โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

Thaishrimpnews Index : ยินดีต้อนรับ : แนวทางการเพาะเลี้ยงกุ้งไทยในปี 2550 โดย น.สพ.สุรศักดิ์
 
Thaishrimpnews เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ แนวทางการเพาะเลี้ยงกุ้งไทยในปี 2550 โดย น.สพ.สุรศักดิ์  
thaishrimpnews
 

โพสต์: 179
โพสต์เมื่อ: 04/06/2007-14:55 GMT+7  
เงื่อนไขที่ควรทราบ

ในตอนที่ 1 เราได้กล่าวถึงภาพรวมกุ้งโลก – กุ้งไทยไปแล้ว และตอนท้ายได้สรุปไว้ว่า ต้องเพิ่มศักยภาพทั้งการผลิตและตลาด พร้อมการสร้างมูลค่า คุณค่า และภาพลักษณ์ เพื่อให้ศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจของกุ้งไทยคงฐานะผู้นำในธุรกิจกุ้งโลกอย่างต่อเนื่องต่อไป
ดังนั้น ในฐานะฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งซึ่งเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมกุ้งไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาและปรับแนวทางการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์กุ้งไทยที่ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 นี้ เป็นต้นไป ถือว่า ธุระกิจต้องปรับสุด ๆ แข่งสุด ๆ ชนิดมันหยด และใครดีใครอยู่กันเลยที่เดียว แต่ทั้งนี้ จะพัฒนากันไปทางไหน หรือ ปรับแนวทางการผลิตอย่างไร ก็ต้องดูเงื่อนไขปัจจุบันเสียก่อนโดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่น่ารับรู้ คือ
1. ทั่วโลกกำลังแห่ไปเลี้ยงกุ้งขาว แลนนาไม ในขณะที่กุ้งขาวมีจุดอ่อนตรงที่ เลี้ยงไซซ์เล็กง่าย ต้นทุนไม่สูง แต่หากเลี้ยงไซซ์ใหญ่กว่า 50 ตัว / กก. เมื่อไหร่ ต้นทุนจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดเอาได้ง่าย ๆ เพราะกุ้งขาวเป็นกุ้งขนาดเล็กกว่ากุ้งกุลาดำ ระยะไซซ์ใหญ่เป็นระยะที่เริ่มโตช้าลงเนื่องจากใกล้ระยะกุ้งสาวหรือระยะเจริญพันธุ์ (กุ้งขนาด 40 กรัม / ตัว หรือ 25 ตัว / กก. ก็เป็นพ่อแม่พันธุ์แล้ว) ซึ่งแตกต่างกับกุ้งกุลาดำ ที่ขนาด 50 ตัว / กก. (20 กรัม) กำลังเริ่มเข้าสู่กุ้งวัยรุ่นโตเร็ว เลี้ยงถึง 25 ตัว / กก. (40 กรัม /ตัว) ได้ไม่ยาก (ถ้าไม่มีอุปสรรคอื่น )
2. ปี 2550 เป็นปีที่คาดกันโดยทั่วไปว่า ค่าเงินบาทจะแข็งตัวอย่างผิดปกติ (เมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ) ในขณะที่ไทยส่งออกกุ้งสู่สหรัฐอเมริกากว่า 60 % ที่ผลิตได้ และเป็นตลาดที่เรามีภาระทุนเพราะ AD อยู่ถึง 7 – 8 % ของต้นทุนขายอยู่แล้ว ย่อมได้รับผลกระทบตรงถึงฟาร์มเลี้ยง คือ ราคากุ้งจะทรงต่ำไปอีกนาน จนกว่าค่าเงินบาทจะอ่อนตัวมาช่วย
3. ปีนี้ เป็นปีแรกของรอบอิทธิพลเอลนิโญ ที่ไทยและใกล้เคียงจะเสี่ยงกับภูมิอากาศร้อนแล้งช่วงต้นปี และเสี่ยงฝนหนักพายุแรงช่วงปลายปี ย่อมจะทำให้เลี้ยงกุ้งยากขึ้น เสี่ยงเสียหายมากขึ้น ซึ่งเพียงต้นปีมาถึงปัจจุบันผู้เลี้ยงกุ้งไทยกว่า 30 % ก็ต้องเสียกุ้งที่เลี้ยงไปแล้วบางส่วนหรือทั้งหมด ในขณะที่ 2 – 3 เดือนข้างหน้า (เม.ย. – มิ.ย.) ยังต้องผจญกับภาวะอากาศร้อนแล้งและน้ำเค็มจัดต่อไปอีก จึงน่าเป็นห่วงต่อการผลิตกุ้งในรอบนี้เป็นอย่างยิ่ง
4. ไทยยังมีปัญหาต่อเนื่องที่บั่นทอนศักยภาพการแข่งขันและยังไม่ได้รับการแก้ไข คือ ต้นทุนพลังงาน เพราะฟาร์มกุ้งไทยผลิตกุ้งแบบพัฒนาหนาแน่น (ใช้พื้นที่น้อย ผลิตกุ้งมาก) ย่อมจะต้องใช้อุปกรณ์และพลังงานมาก ในขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงคงระดับสูงต่อเนื่อง จะกระทบฟาร์มเลี้ยงกุ้งรายย่อยที่ใช้เครื่องยนต์อย่างรุนแรง จนยากที่จะคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับยืนหยัดในธุรกิจกุ้งต่อไปได้ กรณีนี้ หากไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลให้เป็นปัญหาสมทบกับเงื่อนไขอื่น ๆ ให้ฟาร์มกุ้งรายย่อยทยอยหายไปจากระบบอุตสาหกรรมกุ้งไทย จนหมดสภาพเกษตรอุตสาหกรรมสำหรับชุมชนท้องถิ่นตามเป้าหมายของรัฐไปอย่างน่าเสียดาย

แนวทางปรับตัว
ภายใต้เงื่อนไขและปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในปี 2550 นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งต้องปรับตัว (ฟาร์มเพาะลูกพันธุ์กุ้งอาจจะยาก เพราะตลาดส่วนใหญ่ถูกยึดครองโดย บริษัทอาหารกุ้งทั้งหลายไปมากแล้ว) ในที่นี้ขอสื่อข้อมูลสำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อทั้งขนาดกลางและขนาดเล็กหรือที่เราขนานนามว่าฟาร์มเลี้ยงกุ้งรายย่อยเป็นสำคัญ เพราะในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งรายย่อยจะเป็นผู้ไปก่อน ดังนั้น การสื่อถึงฟาร์มรายย่อยหากท่านปรับได้ทัน ก็จะช่วยให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้และเป็นฐานสร้างวัตถุดิบกุ้งแก่ภาคการส่งออกได้ระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยช่วยให้กุ้งไทยคงยอดผลิตและส่งออกได้ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อนไว้ได้ เพราะหากการผลิตกุ้งไทยเราชะงักหรือชะลอตัวในปีที่กำลังแข่งขันด้านตลาดเช่นนี้ จะเสี่ยงให้ “เพื่อน” ใกล้เคียงแบ่งตลาดไปได้
ทั้งนี้ โดยส่วนตัว เชื่อมั่นว่า “เรามีทางไปและไปได้” โดย
1. การเลือกสายพันธุ์กุ้งลงเลี้ยง
1.1 กุ้งกุลาดำ ตลาดกุ้งกุลาดำไซซ์ใหญ่ยังเป็นโอกาสทองให้เราได้ เพราะคู่แข่งที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำเริ่มเลี้ยงยากและต้นทุนสูงเราจึงมีสิทธิสวนกลับมาทำตลาดได้ไม่ยาก แต่ต้องเป็นโครงการเฉพาะ ซึ่งมีประเด็นให้พิจารณา 3 ประการคือ
- ต้องมีใจรักและเป็นมืออาชีพจริงที่สามารถเลี้ยงกุ้งกุลาดำได้ทั้งไซซ์ใหญ่ (หรือไซซ์ที่ตกลงล่วงหน้า) ตัวกุ้งสวย , รสชาติกุ้งแท้ , สีสรรเข้มพอตามเป้าหมาย ถ้าไม่มั่นใจว่าทำได้ไม่ควรเลี้ยง เพราะตลาดกุ้งกุลาดำเป็นตลาดส่วนน้อย หากผลผลิตไม่ตรงเป้าหมายจะขายยากและราคาต่ำมาก
- ต้องทำโครงการเชื่อมโยงกับห้องเย็นผู้ส่งออกเท่านั้น เพราะหากท่านเลี้ยงสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่มีหรือไม่ได้เตรียมตลาดรองรับ จะกลายเป็นกุ้งจรถูกทุบราคาได้ และจะกลายเป็นปัญหากระทบต่อกุ้งโครงการที่ตกลงราคากันไว้แล้ว (เหตุการณ์นี้เคยเกิดมาแล้วเมื่อปี 2547 – 2548)
- ต้องจัดให้มีระบบจดแจ้งต่อกรมประมง เพื่อจะได้รู้ชัดเจนทั้งจำนวน
บ่อปริมาณผลผลิต ไซซ์กุ้ง และช่วงเวลาออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพแก่ผู้ประกอบการทั้ง ฟาร์มเลี้ยง และห้องเย็นผู้ส่งออก
- ต้องมีผู้รับผิดชอบผลิตลูกกุ้งกุลาดำโดยเฉพาะ (ที่จดแจ้งกับกรมประมง) เพื่อป้องกันปัญหากรณีให้มีผู้รับผิดชอบด้านคุณภาพลูกพันธุ์กุ้งที่ชัดเจน หรือฟาร์มเพาะผลิตแล้วขายไม่หมดต้องขาดทุนซ้ำเข้าไปอีก
1.2 กุ้งขาว แวนนาไม กุ้งขาว แวนนาไม ยังถือว่าเป็นสายพันธุ์หลักของการผลิตกุ้งไทยต่อไป (แต่ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักของประเทศผู้ผลิตกุ้งทุกประเทศด้วยเช่นกัน) ดังนั้น ฟาร์มเลี้ยงกุ้งไทยจึงจำเป็นต้องปรับพัฒนาเทคนิคการผลิตของแต่ละฟาร์มให้ลงตัวกับเงื่อนไขการผลิตของแต่ละบ่อ แต่ละฟาร์มให้ได้ มิฉะนั้น หากพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็จะเป็นภาระต้นทุนจนทำให้ขาดทุนได้ง่าย ๆ ในที่นี้ ขอเสนอประเด็นสำคัญ 3 ประการ คือ




- ภาครัฐ ควรคงการส่งเสริมให้มีการนำเข้าและใช้พ่อแม่พันธุ์จาก OI แห่งมลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เขามุ่งพัฒนาพันธุ์ให้เรา และที่สำคัญ จะเป็นการป้องกันเงื่อนไขกีดกันกุ้งไทยในอนาคต (โปรดอย่าห้ามนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากสหรัฐ ในขณะที่เราพยายามขยายและรักษาตลาดกุ้งในสหรัฐ) ทั้งนี้ เนื่องจากพันธุ์กุ้งเป็นต้นทุนส่วนน้อยมากๆ ของการผลิตกุ้งส่งออก (ไม่ถึง 0.5 %) และการที่พันธุ์คุณภาพจากฮาวาย แข่งกับพันธุ์พัฒนาเองภายในประเทศ จะยิ่งทำให้เราได้ใช้ลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพสูงสุด อันเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยโดยตรงหรืออย่างน้อยก็มีความหมากหลายให้เลือก
- ฟาร์มเพาะลูกกุ้ง ต้องเคร่งครัดด้านควบคุม ดูแล และรับผิดชอบลูกพันธุ์ที่ผลิตจำหน่ายอย่างชนิดเต็มร้อย อยู่เสมอ ลูกกุ้งด้อยคุณภาพหรือเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อ (แม้แต่วิบริโอร้าย ) ก็ควรคัดทิ้ง และควรเฉลี่ยเจือกับราคาลูกกุ้งแทน มิฉะนั้น จะกลายเป็นภาระเสี่ยงหรืออย่างน้อยเกิดภาระทุนแก่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อได้ (ทั้งนี้ หากเพาะฟัก กลัวว่า ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อจะเอาเงื่อนไขคุณภาพลูกพันธุ์กุ้งมาโวยในทางธุรกิจ ก็สามารถใช้วิธีแจ้งรายชื่อลูกค้าที่ลงกุ้งชุดเดียวกันประกอบกับใบส่งลูกกุ้งได้ เพื่อฟาร์มเลี้ยงจะได้มีข้อมูลเปรียบเทียบ และยังได้ประโยชน์ต่อการร่วมพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงให้ก้าวหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย)
- ฟาร์มเลี้ยงกุ้งเนื้อ ควรมีแผนการผลิตล่วงหน้า และประสานติดต่อกับภาคการตลาดไว้ตามที่สามารถทำได้ เพื่อให้สามารถผลิตได้ตรงไซซ์ ตรงเป้าหมาย และตรงราคา (ราคาสามารถใช้วิธีการยืดหยุ่นกันได้) ส่วนในด้านการจัดการเลี้ยง ขอยกยอดไปกล่าวในหัวข้อต่อไป โดยจะกล่าวเฉพาะด้านการเลี้ยงกุ้งขาว เพราะกุ้งกุลาดำเรามีข้อมูลประสบการณ์ที่เผยแพร่ไว้มากแล้ว และเชื่อว่า “ฟาร์มกุลาดำมืออาชีพ” สามารถเลี้ยงได้ผลกันอยู่แล้ว





















  ชมข้อมูลของ thaishrimpnews      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น

Key Number:

 
 Fill 5 Keys
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss