thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 10/03/2007-12:53 GMT+7  
เดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นช่วงเดือนที่ ผู้ส่งออกกุ้งของไทยต้องเร่งระดมเงินกันยกใหญ่ เพราะต้องนำไปวางซีบอนด์ค้ำประกันรอบ 3 ไว้อีก 2,000 กว่าล้านบาท ในขณะที่รอบแรกนั้นยังไม่ได้คืนกลับมา คงต้องรอผลการทบทวน AD เสียก่อน
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เปิดเผยว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เป็นช่วงที่จะครบรอบการทบทวนการเก็บภาษี AD ประจำปี รอบ 2 ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบผลว่า "บริษัทใดจะถูกเลือกบ้าง"
ในขณะเดียวกัน เดือนกุมภาพันธ์ ผู้ส่งออกกุ้งจะต้องวางค้ำประกันเงินสดหรือ ซีบอนด์ ให้กับผู้นำเข้ากุ้งสหรัฐ เป็นรอบที่ 3 รวมแล้วประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากผู้นำเข้ากุ้งของสหรัฐฯ ไม่ยอมรับภาระในการวางบอนด์ หากพิจารณารวมเป็นวงเงินทั้งระบบที่จะต้องใช้ในการส่งออกกุ้งไปสหรัฐ 3 ปี เท่ากับผู้ส่งออกไทยจะต้องหาเงินไปวางไว้กับธนาคารถึงประมาณ 7,200 ล้านบาทเพื่อออก continuous bond ให้กับผู้นำเข้ากุ้งสหรัฐไปวางค้ำประกันไว้กับศุลกากร ซึ่งถือเป็นภาระที่หนักมากกับผู้ส่งออกกุ้งไทย
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด นายพจน์ กล่าวว่า ทางกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ หรือ DOC เพิ่งเดินทางมาประเทศไทย เพื่อดำเนินการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ในการทบทวนการเก็บภาษี AD ประจำปี ในรอบแรกของ 3 บริษัทที่ถูกพิจารณาให้ทบทวน ได้แก่ บริษัท ไทยเอกมัยห้องเย็น จำกัด, บริษัท แพ็คฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ PPC และบริษัท กู๊ดลักซ์ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งกว่าจะทราบผลการพิจารณาขั้นสุดท้ายก็ประมาณเดือนกันยายน 2550 เพื่อประกาศว่าอัตราภาษี AD จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หลังจากนั้นจึงจะเรียกเก็บเงินหรือคืนเงินย้อนหลังให้กับผู้นำเข้ากุ้งที่วางค้ำประกันเงินสด หรือ continuous bond ไว้ หรือกว่าจะได้เงินคืนก็ปาเข้าไปเป็นปีที่ 4
"ปัญหา AD สหรัฐยังคงหนักมาก เราโดนภาษี AD ประมาณ 5.95 และต้องวาง continuous bond ซ้ำอีก ถ้าเราไปดัมพ์ราคากุ้งเพิ่ม สหรัฐก็จะเอามาหักเงินในรอบที่ 1 รอบ 2 ที่เราวางไปแล้ว และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 เราต้องวาง continuous bond เป็นรอบที่ 3 อีก ขณะที่รอบ 1 ยังไม่กลับมาเลย ดังนั้นเท่ากับว่า เราไม่ได้วาง continuous bond ไว้ 6% แต่เป็นการวางไป 12% แล้ว ยกตัวอย่างกลุ่มรูบิคอนปีนี้ต้องวาง continuous bond รอบ 3 อีกประมาณ 15-16 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 600 กว่า ล้านบาท ตอนนี้บริษัทสมาชิกสมาคมบางรายยังมีปัญหาไม่รู้จะทำยังไง เรื่องนี้ภาครัฐคงต้องเข้ามาช่วยในการเจรจากับสถาบันการเงินบ้าง"
---------------------------
ล้อมกรอบ
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศเรียกเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (anti-dumping หรือ AD) สินค้ากุ้งจากประเทศไทยตามที่กลุ่มพันธมิตรชาวประมงกุ้ง 8 มลรัฐ กล่าวหาในอัตราร้อยละ 5.29-6.82 มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2547
ขณะที่ศุลกากรสหรัฐฯ ก็ได้ออกเงื่อนไขใหม่ บังคับให้ผู้นำเข้ากุ้งจากประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษี AD ต้องวาง "continuous bond" (ที่เรียกกันว่าซีบอนด์) คือการวางค้ำประกันเงินสดด้วยการคำนวณจากยอดส่งออกกุ้งของบริษัทที่ถูกเรียกเก็บ AD ในปีที่ผ่านมา เพื่อป้องกันกรณีอาจจะเบี้ยวไม่จ่ายภาษี AD และหากมีการทบทวนอัตราการทุ่มตลาดตอนสิ้นปีแล้วพบว่ามีการดัมพ์ราคาขายกุ้งเกิดขึ้นมาอีก ศุลกากรสหรัฐก็จะได้เรียกเก็บภาษี AD เพิ่ม ด้วยการเรียกเก็บจากที่ผู้นำเข้าวางค้ำประกันไว้นั่นเอง
ทั้งนี้ สถิติการส่งออกกุ้งไทยสิ้นปี 2549 ประมาณ 300,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80,000 ล้านเหรียญ ถ้าค่าเงินบาทไม่หายไป 13% มูลค่ากุ้งไทยคงตกประมาณ 100,000 ล้านบาท ตัวเลขผลผลิตกุ้งจากกรมประมงปี 2549 เลี้ยงได้ 529,139 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 38,000 ตัน มีการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักประมาณ 60% ปัจจุบันประเทศไทยครองตลาด 1 ใน 3 ของกุ้งที่เข้าตลาดสหรัฐ
หากพิจารณาตัวเลขกุ้งเข้าตลาดสหรัฐ แบ่งเป็นกุ้งไทย 32-33% ส่วนตลาดญี่ปุ่น การส่งออกถดถอยลงมาจาก 19% เหลือ 17.85% หรือหายไปประมาณ 2% ตลาดเกาหลีใต้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.61% ตลาดแคนาดาขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็น 5.31% ขณะที่ตลาดออสเตรเลีย 2.46% หายไป 1%
แหล่งข่าวจากวงการส่งออกกุ้ง เปิดเผยว่า การทบทวนภาษี AD รอบแรกใน 3 บริษัท มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีลงอาจจะ 1-2% ส่วนการทบทวนภาษีรอบ 2 ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดแสดงความจำนงที่จะขอทบทวนอัตราภาษี AD ทุกคนคงรอดูท่าทีในการทบทวน AD รอบแรกก่อน
"ถ้าการทบทวน AD รอบแรกมีบริษัทไทยได้ปรับลดอัตรา AD ลงบ้าง การทบทวนในรอบ 2 อาจจะมีบริษัทยื่นความจำนงขอทบทวนโดยสมัครใจเข้ามาบ้าง ขณะเดียวกันบางบริษัทอาจใช้วิธีเจรจากับกลุ่ม SSA ขอคงอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดไว้ในอัตราเดิมคือร้อยละ 5.95 ไว้อีกเป็นปีที่ 2 เหมือนกับที่ดำเนินการในปีที่แล้วก็ได้" แหล่งข่าวกล่าว
 
|