thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 10/03/2007-13:10 GMT+7  
เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงานหนังสือพิมพ์กุ้งไทย มีโอกาสได้ไปพบปะพูดคุยกับเกษตรกรท่านหนึ่ง ซึ่งท่านมีแนวคิด และข้อคิดที่ดีๆ ที่ดูแล้วจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล หากนำไปปฏิบัติตามหรือนำไปประยุกต์ ซึ่งแนวคิดนี้ ก็มาจากแรงบัลดาลใจและปรัชญาการเลี้ยงที่ว่า ทำกุ้งให้สะอาดแข็งแรง สู้กับเชื้อโรคได้และ หากลูกน้องมีความเป็นอยู่ที่ดี งานก็จะดีตามไปด้วย
เกษตรท่านนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น คุณอภิรักษ์ ช้างทรัพย์ หรือที่ชาวสุราษฏร์ธานีรู้จักกันเป็นอย่างดีในนาม พี่สมชาย เจ้าของศรีวิชัยฟาร์มนั่นเอง
คุณอภิรักษ์ เล่าให้ฟังว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมกุ้งในปัจจุบัน เริ่มมีการแข่งขันกันสูงขึ้น ไม่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ตลาดต่างประเทศ ก็มีการแข่งขันกันสูง และดูเหมือนจะสูงขึ้นเรื่อย จะเห็นได้จากการเพิ่มผลผลิตกุ้งขาวเพื่อมาแข่งกับไทยของประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือจีน
นอกจากนี้ มาตรการอื่นๆ ที่เป็นการกีดกันทางการค้า ก็เริ่มมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องมาคิดตลอดเวลาว่า ทำอย่างไรถึงจะเลี้ยงกุ้งให้ผ่านได้ โดยต้นทุนน้อยที่สุด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องได้กุ้งคุณภาพ ถูกสุขอนามัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
ปฏิรูปฟาร์มตามมาตรฐานSSP
ด้วยประเด็นจากการกีดกันทางการค้านี้เอง ทำให้เกิดมาตรฐานกุ้งต่างๆ เข้ามามากมาย ซึ่งมาตรฐาน SSP ของชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฏร์ธานี ก็เป็นหนึ่งนั้น ทำให้ตนในฐานะกรรมการชมรมฯ ซึ่งมีแนวคิดตรงกับมาตรฐานนี้ ตนจึงถือว่าเป็นเกษตรกรรายแรกๆ ที่ปฏิรูปฟาร์มของตัวเองให้ได้ตามมาตรฐานข้างต้น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ลืมที่จะเสริมในส่วนของความชอบส่วนตัว และความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ นำมาปรับปรุงให้เข้ากัน เช่น การตัดแต่งต้นไม้บริเวณรอบบ่อและคันบ่อ ความสวยงามและเป็นระเบียบของอาคารหรือที่อยู่อาศัย เป็นต้น ที่สำคัญตนยังยึดหลักการเดิมคือ ทำกุ้งให้สะอาดแข็งแรง สู้กับเชื้อโรคได้ เพราะฉะนั้นเทคนิคการเลี้ยงหรือในส่วนประกอบอื่นๆ จะยังคงเหมือนเดิม เพราะที่ผ่านมาก็เลี้ยงผ่านได้อย่างดี
คุณอภิรักษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ฟาร์มยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงพัฒนาฟาร์มให้เป็นไปตามมาตรฐาน SSP โดยได้เริ่มต้นพัฒนาไปบางส่วน โดยเฉพาะในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่ได้ปลูกต้นไม้ไว้รอบบ่อ และในบริเวณอื่นเพื่อความร่มรื่นสวยงาม ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์
แม้เราจะมีมาตรฐานต่างๆ ที่ทำให้กุ้งได้รับความน่าเชื่อถือขึ้นแล้ว แต่เราต้องไม่ลืมในเรื่องของการลดความเสี่ยง ลดต้นทุน เพราะฉะนั้นผมจึงถือคติเดิมคือ ทำกุ้งให้สะอาดแข็งแรง ต่อสู้กับเชื้อโรคได้
เสียเงินแลกความสะดวกระยะยาว
นอกจากนั้นในส่วนอื่นๆ ก็ยังปรับปรุงในส่วนของออฟฟิต หรือหน้าฟาร์ม เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการรับแขก และขึ้นลงกุ้ง เพื่อให้ทุกอย่างไปลงในบริเวณนี้ที่เดียว ไม่กระจายตัวทำให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะได้ทั้งความสะอาด ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยหน้าออฟฟิตจะมีบ่อปูนขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นที่รวมกุ้งที่จับมาจากบ่อ รวมไปถึงสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ห้องน้ำ ในบริเวณนี้ก็จะมีการแยกส่วนอย่างชัดเจน ถูกสุขอนามัย ปูกระเบื้อง มีอ่างล้างมือ เพื่อให้คนงานล้างมือทุกครั้งหลังจากเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีอ่างหรือกระบะล้างเท้า ที่บรรจุด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อ ตั้งอยู่บริเวณหน้าห้องน้ำ รวมทั้งการแบ่งพื้นที่บ่อออกเป็นโซนแล้ว และมีการแยกส่วนอื่นๆ ออกเป็นโซนด้วย เช่น โซนอุปกรณ์ โซนอาหาร โซนเก็บน้ำมัน โซนเครื่องมือซ่อมบำรุง โซนทิ้งเลน โซนทิ้งขี้กุ้ง รวมทั้งโซนอื่นๆ เพื่อความเป็นระเบียบ และเป็นสัดส่วน อันจะทำให้บริหารจัดการได้ง่าย และเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ตรงนี้เรามองว่า แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มไปบ้าง แต่หากแลกกับความสะดวกในระยะยาว การบริหารจัดการที่ดีขึ้น ก็ถือว่าคุ้ม ยกตัวอย่างเรื่องอาหาร ถ้าไม่มีที่เก็บโดยเฉพาะก็จะหกเรี่ยราด ลูกน้องก็เขี่ยทิ้ง สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่หากมีที่เก็บเป็นสัดส่วน ก็จะทำให้ปัญหานี้หมดไป
ปรับปรุงคุณภาพชีวิตลูกจ้างให้ดี
แม้ว่าเราจะปรับปรุงทุกอย่างให้ได้มาตรฐานแล้ว แต่บุคลากรกลับไม่มีความกระตือรือร้นไม่ใส่ใจในงาน ก็คงไม่มีความหมาย ตนจึงมีแนวคิดปรับปรุงคุณภาพชีวิตของลูกจ้างในฟาร์มให้ดีขึ้นคือ
-ปรับปรุงที่อยู่อาศัยของลูกจ้างในฟาร์มให้เป็นสัดส่วน รวมถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ อาคารที่พักให้ร่มรื่นน่าอยู่อาศัย โดยสร้างบ้านพักใหม่ให้เป็นแบบเดียวกัน และกระจายไปตามบ่อในแต่ละโซนตามความเหมาะสม ซึ่งค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างก็ไม่มาก เนื่องจากช่วงที่พักบ่อ คนงานที่ว่างก็จะมาก่อสร้างบ้านของตัวเอง โดยเราจะซื้ออุปกรณ์ให้ ที่สำคัญในบริเวณรอบๆ ที่พักอาศัยก็ให้ลูกจ้างปลุกพืชผักสวนครัวไว้ใช้ในครัวเรือนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เช่น บังคับให้ปลูกมะละกอบ้านละ 5 ต้น ,พริก,มะกรูด,ตะไคร้, อย่างน้อยบ้านละ 1 ต้น
-จ้างยามเฝ้าบ่อในตอนกลางคืน เพื่อไม่ให้ลูกจ้างที่ทำงานกลางวันต้องแบกภาระเพิ่ม ซึ่งยามที่เฝ้านี้ จะจ้างต่างหาก ไม่ใช้คนงานในบ่อ และยามต้องมีความรู้เรื่องการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้าเบื้องต้น โดยเฉพาะเครื่องปั่นไฟ และเครื่องตีน้ำ เมื่อเวลาที่เครื่องดับหรือไฟดับ จะได้จัดการเบื้องต้นได้ทันท่วงที ก่อนที่จะไปตามคนงานที่ดูแลมาจัดการอีกที
-เพิ่มค่าตอบแทนให้หากผลผลิตทำกำไรดี เมื่อคนงานได้รับค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม จะทำให้เขากระตือรือร้นทำงานอย่างเต็มที่และช่วยดูแลซ่อมแซมอุปกรณ์ให้เรา แทนที่จะปล่อยปละละเลย และเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแต่ละปีเป็นจำนวนมาก (ก็เหมือนกับเรานำเงินที่จะต้องเสียไปกับค่าซ่อมอุปกรณ์แต่ละปี มาเป็นค่าจ้างให้กับคนงานเพิ่มขึ้นนั่นเอง)
หากลูกจ้างมีชีวิตที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่าเขาก็จะทำงานได้ดีขึ้นด้วย เรียกว่าได้ทั้งใจลูกน้อง และสบายใจเรา เพราะต้องมองในมุมที่ว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องทำให้เขาตระหนักอยู่เสมอว่า เขาก็เหมือนเป็นเจ้าของบ่อ มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลผลิตทั้งหมด
คนเลี้ยง/ห้องเย็นต้องจับมือกัน
สำหรับเรื่องมาตรฐานต่างๆ นั้น หากเกษตรกรได้ทำเป็นอย่างดีแล้ว แต่ห้องเย็นหรือผู้ส่งออกไม่ให้ความสำคัญ อาจด้วยวิตกว่าจะต้องซื้อกุ้งราคาแพงขึ้น ซึ่งเกษตรกรก็ไม่ได้ต้องการกุ้งในราคาสูงมากเกินไป แต่ต้องการราคาแค่กำไรไม่มาก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ขาดทุน
ซึ่งในประเด็นนี้ ไม่ใช่แต่เรื่องมาตรฐานเท่านั้น ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน แต่ยังรวมถึงเรื่องการซื้อขายล่วงหน้าอีกด้วย เพราะหากจะซื้อขายล่วงหน้าระหว่างกันแล้ว ต้องห้ามมองกันเป็นศัตรู แต่ต้องมองกันฉันท์มิตร เข้าใจซึ่งกันและกันให้มากที่สุด ที่สำคัญต้องไม่คิดเอาเปรียบอีกฝ่าย จึงอยากให้มองว่า เกษตรกรอยู่ได้ ห้องเย็นก็ต้องอยู่ได้
ครับ นี่คือหนึ่งคนคุณภาพกับหนึ่งฟาร์มมาตรฐาน กับหลายแง่คิด ที่บางครั้งหากเรามองแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้น และนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลัก ที่ทำให้พี่สมชาย ประสบความสำเร็จและเป็นที่รักของทุกๆ คนมาจนทุกวันนี้
 
|