึ่งด้วย นอกจากนี้จะเกิดการปรับโครงสร้างภาคการผลิต โดยอัตราส่วนของผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยจะลดลง และจะถูกแทนที่ด้วยฟาร์มใหญ่ หรือฟาร์มครบวงจรในที่สุด (ตามที่ได้คาดการณ์กันไว้แล้วตั้งแต่ปี 2549) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้รูปแบบการผลิตและตลาดกุ้ง ปรับสู่ธุรกิจครบวงจรมากขึ้น ซึ่งความเสี่ยงอุตสาหกรรมในช่วงต่อจากนั้น จะขึ้นอยู่กับสถานภาพธุรกิจครบวงจรเชิงเปรียบเทียบระหว่างไทยและคู่แข่ง แทนการผลิตและตลาดอิสระเช่นในอดีต ซึ่งเหตุการณ์นี้ ถือเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมการเกษตรไทย

หมายเหตุ 1. การประเมินต้นทุนการเลี้ยงกุ้งเนื้อในปัจจุบัน
a. กุ้งกุลาดำ ( ไซซ์ 40 ตัว / กิโลกรัม หน้าฟาร์ม )
- ต้นทุนบ่อที่ได้ผลปกติ ประมาณ 130 – 145 บาท
- ต้นทุนแฝง 15 % ประมาณ 19 - 22 บาท
( โรคกุ้ง , แตกไซซ์ ,โตช้า ,อื่นๆ )
ต้นทุนรวมจริง ประมาณ 149 - 167 บาท
1.2 กุ้งขาว แวนนาไม ( ไซซ์ 50 ตัว / กิโลกรัม หน้าฟาร์ม )
- ต้นทุนบ่อที่ได้ผล ประมาณ 105 – 125 บาท
- ต้นทุนแฝง 12 % ประมาณ 13 - 15 บาท
( โรค , เลี้ยงพลาด , โตช้า , อื่นๆ )
ต้นทุนรวมจริง ประมาณ 118 - 140 บาท

ปีปัจจุบัน ต้นทุนแฝงของกุ้งกุลาดำลด เพราะฟาร์มที่เหลือเลี้ยงอยู่เป็นมืออาชีพ แต่ต้นทุนแฝงฟาร์มกุ้งขาวเพิ่มขึ้น เพราะเริ่มเสียหายง่ายขึ้น ( โรค ,การจัดการ )
2. ประมาณการโครงสร้างการผลิตกุ้งขาวไทยในปี 2550 (ประเมินที่ผลผลิตรวม 500,000 ตัน / ปี)
รายที่ 1 ศักยภาพการผลิต 25 % ที่ผลผลิต 125,000 ตัน
รายที่ 2 – 10 ศักยภาพการผลิต 15 % ที่ผลผลิต 75,000 ตัน
รายที่ 11 – 100 ศักยภาพการผลิต 15 % ที่ผลผลิต 75,000 ตัน
รายที่ 101 – 400 ศักยภาพการผลิต 15 % ที่ผลผลิต 75,000 ตัน
รายที่ 401 – 4,000 ศักยภาพการผลิต 30 % ที่ผลผลิต 150,000 ตัน

จำนวนผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงกุ้งปัจจุบัน ประมาณ 4,000 ราย แต่ฟาร์มที่จดทะเบียนกับกรมประมงทั้งหมดถึง 35,000 ฟาร์ม เพราะผู้ประกอบ 100 รายแรก จะมีฟาร์มที่ทำการเลี้ยงกุ้งรายละหลายฟาร์ม







การเตรียมผลผลิตกุ้ง
การเตรียมผลผลิตกุ้งก่อนขาย และการส่งผลผลิตกุ้งจากฟาร์มสู่โรงงานแปรรูป
ภารกิจร่วมของฟาร์มเลี้ยง เพื่อเสริมสร้างคุณค่า มูลค่า และภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์กุ้งไทย
เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ประชุมคณะกรรมการบริกหารคลัสเตอร์กุ้งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2550 ได้มีการประชุมพิจารณาในวาระพิจารณารวม 2 เรื่อง คือ การกำหนดดัชนีชี้วัดที่บ่งบอกถึงความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกุ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดรวบรวมข้อมูลข้อคิดเห็นจากที่ประชุมที่สุดท้ายก่อนสรุปเสนอต่อที่ประชุมครั้งต่อไป ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นแผนยุทธศาสตร์สินค้ากุ้งของกรมประมง กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ที่ผู้แทนกรมประมงโดยท่านนิวัฒน์ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารสินค้ากุ้ง และผลิตภัณฑ์ได้บรรยายสรุปในที่ประชุม จากากรได้ร่วมการประชุมดังกล่าวโดยตลอด สรุปได้ชัดเจนว่าการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่กุ้งไทยนั้น นอกจากการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว การดำเนินการในทุกขั้นตอนธุรกิจจะต้องเน้นที่การเสริมสร้าง คุณค่า มูลค่า และภาพลักษณ์ของสินค้ากุ้งไทยควบคู่ไปด้วยและอย่างต่อเนื่อง
จากากรร่วมประชุมดังกล่าว ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดทำต้นฉบับหนังสือพิมพ์กุ้งไทยฉบับที่ 79 นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะขอเพิ่มเติม เรื่อง “การเตรียมผลผลิตกุ้งก่อนขาย และการจัดส่งผลิตภัณฑ์กุ้งจากฟาร์มเลี้ยงสู่โรงงาน” อีกหัวข้อหนึ่ง เพราะภารกิจดังกล่าวนี้ หากเจ้าของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทุกรายตระหนักเห็นความสำคัญ ร่วมรับผิดชอบและทำได้ดี จะเป็นช่วยเสริมสร้างทั้ง คุณค่า มูลค่า และภาพลักษณ์ แก่ผลิตภัณฑ์กุ้งไทยได้อีกทางหนึ่งด้วยและถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง เพราะกุ้งที่สดๆสวยๆ สะอาด คุณลักษณะตรงเสป็กที่ตกลงกันไว้ และรักษาความสดได้ดีจนถึงโรงงาน ย่อมจะสร้างโอกาสทั้งฝ่ายโรงงานที่มีกุ้งที่สดๆสวยๆพร้อมแปรรูปต่อเนื่องได้อย่างเต็มคุณภาพ ในขณะที่ฟาร์มเลี้ยงเองก็จะได้รับความเชื่อถือที่ใครๆก็อยากจะซื้อผลผลิตเพราะมั่นใจในคุณภาพกุ้งที่ผลิตได้ อันจะเชื่อให้โครงการเชื่อมโยงระหว่างฟาร์มและห้องเย็นที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น ในที่นี้จึงขอแยกสรุปภารกิจขั้นสุดท้ายของฟาร์มเลี้ยงกุ้ง เป็น 2 ส่วนต่อเนื่องกัน ดังนี้
การเตรียมผลผลิตกุ้งก่อนขาย
การที่ตลาดกุ้งโลกในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก ทั้งฝ่ายผู้แปรรูปส่งออกและฝ่ายผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กุ้งต่างก็ต้องรับผิดชอบในตัวสินค้ามากขึ้น ทั้ง ไซซ์ สีสัน และรายละเอียดปลีกย่อยต่างในผลิตภัณฑ์ทุกชุดที่ทำการผลิตและบริการ ส่วนที่มาถึงฟาร์มเลี้ยงกุ้ง คือ จะมีโครงการจัดซื้อวัตถุดิบในลักษณะเชื่อมโยงมากขึ้น อาจจะเป็นการเชื่อมโยงโดยผ่านแพจับกุ้งซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางจัดหาวัตถุดิบตามข้อตกลงให้แก่ห้องเย็น หรืออาจเป็นการเชื่อมโยงโดยห้องเย็นทำข้อตกลงกับฟาร์มหรือกลุ่มฟาร์มเลี้ยงกุ้งโดยตรง ซึ่งในข้อตกลงดังกล่าว จะมีสาระสำคัญ คือ ไซซ์กุ้ง สีสัน ความสวย สด สะอาด ปริมาณ และรายละเอียดปลีกย่อยอื่นตามแผนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามที่ห้องเย็นได้ตกลงไว้กับผู้ค้าผู้นำเข้า จากข้อตกลงดังกล่าว ฝ่ายฟาร์มเลี้ยงกุ้งว่ามีภาระกิจที่ต้องดำเนินการตาม
1.กรณีไซซ์กุ้ง โดยปกติฟาร์มเลี้ยงกุ้งจะกำหนดแผนการผลิตเพื่อให้ไซซ์กุ้งตามข้อตกลงหรือให้ได้กุ้งตามเป้าหมายอยู่แล้ว ต่หากข้อตกลงหรือเป้าหมายที่กุ้งไซซ์ใหญ่ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งต้องพิจารณาเป็นพิเศษใน 2 เรื่อง คือ ต้องให้พื้นบ่อเลี้ยงอยู่ในสภาพดีเสมอ เพื่อป้องกันตัวกุ้งให้อยู่ในสภาพสวย สมบูรณ์เต็มที่เมื่อถึงวันขายพร้อมทั้ง ต้องไม่ให้กุ้งแน่นหรือมากเกินไป เพื่อให้กุ้งโตได้ต่อเนื่องจนถึงไซซ์ที่ต้องการ หรือตามที่ตกลงไว้กับห้องเย็นซึ่งฟาร์มเลี้ยงอาจใช้วิธีแบ่งจับบางส่วนตามความจำเป็น (หากกุ้งแน่นเกิน จะถึงจุดชนก่อนได้ไซซ์ที่ต้องการ)
2.กรณีสีสัน และความสวยของกุ้ง สามารถดำเนินการได้โดยการกักน้ำให้สีเข้มเป็นพิเศษในช่วงปลายรอบการผลิต (ซึ่งปกติค่อนข้างเข้มอยู่แล้ว ยกเว้นกรณีกุ้งแน่นเกินจนน้ำขุ่นเป็นตะกอน) กุ้งจะได้รับแร่ธาตุและสารสร้างสีจากตะกอนแพลงก์ตอน สีสันก็จะเข้มสวยเป็นมันขึ้นอีกได้เอง หรือหากจำเป็นก็เป็นแร่ธาตุอาหารเสริมให้กุ้งกินเพิ่มเติมด้วยก็ได้
3.กรณีความสะอาดของกุ้ง เรื่องนี้เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า ตัวกุ้งจะสวย สะอาด หางไม่กร่อน ก็ต้องอยู่ที่รักษาสภาพพื้นบ่อเลี้ยงให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ ม่มีส่วนเนาเสีย หรือ ตะกอนยุ่ย ทั้งเขตเลี้ยง และเขตชานเลน ทั้งนี้ คนเลี้ยงกุ้งต้องลงตรวจเช็คสภาพพื้นบ่อประกอบด้วยทุก 5-7 วัน หากพบว่าพื้นยุ่ยหรือมีกลิ่นหมักเน่าบริเวณใด ก็แก้ได้ใช้ปูนดินโรยกลบเฉพาะบริเวณนั้นจนกว่าพื้นกลับสู่สภาพดี ก็จะได้ผลผลิตกุ้งที่ตัวสวย และสะอาดตามต้องการ
4.กรณีปลอดกลิ่นแปลกปลอมในผลผลิตกุ้ง กรณีกลิ่นแปลกปลอมถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะกุ้งจะได้ ไซซ์ สวย สด สะอาด อย่างไร หากมีกลิ่นแปลกปลอมก็ถือว่าไม่ผ่านทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นโคลน ข้าวโพด ฟางข้าว หญ้าหมัก หรือ แม้แต่กลิ่นน้ำมันโซล่า (เฉพาะฟาร์มที่ใช้เครื่องยนต์) ในข้อนี้ หากเป็นกุ้งขาว อาจจะไม่ค่อยเสี่ยง (นอกจากเรื่องกลิ่นน้ำมัน) เพราะแพลงก์ตอนที่ให้กลิ่นแปลกปลอมมักจะไม่เกิดในบ่อกุ้งขาว หากจำเป็นก็ถ่ายน้ำช่วยได้ แต่กรณีกุ้งกุลาดำ ต้องเฝ้าระวังไม่ให้แพลงก์ตอนทุกชนิดที่มองเห็นด้วยตาเปล่าบลูมในบ่อเลี้ยงโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนก่อนขาย โดยการคุมสภาพแวดล้อมในบ่อได้อย่างสภาพดี และมีน้ำพร้อมถ่ายเมื่อจำเป็น หรือวิธีดรอปแพลงก์ตอนบางส่วนก่อนขาย 9-10 วัน (กรณีฟาร์มระบบปิดรายบ่อ) หรืออาจใช้เทคนิคเสริมออกซิเจนสูงพิเศษก่อนการขาย 3-5 วันควบคู่ไปด้วย
5.การทดสอบผลผลิตกุ้งการขาย เรื่องนี้ ถือเป็นภาระกิจสำคัญของฟาร์มเลี้ยงกุ้งปัจจุบันเพราะการสุ่มทดสอบผลผลิตกุ้งอย่างละเอียดก่อนการขาย จะช่วยให้ไม่ผิดพลาดเมื่อสุ่มขาย ทั้งนี้ การสุ่มทดสอบต้องใช้วิธีการที่ถูกต้องครบถ้วนเหมือนการสุ่มขายจริง เช่น สุ่มแห้ง (ไม่มีน้ำในภาชนะสุ่ม ซึ่งควรใช้ตะกร้า และถ่ายไปมา 2-3 ครั้ง)นับไซซ์รวม นับไซซ์แยกหัว-กลาง-หาง (0,1,2,) ดูตัวกุ้งสดทั้งความเข้มสี ความสะอาดของตัวกุ้ง ตำหนิที่พบ (ไม่เกิน 2% ) ต้มและสำรวจตัวกุ้งอีกครั้ง ทั้งภายนอกและแกะเนื้อ พร้อมการชิมตรวจสอบรสชาติและกลิ่นแปลกปลอม หากผ่านทุกข้อก็สามารถนัดสุ่มขายหรือนัดแพจับส่งโรงงานได้ หากไม่ผ่านก็ต้องแก้ไขให้เรียบร้อย (หากดูแลมาดีก็จะผ่านทุกข้อ)
6.กรณีมีข้อตกลงตรวจคุณภาพก่อนการจับขาย ก็ต้องส่งกุ้งตัวอย่างต่อหน่วยงานกรมประมงตอบข้อตกลงด้วยอีกทางหนึ่ง
การเปิดจับและจัดส่งผลผลิตกุ้งจากฟาร์มถึงรงงานแปรรูป
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ที่ปกติฟาร์มเลี้ยงกุ้งมักจะละเลย โดยเฉพาะกรณีฟาร์มเลี้ยงที่ใช้วิธีขายขาดหน้าฟาร์มกับแพจับกุ้งซึ่งได้ซุ่มเช็คไซซ์และตกลงราคาไปแล้ว แต่ที่จริงแล้วภารกิจดูแลความสด สะอาดยังคงอยู่กับฟาร์เลี้ยง และต้องช่วยดูแลให้ความสด สะอาดนี้คงอยู่จนถึงปลายทาง ส่วนกรณีกุ้งในโครงการเชื่อมโยงความรับผิดชอบในส่วนนี้ยังคงชัดเจน เพราะราคา ความเชื่อมั่น ระหว่างห้องเย็นแปรรูปกับฟาร์มเลี้ยง จะขึ้นกับขั้นตอนนี้เป็นหลัก ทั้งนี้ มีรายละเอียดในภาระกิจโดยสรุป คือ
ขั้นตอนที่ 1.การขายกุ้ง ต้องไม่ตรงกับช่วงกุ้งลอกคราบ (ดูประวัติการลอกคราบประกอบ และวางแผนการขายล่วงหน้า) หากจำเป็นต้องเปิดจับเพราะกำหนดวันขายบังคับไว้ ก็ควรใช้วิธีกระตุ้นการลอกคราบก่อนวันขายล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำเล็กน้อยและปรับอัลคาไลน์เพิ่มหรืออื่นๆที่กระทบต่อคุณภาพกุ้ง
ขั้นตอนที่ 2.เตรียมความพร้อมคนและอุปกรณ์ ตามที่ตกลงกับแพจับและขนส่งกุ้ง(แต่ละรายอาจมีข้อตกลงปลีย่อยที่ต่างกันบ้าง)
ขั้นตอนที่ 3.กรณีกุ้งขาว ควรเน้นการตีอวน(ลากอวน) เอากุ้งส่วนใหญ่ออกจากบ่อก่อนการเปิดน้ำ (สูบน้ำ) เปิดจับผ่านอวนจับกุ้ง โดยการนำกุ้งลงน๊อคในถังน้ำแข็งที่เย็นจัดทันทีที่ขึ้นจากบ่อเลี้ยง (ใช้น้ำแข็งก้อน+น้ำแข็งบด เป็นตัวควบคุมความเย็นจัดในถังน๊อค)
กรณีกุ้งกุลาดำ เปิดจับผ่านอวนจับกุ้ง โดยน๊อคน้ำเย็นจัดทันที
ขั้นตอนที่ 4. รักษาความเย็นจัดของกุ้ง ตลอดการทำงาน น๊อค คัดไซซ์ และชั่งกุ้ง โดยการถ่ายกุ้งขึ้นโต๊ะคัดให้พอเหมาะกับงาน (ปัจจุบัน ใช้วิธีเตรียมคนคัดกุ้งไว้ให้มากพอ เพื่อให้คัดกุ้งให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ การคัดกุ้ง ควรให้ไซซ์เสมอและตรงกับไซซ์จริงทุกตัว (อย่าคละไซซ์)โดยการแยกเบอร์ 0 (กุ้งตัวใหญ่)ออกจากเบอร์ 1 (เบอร์หลักหรือไซซ์ หลักของกุ้งบ่อนั้น)เพราะกุ้งคละไซซ์ก็จะเป็นภาระกับห้องเย็นแปรรูป ทั้งต้องทำงานคัดไซซ์ซ้ำ เป็นภาระสต๊อกไซซ์ที่ไม่ต้องการ หรืออื่นๆ ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการตกลงราคาซื้อขายในบ่อหรือรอบการผลิตต่อไป
ขั้นตอนที่ 5. ต้องล้างกุ้งที่ผ่านการชั่งแล้วด้วยน้ำเย็นจัดก่อนการขึ้นดองเย็นบนบนรถขนส่งทุกตะกร้า เพื่อให้ตัวกุ้งสะอาดก่อนการบรรจุขนส่ง และป้องกันกุ้งซับน้ำสกปรกเข้าตัวก่อนถึงโรงงาน
ทั้งนี้ ต้องดูแลไม่ให้ตัวกุ้งตกลงพื้นหรือสัมผัสพื้นตลอดการทำงาน น๊อค คัด ชั่ง ล้าง และดองเย็นกุ้งบนรถขนส่ง โดยใช้ตะกร้า โ และตะแกรงรองที่มากพอ
ขั้นตอนที่ 6. ควรดูแลให้กุ้งถึงปลายทางให้เร็วมากที่สุด โดยการจัดทำบันทึกการจับ และเวลาที่กุ้งอกจากฟาร์ม ควบคู่กับหนังสือกำกับผลผลิตกุ้ง เพื่อกำกับการขนส่งจากฟาร์มถึงโรงงานตามข้อตกลงที่ฟาร์มเลี้ยง และโรงงานแปรรูปได้จัดทำไว้ในโครงการเชื่อมโยงแต่ละรอบการผลิต
จากข้อมูลสรุปที่ได้เรียบเรียงไว้นี้ ถือเป็นภาระกิจสำคัญของฟาร์มเลี้ยงกุ้งในยุคปัจจุบันเพราะจะช่วยให้ประสิทธิภาพและคุณภาพการดำเนินการในขบวนการแปรรูผลิตภัณฑ์กุ้งสูงขึ้น ซึ่งผู้บริหารโรงงานแปรรูปได้แจ้งไว้เสมอว่า 2-4 % หรือ ก.ก.ละ 5-10 บาท จึงไม่น่าแปลกใจ หากกรณีฟาร์มที่ทำไซซ์และความสดได้ดีมักจะเป็นที่นิยมของผู้ซื้อ และห้องเย็นแปรรูปกล้าซื้อ และกล้าบวกราคาเป็นเป็นสินน้ำใจให้อยู่เสมอ จึงเป็นภารกิจของฟาร์มเลี้ยงกุ้งที่ต้องช่วยกันทำให้ได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ราคาขายถูกตรึงต่ำโดยตลอดเช่นนี้ หากเราไม่ทำผลผลิตและผู้ผลิตและผลิตภัณฑ์กุ้งไทยให้ดีที่สุด เยี่ยมที่สุด ก็ยากที่จะทำกำไรต่อเนื่องในอนาคตได้เพราะคู่แข่งในทุกประเทศเขาก็พยายามทำของดี ของสดๆสวยๆมาแข่งกับเราตลอดเวลาเช่นกัน
กุ้งไทย
สวย สด สะอาด รสชาติดี ไม่มีสารตกค้าง
ด้วย
แนวทางการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
และ
ฟาร์มกุ้งไทย ไม่มี และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะใดๆในขบวนการผลิตกุ้ง
เพื่อ
บริการของดี มีคุณภาพสูง สู่ผู้บริโภคภายใต้กิจการที่มั่นคงยั่งยืน









  ชมข้อมูลของ thaishrimpnews      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น

Key Number:

 
 Fill 5 Keys
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss