thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 10/03/2007-13:17 GMT+7  
กุ้งกุลาดำในช่วงปีที่ผ่านมามีปริมาณต่ำที่สุด ซึ่งทำให้ประสบปัญหาการส่งออก เนื่องจากปริมาณกุ้งที่จะส่งออกน้อยเกินไป ซึ่งข้อมูลจากนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ในงานวันกุ้งจันทน์ ที่ผ่านมาได้กล่าวว่า ปริมาณกุ้งกุลาดำในแต่ละปีนั้น ไม่ควรต่ำกว่า 50,000 ตัน เพื่อให้ได้ปริมาณเพียงพอต่อการหาตลาดเพื่อการส่งออก ดังนั้นควรมีการหาแนวทางที่จะเพิ่มผลผลิตกุ้งกุลาดำให้ได้เพียงพอ เพื่อที่จะเป็นทางเลือกของทางห้องเย็น แทนที่จะมีเพียงกุ้งขาวแวนนาไมเท่านั้น ซึ่งพบว่าทางประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนามได้ประสบกับปัญหาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำที่ได้ขนาดแตกต่างกันและปัญหากุ้งโตช้าเหมือนกับทางประเทศไทย ถ้าประเทศไทยสามารถที่จะผลิตกุ้งกุลาดำขนาดใหญ่ มีคุณภาพและมีระบบการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (traceability) ก็จะทำให้มีโอกาสที่จะแย่งหรือทดแทนตลาดที่กลุ่มประเทศที่ผลิตกุ้งเหล่านี้ได้
แนวทางการผลิตกุ้งกุลาดำในปัจจุบันและอนาคตจะต้องผลิตกุ้งให้ได้ขนาดประมาณ 30 ตัว/กิโลกรัมหรือใหญ่กว่านั้น และแนวทางการผลิตต้องไม่มีความเสี่ยงในการลงทุน เพื่อจะทำให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรมั่นใจกลับมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น โดยวิธีการต่างๆ ที่ผ่านการทดลองในฟาร์มเลี้ยงมาแล้วมีหลายรูปแบบ ดังนี้
1. การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบปล่อยเสริมธรรมชาติ จะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น รวมทั้งไม่มีการให้อาหารหรือใช้จุลินทรีย์และสิ่งต่างๆ ที่มีการตัดต่อทางพันธุกรรม ไม่ใช้สารสังเคราะห์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต คล้ายกับการเลี้ยงกุ้งแบบดั้งเดิมหรือธรรมชาติ (extensive culture) ที่เลี้ยงกุ้งในบ่อขนาดใหญ่ที่เรียกว่า วังกุ้ง โดยใช้วิธีปล่อยหรือหนุนน้ำทะเล ซึ่งมีลูกกุ้งจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อเลี้ยง แต่ปัจจุบันปริมาณลูกกุ้งจากธรรมชาติมีไม่เพียงพออีกทั้งมีความหลากหลายของสัตว์น้ำต่างๆ สูง ดังนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะปัจจุบัน คือใช้บ่อเลี้ยงกุ้งที่เคยเลี้ยงแบบธรรมชาติที่ปล่อยรกร้างมาเป็นเวลานาน ซึ่งเกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินจากนั้นมีการปล่อยเสริมกุ้งกุลาดำที่อนุบาลในบ่อดินนาน 45 วัน หรือน้ำหนักประมาณ 3-5 กรัม ลงในบ่อเลี้ยง ในอัตราความหนาแน่น 1,600 ตัว/ไร่ หลังจากนั้นประมาณ 30 วัน จะเริ่มมีการทยอยจับกุ้งซึ่งใช้เวลานานประมาณ 6 เดือน จึงจะจับกุ้งหมดบ่อซึ่งจะได้กุ้งกุลาดำขนาดใหญ่มาก วิธีการนี้เหมาะสมกับพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งดั้งเดิมที่ปล่อยรกร้างให้กลับมาเพิ่มผลผลิตกุ้งกุลาดำได้
2. การเลี้ยงกุ้งกุลาดำขนาดใหญ่โดยใช้สาหร่ายไส้ไก่ (Enteromorpha intestinalis)
สาหร่ายไส้ไก่เป็นสาหร่ายสีเขียว มีลักษณะเป็นท่อกลวง มีความหนาเพียง 1 ชั้นเซลล์ เซลล์เรียงตัวไม่เป็นระเบียบเมื่อดูจากที่ผิวของต้น ต้นอ่อนอาจเรียบ ต้นแก่มีรอยยับย่นคล้ายไส้ไก่ สีเขียวเหลืองถึงเขียวเข้ม สาหร่ายชนิดนี้ที่เจริญเต็มมีความยาวมาก ที่ส่วนโคนต้นมีรากเล็กๆ ยึดเกาะ ส่วนโคนแคบ โดยทั่วไปมีความกว้าง 1-2 มิลลิเมตร ต้นขยายใหญ่ขึ้นตอนปลายจนมีความกว้างได้ถึง 2 เซนติเมตร สามารถเจริญอยู่ได้ในน้ำที่มีความเค็มต่ำ และทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มได้ในช่วงกว้าง
เนื่องจากในบ่อที่มีสาหร่ายไส้ไก่เป็นจำนวนมากจะมีสัตว์และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติอย่างอุดมสมบูรณ์ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องให้อาหารในระยะแรกของการเลี้ยงเมื่อสาหร่ายเริ่มลดปริมาณลงและหมดไป อาจจะนานถึง 50-60 วัน โดยกุ้งจะมีขนาดความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร จึงเริ่มให้อาหารวันละ 2 มื้อ เลี้ยงนาน 5-6 เดือนอย่างไม่มีปัญหา เมื่อจับกุ้งจะได้ขนาด 20-30 ตัวต่อกิโลกรัม
สำหรับแนวทางการเลี้ยงกุ้งกุลาดำร่วมกับสาหร่ายไส้ไก่ เกษตรกรและผู้สนใจที่จะเลี้ยงโดยวิธีนี้จะต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมในรายละเอียดของสาหร่ายชนิดนี้ด้วยเพราะสาหร่ายที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงกุ้งมีลักษณะคล้ายกันมากแม้ไม่ใช่ชนิดเดียวกันก็ตาม ซึ่งอาจจะให้ผลที่แตกต่างกันด้วย นอกจากนั้นจะต้องปรับสภาพการเลี้ยงและดัดแปลงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นบ่อและลักษณะภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่ด้วย เกษตรกรที่สนใจและต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหาอ่านได้จากเอกสารเผยแพร่ที่ผมได้จัดพิมพ์ไว้แล้ว
3. การเลี้ยงกุ้งแบบผสมผสานระหว่างกุ้งกุลาดำกับกุ้งขาวแวนนาไม
วิธีการเลี้ยงแบบผสมผสานนี้ได้ผ่านการทดลองเลี้ยงและได้ผลดีมากจากกลุ่มชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยปล่อยกุ้งขาวร่วมกับกุ้งกุลาดำในอัตราส่วน 9:1 เช่น ถ้าปล่อยลูกกุ้งขาว 90,000 ตัว/ไร่ จะปล่อยลูกกุ้งกุลาดำ 10,000 ตัว/ไร่ในเวลาเดียวกัน ใช้ระยะเวลาการเลี้ยงนานประมาณ 5-6 เดือน โดยในระหว่างการเลี้ยงอาจจะมีการจับกุ้งบางส่วนออกประมาณ 1-2 ครั้ง ซึ่งสุดท้ายแล้วจะได้กุ้งกุลาดำที่มีขนาดใหญ่ 25-30 ตัวต่อกิโลกรัม คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด
ส่วนการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมในปีนี้น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพ่อ-แม่พันธุ์เนื่องจากมีการเลี้ยงกุ้งขาวเป็นจำนวนมากทำให้การผลิตลูกพันธุ์เพิ่มมากขึ้นด้วยพ่อ-แม่พันธุ์จากต่างประเทศไม่เพียงพอต่อการผลิต เนื่องจากต้องมีการแก่งแย่งจากประเทศผู้เลี้ยงกุ้งขาวอื่น ๆ ด้วย ทำให้มีการใช้สายพันธุ์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศเพิ่มมากขึ้นน่าจะมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตไม่ดีเท่าที่ควรและการปล่อยลูกกุ้งในอัตราความหนาแน่นที่มากเกินความพอดีเพื่อหวังผลผลิตที่สูง ในที่สุดเมื่อกุ้งป่วยก็จะมีการใช้ยาโอกาสเกิดปัญหายาตกค้างสูงมาก ดังนั้นเพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้ขอให้ ผู้ประกอบการการเลี้ยงกุ้งตั้งมั่นอยู่ในความพอดีและความเหมาะสมที่จะเลี้ยงกุ้งได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องยาตกค้างและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำในด้านการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อการส่งออกอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
 
|