thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 10/03/2007-12:54 GMT+7  
เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา กรมประมงได้จัดให้มีการเสวนาสถาวะการประมงไทยปี 50 ในหัวข้อ ตลาดแนวโน้มการแปรรูปสินค้าประมงเพื่อการส่งออก ณ ห้องประชุมพะยูน กรมประมง โดยได้เชิญ นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริษัทไทยยูเนี่ยนโฟร่เซนโปรดักส์ และนายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธายเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทพรานทะเลมาร์เก็ตติ้งจำกัด รวมถึงผู้แทนของกรมประมง ร่วมแสดงความคิดเห็น
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยนโฟรเซนโปรดักส์ จำกัด กล่าวว่าภาพรวมของการส่งออกสินค้าประมงไทยในปี 2549 ที่ผ่านมามีปริมาณการส่งออกรวมกว่า 2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งตลาดหลักยังคงอยู่ในสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น โดยมูลค่ารวมของยอดการส่งออกทั้ง 2 ตลาดคิดเป็น 60% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงทั้งหมดของไทย
ส่วนแนวโน้มตลาดสินค้าประมงในปี 2550 ยังมีแนวโน้มที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าปลาทูน่า และสินค้ากุ้ง โดยในส่วนของสินค้าปลาทูน่า มีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าส่งออกเป็น 5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และตั้งเป้าหมายปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น 10% สำหรับสินค้ากุ้งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการส่งออกทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าในปี 2550 ขึ้นอีก 8%
สำหรับปัญหาและอุปสรรคของการส่งออกในปี 2550 นั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องอัตราค่าเงินบาทของไทยที่มีแนวโน้มแข็งตัวต่อเนื่อง ในขณะที่ค่าเงินบาทของทั้งสหรัฐ และญี่ปุ่นมีแนวโน้มอ่อนตัว อีกทั้งประเทศคู่แข่งไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน บังกลาเทศ มีการแข็งค่าของสกุลเงินน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเงินบาทของไทย ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบทางด้านราคา รวมถึงต้นทุนค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น ปัญหาราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของโลก เป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องหาแนวทางเพื่อสร้างความสามารถ
โดยกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องเน้นหนักในปี 2550 เพื่อสร้างความได้เปรียบให้กับสินค้าประมงของไทยกับประเทศคู่แข่ง คือ คุณภาพและมาตรฐานการผลิต รวมถึงความปลอดภัยทางด้านอาหาร ในขณะเดียวกันต้องสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดมากขึ้นควบคู่กันไปด้วย โดยเจาะในทุกช่องทางการจำหน่ายของทุกตลาด ทั้งตลาดค้าปลีก ตลาด Food Service ที่จะนำสินค้าประมงของไทยเข้าไปจำหน่ายตามโรงแรม ร้านอาหาร โรงเรียนและโรงพยาบาล ให้มากยิ่งขึ้น
ด้านนายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ผู้บริหาร บริษัทพรานทะเลมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมส่งออกสินค้าประมงไทย โดยเฉพาะกุ้งต้องพัฒนากระบวนการ รูปแบบการแปรรูปสินค้าจากการใช้แรงงานคน หันมาใช้ระบบกึ่งอัตโนมัติเพิ่มขึ้น คือใช้ทั้งแรงงานคนและเครื่องจักร รวมทั้งจัดสายการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เพราะมีปัญหาด้านค่าแรงที่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง คือ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย และมาเลเซีย นอกจากนั้นต้องควบคุมด้านวัตถุดิบให้มีมาตรฐาน และมีเพียงพอต่อสายการผลิต ผ่านการทำการเกษตรแบบมีสัญญา (คอนแทรคฟาร์มมิ่ง) กับเกษตรกร และต้องทำให้รูปแบบการแปรรูปมีความแตกต่าง เน้นทำสินค้าที่มีเอกลักษณ์ หรืออาหารที่มีส่วนผสมความเป็นไทย ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ไม่สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่การขาดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก
ด้านนายนิวัติ สุธีมีชัยกุล รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในปีนี้กรมประมงมีแผนงานจะผลักดันให้มีการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ระหว่างเกษตรกรกับโรงงานแปรรูปมากขึ้น ตั้งเป้าหมายร้อยละ 30 และเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์สู่ภาคเอกชนมากขึ้น ส่วนปัญหาที่กระทบต่อการส่งออกต่างๆ มีการติดตามแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดและทันท่วงที โดยความเห็ยที่ทุกฝ่ายเสนอมานั้น ได้ถูกกำหนดเป็นนโยบายการดำเนินงานของกรมประมงในปี 2550 แล้ว
 
|