thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 10/03/2007-12:50 GMT+7  
หลังจากรัฐบาลออสเตรเลียออกมาตรการ IRA ส่อเจตนากีดกันนำเข้ากุ้งไทย ภาครัฐก็ได้ยื่น 4 ข้อโต้แย้ง และเสนอให้ใช้เวที TAFTA หาทางออก พร้อมกับยื่นคำขาด หากยังดันทุรังบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอีก ส่งเรื่องฟ้อง WTO แน่ ด้านนักวิชาการเชื่อมั่นมาตรการลวงโลกไปไม่รอด ฟันธงประเด็นการเมืองล้วนๆ
จากการที่รัฐบาลออสเตรเลียโดยหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ Biosecurity Australia ได้ประกาศร่างเอกสารวิเคราะห์ความเสี่ยงของการนำเข้ากุ้ง หรือ Import Risk Analysis (IRA)การนำเข้ากุ้งและสินค้ากุ้งฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2549 โดยอ้างว่ากุ้งนำเข้าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์น้ำธรรมชาติ และธุรกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศออสเตรเลีย และได้แจ้งเวียนให้ประเทศคู่ค้าพิจารณา เสนอข้อคิดเห็น โต้แย้ง ภายใน 90 วันคือภายในวันที่ 21 ก.พ.2550
รัฐเดินหน้าแจงผ่อนปรน IRA
ล่าสุดมีรายงานเข้ามาว่า คณะเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประมง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเพื่อไปเจรจากับออสเตรเลีย และยื่นข้อเสนอให้ทางการออสเตรเลียพิจารณาเพื่อผ่อนปรนระเบียบก่อนออกมาตรการนำเข้าสินค้ากุ้งไทย เมื่อวันที่ 13-16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเข้าพบผู้นำเข้า และรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อแสดงข้อกังวลและท่าทีของประเทศไทย ที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เนื่องจากเป็นการกีดกันทางการค้า โดยได้จัดตั้งคณะทำงานและเอกสารโต้แย้งร่างเอกสารวิเคราะห์ความเสี่ยง ประกอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน โดยกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการผลักดันทางด้านการเมืองและการทูต ส่วนกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการผลักดันทางด้านการค้า
นายจรัลธาดา กรรณสูต อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ระเบียบข้างต้นจากการพิจารณาพบว่า หากกุ้งส่งออกไทยต้องผ่านการต้มสุกในอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส แล้ว คุณภาพกุ้งจะเสียไป ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องเชื้อไวรัสในกุ้งส่งออกของไทย ขอยืนยันว่า ไม่มีแน่นอน จึงเห็นว่ามาตรการของออสเตรเลียในครั้งนี้เป็นการกีดกันทางการค้าอย่างหนึ่ง ประกอบกับกระบวนการพิจารณาส่วนใหญ่เป็นการคาดคะเน และไม่ได้อยู่บนสมมติฐานเรื่องคุณภาพอย่างที่ควรจะเป็น
ยื่น 4 มาตรการฉีกหน้าออสซี่
โดยจากการที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปประเทศออสเตรเลียตามวันและเวลาดังกล่าว ตัวแทนของรัฐบาลไทยได้นำเสนอมาตรการทางเลือกที่สำคัญแก่รัฐบาลออสเตรเลีย รวม 4 ข้อ คือ
1.กุ้งจะต้องมาจากฟาร์มที่ได้รับรองมาตรฐานการทำการเกษตรที่ดี (GAP) และหรือ มีจรรยาบรรณในการเลี้ยงกุ้งที่ดีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานของกรมประมง (CoC) และอยู่ภายใต้ระบบการเฝ้าระวังโรค โดยไม่พบว่ามีอาการของโรคในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนการส่งออกไปยังออสเตรเลีย ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังที่มาของกุ้งและผลิตภัณฑ์ได้จนถึงระดับฟาร์มและโรงเพาะฟัก (ข้อกำหนดของออสเตรเลียระบุกุ้งต้องมาจากเขตปลอดโรค หรือประเทศที่ปลอดโรคโดยการรับรองว่าปลอดจากโรคที่เป็นอันตรายตามที่ระบุไว้ใน IRA)
2.สินค้าจะต้องแปรรูปในสถานแปรรูปที่ผ่านการรับรองจากกรมประมง โดยกุ้งที่ต้มจะต้องเปลี่ยนสี และไม่มีส่วนที่ไม่สุกเหลืออยู่ (ข้อกำหนดของออสเตรเลีย กุ้งจะต้องแปรรูปในสถานแปรรูปที่ได้ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีคุณสมบัติให้อยู่ในมาตรฐานที่โปรตีนในกุ้งแปรรูปเปลี่ยนสภาพ และไม่มีส่วนที่ไม่สุกปนอยู่ โดยอุณหภูมิกึ่งกลางตัวกุ้งอยู่ที่ 85 องศาเซลเซียส)
3.เป็นสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น กุ้งชุบแป้ง ติ๋มซำ ฯลฯ (ออสเตรเลียกำหนดให้สินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่าที่แปรรูปโดยการตัดหัว ปอกเปลือก โดยให้ระบุว่า เป็นสินค้าเพื่อการบริโภคของมนุษย์ดังต่อไปนี้ ชุบเกล็ดขนมปัง ผ่าหลังตัดหัว ปอกเปลือก ยกเว้นส่วนหางปล้องสุดท้าย และแพนหาง หรือแปรรูปเป็นกุ้งชุบ กุ้งเคลือบ ติ่มซำ ปอเปี๊ยะ samosa หรือลูกชิ้น)
4.สินค้าทุกเที่ยว (ชิปเม้นต์) จะต้องแนบใบรับรองจากกรมประมง ว่าผลิตจากกระบวนการที่ผ่านการรับรอง และมีการตรวจสอบย้อนกลับได้ (ออสเตรเลียกำหนดให้สินค้าทุกชิปเม้นต์ต้องผ่านการตรวจก่อนการนำเข้า ว่าปลอดขากเชื้อตัวแดงดวงขาว และโรคตัวเหลือง โดยใช้หลักการทางดีเอ็นเอในการตรวจสอบ ทำการสุ่มตัวอย่างที่ความเชื่อมั่น 95%)
อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวทางออสเตรเลียได้รับไปพิจารณา และเชื่อว่าจะผ่อนปรนความเข้มข้นลง เพราะในบางประเด็นไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน หากสุดท้ายแล้วทางออสเตรเลียไม่ผ่อนปรนและยังใช้มาตรการที่เข้มงวดเช่นเดิม ไทยจะดำเนินการฟ้องร้องออสเตรเลียต่อองค์การการค้าโลก(WTO) ต่อไป เพราะถือเป็นการดำเนินการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
ขู่ฟ้อง WTO แน่หากยังขืนมั่วนิ่ม
ด้าน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องนี้คณะผู้แทนไทยจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางไปเจรจาเรื่องนี้แล้ว โดยทำความเข้าใจว่า ไทยมีวิธีการทำให้กุ้งปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้มาตรการดังกล่าว เพราะไทยไม่เคยมีประวัติว่าก่อให้เกิดการแพร่เชื้อในฟาร์มกุ้งของประเทศผู้นำเข้า
นอกจากนี้ไทยยังได้จัดส่งผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของไทยไปออสเตรเลียแล้ว ซึ่งรอผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียอีกครั้งหนึ่ง และหากผลการตรวจทาง วิทยาศาสตร์ของออสเตรเลียออกมา ระบุว่าสินค้ากุ้งไทยไม่ปลอดภัย ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งฝ่ายไทยจะดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยจะนำเรื่องดังกล่าว ร้องขอความเป็นธรรมต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ต่อไป
อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวด้วยว่า นอกจากวิธีการข้างต้นแล้ว ไทยโดยเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก จะยกเรื่องดังกล่าวขึ้นหารือในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชภายใต้องค์การการค้าโลก ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ -1 มีนาคมนี้ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาตน ก็ได้เข้าพบเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เพื่อหารือในเรื่องดังกล่าว โดยการหารือครั้งนี้ ก็ได้มีการยื่นจดหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าของออสเตรเลีย แสดงความกังวลหากมาตรการดังกล่าวบังคับใช้ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกกุ้งของไทยเป็นอย่างมาก และได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า หากออสเตรเลียจะบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ควรมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน และมาตรการที่บังคับใช้จะต้องไม่เป็นการกีดกันทางการค้า ซึ่งไทยเห็นว่าทั้ง 2 ฝ่าย ควรใช้เวที TAFTA ในการหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ผลไม้ไทยจ่อโดนรายต่อไป
น.ส.ชุติมา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานทางออสเตรเลีย มีการระบุสินค้าผลไม้ไทย ได้แก่ ส้มโอ มะม่วง เมื่อบริโภคจะเป็นอันตราย เนื่องจากผลไม้ไทยอาจมีแมลงบางชนิดที่ไม่ปลอดภัย โดยในเรื่องนี้ ฝ่ายไทยรู้สึกไม่สบายใจ และเตรียมที่จะทำหนังสือและผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ผลไม้ไทยไม่มีสารเจือปนหรือมีแมลงใด ๆ และมีความปลอดภัยสูง เพื่อให้ทางออสเตรเลียดำเนิน การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน
ดร.ทิมร่วมเจรจา ออสซี่ขอ 10 วัน ชี้อนาคตกุ้งไทย
ขณะที่ ศ.ดร.ทิมโมเท วิลเลียม เฟลเกล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแห่งความเป็นเลิศกุ้งฯ ม.มหิดล กล่าวว่า ตนได้เดินทางไปออสเตรเลียเพื่อชี้แจงข้อโต้แย้งของไทย โดยเดินทางไปในนามที่ปรึกษาของกรมประมง ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทางออสเตรเลียก็ยังไม่มีท่าทีในเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพียงแต่กำหนดว่าวันที่ 21 ก.พ.จะรับข้อโต้แย้งและข้อคิดเห็นจากประเทศผู้ส่งออก
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว ตนค่อนข้างมั่นใจว่า ออสเตรเลียไม่น่าจะกล้าใช้มาตรการ IRA ที่เป็นผู้กำหนดขึ้นมา เพราะเรามีหลักฐานชี้ชัดในทุกข้อกล่าวหา ว่าทุกอย่างที่เขากล่าวหาไม่ถูกต้อง ซึ่งหลังจากเห็นข้อเสนอและข้อโต้แย้งของเรา เขาก็ขอเวลาในการพิจารณา 10 วัน
ไทย-ออสซี่เดือดร้อนทั้งคู่
ส่วนการเดินทางไปในครั้งนี้ ทีมร่วมเจรจาก็ได้มีการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว และสื่อมวลชนของออสเตรเลีย เพราะเป็นประเด็นที่คนออสเตรเลียเองให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเท่าที่ทราบตามสื่อต่างๆ ของเขา ต่างๆ ได้รับจดหมายสนับสนุนผู้นำเข้ากุ้ง และไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวหลายพันฉบับ
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้ามีการบังคับใช้มาตรการนี้ นอกจากผู้ส่งออกไทยจะเดือดร้อนแล้ว คนนำเข้าออสเตรเลียเองจะมีปัญหา และยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในประเทศเขาเอง เพราะปริมาณกุ้งที่มีคุณภาพจะลดลง ทำให้ราคากุ้งของออสเตรเลียจะสูงขึ้นเองในที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่เรื่องนี้จะเป็นที่สนใจของคนออสเตรเลีย
ผู้เชี่ยวชาญฝรั่งชี้ IRA ห่วยแตก
ศ.ดร.ทิมโมเท กล่าวว่า ในขณะเดียวกันทางผู้นำเข้าออสเตรเลียก็ได้จ้าง ดร.โรเจอร์ มอร์ริส ชาวนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างดีว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำ IRA เก่งที่สุดในโลก มาร่วมพิจารณา IRA ที่ทางการออสเตรเลียได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ก็บอกว่า มาตรการนี้ ไร้ซึ่งมาตรฐาน และมีความเสี่ยงสูง อาจนำมาซึ่งความไม่พอใจของหลายฝ่ายในประเทศออสเตรเลียเอง
ยกเมฆมั่วนิ่มหลายประเด็น
สำหรับในประเด็นที่หลายฝ่ายในออสเตรเลียค่อนข้างจะเห็นด้วยกับฝ่ายไทย โดยเฉพาะการกำหนดการตรวจโรค IMNV ของกุ้งส่งออกจากไทยนั้น ผ.อ.ศูนย์วิจัยแห่งความเป็นเลิศกุ้งฯ กล่าวว่า โรค IMNV เป็นโรคประจำท้องถิ่นในกุ้งกุลาดำของออสเตรเลียเอง จึงแตกต่างจากโรคในประเทศแถบอื่น และที่สำคัญยังไม่เคยเกิดในประเทศไทย ซึ่งทางออสเตรเลียเองก็ทราบดีอยู่ เพราะฉะนั้นผู้นำเข้าออสเตรเลียเอง รวมถึงผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมกุ้งออสเตรเลีย จึงไม่เห็นด้วยกับการกำหนดประเด็นนี้ขึ้นมาเป็นข้ออ้างกีดกันทางการค้า
เสียงอ่อยรับเวลาไตร่ตรองน้อย
นอกจากนั้นในประเด็นที่ว่า หากกุ้งไทยไปขายในซุปเปอร์มาเก็ตออสเตรเลีย และหากมีโรคปนเปื้อน ผู้เพาะเลี้ยงหรือแฮชเชอรี่ออสเตรเลีย ก็จะไปซื้อกุ้งเหล่านี้ไปเป็นอาหารกุ้ง อันจะนำโรคมาติดกุ้งในออสเตรเลีย ซึ่งในข้อเท็จจริง ไม่มีความเป็นไปได้นั้น เขาก็ยอมรับว่า เขาเร่งรีบในการกำหนดมาตรการ IRA มากเกินไป จนกระทั่งไม่มีเวลาในการไตร่ตรองรายละเอียดมากนัก
ที่สำคัญในประเด็นนี้ นายแฮรี่ ปีเตอร์ ประธานบริษัทนำเข้ากุ้งออสเตรเลีย ก็ได้รับจดหมายจากโรงเพาะฟักที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียว่า เป็นไปไม่ได้ที่ทางแฮชเชอรี่จะไปซื้อกุ้งจากซุปเปอร์มาเก็ตนำมาเป็นอาหารพ่อแม่พันธุ์กุ้งหรือลูกกุ้ง
สำหรับในประเด็นกุ้งต้มสุกต้องต้มในอุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียสนั้น เขาก็ยอมรับว่า จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น ไม่เกี่ยวกับส่วนของกุ้ง แต่เขานำมาใช้ด้วยความเร่งรีบ ซึ่งทางเราก็มีการเสนอว่า กุ้งส่งออกจากไทยจะต้องแปรรูปในสถานแปรรูปที่ผ่านการรับรองจากกรมประมง โดยกุ้งที่ต้มจะต้องเปลี่ยนสี และไม่มีส่วนที่ไม่สุกเหลืออยู่
เสนอใช้เทสซิบิลิตี้แทน
ส่วนที่มีการกำหนดไว้ว่า จะใช้พีซีอาร์ ตรวจกุ้งสดทุกชนิด เขาคงจะไม่กล้า หลังจากได้รับคำชี้แจงและข้อโต้แย้งของเราไป เพราะทางเราเสนอให้ใช้เทสซิบิลิตี้แทน ซึ่งทางเราได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดีแล้ว และมั่นใจว่าเทสซิบิลิตี้ไทย จะตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้ในทุกมาตรฐานที่ประเทศคู่ค้ากำหนดมา โดยเราจะสามารถรับรองได้เลยว่า กุ้งที่เราส่งไปขายออสเตรเลียในช่วง 6 เดือน ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง เพราะฉะนั้น กุ้งที่ส่งไปออสเตรเลีย จึงอาจต้องเป็นเทสซิบิลีตี้เฉพาะ ที่แตกต่างจากเทสซิบิลิตี้ของประเทศอื่น แต่มีความคล้ายคลึงกันส่วนใหญ่
เชื่อประเด็นการเมืองล้วนๆ
ศ.ดร.ทิมโมเท กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวนั้น ตนคิดว่า เรื่องนี้น่าจะมาจากประเด็นการเมืองมากกว่า เพราะออสเตรเลียจะมีการเลือกตั้งในอีก 2 เดือนข้างหน้า เพราะฉะนั้นจึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการหาเสียง โดยประเด็นหลักเริ่มจาก การที่รัฐบาลออสเตรเลียมีมาตรการให้ชาวประมงออสเตรเลียลดพื้นที่การทำประมงทุกชนิด เพื่อรักษาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะชาวประมง และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงมีการชูประเด็นเรื่องกุ้ง โดยออกมาตรการ IRA ขึ้นมา เพื่อดึงคะแนนนิยมกลับคืน และทำให้คนเหล่านั้นลืมมาตรการที่ออกก่อนหน้านี้ไป
เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ เพราะฉะนั้นหลังจากมีการลงคะแนนเลือกตั้ง เรื่องก็จะเงียบหายไปเอง ผมจึงมั่นใจว่า มาตรการ IRA จะใช้กับเราไม่ได้ เพราะเรามีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถชี้แจงได้อย่างเด่นชัด และหลายฝ่ายรวมทั้งคนออสเตรเลียส่วนหนึ่ง ก็ยังมองว่า IRA เป็นมาตรฐานที่ไม่อาจยอมรับได้ เพราะฉะนั้น หากยังมีการดื้อแพ่งใช้ประเด็นทางการเมืองมากีดกันสินค้ากุ้งไทยอีก ก็มีโอกาสสูงที่จะต้องฟ้องร้องต่อ WTO ซึ่งหากเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้ถึงขั้นนี้
อนึ่งสำหรับจีนและเวียดนาม แม้ว่าจะถูกมาตรการเดียวกับไทย แต่ยังไม่แสดงท่าทีอะไร ซึ่งในเรื่องนี้ เราต้องระวัง เพราะเวียดนามมีการดำเนินการในระดับหนึ่ง แต่แล้วกลับเงียบไป ส่วนจีนไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า อาจมีการไปเจรจาร่วมกับออสเตรเลีย เพื่อเอาเปรียบไทยทีหลัง ซึ่งก็สามารถเป็นไปได้
 
|