thaishrimpnews 
โพสต์: 179 |
โพสต์เมื่อ: 04/06/2007-14:58 GMT+7  
การให้อาหาร
จากที่ได้เกริ่นไว้แล้วว่า กุ้งขาวแวนนาไม กินอาหารสาระพัด ทั้ง พืช สัตว์ ฟล๊อค (ตะกอนสารอินทรีย์ ,ตะกอนจุลินทรีย์ , แพลงด์ตอน , เบนโทส , อื่น ๆ ) หรือแม้แต่ตะกอนเลนพื้นบ่อ ดังนั้น การจัดเตรียมและการให้อาหารกุ้งขาวจึงมีความหลากหลายมาก ในที่นี้ขอแยกกล่าวเป็นกลุ่มแนวการเลี้ยง ดังนี้
1. กลุ่มเลี้ยงกุ้งขาว แบบอิงธรรมชาติ
1.1 ระดับความหนาแน่น - แบบธรรมชาติ ที่ประมาณ 30,000 ตัว / ไร่
- แบบกึ่งธรรมชาติ ที่ประมาณ 50,000 ตัว / ไร่
1.2 การจัดและให้อาหาร - ระยะก่อนปล่อยกุ้ง เตรียมอาหารธรรมชาติ
ด้วยการเติมสารอินทรีย์ เช่น รำละเอียด กากถั่วบดละเอียด หรืออื่น ๆ โดยการหมักก่อน
ใช้ หรืออย่างน้อยต้องคราดพื้นให้สีน้ำเข้ม ๆ ไว้
- ระยะ 1 เดือนแรก - ไม่ให้อาหาร
- ระยะ 1 เดือนถึงขาย - ให้อาหารไม่เกิน
2 มื้อ เช้า เย็น เพียงเล็กน้อย โดยดูการโต และสภาพน้ำประกอบ (กุ้งกินอาหารธรรมชาติเป็นหลัก)
1.3 อุปกรณ์ - กลุ่มไม่เกิน 30,000 ตัว/ ไร่ ควรมีเครื่องตีน้ำ
ตั้งสำรองใช้เพียง 1 2 ตัว เพื่อเคล้าน้ำเฉพาะ
ฉุกเฉิน เช่น ฝนตกหนัก หรือ เพิ่มออกซิเจน
ช่วงปลายรอบการผลิตเมื่อจำเป็น
- กลุ่ม 40,000 50,000 ตัว / ไร่ ควรมีเครื่อง
ตีน้ำตั้งสำรองเพิ่มขึ้น และตีน้ำตามความจำเป็น โดยเฉพาะช่วงปลายรอบการผลิต
1.4 อัตราแลกเชื้อ - ที่ 50 ตัว / กก. ควรอยู่ที่ระดับ 1.0 1.2
2. กลุ่มเลี้ยงกุ้งปานกลาง แบบพัฒนา
2.1 ระดับหนาแน่น - แบบอิงธรรมชาติช่วงกุ้งเล็ก 60,000 80,000 ตัว / ไร่
- แบบพัฒนา 80,000 100,000 ตัว / ไร่
2.2 การจัดและให้อาหาร - ระยะก่อนปล่อยกุ้ง ควรเตรียมอาหารธรรมชาติ
เหมือนกลุ่มปล่อยบาง
- ระยะ 20 วัน แรก - ให้อาหารเสริมบ้าง อย่างน้อย
50 % ของอัตราปกติ เช่น
1.5 กก. ต่อกุ้งแสนตัว และ
ทรงไว้ 7 10 วัน (ดูความ
สมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติ)
- ถ้าไม่ได้เตรียมอาหารธรรมชาติ
ควรให้ 2 กก./แสนตัว/วัน
ทรง 5 7 วัน และค่อย ๆ
เพิ่มตามสูตร จนเช็คยอได้ที่
20 วัน
- ระยะเช็คยอ ขาย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มอุปกรณ์จำกัด - ให้ 3 มื้อ เฉพาะกลางวัน
(กลางวันให้อาหาร กลางคืน
ประคองกุ้ง)
- ให้ในอัตราต่ำสุดที่กุ้งโตได้เป็น
ปกติ โดยพื้นบ่อดีไม่มีกลิ่นเน่า ,
น้ำไม่หนืดเป็นฟอง , สีน้ำไม่เข้ม
เร็วหรือเข้มจัด ลดอาหารเป็น
ครั้งคราวระหว่างช่วงกลางของ
แต่ละคราบ
กลุ่มอุปกรณ์พร้อม - ให้ 3 มื้อครึ่ง ( 4 มื้อ ลดครึ่งมื้อ
สุดท้าย) หรือ 3 มื้อ
- แนวการกำหนดปริมาณอาหาร
เหมือนกลุ่มอุปกรณ์จำกัด
2.3 อุปกรณ์ ควรมีอุปกรณ์สำรองเผื่อฉุกเฉิน ถ้าไม่มีควรเฝ้าระวังอย่าให้อาหารเกินและดูแลตอนกลางคืนเป็นพิเศษ
2.4 อัตราแลกเนื้อ - ที่ 50 ตัว / กก. ควรอยู่ที่ระดับ 1.4 1.5 (แล้วแต่ชนิดอาหารและฝีมือให้อาหาร)
3. กลุ่มเลี้ยงหนาแน่น แบบพัฒนา
3.1 ระดับความหนาแน่น เกิน 100,000 ตัว / ไร่
3.2 การจัดและให้อาหาร
- ระยะก่อนปล่อยกุ้ง อาจไม่ต้องเตรียมอาหารธรรมชาติได้
แต่ถ้าเตรียมก็ดี จะประหยัดอาหารกุ้งเล็กได้บ้าง
- ระยะก่อนเช็คยอ - ให้ตามสูตร โดยเริ่มที่ 2.0 กก. / ไร่
หรือ ต่อแสนตัว / วัน และเริ่มเพิ่ม 5 7
วัน (ขึ้นกับอาหารธรรมชาติด้วย)
- ควรให้อาหารวันละ 4 5 มื้อ โดย
หว่านอาหารทั่วนาและพายเรือไม่ซ้ำแนว
- ระยะเช็คยอ ขาย ปรับอาหาร โดย
- ให้ตามผลการเช็คยอ
- แบบ 3 4 มื้อ ควรใส่ยอ 1-2-3-4-5 กรัม /
กก. โดยเพิ่มตามลำดับ ทุก 10 15 วัน หรือ
เมื่อกุ้งกินเพิ่มเร็ว
- แบบ 5 มื้อ ควรใส่ยอ 1-2-3-4-5-6-7-8-9
กรัม/กก. โดยเพิ่มตามลำดับทุก 7 10 วัน
หรือเมื่อกุ้งกินเพิ่มเร็ว
- สุ่มคำนวณอัตรารอดที่ 30 , 50 วัน เพื่อประกอบการปรับปริมาณอาหาร
- ตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพื่อประกอบการปรับปริมาณอาหาร
- ดูสภาพพื้นบ่อ และ ตัวกุ้ง ประกอบการประเมินผล
- ประเมินภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมในบ่อประกอบการเพิ่มลดอาหาร
- บันทึกวันกุ้งลอกคราบพร้อมกัน ประกอบการเพิ่มลดอาหาร
- ควรให้อาหารเพิ่มแบบฟันเลื่อย (เพิ่มก่อนลอกคราบ ชลอหลังลอกคราบ)
- ปรับลดหรือหยุดอาหารชั่วคราวเมื่อสงสัยว่าเกิน
3.3 อุปกรณ์ - พร้อมและมีสำรอง แต่ใช้ตามความเป็นจริง ตามผลการตรวจวัดออกซิเจนในน้ำ และข้อมูลการเลี้ยง
3.4 อัตราแลกเนื้อ ที่ 50 ตัว กก. ควรอยู่ที่ 1.4 1.6
ข้อมูลประกอบ
เนื่องจากอาหารกุ้งขาวที่ผลิตในปัจจุบันมีหลากหลาย ทั้งสูตรสมทบ สูตรธรรมดา และสูตรเร่ง และในสูตรอาหารก็ใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะสัดส่วนแหล่งโปรตีน ระหว่างปลาป่น (หลายระดับคุณภาพ) กากถั่วเหลืองบดละเอียด , เศษจากสัตว์น้ำ หรือ สัตว์บก แป้งสาลี หรือ อื่น ๆ
ดังนั้น การให้อาหารกุ้งขาว จึงควรคำนึงถึงสาระต่อไปนี้ คือ
1. ถ้าอาหารยุ่ยง่าย หรือ ยุ่ยเร็ว ควรใช้วิธีให้แต่น้อย เพิ่มมื้อขึ้นและใช้สูตรใส่ยอปกติแต่เช็คยอเร็ว แต่ถ้ายุ่ยง่ายเกินไปควรแจ้งบริษัทผู้ผลิต
2. ถ้าอาหารแข็งเกินไป หรือ มีเมล็ดอาหารไหม้หรือกลิ่นไหม้ ควรวางยอเปล่าบริเวณมุมอับ เพื่อดูการตกค้างของเศษอาหาร และเช็คผิวพื้นมุมอับเป็นครั้งคราวว่า ไม่เหลือ , หมักเน่า
3. ควรระวังสีน้ำเข้มเร็ว หรือ พื้นเน่าเร็วประกอบด้วย เพราะวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตอาหารกุ้งขาวต่างกันทั้งคุณภาพและชนิดวัตถุดิบ โปรตีนบางอย่างแม้ใส่ครบในสูตรอาหาร กุ้งก็นำไปใช้ประโยชน์ได้มากหรือน้อยไม่เท่ากัน ส่วนที่เหลือ (โปรตีนส่วนเกิน) จะทำให้คุณภาพพื้นบ่อและคุณภาพน้ำเสื่อมเร็วหรือช้าไม่เท่ากันด้วย จึงต้องเคร่งครัดการดูแลพื้นบ่อและคุณภาพน้ำเป็นพิเศษ
4. ในภาวะอากาศร้อนจัด อุณหภูมิน้ำสูง ซึ่งฤดูแล้งปีนี้ตอนบ่ายอุณหภูมิน้ำบางบ่อได้สูงกว่าตู้เพาะเชื้อ (32 . c) ไปแล้ว ถ้าอาหารมากหรือเกินจะทำให้หมักเน่าเสีย จะขาด o2 ได้ง่าย ต้องเฝ้าดูแลเป็นพิเศษ อาจบรรเทาได้โดยเพิ่มระดับน้ำในบ่อให้สูงกว่าปกติ ควบคู่ปรับเพิ่มชนิดและปริมาณอุปกรณ์ตีน้ำหรือเคล้าน้ำ แต่ที่สำคัญ ต้องคุมอาหารอย่าให้พลาดเพราะพลาดครั้งหนึ่งจะทำให้กุ้งชะงักนาน
5. ถ้าสังเกตุดี ๆ ท่านสามารถบริหารอาหารสมดุลกับการกินจากแหล่งอาหารธรรมชาติหรือตะกอนอินทรีย์สาร หรือ จุลินทรีย์ดี ๆ ที่พื้นบ่อควบคู่ไปได้ ในที่นี้ ขอยกเป็นตัวอย่าง เช่น
แพลงด์ตอนดรอป หรือ ดรอปแพลงด์ตอนบางส่วน ลด หรืองดอาหารชั่วคราว
น้ำหมัก , น้ำหนืด (ระดับไข่เจียวหรือไข่ดาว) ลด หรืองดอาหารชั่วคราว
ชานเลน หรือ เลนเน่า ถมบริเวณเน่าให้กลับดี พร้อม
ลดอาหารชั่วคราว ปรับตั้ง
ปริมาณอาหารใหม่
หมายเหตุ
สำหรับฟาร์มย่อยที่มีเครื่องมืออุปกรณ์จำกัด อาจต้องใช้ประสบการณ์ง่าย ๆ เข้าช่วยในการปรับเพิ่ม ลด อาหาร จึงขอสื่อเทคนิคบางอย่างเพื่อประกอบประสบการณ์ของท่าน ดังนี้
1. การดูสภาพน้ำ ให้ดูลักษณะฟองผิวน้ำตอนเช้ามืด (ซึ่งเมื่อเลี้ยงกุ้งไประยะหนึ่ง) จะสังเกตฟองน้ำได้เป็น 3 อย่าง ตาม 3 ระดับการหมักหมม
1.1 ดาวกระจาย (ฟองเล็ก ๆ กระจายหลังใบพัดตีน้ำ) ถือว่า น้ำยังดีอยู่ ไม่เกิดภาวะหมัก หรือ แพลงด์ตอนดรอป ถือว่า ยังให้อาหารตามปกติต่อไปได้
1.2 ไข่เจียว (ฟองเล็กเริ่มจับเป็นแพคล้ายไข่เจียว) ถือว่า น้ำเริ่มหนืด หรือ หมักควรลดหรืองดอาหารบางมื้อชั่วคราว 1 2 วัน จนกว่าจะดีขึ้น (กลับเป็นดาวกระจาย) หากยังไม่ดีขึ้น ควรเช็คพื้นหาบริเวณน่าเสียด้วย เพื่อป้องกันอาหารเข้าเขตเน่าเสีย พร้อมใช้ปูนดิบกลบพื้นเฉพาะบริเวณเน่าเสีย
1.3 ไข่ดาว (มีฟองใหญ่คล้ายลูกโป่งแทรกกลางกลุ่มฟองเล็ก) ถือว่าน้ำหมักมาก หรือ มีพื้นบางบริเวณเสียรุนแรง หรือ เริ่มเสียบริเวณกว้าง ต้องลดอาหารทุกมื้อและงดมื้อเสี่ยง (หน้าหนาวมื้อเช้า , หน้าร้อนมื้อบ่าย) หากรุนแรงควรงดอาหารชั่วคราว 1 2 วัน และคุมอาหารต่อจนกว่าจะดีขึ้น พร้อมเช็คพื้นบ่อแก้ไขบริเวณหมักเน่าเสีย ตีน้ำให้ระดับออกซิเจนกลางคืนถึงเช้าสูงสุด (หรือไม่ต่ำกว่า 4.5 ) และคุมอาหารตลอด
ทั้งนี้ ไม่ต้องกลัวกุ้งได้รับอาหารไม่พอ เพราะระยะน้ำหมักมีตะกอนอาหารธรรมชาติเสริมทั่วพื้นบ่อเพียบอยู่แล้ว
2. การดูสภาพกุ้ง ให้ดูที่ระยางค์ท้อง และส่วนปลายหางของกุ้งเป็นหลัก คือ
2.1 ถ้าระยางค์ท้องสกปรก สื่อถึงสภาพพื้นบ่อ อาจเลนไม่รวม ให้หาบริเวณที่เลนไม่รวมพร้อมปักเขตกั้นอย่าหว่านอาหารลงบริเวณนี้ กลบปูนดิบ และปรับเครื่องตีน้ำให้รวมเลนได้ (พบได้ในกลุ่มกุ้งบางและกุ้งปานกลาง) หลังจากพื้นดีจึงหว่านอาหารบริเวณนี้ได้ หากพื้นบ่อสภาพดี , น้ำดี ก็สามารถให้อาหารตามปกติได้ เหตุนี้ อาจเกิดจากกระแสน้ำเชี่ยวเกินไปจนตะกอนอาหารและขี้กุ้งไปเน่าที่ชานเลนหรือน้ำตื้นเกิน น้ำไหลเฉพาะแนวแคบ ๆ ทำให้เลนกระจายเกือบทั่วเขตเลี้ยง
* ไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารไม่ทั่วพื้นหรือไม่กระจายพอ เพราะกุ้งขาวเป็นกุ้งล่องจะเข้าแย่งกินอาหารได้ทุกบริเวณ ยกเว้นที่พื้นมีกลิ่นก๊าซไข่เน่า จะไม่ลงเกาะ (จับอาหารแล้วล่องกิน) หากเกิดบริเวณกว้าง จะทำให้กุ้งล่องมาก เสียพลังงานมาก สะสมอาหารช้า ลอกคราบช้า (จึงต้องคุมอาหารควบคู่คุมสภาพพื้นบ่อให้ดีอยู่เสมอ)
2.2 ถ้าปลายแพนหางมีสีเข้มผิดปกติ ถือว่า มีบริเวณพื้นเริ่มหมักเน่า ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณใต้ปลายใบพัด มุมอับ หรือ ชานเลน ควรบีบแนวหว่านอาหารให้แคบลง ระวังอย่าให้ตะกอนอาหาร , ขี้กุ้งไปสะสมบริเวณเน่า (ถ้าอยู่ใต้เครื่องตีน้ำ ควรแก้โดยหนุนใบพัดให้กินน้ำน้อยลง) พร้อมแก้บริเวณเน่าเสีย
2.3 ถ้าปลายแพนหางสีแดงเข้มจัด และกร่อนปลายเล็กน้อยหรือบวมน้ำ สื่อถึงสภาพพื้นเน่ารุนแรงบางบริเวณคล้าย ข้อ 2.2 แต่มีจุลินทรีย์ธรรมชาติที่สร้างน้ำย่อยไดตินเก่ง (Kitinase) จะย่อยปลายหางจนบางหรือกร่อน และหากมีวิบริโอร่วมด้วยจะเกิดการบวมน้ำบริเวณปลายแพนหาง ซึ่งมักจะเกิดกับบ่อที่ไม่เติมจุลินทรีย์ดี ๆ หรือ จุลินทรีย์ที่เติมไม่เหมาะสมและออกซิเจนบริเวณนั้นค่อนข้างต่ำนาน ๆ ทำให้แบคทีเรียธรรมชาติบางตัว เช่น บาซิลัส สเฟียริคัส (หรือร่วมกับ วิบริโอ) เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนเลนยุ่ยเน่าเสียเมื่อกุ้งเกาะพื้นส่วนหางจะจมตะกอนผิวเลนจนบางกร่อน สามารถแก้โดยคุมอาหาร ควบคู่แก้พื้น (ถมบริเวณเน่าด้วยปูนดิบเท่าที่จำเป็น) กรณีนี้ถึงเติมจุลินทรีย์ดี ๆ ก็ไม่ทันแล้ว อย่างมากได้เพียงช่วยพยุงสภาพพื้นให้ดีขึ้นอย่างช้า ๆ
3. ผลกระทบของการงดอาหาร มีอย่างเดียว คือ การงดอาหารในช่วงที่กุ้งกำลังลอกคราบมาก ๆ จะทำให้กุ้งที่ไม่ลอกคราบก้าวร้าวและทำร้ายตัวลอกคราบที่อ่อนแอ่ได้ (แต่ไม่ถึงกับรุนแรง) ดังนั้น ในช่วงเวลาที่กุ้งลอกคราบมาก ๆ ควรให้อาหารบ้างแต่สามารถลดได้บางส่วน 30 50 %
เชื่อหรือไม่
1. น้ำหมักมาก ๆ จนกุ้งย่ำไซซ์ (ไม่โต) พองดอาหาร 2 3 วัน แล้วเลี้ยงต่อกุ้ง
กลับโตเร็ว หรือ โตต่อเป็นปกติได้ (ระดับออกซิเจนในน้ำต้องปกติด้วย)
2. รายที่คุมอาหารเก่ง ๆ เมื่อดูข้อมูลการกินอาหารต่อวัน จะพล๊อตกราฟออกมาใน
รูป ฟันเลื่อย หรือ ลอนคลื่นเล็ก ปรากฏว่า อัตราแลกเนื้อดีกว่าฟาร์มทั่วไปถึง 0.2 0.3
3. หว่านอาหารแนวแคบ หรือ แนวกว้าง หรือ บางบริเวณ (ไม่ตลอดแนวเลี้ยง) หากเลี้ยงดี ๆ ผลการโต และอัตราแลกเนื้อจะใกล้เคียงกันมาก
 
|