thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 19/04/2007-16:53 GMT+7  
จากรายงานของสถาบันวิจัยประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งนอร์เวย์ (Norwegian Institute of Fisheries and Aquaculture Research : NIFAR) ระบุว่า ได้มีการค้นพบเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจสอบความสด (freshness) ของสินค้าประมง ซึ่งจากเดิมมีเพียงการตรวจสอบระดับเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะทางกายภาพ กลิ่น และสี หากเทคโนโลยีใหม่นี้สามารถให้ข้อมูลและประเมินความสดของสินค้ารวมถึงระยะเวลาที่สินค้าได้ถูกเก็บมาแล้วได้
1. เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจสอบความสด (freshness) ของสินค้าประมงของนอร์เวย์ : จากรายงานของสถาบันวิจัยประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งนอร์เวย์ (Norwegian Institute of Fisheries and Aquaculture Research : NIFAR) ระบุว่า ได้มีการค้นพบเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจสอบความสด (freshness) ของสินค้าประมง ซึ่งจากเดิมมีเพียงการตรวจสอบระดับเชื้อแบคทีเรีย ลักษณะทางกายภาพ กลิ่น และสี หากเทคโนโลยีใหม่นี้สามารถให้ข้อมูลและประเมินความสดของสินค้ารวมถึงระยะเวลาที่สินค้าได้ถูกเก็บมาแล้วได้
1.1 ระบบดังกล่าวนี้ เป็นการใช้เทคโนโลยีจากแสง (light) ในระดับความถี่ของคลื่นที่แตกต่างกันของ VIS/NIR spectroscopy เพื่อคำนวณอายุของปลาที่จับขึ้นมาได้ โดยเครื่องมือที่ใช้มีความยาวเพียง 25 เซนติเมตร และสามารถผลิตได้ในราคาย่อมเยา
1.2 NIFAR คาดว่า ระบบการตรวจสอบความสดนี้ จะส่งผลดีให้แก่ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคโดยตรง ซึ่ง NIFAR กำลังพยายามที่จะพัฒนาวิธีการอ่านผล (system of readings) ให้ง่ายและมีความสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม อันจะทำให้สามารถแยกประเภทความสดของสินค้าได้ ตั้งแต่ระดับสดมากไปจนถึงระดับที่ไม่ควรบริโภค
2. เทคโนโลยีในการเก็บรักษาความสดของสินค้าประมง : นักวิจัยจาก NIFAR ระบุว่า จากการค้นคว้าวิจัยวิธีการเก็บรักษาความสดของปลา พบว่า หากนำปลาไปแช่เย็นจัด (superchilling) ที่อุณหภูมิ -1 ถึง -2 องศาเซลเซียส (ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิแช่แข็ง) จะส่งผลให้ปลามีน้ำแข็งเกาะโดยรอบ ซึ่งในช่วงระยะขนส่งจะช่วยให้ไม่ต้องใช้น้ำแข็งในการแช่ปลาดังกล่าวได้ เนื่องจากน้ำแข็งที่เกาะอยู่รอบตัวปลาจะช่วยรักษาความสดของปลาไว้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นการประหยัดน้ำแข็ง (โดยปกติต้องใช้น้ำแข็ง 5 กิโลกรัมต่อการแช่ปลาสด 1 กิโลกรัม) และสามารถรักษาความสดได้เป็นเวลาถึง 24 48 ชั่วโมง ส่งผลให้มีระยะเวลาการวางจำหน่าย (shelf life) นานกว่าปลาแช่น้ำแข็งปกติ โดยคุณค่าทางอาหารและคุณลักษณะของปลายังคงมีเช่นเดียวกับปลาสดที่แช่น้ำแข็งไว้ เมื่อได้นำมาจำหน่าย ณ ชั้นวางจำหน่าย (shelf) ที่อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสด้วยแล้ว
3. เทคโนโลยีในการตรวจสอบเชื้อ Salmonella : นักวิจัยจาก NIFAR ระบุว่า จากการค้นคว้าวิจัยตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ส่งผลให้ขณะนี้สามารถค้นพบวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) ในการตรวจหาเชื้อ Salmonella ที่สามารถทราบผลได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง และยืนยันรับรองความเที่ยงตรงของวิธีการตรวจสอบดังกล่าวได้ถึง 100% รวมทั้งวิธีดังกล่าวสามารถใช้ตรวจหาเชื้อ Salmonella ได้ทั้งในอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์
ในเรื่องนี้ สำนักงานมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้
จากการที่สถาบันวิจัยประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งนอร์เวย์ (NIFAR) ประสบความสำเร็จในการพัฒนาหาวิธีตรวจสอบความสด (freshness) การตรวจสอบหาเชื้อ Salmonella และการเก็บรักษาความสดของสินค้าประมงในครั้งนี้ นับเป็นก้าวใหม่ทางเทคโนโลยีที่ไทยควรศึกษาเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะประเด็นวิธี Polymerase Chain Reaction (PCR) ในการตรวจหาเชื้อ Salmonella ที่สามารถทราบผลได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง เพราะวิธีการตรวจในปัจจุบันต้องใช้เวลาถึง 3 วัน
ไทย-ตูนิเซีย แลกเปลี่ยนความรู้ด้านประมง
นายธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตูนีเซียประจำประเทศไทยว่า ฝ่ายตูนีเซียให้ความสนใจในด้านการประมง เนื่องจากมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนถึง 1,300 กิโลเมตร แต่เนื่องจากตูนีเซียยังไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านการประมง จึงสนใจที่จะทำความร่วมมือด้านการประมงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับไทย
สำหรับฝ่ายไทยสนใจเกี่ยวกับการปลูกมะกอก เนื่องจากทราบว่าตูนีเซียเป็นประเทศที่ส่งออกมะกอกมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเห็นควรให้มีความร่วมมือด้านวิชาการเกษตร โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี ระหว่างกันในเรื่องการประมงและการปลูกมะกอก ซึ่งฝ่ายไทยแจ้งว่ายินดีให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้วิชาการด้านการเกษตรกับตูนีเซีย
โดยคาดว่าการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการกับตูนีเซีย นอกจากจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้ง 2 ประเทศแล้ว ยังจะเป็นการขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากตูนีเซียเป็นประเทศในแอฟริกาที่มีทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดี โดยในปี 2549 การค้าการเกษตรระหว่างไทยกับตูนีเซีย ไทยได้เปรียบดุลการค้าจำนวน 349.3 ล้านบาท โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปตูนีเซีย จำนวน 408.5 ล้านบาท และนำเข้า จำนวน 59.2 ล้านบาท
ทั้งนี้ สินค้าเกษตรของไทยที่คาดว่า จะสามารถขยายตลาดมากขึ้นหลังจากมีความร่วมมือระหว่างกัน ได้แก่ ข้าว สินค้าประมง รวมถึงผลไม้ อาทิ สับปะรด เป็นต้น ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัย
 
|