โปรใหม่ไฉไลกว่าเดิม
เพิ่มเนื้อที่ ไม่มีโฆษณารบกวน และเริ่มต้นเพียง 500 บาท/ปี เท่านั้น
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

Thaishrimpnews Index : ยินดีต้อนรับ : บทความงานวันกุ้งสุราษฎร์ครั้งที่ 17 สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปี 2550 ::: ดร. ชลอ ลิ้มสุวรรณ
 
Thaishrimpnews เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  
สรุปข่าวเด่น
ผู้ที่โพสต์ บทความงานวันกุ้งสุราษฎร์ครั้งที่ 17 สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปี 2550 ::: ดร. ชลอ ลิ้มสุวรรณ  
thaishrimpnews
 

โพสต์: 179
โพสต์เมื่อ: 10/03/2007-13:17 GMT+7  
ก่อนที่จะพูดถึงแนวทางการเลี้ยงกุ้งในปี 2550 นั้นก็จะขอทบทวนถึงภาพรวมการเลี้ยงกุ้งในปี 2549 ซึ่งจากข้อมูลของสมาคมกุ้งไทย รายงานว่าในปี 2549 มีผลผลิตกุ้งรวมถึง 520,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่ทำการคาดการณ์ไว้พอสมควรและมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 80,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเช่นเดียวกัน ถ้าค่าเงินบาทไม่แข็งตัวในช่วงครึ่งปีหลังมูลค่าการส่งออกอาจจะใกล้เคียง 100,000 ล้านบาท โดยผลผลิตกุ้งส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนที่เหลือเป็นกุ้งกุลาดำในปริมาณที่น้อยมาก ตลาดการส่งออกส่วนใหญ่ยังเป็นตลาดเดิม คือ สหรัฐอเมริกา ส่วนญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (EU) ยังไม่ดีเท่าที่ควร แม้ว่าทาง EU จะคืนสิทธิ GSP ให้แก่ประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่การที่จะเพิ่มปริมาณการส่งออกกุ้งนั้นค่อนข้างลำบากด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมาย แม้ว่าปริมาณการส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากปี 2548 ถึง 2 เท่า แต่เมื่อเทียบกับสัดส่วนปริมาณการนำเข้ากุ้งทั้งหมดของ EU แล้ว พบว่าเป็นปริมาณที่เล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามประเทศไทยนั้นยังมีโอกาสที่จะเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดได้ในอนาคต แต่คงจะต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นด้วย
แนวทางการเลี้ยงกุ้งในปี 2550 ซึ่งหลายคนเรียกปีนี้ว่าเป็นปีหมูทอง แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้วปีนี้ไม่น่าจะหมูเหมือนชื่อปีเนื่องจากสาเหตุหลายประการ ดังนี้

1. ปริมาณกุ้งขาวแวนนาไมทั่วโลกจะเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากประเทศต่าง ๆ ที่มีความสามารถในการผลิตกุ้งเป็นจำนวนมาก เช่น อินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม ได้หันมาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมมากขึ้น แทนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ทำให้ผลผลิตกุ้งขาวแวนนาไมเพิ่มขึ้นมาก โดยฟาร์มกุ้งขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตสูงในประเทศอินโดนีเซีย ได้เปลี่ยนจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาเป็นกุ้งขาวแวนนาไมแทน 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สัดส่วนของกุ้งขาวแวนนาไมเพิ่มมากขึ้น แต่กุ้งกุลาดำจะมีสัดส่วนน้อยลงเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนการเลี้ยงกุ้งของประเทศเวียดนาม หลังจากรัฐบาลได้อนุญาตให้ทำการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมได้ในทางตอนกลางและตอนเหนือของประเทศ ผลผลิตกุ้งขาวน่าจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนทางประเทศฟิลิปปินส์ รัฐบาลก็อนุญาตให้ทำการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมได้เช่นเดียวกันคาดว่าปริมาณกุ้งขาวแวนนาไมก็จะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ตลาดการส่งออกหรือกลุ่มของประเทศผู้ซื้อนั้นยังเป็นรายเดิม ส่งผลทำให้กลุ่มของประเทศผู้ซื้อมีทางเลือกในการซื้อกุ้งมากขึ้น โอกาสที่ราคาของกุ้งจะสูงขึ้นนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

2. ต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยจากการเลี้ยงที่ผ่านมาพบว่าแนวโน้มระยะเวลาการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมนั้นเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปีแรก ๆ ที่มีการนำกุ้งขาวแวนนาไมเข้ามาเลี้ยงในประเทศ ทั้งนี้อาจจะมีสาเหตุจากการปล่อยลูกกุ้งลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่สูงมากขึ้นหรือสายพันธุ์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตลดลง หรือส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสภาวะแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง จากการเลี้ยงที่หนาแน่น และมีการถ่ายน้ำขณะจับกุ้งทำให้ตะกอนและสารอินทรีย์ สะสมลงในแหล่งน้ำมากขึ้น ประกอบกับปีนี้เข้าสู่ปรากฎการณ์เอลนิลโญ่ ทำให้ปริมาณฝนตกจะลดน้อยลงในช่วงฤดูร้อนอากาศน่าจะร้อนจัดมีผลทำให้ความเค็มของน้ำในพื้นที่เลี้ยงกุ้งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อการกินอาหาร อัตราการเจริญเติบโต และผลผลิต ในหลายๆ พื้นที่ นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายในด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือน้ำมัน มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นแม้ว่าอาจจะทรงตัวในบางช่วง ทำให้สัดส่วนของต้นทุนในการผลิตด้านพลังงานเพิ่มขึ้น

3. ปัญหาจากค่าเงินบาทที่แข็งตัว ตั้งแต่ปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบการแข็งตัวของเงินบาทกับการแข็งตัวของเงินสกุลอื่นๆ ที่เป็นประเทศผู้ผลิตกุ้ง เช่น จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย พบว่าเงินบาทมีความแข็งตัวมากที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกและมีผลกระทบในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นห้องเย็น ผู้ประกอบการและเกษตรกร แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาล (รักษาการณ์) ได้มีมาตรการในการแทรกแซงค่าเงินบาทแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวได้ตามที่ต้องการ นอกจากนั้นผู้ส่งออกกุ้งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดนั้นประสบกับปัญหาภาษี AD และ C- Bond ซึ่งจะทำให้โอกาสการขยายตัวทำได้ไม่ง่าย

4. ปัญหาการกีดกันทางการค้า โดยในปัจจุบันประเทศผู้ซื้อกุ้งจะใช้มาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบ Non Tariff Barrier เช่นมาตรฐานคุณภาพของสินค้าต้องตรงตามข้อกำหนดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตที่ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ปราศจากสิ่งตกค้างหรือเชื้อไวรัสและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้การส่งออกประสบปัญหาอย่างมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วข้ออ้างเหล่านี้เป็นเพียงการกีดกันทางการค้าเท่านั้น จุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อปกป้องธุรกิจภายในประเทศของตนเอง

ปัญหาที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด สร้างปัญหาในการส่งออกมากขึ้นซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาใหม่แต่เป็นปัญหาเดิมๆ ที่ผู้ส่งออกประสบมาแล้วและพยายามที่จะแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่ความเข้มงวดของประเทศผู้ซื้อก็จะมาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ส่งออกมีภาระและค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นด้วย ในความเห็นส่วนตัวนั้น ประเทศไทยจะต้องหาตลาดส่งออกใหม่ๆ บางส่วนหรือเพิ่มสัดส่วนในกลุ่มประเทศที่ส่งออกเดิมให้มากขึ้น แทนที่จะอาศัยตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาแหล่งเดียวเท่านั้น เนื่องจากเมื่อใดเกิดปัญหาการส่งออกขึ้น เช่น เกิดปัญหายาตกค้าง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมกุ้ง






  ชมข้อมูลของ thaishrimpnews      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สำหรับเจ้าของกระทู้และผู้ดูแลบอร์ด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น

Key Number:

 
 Fill 5 Keys
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2010 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.
[coconut oil for hair]  [how to make hair grow faster]  [how to prevent hair loss