thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 10/03/2007-12:53 GMT+7  
กระแสเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งตัว ยังคงเป็นปัญหาสำหรับการส่งออกกุ้งในปี 2550 เนื่องจากยังไม่มีทีท่าว่าค่าเงินจะมีเสถียรภาพที่ดี แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จะออกมาตรการสำรองเงินตราเข้าประเทศ 30%เพื่อสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทแล้วก็ตาม ล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ค่าเงินอ่อนลงจาก 35 เป็น 36 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ (คิดเป็น 2.8% ขณะที่ปี 2549 ค่าเงินแข็งขึ้นไปถึง 14.5%)
ภาคเอกชนหลายหน่วยงานเร่งของให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนช่วยเหลือและดูแลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ (นายเกริกไกร จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) ได้ตั้งเป้าการส่งออกให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อตั้งเป้ากันแบบนี้แล้ว หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าค่าเงินบาทไม่สมควรจะแข็งตัวมากไปกว่านี้ แต่ควรอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งเพื่อให้สามารถแข่งขันได้
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดมีอยู่ 5 ประเภทด้วยกันคือ
1)กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมกุ้ง จัดเป็นกลุ่มที่มีผลกระทบชัดเจนที่สุด กล่าวคือ ในปี 2548 มีการส่งออกกุ้งทั้งหมด 420,000 ตัน สูงกว่าเป้าหมาย 360,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 72,000 ล้านบาท แต่ในปี 2549 ส่งออกกุ้งได้ 570,000 ตัน เพิ่มขึ้น 21% คิดเป็นมูลค่า 77,000 ล้านบาท แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้ว ราคากุ้งลดลง 13.2%
ผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรม กุ้งแช่แข็งมีการใช้วัตถุดิบภายในประเทศถึง 85% ในปี 2549 กุ้งไทย ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐถึง 60% มูลค่าประมาณ 46,000 ล้านบาท ส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น 15% ฉะนั้นจึงยากที่จะเจรจาให้ผู้นำเข้ากุ้งใช้เงินสกุลอื่น เนื่องจากตลาดสำคัญอยู่ที่สหรัฐฯ
2)อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นอุตสาหกรรมที่มีการนำเข้าวัตถุดิบประมาณ 40-50% จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน
3)อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มอุตสาหกรรมนี้จะมีต้นทุน 3 ส่วนสำคัญคือ ต้นทุนด้านการจัดการในด้านเชื่อมโยงการผลิต ต้นทุนในการผลิตหรือแปรรูป และต้นทุนการเงิน ,ของเสีย และกำไร ดังนั้นหากเงินบาทแข็งค่าที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ต้องลดต้นทุนลงให้ได้ 12% และลดส่วนของต้นทุนการเชื่อมโยงการผลิต จาก 55% เป็น 45% ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 10% แต่ก็กำไรจะลดลง 8.4%
4)อุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ หลังจากค่ายรถยนต์ทั้งหลายมาใช้ฐานการผลิตในประเทศไทย ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องปรับตัว ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือผู้ใช้วัตถุดิบในประเทศ เพราะค่าเงินบาทแข็ง จึงไม่สามารถชดเชยต้นทุนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศได้
และ 5)กลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ จากอัตราแลกเปลี่ยน 38-39 บาท/เหรียญสหรัฐ ลงมาที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมา มีการขาดทุนมาก ด้วยลักษณะธุรกิจประเภทนี้ให้ "เครดิต" แก่ลูกค้าประมาณ 4-6 เดือน
แนวทางรับมือความผันผวนค่าเงินบาท
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ศึกษามาตรการรองรับการแข็งค่าของเงินบาท โดยได้แนะนำไว้ 2 แผน คือ 1)แผนระยะสั้น ให้ผู้ประกอบการกระจายตลาดส่งออก เพื่อจะสัดส่วนรายได้ในรูปของสกุลเหรียญสหรัฐ การกระจายความเสี่ยง โดยการนำเข้าวัตถุดิบ ซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า และเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศ และ 2)แผนระยะยาว ต้องพัฒนาคุณภาพและนวัตกรรมใหม่ของสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่ง ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบลอจิสติก และวางแผนการผลิตระยะยาว เช่น ย้ายการผลิตบางส่วนไปอยู่ในแหล่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือถูกกระทบจากแนวโน้มของการอ่อนของค่าเงินเหรียญสหรัฐน้อยกว่า
ล้อมกรอบ
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่าค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าในลักษณะทรงตัว ส่งผลกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้ากุ้งจากต่างประเทศที่ลดน้อยลง ทำให้เวลานี้โรงงานแปรรูป(ห้องเย็น)ได้กดราคารับซื้อกุ้งจากเกษตรกร โดยกุ้งขนาด 50 ตัว/กก.(กุ้งขาว) ล่าสุดราคาอยู่ที่ 130 บาท จากช่วงค่าเงินบาทอยู่ที่ 37-38 บาท/ดอลลาร์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 150 กว่าบาท/กก. หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก และส่งผลให้ราคากุ้งตกต่ำลงอีก เกษตรกรจำนวนมากคงต้องเลิกเลี้ยงกุ้ง เพราะเวลานี้ก็ขายขาดทุนอยู่แล้ว นอกจากนี้เกษตรกรเลี้ยงไก่ ปลูกข้าว และสินค้าเกษตรอื่นๆ คงตกชะตาเดียวกัน เนื่องจากการส่งออกซึ่งเป็นปลายทางไม่สามารถแข่งขันได้
 
|