thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 19/04/2007-16:52 GMT+7  
นายโสภณ แสงเถกิง อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ ไคโร ประเทศอียิปต์ เปิดเผยว่า ในปี 2550 ตั้งเป้าจะขยายปริมาณการส่งออกของไทยไปอียิปต์ไว้อย่างต่ำร้อยละ 30 โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ เครื่องใช้เครื่องตกแต่งบ้าน เพราะคนอียิปต์ให้ความสำคัญกับการตกแต่งภายใน และสินค้าอาหาร โดยเฉพาะสินค้ากุ้งขาวขนาดจัมโบ้ไซซ์ ซึ่งตลาดอียิปต์มีความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2549 หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2548 ที่มีการนำเข้า 1-2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
"ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากแถบเอเชีย และประเทศตะวันตกเข้ามาเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในอียิปต์จำนวนมาก มีสถานทูตจำนวน 100 กว่าประเทศ ทำให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจบริการ โดยเฉพาะร้านอาหารไทย ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 10 แห่ง ส่งผลให้เกิดความต้องการแรงงานไทย วัตถุดิบในการประกอบอาหารเพิ่มขึ้น โดยอาศัยบริการนำเข้าจากบริษัทนำเข้าของไทย ที่จะรวบรวมคำสั่งซื้อจากร้านอาหารไทย ซึ่งสินค้ากุ้งขาวเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า เพิ่มขึ้นสูง เพื่อรองรับร้านอาหารไทย เพราะกุ้งไทยจะใช้ระบบแช่แข็ง IQF แตกต่างจากอาหารทะเลที่จับได้ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน"
นอกจากนี้ ไทยจะอาศัยอียิปต์เป็นประตู (gateway) ไปยังกลุ่มประเทศแอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรปตะวันออก เพราะอียิปต์ถือว่ามีบทบาทสำคัญ ในฐานะเป็นที่ตั้งของสภาอาหรับ ซึ่งจะมีการจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศในกลุ่ม รวมทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศในกลุ่มแอฟริกาตะวันตก เพราะมีการทำข้อตกลงที่เรียกว่า "คอมบิสซา" ซึ่งจะมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างประเทศมุสลิม ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่มีการคว่ำบาตรประเทศลิเบีย ทำให้ลิเบียไม่สามารถนำเข้าสินค้าโดยตรงได้ ต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าผ่านทางอียิปต์
ส่วนการแข่งขันระหว่างสินค้าไทยกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามหรือจีนนั้น ยังไม่รุนแรงมากนัก เพราะสินค้าจีนมุ่งเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับล่าง ขณะที่สินค้าไทยมุ่งเน้นรักษาคุณภาพและ มาตรฐานเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน ซึ่งผู้ส่งออกจะต้องพยายามรักษามาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจึงจะสามารถส่งออกมาตลาดอียิปต์ได้อย่างไม่มีปัญหา
นอกจากนั้น นายโสภณ ยังเสนอแนวคิดด้วยว่า อียิปต์เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบที่สำคัญ คือ น้ำมันและฝ้าย ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็ง เพราะมีเป็นแหล่งผลิตผ้าฝ้ายส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งจุดนี้ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการค้าลักษณะ two way โดยการลงทุนใช้อียิปต์เป็นฐานการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เพื่อส่งออกไปยังประเทศที่สามได้
อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างไทย-อียิปต์ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ภาษา เนื่องจากอียิปต์ใช้ภาษาอารบิก เป็นภาษาหลักในการติดต่อสื่อสาร ทำให้การส่งออกสินค้า โดยเฉพาะอาหารมาจำหน่ายในตลาดอียิปต์ต้องติดฉลากภาษาอารบิกด้วย ส่วนข้อจำกัดสำหรับธุรกิจร้านอาหารในอียิปต์ คือ กฎระเบียบการจ้างงานของอียิปต์ที่บังคับให้ต้องจ้างแรงงานอียิปต์ 9 คน ต่อแรงงานไทย 1 คน ซึ่งทำให้ต้นทุนสูง แต่ร้านอาหารส่วนใหญ่หันไปเปิดในโรงแรม เพื่ออาศัยโควตาพนักงานของโรงแรมช่วยลดต้นทุนการจ้างงาน
 
|