thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 19/02/2007-18:01 GMT+7  
กรมประมงจัดได้ว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรมกุ้ง เพราะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมกุ้งโดยตรง เพราะฉะนั้นกรมประมงในสายตาของเกษตรกร รวมทั้งผู้ประกอบการในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่างก็มองว่า กรมประมง มีอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย เพราะคราใดที่เกิดปัญหาขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย กรมประมง ก็จะกลายเป็นหน่วยงานแรก ที่ต้องรับอาสาเคลียร์ปัญหานั้นๆ ให้กับประชาชน
และในโอกาสวารดิถีปีหมูทอง ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย ก็ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ท่านนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะ มิสเตอร์กุ้ง ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย ซึ่งท่านก็ได้ให้ข้อคิด รวมถึงนโยบายของกรมฯ ไว้ได้เป็นที่น่าสนใจหลายประการ
แนะทำไซซ์ใหญ่เจาะตลาดเพิ่ม
นายนิวัติ กล่าวว่า ในปี 2550 นี้ กรมประมงจะพยายามหาช่องทางในการตลาดให้มั่นคงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดโดยการเพิ่มศักยภาพการผลิต หรือเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ในขณะเดียวกัน ก็มุ่งเน้นในเรื่องของการลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อม และอาหารปลอดภัย โดยในแง่วิชาการ กรมฯ มองว่า ทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกับต้นทุนหมด เพราะฉะนั้นหากเราสามารถส่งออกกุ้งเพิ่มขึ้นในไซซ์ใหญ่ขึ้น และเพิ่มตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ก็น่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่เพิ่มรายได้ให้กับอุตสาหกรรมกุ้ง และยังเป็นอีกแนวทางในการลดต้นทุน
เราน่าจะเพิ่มผลผลิตส่งออกในไซซ์ 60 กว่าตัวต่อกิโลกรัม และเพิ่มไซซ์ให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากที่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยกุ้งขาวที่ทำได้ประมาณ 70 85% เป็นกุ้งเฉลี่ยที่ไซซ์ 80 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกในรูปของกุ้งคอกเทล แล้วหาตลาดเพิ่ม โดยเฉพาะการเพิ่มตลาดยุโรปและญี่ปุ่น ตลาดเราก็น่าจะชัดเจนมากขึ้น และเชื่อว่าเกษตรกรก็จะมีผลผลิตมากขึ้นด้วย
เพิ่มศักยภาพการผลิต
ขณะเดียวกันในเรื่องของการเลี้ยง เราก็ต้องพัฒนาศักยภาพในการเลี้ยงให้ดียิ่งขึ้น จากปัจจุบันผลผลิตเราทำได้เฉลี่ย 1.5 ครอปต่อปี แต่หากเรามีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ดี มีอาหารที่ดี มีการควบคุมสิ่งแวดล้อมทีดี รวมถึงมีการควบคุมสายพันธุ์ที่ดีกว่านี้ กรมฯ ก็เชื่อมั่นว่า เราจะสามารถทำได้ถึง 1.7 ครอปต่อปี
นี่คือจุดหมายปลายทางที่กรมประมงจะนำสิ่งเหล่านี้มากระตุ้นเกษตรกร ถ้าเราทำให้อัตรารอดเพิ่มขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น และปริมาณครอปต่อปีมากขึ้น เชื่อว่าก็จะทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตถูกลง และเมื่อมีต้นทุนถูกลง การแข่งขันบนเวทีโลกก็จะง่ายขึ้น ตลาดก็จะชัดเจนขึ้น แล้วถ้าทำได้แบบนี้ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านหรือคู่ค้าจะถดถอย หรือราคาซื้อจากประเทศคู่ค้าจะถูกลงจากค่าเงินบาทก็ตาม เราก็เชื่อมั่นว่าเกษตรกรจะอยู่ได้ ซึ่งนี่คือสิ่งทีเราจะทำ
ขวากหนามของอุตฯ กุ้งไทย
สำหรับปัญหาอุปสรรคใหญ่ของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ที่ต้องเผชิญในขณะนี้ก็คือ เรื่องของเศรษฐกิจภายในของประเทศคู่ค้าใหญ่อย่าง สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีแนวโน้มว่ากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ญี่ปุ่นมั่นใจว่า ในปี 2550 เศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ มีสัดส่วนถึง 60% ของปริมาณการส่งออกของไทยทั้งหมด และเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ที่ขณะนี้ก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมประมง และกระทรวงพาณิชย์ ก็ต้องมีการหามาตรการมารับมือต่อไป ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรค ภัยธรรมชาติ หรือภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกุ้ง และตลาดโดยรวม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และสุดวิสัย ซึ่งก็ต้องแก้ปัญหากันเป็นเรื่องๆ ไป
ชูคอนแทรกฯ ช่วยฉุดอุตฯ กุ้งจากเหว
รองอธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า สำหรับในปี 2549 ที่ผ่านมา ก็ไม่ถือว่าอุตสาหกรรมกุ้งเข้าขั้นเลวร้ายมากนัก เนื่องจากมีสิ่งหนึ่งที่ค้ำชูให้อุตสาหกรรมกุ้ง ยังคงไม่ถึงกับสั่นคลอนมากนัก นั่นก็คือ คอนแทรกฟาร์มมิ่งหรือการซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจะเห็นได้จากกรณีที่แม้จะอยู่ในช่วงที่ราคากุ้งตกต่ำ แต่กุ้งที่เข้าโครงการคอนแทรกฟาร์มมิ่งราคากลับไม่ตก เพราะมีการกำหนดฐานราคาที่สูงกว่ากุ้งตามท้องตลาดกิโลกรัมละหลายสิบบาท ตามข้อตกลงหรือเงื่อนไขร่วมกันของแต่ละกลุ่ม ที่มีการรวมตัวกันในอุตสาหกรรมกุ้ง ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
ปีที่แล้วเท่าที่ทราบ บริษัทยูเนี่ยน โฟรเซนโปรดักส์ หรือพรานทะเล น่าจะเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งมากที่สุด โดยน่าจะมียอดรวมกว่า 45% ของยอดการคอนแทรกฟาร์มมิ่งทั้งหมด ซึ่งโดยส่วนตัวก็เชื่อ บริษัทนี้เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศ
หมดปัญหาเรื่องราคา
นอกจากนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่ ยังผลิตกุ้งคุณภาพอยู่แล้ว ทำให้เกษตรกรที่ไม่ได้เป็นสมาชิกคอนแทรกฟาร์มมิ่ง แต่เป็นลักษณะการซื้อขายตรงกับโรงงานหรือห้องเย็น ก็จะทำให้ปัญหาในเรื่องราคาไม่ค่อยมี ส่วนราคาขาย ณ ตลาดกลางคือ ตลาดทะเลไทย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายย่อยไป ทำให้ปีที่แล้ว มีการร้องเรียนในเรื่องราคาน้อยมาก ทั้งๆ ที่ราคาขายกุ้งของไทยมีราคาต่ำกว่าคู่แข่งทุกประเทศ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันการคอนแทรกฟาร์มมิ่ง และการขายตรงสู่โรงงาน เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเข้ามามีบทบาทกับอุตสาหกรรมกุ้งมากขึ้นเรื่อยๆ
ฟูดเซฟตี้/คอนแทรกฯ/เทสซิบิลิตี้
มิสเตอร์กุ้ง กล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของการส่งเสริมการซื้อขายล่วงหน้า เพื่อความยั่งยืนในอุตสาหกรรมกุ้ง โดยเฉพาะในแง่ของผลประโยชน์ของเกษตรกรนั้น กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง อยากมีส่วนในการประสานให้มีการซื้อขายล่วงหน้าระหว่างกันให้มากขึ้น โดยตัวแปร 2 ตัว ที่ต้องทำให้อุตสาหกรรมกุ้ง โดยเฉพาะโรงงานต้องปรับตัวคือ เรื่องอาหารปลอดภัยหรือฟูดเซฟตี้ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือเทสซิบิลิตี้ ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ต่างมีความสัมพันธ์กัน เพราะหากที่ทำเทสซิบิลิตี้แล้ว ไม่ดูแลเรื่องฟูดเซฟตี้ก็เป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันคนที่ทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง ก็จำเป็นต้องมีการจัดทำการสอบย้อนกลับควบคู่กันไปด้วย เพื่อความชัดเจนในรายละเอียดข้อมูลทุกเรื่อง เพราะต้องนำข้อมูลมาบรรจุในระบบเซริฟเวอร์คอมพิวเตอร์ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
ระบบคอนแทร็กฟาร์มมิ่งโดยแท้จริง ก็ต้องมีการดูแลในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ลูกกุ้ง อาหาร แหล่งเงินกู้ ไปจนกระทั่งการจับขาย แล้วนำข้อมูลมาใส่ในระบบคอมพิวเตอร์
อย่างไรก็ตาม การทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง ก็ต้องขึ้นกับว่า ลูกค้าของโรงงานต้องการผลผลิตชนิดนั้นๆ จริงหรือไม่ ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามความสมัครใจ เช่นเดียวกับเทสซิบิลิตี้ และคอนแทรกฟาร์มมิ่ง ที่ไม่สามารถไปออกกฎเกณฑ์ใดๆ มาบังคับให้เกษตรกรหรือทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมกุ้งทุกคนต้องปฏิบัติตามได้ แต่เป็นเพียงแนวทางที่น่าจะมีการรวมกลุ่มกันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ และทำให้อุตสาหกรรมกุ้งยั่งยืน ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะเริ่มทำกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากการรวมกลุ่มที่ผ่านมา ผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ
รองอธิบดีกรมประมง กล่าวด้วยว่า ก่อนอื่นเราต้องมองหลักความเป็นจริงประกอบกันด้วยว่า หากจะทำเทสซิบิลิตี้ ก็ต้องทำคอนแทรกฟาร์มมิ่ง ควบคู่กันไป ซึ่งก็เป็นเรื่องของการรณรงค์ให้ทำ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้าของเรามีระบบ มีที่มาที่ไป และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ไม่ใช่เป็นการบีบบังคับให้ต้องทำ แต่ฟูดเซฟตี้เป็นภาคบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค เพราะฉะนั้น ทั้งฟูดเซฟตี้ และเทสซิบิลิตี้ รวมถึงคอนแทรกฟาร์มมิ่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญในอุตสาหกรรมกุ้งต่อไป หากมีการรวมกลุ่มกันระหว่างผู้ประกอบการ
สมมติว่าเกษตรกรทำคอนแทรกฟาร์มมิ่งกับโรงงาน แล้วมีอยู่วันหนึ่งเกิดอยากนึกขายคนอื่นที่ให้ราคาดีกว่า ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก เพราะโรงงานที่ทำสัญญาร่วมกันให้ราคาสูงอยู่แล้ว ข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรมเทสซิบิลิตี้ก็จะสูญเปล่า เพราะฉะนั้นนี่จึงกลายเป็นจุดแข็งของการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากข้อมูลที่บรรจุไว้ภายในโปรแกรม จะเป็นข้อมูลลับที่รู้กันได้เฉพาะเจ้าของฟาร์มหรือโรงงานที่มีรหัสผ่านเฉพาะเท่านั้น ซึ่งข้อมูลพวกนี้หลอกกันไม่ได้ เพราะกรมประมงจะต้องมีการเข้าไปตรวจสอบ
ยุทธศาสตร์กุ้งปี 50
สำหรับการประชุมของคณะทำงานของมิสเตอร์กุ้ง ซึ่งมีการประชุมไปเมื่อเร็วๆ นี้ นายนิวัติ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเป็นการติดตามผลและดำเนินการตามยุทธศาสตร์เดิมคือ ปี 2549 เราตั้งเป้าไว้ที่ 380,000 ตัน แต่ปรากฏว่ายอดในสิ้นปี เราทำได้เกินเป้าคือ 507,000 ตัน แต่ในปี 2550 เราตั้งเป้าการผลิตไว้ที่ 440,000 ตัน ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และเรื่องของราคา รวมถึงปัจจัยอื่นๆ
นอกจากนี้ในปี 2550 กรมฯ จะเน้นให้ความสำคัญกับพ่อแม่พันธุ์คุณภาพทั้งในกุ้งดำกุ้งขาวและกุ้งแชบ๊วย ซึ่งในที่นี้จะใช้คำว่า พ่อแม่พันธุ์ต้นแบบ และมีใบรับรองสายพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมาโรงเพาะฟักและแฮชเชอรี่รายย่อยส่วนใหญ่ต้องการให้กรมฯ ช่วยในเรื่องนี้ โดยขณะนี้เริ่มทำไปแล้วในสถานีต้นแบบ 5 แห่งด้วยกันคือ สถานีในจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม สงขลา ภูเก็ต และตรัง เพื่อให้โรงเพาะฟักและแฮชเชอรี่รายย่อย ได้ใช้พ่อแม่พันธุ์คุณภาพดีที่ผ่านการรับรอง แล้วนำไปผลิตลูกกุ้งจำหน่ายแก่เกษตรกรต่อไปในราคาที่ไม่แพง
เรามุ่งเน้นให้โรงเพาะฟักและแฮชเชอรี่รายยอย ได้มีโอกาสได้พ่อแม่พันธุ์ที่ดี มีใบรับรองคุณภาพ นำพ่อแม่พันธุ์ไปเพาะพันธุ์เพื่อนำลูกกุ้งมาจำหน่ายเกษตรกรในราคาที่ย่อมเยาว์ ซึ่งเราจะเน้นในรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ได้คุรภาพเต็มที่ โดยคาดว่าในอีก 2 3 เดือนข้างหน้า ก็จะสามารถนำกุ้งที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาเป็นพ่อแม่พันุ์เหล่านี้ไปใช้ในโครงการได้
ผนึกกำลังพาณิชย์บูรณาการทั้งระบบ
รองอธิบดีกรมประมง กล่าวต่อไปว่า นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ที่ประชุมยังมีการหารือในเรื่องของการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง และกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงเกษตรกร และส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ การโรดโชว์ตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะงานบอสตันซีฟู้ด ที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ รวมถึงแผนการทำตลาดของสินค้ากุ้ง
ในปีนี้เราจะให้ความสำคัญในเรื่องของพ่อแม่พันธุ์มากกว่าในเรื่องของการตลาด เนื่องจากงบประมาณมีค่อนข้างจำกัด และกรมฯ มองว่า เรื่องของคุณภาพกุ้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบย้อนกลับได้ หรือเรื่องสายพันธุ์ น่าจะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยยั่งยืน ได้มากกว่าที่จะมาคำนึงถึงเรื่องตลาดซื้อขายอย่างเดียว
สำหรับในเรื่องของการสนับสนุนในการลดต้นทุนของเกษตรกร หลังจากได้รับการร้องเรียนในเรื่องของการเก็บค่าไฟฟ้าแบบดีมานชาร์ตในการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเกษตรกรขอให้ภาครัฐคิดค่ากระแสไฟฟ้าตามความเป็นจริง เพราะเกษตรกรหลายรายสู้ไม่ไหว ทางกรมฯ ก็เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้มาก แต่ทั้งนี้ ขึ้นกับหน่วยงานต้นสังกัดที่รับผิดชอบ จะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง
นอกจากนั้น เกษตรกรยังต้องการให้กรมฯ จะเข้มงวดในเรื่องคุณภาพอาหาร โดยเฉพาะการตรวจโปรตีนในอาหารกุ้ง ซี่งส่วนใหญ่กังวลว่าคุณภาพจะไม่ดี เนื่องจากราคาปลาป่นสูงขึ้น ทำให้อาจมีการใช้สารชนิดอื่นเข้ามาทดแทน
ส่วนในเรื่องของการทำตลาด ซึ่งในปีนี้อาจได้รับความสำคัญน้อยลงนั้น รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ขณะนี้เราอาจต้องฉีกรูปแบบของผลิตภัณฑ์ออกไปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เกิดความมั่นคงทางการตลาด อาทิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เน้นในรูปแบบที่ลูกค้าต้องการ และเข้ากับวัฒนธรรมการบริโภคของประเทศนั้นๆ หรือการเสนอสินค้าในรูปของผลิตภัณฑ์แบบไทยๆ เป็นต้น
สำหรับสถานการณ์การตลาดในปี 2550 นั้น กรมฯ อยากให้เกษตรกรพัฒนาตัวเองให้ดีให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นตลอดเวลา เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตลาด และโรงงาน อันจะเป็นผลพวงให้เกิดการคอนแทรกฟาร์มมิ่ง หรือการซื้อขายโดยตรง ซึ่งการปรับเปลี่ยนในรูปแบบซื้อขายล่วงหน้านี้ จะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งยั่งยืนและอยู่ได้
 
|