[ไม่อนุญาตให้ใช้งานบอร์ด ที่มีเนื้อหาขัดต่อกฎหมาย และศีลธรรม] [FAQ] [วิธีการจัดการบอร์ดหลังจากที่ขอบอร์ดแล้ว] [วิธีการเปลี่ยน logo ของ board] [วิธีการสร้าง Gallery และการใช้งาน] [วิธีการปรับลักษณะหน้าจอของแต่ละบอร์ด] [วิธีการลบกระทู้] [คำชี้แจงเรื่องระบบ Expire User & Board] [วิธีการใช้งานกระทู้ปักหมุด] [วิธีการเปลี่ยน Home Link] [วิธีการแสดง 10 กระทู้ล่าสุดไว้บนเว็บของท่าน] [วิธีป้องกัน การ spam กระทู้] [ชี้แจ้งเรื่องการ popup และวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง] [วิธีการใส่รูปของสมาชิก] [ข้อกำหนดในการใช้งานข้อความส่วนตัว] [ขั้นตอนการโพสต์รูป] [ปัญหาสำหรับผู้ที่ใช้งานบอร์ดโดยพิมพ์ url ผิด] [สิทธิประโยชน์ในการสมัครสมาชิกของแต่ละบอร์ด]
 Home    สมัครสมาชิก    แก้ไขข้อมูลส่วนตัว    คำถามที่พบบ่อย    Update  
 แก้ไขลักษณะหน้าจอ    ข้อความส่วนตัว    สมาชิกในบอร์ด    แจ้งกระทู้ผิดกฎ  
 VIP Hosting    My Board    File2Go    My Game    Unitopic    Free Domain  
 

jadetjomjone Index : จอมยุทธ์ : ริมถนนนักลงทุน
 
jadetjomjone เว็บบอร์ด   ค้นหา ชื่อ : ผู้เยี่ยมชม. เข้าสู่ระบบ.
  

Close Ads Close
 Game Update
 [Play Now]


 
 
 
 
 
ไปยังหน้า ( หน้าที่แล้ว 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 หน้าถัดไป )
ผู้ที่โพสต์ ริมถนนนักลงทุน
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-15:24 GMT+7  
Reply #5 เมื่อ 09/06/2007 , 11:26:38 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
จริงหรือ - บางค่าย เชียร์ซื้อให้รายใหญ่ออกของ เชียร์ขายให้รายใหญ่เข้าเก็บ

ในเว็บบอร์ด เกี่ยวกับหุ้น หลายแห่ง ตั้งข้อสงสัยว่า นักวิเคราะห์บางค่าย เชียร์ซื้อให้รายใหญ่ออกของ เชียร์ขายให้รายใหญ่เข้าเก็บ นักวิเคราะห์แนะให้ซื้อ มันกลับลง พอแนะขาย มันกลับขึ้น แล้วมีการ ตั้งคำถามกัน อยู่บ่อยๆ ในเว็บบอร์ด ว่า นักวิเคราะห์คนไหนเก่งที่สุด?

ผมขอฟันธงเลยว่า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

การที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้ซื้อแล้วลง เชียร์ให้ขาย แล้วขึ้น ไม่ใช่เพราะ เขาไม่มีความรู้ และ เครื่องมือในการทำงาน ที่ดีพอนะคับ ความรู้และเครื่องมือ ในการวิเคราะห์การลงทุนของเขา มากมายหลายหลาก แต่รายใหญ่ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ เจ้าของบริษัท เดี๋ยวนี้ เขามักจะเลือกคนเก่งกราฟ มาดูแลราคาหุ้น และใช้เครื่องมือเหล่านั้น มาหาประโยชน์ ส่วนตนอีกที ด้วยการไล่ราคาหุ้น จนกระทั่งกราฟ "สั่งซื้อ" (buy signal) แล้ววางขาย รินขาย ฝั่ง offer เมื่อกราฟ "สั่งถือ" แล้วทุบเปรี้ยงลงมาเลย เมื่อแรงเคาะซื้อเริ่มหมดแรง เพื่อให้กราฟ "สั่งขาย" เพื่อให้เขาได้ซื้อคืน ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม ...... นี่คือความจริง ภาคสนามรบ

The Secret Has Been Revealed!

ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท อุตส่าห์ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำๆ ขายใส่ตลอดทาง ท่านเซ็งไหม ....... มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหม ในการทำราคา หากพวก net settlement มาจับเสือมือเปล่า กินเงินท่าน ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน .... ด้วยเหตุนี้ รายใหญ่ จึงมี ลาก มีกระชาก มีขายทิ้ง เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ที่ "นาย" สั่ง

Step A - เมื่อเขาต้องการซื้อหุ้น ในราคาถูก เขาจะไปเช็คกราฟ จากโปรแกรมของเขา เพื่อหาจุด cut loss และแนวรับ จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ไว้ หลายๆราคา + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ที่แนวรับ + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุด cut loss ..... จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่ง bid (หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่น ก็จะทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ bid ที่เขาสั่งตั้งไว้ที่แนวรับ ได้ของไปพอสมควร จากนั้น ก็สั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย .... เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ราคาจะไหลรูดดิ่งลงมา อย่างรวดเร็ว ปริมาณหุ้นที่เขาตั้งซื้อในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนครบหมด ตามปริมาณที่เขาต้องการ หรือ อาจจะ blocked ราคาที่ฝั่ง offer ไปนานๆ จนกว่าจะได้ของครบ ระหว่างนี้ อาจมี ตบ มี ทุบ ด้วยก็ได้ หากของยังไม่ได้คืนอย่างที่ตั้งใจ ......แล้ว วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะ recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย (sell signal) อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ .... นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ต้องใช้กลยุทธ์ Short Against Port ควบคู่ไปกับ การใช้ เทคนิค Trailing-Stop (เช่นเดียวกับการยก Trailing Stop ขึ้นไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ Let Profit Run)

Step B - พอได้ของครบ ก็ค่อยๆเคาะซื้อไล่ราคาขึ้น แบบไม่ให้ใครสังเกต ระหว่างนี้ กราฟยังไม่สั่งซื้อนะ คนในตลาดก็จะไม่ค่อยได้สังเกตเห็น ..... เมื่อได้ของพอประมาณแล้ว ก็จะปล่อยข่าวดีเป็นระยะๆ พร้อมสั่งให้อีกโบรกฯ วางขายหุ้นหนาๆ ที่ฝั่ง offer แล้วตัวเองก็สั่งอีกโบรกฯ ให้เคาะซื้อไล่ราคาขึ้นไป (หุ้นไม่ได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ใช้เงินมากขึ้น แค่เปลี่ยนหุ้นและเงินไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง) อีกไม่นาน มันก็ผ่านพ้นแนวต้านได้ โปรแกรมก็จะสั่งซื้อแล้ว คราวนี้ วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ก็จะออกมา recommend "buy" เพราะมันเกิดสัญญาณซื้อ (buy signal) ..... โธ่ ท่าน คนมา bid ซื้อเยอะๆในราคาสูงๆอย่างงี้ ตุนไว้ 30 ล้านหุ้น 50 ล้านหุ้น ไม่ขายตอนนี้จะไปขายตอนไหน .... แต่ ครั้นจะขายโครมลงมา กราฟจะเสีย ราคาจะเสีย อย่ากระนั้นเลย กราฟยัง "สั่งถือ" เราเลยต้องแอบๆขาย มีเคาะขวาสลับบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า "ยังสั่งถือ" .... จนเมื่อใด ที่แรงซื้อเริ่มเบา คราวนี้ล่ะ เขาจะรีบขายโครมลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่งั้น อีก 10 ล้านหุ้นที่เหลือ จะออกไม่ทัน (แต่เดี๋ยวก่อน ขอเก็บไว้สัก 2 ล้านหุ้นแล้วกัน ที่จะไม่ขาย จะเตรียมไว้ขาย ในวันหลัง โดยจะขายโครมลงมาจนหลุดแนวรับหลุดหลุ่ย เพื่อให้กราฟสั่งขาย ไม่งั้น เดี๋ยวจะไม่ได้ของคืนหากทุกคนยังเก็บหุ้นไว้ไม่ยอมปล่อย) ......แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ ..... "นาย" ก็ happy เพราะสัดส่วนการถือหุ้นยังคงเดิม หุ้นยังอยู่ครบ แต่ฟันกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเรียบร้อยไปแล้ว 40-80% (บางท่านอาจจะบอกว่า เขาได้กันที เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ ไม่จริง เพราะ ส่วนหนึ่งของราคาที่ขึ้นไป เกิดจากการซื้อเอง ขายเองด้วย กำไรจากโบรกหนึ่ง แต่ไปขาดทุนในอีกโบรกฯหนึ่ง การคำนวณกำไรจึงไม่สามารถเอา high มาลบ low แล้วคูณด้วยจำนวนหุ้นได้)

แล้วหุ้นอินไซด์ล่ะ เสี่ยนั้นจะเล่นตัวนี้ เสี่ยนี้จะเล่นตัวนั้น ฯลฯ ราคาเท่านั้นเท่านี้

เสี่ยที่เทรดพันล้านตัวจริง เขายังไม่เชื่ออินไซด์เลยนะครับ แค่รับ มาพิจารณา

ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท อุตส่าห์ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำๆ ขายใส่ตลอดทาง ท่านเซ็งไหม ....... มันต้องใช้เงิน มากขึ้นกว่าเดิมไหมในการทำราคา หากพวก net settlement มาจับเสือมือเปล่า กินเงินท่าน ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน

การปล่อยข่าวอินไซด์จะมีขึ้น เมื่อเขาเก็บของครบแล้วเท่านั้น และต้องการให้ "มหาชน" มาช่วย ยกราคา ขึ้น ตอนเขาเก็บ เขาไม่บอกหรอกครับ ขนาดคนที่นั่งคีย์ order ให้เขา ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะมาไม้ไหน เพราะตลอดทาง จะลากขึ้น ทุบลง เป็นระยะๆ เพื่อคอยไล่ พวกจับเสือมือเปล่า ให้ออกไป .... วิธีการก็เหมือนเดิม สั่งโบรกฯนึงซื้อ สั่งโบรกฯนึงขาย ไม่งั้น คนที่นั่งคีย์ order ให้ จะอ่านเกมออก เขาจะขาดทุนไปเปล่าประโยชน์ เห็นซื้อเยอะๆ อาจจะซื้อของตัวเองที่วางขายอยู่กับอีกโบรกฯนึงก็ได้ (เพื่อลวงให้คนอื่นเคาะซื้อตาม) เห็นโดนขายโครมลงมาเยอะๆ อาจจะกำลังตั้งรอซื้ออยู๋ที่อีกโบรกฯนึงก็ได้ (เพื่อหลอกให้กราฟ "สั่งขาย"

เพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ทุกอย่างร่วมกัน ในการประกอบ การตัดสินใจลงทุน ..... หุ้นไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จ ที่จะให้ใครมาสั่งซื้อสั่งขาย แล้วเรามานั่งรอรับตังค์สบายๆ โดยไม่ต้อง ทำการบ้านมาล่วงหน้า

สิ่งสำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์การลงทุน ไม่ใช่โปรแกรมเทรดสำเร็จรูป ไม่ใช่ข่าวอินไซด์ ไม่ใช่ Volume Outperform ไม่ใช่ Technical และ ไม่ใช่ Fundamental แต่คือ ทุกอย่างที่ต้องนำมาใช้ร่วมกัน ในการเทรดและการลงทุน

ส่วนคำถามที่ว่า นักวิเคราะห์คนไหนเก่งที่สุด คำตอบ - นักวิเคราะห์ที่เก่งที่สุด ก็คือ "คุณ" คุณมีศักยภาพกันทุกคน ทุกท่านอยู่แล้ว


Source: ThaiDayTrade date 24/02/2007


  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
  วันนี้เครียดกันมั้ย เล่นบอร์ดแล้วยังเครียด มาเล่นเกมส์แก้เครียดกัน ไปลุยกันเลย :)
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-15:28 GMT+7  
Reply #6 เมื่อ 09/06/2007 , 11:27:33 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
ช่วงนี้ที่กระทู้อื่น ๆ กำลัง Hot ในเรื่อง ธรรมาภิบาลของผู้บริหารกันค่อนข้างมาก ผมขอเอาคำพูดของคุณ Loso มาให้อ่านกันครับ อ่านแล้วจะรู้ว่า ถ้าหากเราไปลงทุนในหุ้นของผู้บริหารที่ไม่มีธรรมาภิบาล อะไรจะเกิดขึ้นกับเราบ้างครับ หุ้นตัวนี้ชื่อหน้านำด้วย S ตัวท้ายคือ I ครับ



บางท่าน ท่านดีเจงเจง .................................


เวลาจะขายของ .........................

ประกาศผลประกอบการสวยหรู แจ้งข่าวโครงการอนาคตสวยหรู .................

(เช่น เปิดตัวโครงการใหม่ มีพันธมิตรร่วมทุน อนาคตกำไรจะสูงขึ้นอีกมาก ผลงานอาจจะขายสินค้า World Class PE ต่ำมาก ๆ เช่น อยู่ที่ ไม่ถึง 3 เท่า P/BV ก็ต่ำ แถมมีนโยบายการจ่ายปันผลชัดเจน ทำให้คาดการณ์ว่าจะมีปันผลที่สูงตามมาด้วยครับ)

พอขายของหมด .........................

(พอออกข่าวเสร็จ ก็เริ่มยุทธการณ์เทขายของ สังเกตดูจะเห็นมี Volumn มาก ๆ แต่ราคาไม่ค่อยจะขยับ ช่วงนี้รายย่อยประเภทแมงเม่า จะตอมกันหึ่ง เพราะเห็นว่า ผลงานในอดีตที่ผ่านมา กำไรสูงมาก ๆ แถมในอนาคตจะมีโครงการเลิศหรู มีพันธมิตรมาร่วมลงทุนอีกด้วย รายย่อยหลาย ๆ รายเริ่มคาดฝันกำไรหลาย ๆ เท่าตัว ช่วงนี้นักวิแคะทั้งหลายก็ช่วยออกข่าว กระทู้ต่าง ๆ ใน Web ก็เริ่มเชียร์ให้ซื้อ แต่ใครบางคนที่เก็บของจำนวนมากไว้ เริ่มทะยอยขายมาก ๆ ครับ เพราะถ้าไม่มีข่าวดีจะมีคนมาต่อยอดหรือครับ)



จะเอาของคืน ...................

ประกาศงบห่วยๆ .....................

(สุดยอดต่อไปก็คือ พอแมงเม่าเริ่มเก็บของ เริ่มเพ้อฝันกำไรหลาย ๆ เท่าตัว และคาดว่าจะได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น หลาย ๆ เด้งแล้ว ต่อมาเมื่อเจ้าของหรือผู้บริหาร หรือเจ้ามือหุ้น ขายของไปจำนวนมากแล้ว เหมือนตัวหนึ่งที่เคยตั้งประเด็นไว้ ขายไปจนกระทั่งนัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อจัดการประชุมไม่ได้เป็นต้น คราวนี้จะทำอย่างไรดีให้แมงเม่า Panic ขาย ก็เลยต้องสร้างงบการเงินจากที่กำไรมาก กลายเป็นขาดทุนไปเสียเลย ง่าย ๆ ก็สร้าง Story ขึ้นมา บริษัทถูกฟ้องร้อง ต้องตั้งสำรองจำนวนมากลองรับความเสียหายไว้ก่อน จากกำไรดี ๆ อยู่ ๆ ก็พลิกกลับกลายเป็นขาดทุนไปเสียครับ)

ไม่ขาย ใช่มั้ยยยยยยยยยยยยยยย...........................................

(คราวนี้ พอรายย่อยถือของเยอะ แต่วิเคราะห์งบการเงินแล้ว โอ้โห เงินสดยังอยุ่ในบริษัทอยู่มาก แบบนี้มีลุ้น แม้จะขาดทุนไตรมาสเดียว แต่เดี๋ยวก็คงมีการจ่ายปันผล เพราะบริษัทยังทำกำไรอยู่ในรอบ 1 ปี ไม่เป็นไร ถือหุ้นต่อสู้กับมันไป ตายกันไปคนละข้าง ไตรมาสหน้าน่าจะทำกำไรฟื้นตัวได้น่า ไตรมาสนี้ ตัดจ่ายรายการพิเศษครั้งเดียว ไม่เป็นไร)

คราวนี้ก็คาดการณ์ต่ออนาคต พวกนี้จะทำอะไรต่อดีครับ

ไตรมาสต่อไปจะทําเจ๊งให้ดู ......................

(คราวนี้ เมื่อแผนไม่สำเร็จ รายย่อยยังถืออยู่ใช่ไหม ไม่เป็นไร เดี่ยวจะทำให้ขาดทุนให้ดู ทำ Story ว่า ที่เคยให้ข่าวว่าจะมีพันธมิตรร่วมทุน จะมีโครงการสวยหรูวาดฝันไว้ ปรากฏว่าจะเกิดการ Delay การทำโครงการดังกล่าว ทำให้ไตรมาสถัดมาที่คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ ปรากฏว่าไม่สามารถรับรู้ได้แล้ว บริษัทกำลังหาทางแก้ไขอยู่ครับ ฉะนั้น ไตรมาสนี้คงขาดทุนไปก่อนนะครับ)



ดื้อใช่มั้ย ไม่ยอมขายใช่มั้ย ..................

ไตรมาสต่อไปจะโดนหนักกว่านั้น .......................

( อ้าวยังไม่ขายอีกหรือ อยากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทนผมใช่ไหม ไม่เป็นไร ผมไม่ซื้อก็ได้ เดี๋ยวจะเอาแมลงสาบตัวถัดไปออกมาอีก คราวนี้จะทำ Story ให้ขาดทุนให้หนักขึ้นไปอีกครับ)

สุดท้ายต้องขายทั้งนํ้าตา ......................

(สุดท้าย ไม่ไหวแล้วครับ ถือมาหลายเดือนแล้ว กำไรที่ดีก็หดหายไปเรื่อย ๆ จนท้อใจ ปันผลที่คาดเดาว่าจะจ่ายสูง ก็ปรากฏว่าบริษัทแจ้งว่าเนื่องจากมีอนาคตโครงการที่สวยหรูรออยู่ ขอให้นักลงทุนเก็บกำไรไว้กับบริษัทก่อนเพื่อการขยายงาน ก็หดหมดทั้งกำไรที่แย่ลง ปันผลก็ไม่ได้ ก็ไม่รู้จะถือต่อไปทำไม คงต้องขายของทั้งน้ำตาครับ)



สู้ไหวหรือครับ แบบนี้ !!!!!

( ) คือคำอธิบายเพิ่มเติมของผมนะครับ อิ อิ จะได้เห็นภาพมากขึ้นครับ


เจอหุ้นที่มีผู้บริหารแบบนี้ ต้องเป็นอุทาหรณ์เตือนใจนะครับ รายย่อยจะสู้กับผู้บริหารแบบนี้ไหวหรือครับ ซื้อก็ Insider ขายก็ Insider แถมเอาเปรียบรายย่อยทุกอย่างครับ

หุ้นตัวที่เขาคุยกันอยู่ในหมวดรับเหมาก่อสร้าง มีผลงานระดับโลกเลยครับ ไม่ใช่ระดับในประเทศ กำไร 3 ไตรมาสเลิศหรู PE ไม่ถึง 3 เท่า ที่ผ่านมาไม่เคยจ่ายปันผล แต่ปีนี้ Turnaround สุด ๆ ครับ

อ่านแล้ว เรามีหุ้นเหล่านี้อยู่ใน Port หรือไม่ครับ มีก็ต้องระวังนะครับ เล่นได้เฉพาะเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นไปได้ เจอแบบนี้ อย่าไปเล่นกับเขาดีที่สุดครับ ถ้าเล่นไปแล้ว รอจังหวะแล้วขายทิ้งไปเถอะครับ ได้อาจไม่คุ้มเสีย

มีผู้รู้บางท่านถึงกับพูดว่า ถ้าเจอผุ้บริหารที่ไม่มีธรรมาภิบาล เป็นสีดำครับ

แม้งบการเงินที่วิเคราะห์จะเลิศหรูเพียงใด แต่ก็ไม่น่าเชื่อถือ อย่าไปวิเคราะห์เลยครับ พวกนี้ อยากให้นักวิเคราะห์เห็น Story ที่ตนเอง Plot ไว้ ก็จัดแต่งงบการเงินให้ดูหรู แถมให้ข่าวสนับสนุนตามเรื่องที่ Plot ไว้ได้อีกด้วยครับ ทั้งข่าวร้ายหรือทั้งดีได้หมดครับ

ถ้าเจอตัวเมือ่ไหร่ ก็ไม่ต้องวิเคราะห์งบ หรือดูปัจจัยพื้นฐานครับ ขายทิ้งไปเลยเมื่อโอกาสมาถึงครับ




« Reply #7 เมื่อ 09/06/2007 , 11:29:00 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
The Secret Has Been Revealed!

ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท อุตส่าห์ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ
แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำๆ ขายใส่ตลอดทาง ท่านเซ็งไหม .......
มันต้องใช้เงินมากขึ้นกว่าเดิมไหม ในการทำราคา หากพวก net settlement มาจับเสือมือเปล่า กินเงินท่าน ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน ....
ด้วยเหตุนี้ รายใหญ่ จึงมี ลาก มีกระชาก มีขายทิ้ง เป็นระยะๆ ไม่งั้น เงินหมดตัวแน่ กว่าราคาหุ้นจะถึงเป้าหมาย ที่ "นาย" สั่ง

Step A - เมื่อเขาต้องการซื้อหุ้น ในราคาถูก เขาจะไปเช็คกราฟ จากโปรแกรมของเขา เพื่อหาจุด cut loss และแนวรับ
จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ไว้ หลายๆราคา + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid ที่แนวรับ + สั่งมาร์เก็ตติ้งอีกโบรกฯ หนึ่ง ให้ตั้ง bid รอ ในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุด cut loss .....
จากนั้น เขาจะสั่งมาร์เก็ตติ้ง อีกโบรกฯหนึ่ง ให้ขายโครมลงมา ที่ฝั่ง bid (หุ้นไม่ได้หายไปไหน แค่เปลี่ยนไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง)
ผลที่เกิดขึ้นคือ ผู้ถือหุ้นต้นทุนต่ำรายอื่น ก็จะทิ้งหุ้นลงมาด้วย ทำให้ bid ที่เขาสั่งตั้งไว้ที่แนวรับ ได้ของไปพอสมควร
จากนั้น ก็สั่งขายหุ้นที่เพิ่งซื้อมาเมื่อกี้นี้แหละ โครมลงมาอีกที เพื่อให้หลุดแนวรับ หรือ ให้ถึงจุดที่โปรแกรมจะต้องสั่งขาย ....

เมื่อหลุดแนวรับ หรือ เมื่อถึงจุดที่โปรแกรมสั่งขาย คราวนี้ ราคาจะไหลรูดดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว
ปริมาณหุ้นที่เขาตั้งซื้อในระดับราคาต่ำๆ จะได้รับคืนครบหมด ตามปริมาณที่เขาต้องการ หรือ อาจจะ blocked ราคาที่ฝั่ง offer ไปนานๆ จนกว่าจะได้ของครบ ระหว่างนี้ อาจมี ตบ มี ทุบ ด้วยก็ได้ หากของยังไม่ได้คืนอย่างที่ตั้งใจ ......
แล้ว วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะ recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย (sell signal)
อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ ....

นี่จึงเป็นเหตุผล ที่ต้องใช้กลยุทธ์ Short Against Port ควบคู่ไปกับ การใช้ เทคนิค Trailing-Stop
(เช่นเดียวกับการยก Trailing Stop ขึ้นไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ Let Profit Run)

Step B - พอได้ของครบ ก็ค่อยๆเคาะซื้อไล่ราคาขึ้น แบบไม่ให้ใครสังเกต ระหว่างนี้ กราฟยังไม่สั่งซื้อนะ คนในตลาดก็จะไม่ค่อยได้สังเกตเห็น .....
เมื่อได้ของพอประมาณแล้ว ก็จะปล่อยข่าวดีเป็นระยะๆ
พร้อมสั่งให้อีกโบรกฯ วางขายหุ้นหนาๆ ที่ฝั่ง offer แล้วตัวเองก็สั่งอีกโบรกฯ ให้เคาะซื้อไล่ราคาขึ้นไป
(หุ้นไม่ได้เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้ใช้เงินมากขึ้น แค่เปลี่ยนหุ้นและเงินไปอยู่ในมือของอีกโบรกฯหนึ่ง)
อีกไม่นาน มันก็ผ่านพ้นแนวต้านได้ โปรแกรมก็จะสั่งซื้อแล้ว

คราวนี้ วันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ก็จะออกมา recommend "buy" เพราะมันเกิดสัญญาณซื้อ (buy signal) .....
โธ่ ท่าน คนมา bid ซื้อเยอะๆในราคาสูงๆอย่างงี้ ตุนไว้ 30 ล้านหุ้น 50 ล้านหุ้น ไม่ขายตอนนี้จะไปขายตอนไหน ....
แต่ ครั้นจะขายโครมลงมา กราฟจะเสีย ราคาจะเสีย
อย่ากระนั้นเลย กราฟยัง "สั่งถือ" เราเลยต้องแอบๆขาย มีเคาะขวาสลับบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า "ยังสั่งถือ" ....

จนเมื่อใด ที่แรงซื้อเริ่มเบา คราวนี้ล่ะ เขาจะรีบขายโครมลงมาอย่างรวดเร็ว ไม่งั้น อีก 10 ล้านหุ้นที่เหลือ จะออกไม่ทัน

แต่เดี๋ยวก่อน ขอเก็บไว้สัก 2 ล้านหุ้นแล้วกัน ที่จะไม่ขาย จะเตรียมไว้ขาย ในวันหลัง โดยจะขายโครมลงมาจนหลุดแนวรับหลุดหลุ่ย
เพื่อให้กราฟสั่งขาย ไม่งั้น เดี๋ยวจะไม่ได้ของคืนหากทุกคนยังเก็บหุ้นไว้ไม่ยอมปล่อย

......แล้ววันรุ่งขึ้น นักวิเคราะห์ทุกโบรกฯ ก็จะดาหน้า มา recommend "sell" เองแหละ เพราะกราฟมันสั่งขาย

อีกไม่นานเขาก็จะได้ของครบเลย บรรลุวัตถุประสงค์ ..... "นาย" ก็ happy เพราะสัดส่วนการถือหุ้นยังคงเดิม หุ้นยังอยู่ครบ
แต่ฟันกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นเรียบร้อยไปแล้ว 40-80%
บางท่านอาจจะบอกว่า เขาได้กันที เป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ ไม่จริง
เพราะ ส่วนหนึ่งของราคาที่ขึ้นไป เกิดจากการซื้อเอง ขายเองด้วย กำไรจากโบรกหนึ่ง แต่ไปขาดทุนในอีกโบรกฯหนึ่ง
การคำนวณกำไรจึงไม่สามารถเอา high มาลบ low แล้วคูณด้วยจำนวนหุ้นได้

แล้วหุ้นอินไซด์ล่ะ เสี่ยนั้นจะเล่นตัวนี้ เสี่ยนี้จะเล่นตัวนั้น ฯลฯ ราคาเท่านั้นเท่านี้
เสี่ยที่เทรดพันล้านตัวจริง เขายังไม่เชื่ออินไซด์เลยนะครับ แค่รับ มาพิจารณา

ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท อุตส่าห์ไล่ราคาขึ้นมาตั้งเยอะ
แต่กลับโดนใครก็ไม่รู้ ที่มีหุ้นต้นทุนต่ำๆ ขายใส่ตลอดทาง ท่านเซ็งไหม .......
มันต้องใช้เงิน มากขึ้นกว่าเดิมไหมในการทำราคา
หากพวก net settlement มาจับเสือมือเปล่า กินเงินท่าน ไปฟรีๆ ในแต่ละวัน

การปล่อยข่าวอินไซด์จะมีขึ้น เมื่อเขาเก็บของครบแล้วเท่านั้น
และต้องการให้ "มหาชน" มาช่วย ยกราคา ขึ้น
ตอนเขาเก็บ เขาไม่บอกหรอกครับ
ขนาดคนที่นั่งคีย์ order ให้เขา ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะมาไม้ไหน
เพราะตลอดทาง จะลากขึ้น ทุบลง เป็นระยะๆ เพื่อคอยไล่ พวกจับเสือมือเปล่า ให้ออกไป ....
วิธีการก็เหมือนเดิม สั่งโบรกฯนึงซื้อ สั่งโบรกฯนึงขาย
ไม่งั้น คนที่นั่งคีย์ order ให้ จะอ่านเกมออก เขาจะขาดทุนไปเปล่าประโยชน์
เห็นซื้อเยอะๆ อาจจะซื้อของตัวเองที่วางขายอยู่กับอีกโบรกฯนึงก็ได้
เพื่อลวงให้คนอื่นเคาะซื้อตาม
เห็นโดนขายโครมลงมาเยอะๆ อาจจะกำลังตั้งรอซื้ออยู๋ที่อีกโบรกฯนึงก็ได้
เพื่อหลอกให้กราฟ "สั่งขาย"

เพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ทุกอย่างร่วมกัน ในการประกอบ การตัดสินใจลงทุน .....
หุ้นไม่มีทางลัด ไม่มีสูตรสำเร็จ ที่จะให้ใครมาสั่งซื้อสั่งขาย
แล้วเรามานั่งรอรับตังค์สบายๆ โดยไม่ต้อง ทำการบ้านมาล่วงหน้า

สิ่งสำคัญที่สุดคือ กลยุทธ์การลงทุน
ไม่ใช่โปรแกรมเทรดสำเร็จรูป
ไม่ใช่ข่าวอินไซด์
ไม่ใช่ Volume Outperform
ไม่ใช่ Technical และ ไม่ใช่ Fundamental
แต่คือ ทุกอย่างที่ต้องนำมาใช้ร่วมกัน ในการเทรดและการลงทุน

ส่วนคำถามที่ว่า นักวิเคราะห์คนไหนเก่งที่สุด
คำตอบ - นักวิเคราะห์ที่เก่งที่สุด ก็คือ "คุณ" คุณมีศักยภาพกันทุกคน ทุกท่านอยู่แล้ว






« Reply #8 เมื่อ 09/06/2007 , 11:30:57 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
ทางเบี่ยงลงทุน..หุ้นห่านทองคำ

ลงทุนแบบเหวี่ยงแหคงใช้ไม่ได้กับตลาดหุ้นไทยยุคเสี่ยงสูงเช่นปีนี้ เลือกหุ้นที่ออกไข่เป็น "ทองคำ" หรือหุ้นปันผลชั้นดี อาจเป็นทางออกของนักลงทุนที่ไม่ชอบ "เล่นรอบ" โอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนพอรับได้ และไม่เห็นผล "ขาดทุน" น่าจะเป็นคำตอบยามนี้..


ไม่ว่าตลาดหุ้นจะผันผวนเหวี่ยงตัวขึ้นลงแค่ไหน ลงทุนในหุ้นที่ออกไข่เป็นทองคำ ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมอ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้ที่แน่นอน

ในปีที่ผ่านมา การลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดลบ -4% แต่คนที่ลงทุนในกองทุนหุ้นปันผล อย่างกองทุนเปิด "อยุธยาหุ้นระยะยาวปันผล" ของ บลจ.อยุธยา กลับได้รับผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีถึง 15.23% เป็นอันดับ 1 ของกองทุนแอลทีเอฟที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด

และปีนี้ประเมินว่า ผลตอบแทนจากเงินปันผลของหุ้นในตลาดยังสูงถึง 4% ต่อปีทีเดียว

เป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจูงใจ ติดอันดับ 2 สูงที่สุดของโลก รองจาก "ตลาดหุ้นนิวซีแลนด์" เท่านั้น

โอกาสลงทุนในหุ้น "ไข่ทองคำ" จึงน่า "จับจ้อง" สำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากสุ่มเสี่ยงจนเกินไป

"เรามองว่าตลาดหุ้นในปีนี้จะผันผวนสูง การลงทุนในหุ้นปันผลจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเหตุการณ์ต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ลงทุนในหุ้นปันผลสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอ เราจึงมองว่าเป็นโอกาสของนักลงทุน ที่จะได้รับผลตอบแทนที่จับต้องได้" ณสุ จันทร์สม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายการลงทุนตราสารทุน บลจ.อยุธยา กล่าว

เขาบอกว่า ลงทุนในหุ้นปันผลที่มีคุณภาพดี เวลาตลาดหุ้นลง จะช่วยลดความเสี่ยงขาลง เพราะราคาจะปรับตัวลงน้อยกว่า แต่ทั้งนี้ต้องเลือกหุ้นที่ดีด้วย ซึ่งปัจจุบันหุ้นในตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนจากปันผลมากกว่า 4% ต่อปี เป็นอันดับ 2 ของโลก ขณะที่ราคาหุ้นยังถูก มีค่าพีอีเพียง 9.55 เท่า เท่านั้น

ในขณะที่ฝั่งผู้ลงทุนส่วนบุคคล ที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในหุ้นปันผล ก็มีให้เห็นไม่น้อย

กรณีผู้ลงทุนที่ยึดแนวทางลงทุนในหุ้นปันผลจนประสบผลสำเร็จ อันเป็นที่รู้จักดี เช่น "เทพ รุ่งธนาภิรมย์" เจ้าตำรับลงทุนในหุ้นห่านทองคำ จนปัจจุบันมีรายได้สม่ำเสมอจากเงินปันผลอย่างเป็นกอบเป็นกำ จนวันนี้เขามีรายได้ปันผลสูงถึงปีละ 3 ล้านบาท

"หุ้นไข่ทองคำ ทำให้ชีวิตผมดีขึ้นมาก จากการลงทุนมา 6 ปี ถือว่าประสบผลสำเร็จในแนวทางนี้ แต่ก่อนนั้นผมตั้งเป้าไว้ว่าจะมีเงินปันผลกินปีละ 1 ล้านบาท แต่ตอนนี้เขยิบขึ้นมาเป็นปีละ 3 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยมีรายได้จากการลงทุน 2.5 แสนบาทต่อเดือน" เทพกล่าว

พอร์ตหุ้นปัจจุบันของเทพ เขาเก็บหุ้นปันผลในพอร์ตไม่น้อยกว่า 100 ตัว แต่หุ้นที่ให้ "น้ำหนัก" เงินลงทุนสูงจะมีไม่เกิน 10 ตัว ส่วนหุ้นที่เหลือจะถือเอาไว้สำหรับพิจารณางบการเงินประจำปี ซึ่งเขายอมรับว่า ได้รับบาดเจ็บจากหุ้นบางตัวเช่นกันในช่วงอดีตที่ผ่านมา

เทพได้แบ่งแนวทางการลงทุนในตลาดหุ้นไว้ 5 วิธี คือ หนึ่ง..เล่นกับไฟ สอง..ไข่ทองคำ สาม..กำ(หุ้น)ไว้แน่น สี่..แผนรังนก และห้า..ชกผ่านสิงโต

"คนส่วนใหญ่ชอบมากที่จะเลือกเล่น (หุ้น) กับไฟ โดยการเลือกตามการขึ้นลงของดัชนีตลาดหุ้น ในที่สุดก็จะกลายเป็นแมลงเม่า ส่วนการลงทุนแบบไข่ทองคำ เป็นแนวทางลงทุนในหุ้นปันผลที่ผมเลือก วิธีลงทุนแบบกำไว้แน่นหรือแนวหุ้นมูลค่า ก็เป็นอีกวิธีที่เลือกหุ้นมีพื้นฐานดี แล้วถือเก็บไว้ ไม่ยอมขายจนกว่าราคาจะถึงมูลค่าที่แท้จริง อย่างกรณีการลงทุนของวอร์เรน บัฟเฟตต์

กรณีลงทุนแบบแผนรังนก จะเป็นแนวทางสำหรับมือใหม่ที่มีเงินจำนวนน้อย ใส่เงินเป็นรายเดือน และวิธีสุดท้ายแบบชกผ่านสิงโต หรือนำเงินให้กองทุนรวมลงทุนให้"

เทพบอกว่า คนที่เหมาะกับแนวทางลงทุนในแบบที่สอง หรือลงทุนในหุ้นไข่ทองคำอย่างตัวเขา จะต้องมีใจ "นิ่ง" ทนกับสภาพราคาหุ้นขึ้นลงได้ และจะต้องใช้วิธีลงทุนทวนกระแสคนส่วนใหญ่

"กลยุทธ์ลงทุนหุ้นห่านทองคำ ผู้ลงทุนจะลงทุนสวนทางกับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเวลาหุ้นเป็นขาลง ราคาหุ้นเป็นสีแดง จะต้องฝึกวินัยเป็นนักช้อปที่ดี ถ้าเราศึกษาดูแล้วพื้นฐานหุ้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อหุ้นเป็นขาขึ้น ให้รู้จักการทยอยขายออกบ้างราว 10-20% ส่วนหุ้นที่เหลือให้ถือไว้"

จำนวนหุ้นที่ทยอยขายออกไป เทพบอกว่า อย่ามองเป็นการทำกำไร แต่ให้มองเป็นการ "ลดต้นทุน" เขายกตัวอย่างว่า มีหุ้น A ที่ราคา 10 จำนวน 1 แสนหุ้น มูลค่าเงินลงทุน 1 ล้านบาท ต่อมาเมื่อราคาหุ้นปรับขึ้นไป 20 บาท ก็ควรทยอยขายออก 5 หมื่นหุ้น ก็จะได้เงินต้นทุน 1 ล้านบาท กลับคืนมาในกระเป๋า

หุ้นส่วนที่เหลืออีก 5 หมื่นหุ้น ก็จะกลายเป็นของ "ฟรี" ที่ไม่มีต้นทุน ทีนี้ไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง ก็จะไม่มีวันเห็นผลขาดทุน

"ลงทุนในหุ้นปันผลก็ต้องรู้จักจังหวะซื้อและขายด้วย เวลาหุ้นขึ้น ผมจะเน้นถือเงินสดไว้มากๆ แต่เมื่อใดที่หุ้นลง เงินสดส่วนใหญ่ก็จะถูกนำไปลงทุนในหุ้นไข่ทองคำ ซึ่งเปรียบได้เหมือนกับการชกมวย ผู้ลงทุนต้องสามารถสลับเปลี่ยนมือชกได้ตลอดเวลา"

ส่วนกรณีการเปลี่ยนตัวหุ้นหรือขายหุ้นตัวนั้นออกไปจากพอร์ตทั้งหมดนั้น เทพบอกว่า เขาจะใช้แนวทางพิจารณา 2 ประเด็นหลัก อย่างแรก..พื้นฐานบริษัทที่เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การเปลี่ยนตัวซีอีโอ เปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ไม่เหมาะสม

สอง..ดูแล้วราคาหุ้นขึ้นมามากเกินไป จนค่าพีอีปรับขึ้นไปถึง 20-25 เท่า หรือกรณีที่ราคาเต็มมูลค่าแท้จริง ก็อาจจะพิจารณาขายทิ้ง เอาเงินไปลงทุนในหุ้นตัวอื่นที่มีราคาต่ำกว่า

"ถ้าราคาสูงมาก จนผลตอบแทนจากเงินปันผล (Yield) ลดลงเหลือ 1-2% ก็ไม่ควรถือ แต่จะเอาเงินไปลงทุนต่อ เช่น ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่ให้ผลตอบแทน 8-9% ต่อปี ก็มีให้เลือกลงทุนแต่ต้องใจนิ่ง เพราะราคาหน่วยลงทุนจะไม่ขึ้น"

สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่อยากลงทุนในหุ้นปันผลด้วยตัวเอง เทพแนะนำว่า ผู้ลงทุนสามารถใช้วิธีลงทุนแบบ "ชกผ่านสิงโต" หรือผ่านกองทุนรวม ได้เช่นกัน..

"ผมคิดว่าจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนในกองทุนหุ้นปันผลเช่นกัน เนื่องจากตัวแปรเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีผลต่อตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ติดตามไม่ค่อยทัน" เทพกล่าว

ด้านผู้จัดการกองทุนเปิด "อยุธยาหุ้นปันผล" ณสุ แนะนำว่า แม้ว่ากองทุนจะมีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนประเภทหุ้นเติบโต (Growth Fund) แต่ยังมีโอกาสที่หน่วยลงทุนจะผันผวนได้เช่นกัน จึงควรแบ่งเงินลงทุนราว 20-30% มาลงทุน เพื่อลดแรงเหวี่ยงของหุ้นไทย เขาคาดว่ากองทุนนี้จะให้ผลตอบแทนราว 5-6% ต่อปี

สำหรับพอร์ตลงทุนของกองทุนเปิด "อยุธยาหุ้นปันผล" ซึ่งคัดลอกพอร์ตลงทุนในหุ้นปันผลของกองทุนเปิด "หุ้นระยะยาวอยุธยาปันผล" ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดอันดับ 1 ของปี 2549

หุ้น 5 อันดับแรกของพอร์ตลงทุน จะให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นบ้านปู 11.23%, ปูนซิเมนต์ไทย 11.17%, ธนาคารไทยพาณิชย์ 7.45%, โกลว์ พลังงาน 6.93% และเอ็ม บี เค ดีเวลล็อปเมนท์ 6.73%

ทั้งนี้ กองทุนนี้มีนโยบายจ่ายปันผล 12 ครั้งต่อปี เมื่อกองทุนมีกำไรสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในระยะ 2-3 ปีแรกนี้ กำหนดจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยเป็นรายไตรมาส

แต่ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นปันผลด้วยตัวเอง หรือเลือกลงทุนกับกองทุนรวมปันผล ขึ้นชื่อว่าลงทุนในหุ้นก็ยังมีความเสี่ยงแฝงอยู่เสมอ
















« Reply #9 เมื่อ 09/06/2007 , 11:33:22 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
นี่ก็สำนักมวยวัดครับของคุณคลายเคลียด อ่านแล้วน่าสนใจดีครับ

เราจะได้รู้ว่า เพราะรายย่อยคิดว่าเราจะไม่ใช่คนสุดท้ายที่ซื้อขายหุ้นบนดอย แล้วใครหละจะเป็นคนสุดท้ายที่ซื้อ

เจ้ามือเขามีวิธีการอย่างไร ที่ทำให้รายย่อยคิดว่ายังไม่ใช่คนสุดท้ายที่ซื้อหุ้นดังกล่าว

เวลาจะให้รายย่อยซื้อ ก็ต้องทำให้ดูเหมือนมีกำลังซื้อเข้ามามาก ดูจากการหมุนเวียนหุ้นมากขึ้น การปล่อยข่าวสนับสนุน การดันราคาขึ้นไปเพื่อให้รายย่อยมั่นอกมั่นใจว่างานนี้ของจริง

เวลาจะให้รายย่อยปล่อยของ ก็ต้องทำให้ดูเหมือนว่าหมดรอบแล้ว ปริมาณการขายไม่รู้มาจากไหนลงได้ทุกวัน ลงจนแห้ง แถมปล่อยข่าวสนับสนุนต่าง ๆ เสร็จแล้วเพื่อให้สมจริง ก็นำหุ้นที่กักไว้ส่วนหนึ่งผสมโรงเพื่อให้ลงหนัก ๆ จนรายย่อยทนไม่ไหวต้องขายออกไปครับ

ลองมาอ่านเทคนิคการตั้งเป้าหมายของเจ้ามือดูนะครับ สำนักมวยวัดเขาคิดอย่างไรครับ

Target price according to Temple Boxing School

เมื่อเช้าอ่านหนังสือพิมพ์
เจอเป้าราคาของกลุ่มเดินเรือ
ข้าพเจ้าก็เลยชักสงสัยว่า
แค่ค่าระวางเรือขึ้นสองวัน
ทำไมเป้ามันส่ายไปส่ายมาเร็วจัง

ลองพยายามคิดเล่นๆ
เลยได้หลักคด เอ๊ยหลักคิดไว้เล่นกับเป้าราคาดังนี้

เป้าราคาคือ

๑ เป็นราคาที่ใครก็ได้จะเป็นผู้ซื้อ นอกจากคนที่พูด


๒ คนที่พูดถึงเป้าราคา
ถ้าไม่ซื้อหุ้นตัวนั้นไปแล้ว
ก็ต้องรับซิกจากคนที่ซื้อไปแล้ว ให้พูด
เป็นวิชาเทพที่เข้ากลบเกลื่อนวิชามาร
โดยอ้างอิงปัจจัยพื้นฐานของอนาคตซึ่งไม่มีใครรู้จริง
อย่างมากก็รู้ได้แค่ระดับ "ความน่าจะเป็น"

๓ เป็นการพยายามสร้างปริมาณเงินหมุนเวียน
ให้เพิ่มเข้าไปในหุ้นตัวนั้นโดยตรง
ในลักษณะร่วมด้วยช่วยกัน
โดยเงินที่มีอำนาจซื้อนำจริง
รับอาสาเป็นไกด์ พาเงินที่มีอำนาจซื้อนำเทียม
ไปเที่ยวชมดอย


๔ เป็นการกักปริมาณหุ้นที่มีอำนาจขายนำเทียม
ของพวกรายย่อยให้หยุดขาย
เพราะเริ่มจะเห็นคำว่าเสี่ยหุ้น ลอยอยู่ตรงหน้า
ถือว่าเป็นช่วยชาติ เอ๊ยช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้ามือ
เพราะรายย่อยจะตั้งหน้าตั้งตา
รอใครก็ได้มาซื้อที่ใกล้ๆเป้าราคา เพื่อให้ตัวเองได้ขาย
เรื่องอะไรจะยอมขายตอนนี้ จริงป่าว

๕ หุ้นที่มีอำนาจขายนำจริง ก็ถูกกักเอาไว้เช่นกัน
อันนี้คงไม่ต้องบรรยาย เจ้ามือจะลงมือ
มีหรือจะปล่อยให้หุ้นที่มีอำนาจขายนำออกมาลอยนวล
ให้เปลืองค่าต๋งโดยไม่จำเป็น
(คนเก็บค่าต๋ง อาจจะร่วมด้วยช่วยเป็นเจ้ามือก็ได้)

๖ เติมกันเองเอง มั่วได้แค่นั้นแหละ ฮาๆๆๆๆ
ลองดูภาพประกอบแล้วใส่เป้าราคาเข้าไปแทนราคาปัจจุบันดู

ใครจะเป็นคนเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนเข้าไปซื้อหุ้น
ที่ใกล้ๆราคาเป้าหมายมากที่สุด
ส่วนตรงราคาเป้าหมาย แทบจะไม่ต้องพูดถึง
รายย่อยเกือบทุกคนพร้อมจะขาย
ทำให้อำนาจขายของหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

การจะทำให้รายย่อยยอมซื้อที่ราคาเป้าหมาย
คงจะเป็นเรื่องยากมากๆ
ถ้าเจ้ามือไม่กล้าลากให้เลยเป้า
เพราะรายย่อยแทบจะทุกคนเชื่อว่า
ตนจะเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปซื้อหุ้นตัวนั้น

หลักการสำคัญที่สุดของเกมล่าส่วนเกินทุนขาขึ้นคือ

รายย่อยส่วนใหญ่จะต้องเชื่อว่า

"ตนเองจะไม่เป็นคนสุดท้ายที่ถือหุ้นตัวนั้น
ที่ราคาสูงสุด"


ปริมาณคนซื้อหุ้น หารด้วย ปริมาณคนขายหุ้น เท่ากับ ราคาหุ้นที่ซื้อ





ดังนั้น ผมขอสรุปให้เห็นภาพก็คือ

จากสมการนี้ ราคาหุ้นจะขึ้นได้ ต้องสร้างความต้องการซื้อหุ้นให้มาก ๆ สร้างอย่างไร ก็ต้องไปหาเหตุว่า ทำอย่างไรให้คนต้องการซื้อหุ้น หาเหตุเจอ ก็เริ่มกลวิธีดังกล่าวครับ

ราคาหุ้นลง ก็สวนทางกัน ต้องพยายามให้คนอยากขายหุ้นให้มาก สร้างอย่างไร ก็ต้องไปหาเหตุว่า ทำอย่างไรให้คนต้องการขายหุ้นออกไป หาเหตุเจอ ก็เริ่มกลวิธีดังกล่าวครับ

การเล่นหุ้นให้ชนะ จึงต้องเข้าใจเหตุผลดังกล่าว เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อติดดอย เราต้องพยายามเข้าเงียบ ๆ เหมือนเวลาไปทานงานเลี้ยง ก็ต้องค่อย ๆ ย่อง อย่าโฉ่งฉ่าง เข้าทีละน้อย ให้เสมือนมีการซื้อขายปกติ แล้วรอ หลังจากนั้น เมื่องานเลี้ยงใกล้เลิก เราก็ต้องรีบออกจากงานเลี้ยงก่อน ค่อย ๆ ออกของเช่นกัน ให้เสมือนมีการซื้อขายปกติ แล้วทะยอยขายไปจนถึง Lot สุดท้ายก่อนงานเลี้ยงเลิก แบบนี้ ก็ซื้อได้ต้นทุนเฉลี่ยไม่สูงมากนัก และขายได้กำไรเฉลี่ยสูงอย่างเหมาะสมครับ

Day Trade เดี่ยวนี้เล่นยากขึ้น เพราะเจ้ามือนับของได้ง่าย เพราะ Volumn ไม่มาก จึงต้องใช้วิชานินจา รู้เขารู้เรา แต่อย่างโฉ่งฉ่างครับ อิอิ

เจ้ามือยุคนี้เป็นเจ้ามือตกใจง่ายครับ

และใครเก็บหุ้นมาก ๆ นะครับ ระวังนะครับ กลต.เพิ่งออกข่าวปรับเงิน เจ้าหน้าที่การตลาดที่เอาข้อมูลลูกค้าไปเปิดเผย ตรงกับที่ผมเคยคาดการณ์ไว้จริงๆ

ดังนั้น หุ้นที่เราไม่วิ่งถ้าถืออยู่เยอะ ไม่รู้ว่า Mar เอาข้อมูลเราไปเปิดให้ใครรึเปล่าที่ไม่ประสงค์ดีกับ Port ของเรานะครับ ระวังอย่าไปทำตัวเป็นรายใหญ่แข่งกับเจ้ามือครับ ยกเว้นบางคนอยากจะเป็นเจ้ามือเสียเองนะครับ ฝากไว้ครับ

ดังนั้น คุณต๋อยครับ ขายหมู ยังดีกว่า ติดดอยนะครับ อิ อิ แต่ขายหมูหลาย ๆ ครั้งหน่อย จะได้อ้วนมากขึ้น อย่าขายหมูเพียงครั้งเดียว แบ่ง Port ขายก็น่าจะ OK ครับ ขายแบบชั่งกิโลขายไปเรื่อย ๆ อย่าขายทั้งตัว มันไม่ค่อยได้ราคานะครับ อิ อิ


« Reply #10 เมื่อ 09/06/2007 , 11:34:35 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
Value Way : เรื่องจริงผ่านจอ

มนตรี นิพิฐวิทยา
ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลง โลกนี้ก็ยังคงหลีกหนีความวุ่นวายไปไม่ได้ ไม่แปลกที่ตลาดหุ้นที่มีการซื้อ-ขาย ในแต่ละวันจะเป็นตัวสะท้อนภาพความโลภความกลัวที่เห็นได้ชัดที่สุด หลายคนที่กำลังศึกษาและคิดที่จะเข้ามาเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น คงยังไม่ทราบและเข้าใจในประเด็นนี้นัก


ตลาดหุ้นและอีกหลายๆ ตลาด มีลักษณะเช่นนี้เหมือนๆ กันหมดครับ ผู้เล่นในตลาดมีมากแบบมากความคิด และผสมปนเปกันไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ที่สำคัญในตลาดนั้นประกอบไปด้วยผู้ชักใย ผู้ปล่อยใจให้ถูกชักใย ผู้ที่ไม่สนใจกับการชักใย

เมื่อเร็วๆ นี้ มีหุ้นบริษัทหนึ่ง ซึ่งเข้าตลาดมาไม่นาน ราคาหุ้น "ตกลง" จากราคาเสนอขายครั้งแรกหรือ IPO มาก ราคาจมดิ่งลงไปในระดับที่เรียกว่า ไม่น่าฟื้นขึ้นง่ายๆ จากนั้นใช้เวลานานหลายเดือนราคาค่อยๆ ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นที่สังเกตของนักลงทุนหลายราย

ข่าวต่างๆ เริ่มปล่อยเข้าสู่หูของนักลงทุนมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ มีนักลงทุนหลายรายเข้าไปซื้อหุ้นนี้เพราะข่าวลือที่ได้รับ แน่นอนมันต้องเป็นข่าวยอดนิยมของนักเล่นหุ้นแน่นอน

ผมเองก็ได้ข่าวนี้มาเช่นกันครับ เป้าหมายไม่เลวเลยทีเดียว ราคาที่ผมเห็นในจอตอนที่ได้รับข่าวเทียบกับราคาเป้าหมายแล้ว มีส่วนต่างมากเอาการ ผมไม่เคยสนใจบริษัทนี้มาก่อนจึงไม่มีข้อมูลพื้นฐานและไม่ได้เข้าไปซื้อ แม้จะเห็นราคามันวิ่งได้วิ่งดีทุกวัน จนสงสัยว่า พื้นฐานของมันดีขึ้นผิดหูผิดตาหรืออย่างไร แนวโน้มในอนาคตจะสดใสมากหรืออย่างไร ทำไมผู้คนจึงเข้าไปลงทุนกันมากนัก เมื่อความต้องการซื้อหุ้นมากกว่าความต้องการขายหุ้นแน่นอนหุ้นต้องขึ้นแน่นอน

หรือว่า ผมจะตกรถ!

ตามนิสัยของผมแล้ว ผมต้องขอดูข้อมูลก่อนจะตัดสินใจซื้อ ผมเอาข้อมูลต่างๆ มาดูจนละเอียดแล้วปล่อยให้หุ้นมันขึ้นๆ ลงๆ ไปก่อน ไม่แน่ใจยังไม่สนหรอก ผมดูข้อมูลซึ่งมีน้อยมากเพราะบริษัทนี้เพิ่งเข้าตลาด ประกอบกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมนี้ก็ยังไม่เห็นว่า จะดีขึ้นสักเท่าไร ข้อมูลทางการเงินก็ไม่เห็นมีจุดเด่นอะไรแตกต่างมากนัก

เอ๊ะ...หรือว่า ไตรมาสสามนี้จะออกมาดี!

ยอมรับครับว่า อารมณ์โลภก็เกิดขึ้นเหมือนกัน โชคดีหน่อยที่พอจะสะกดจิตสะกิดใจตัวเองได้บ้างว่า บริษัทนี้มีอะไรที่เข้ากับกฎเกณฑ์ในการลงทุนของเราบ้าง ผมพบว่า ไม่มีสักข้อหนึ่งเลย ต่อให้ราคาต่ำขนาดที่มันเคยล่วงลงไปกองกับพื้นตั้งนานยังไม่กล้าซื้อเลย และราคาวิ่งมาขนาดนี้แล้วมีเหตุผลอะไรที่จะไปเข้าซื้อ ...ไม่มีจริงๆ แฮะ

แต่อีกใจหนึ่งก็บอกว่า แล้วถ้าราคามันวิ่งไปที่ราคาเป้าหมายที่ได้ข่าวมาล่ะ!

ผมก็มนุษย์ปุถุชนธรรมดาเหมือนกันครับ ย่อมมีความโลภได้เช่นกัน จะทนเห็นราคามันวิ่งขึ้นไปโดยไม่มีส่วนร่วมเลยได้อย่างไร

เสียโอกาสหมด!

คนเรานี่ก็แปลก มีสองจิตสองใจได้เหมือนกันนะ และเพื่อจะประเมินโอกาสต่างๆ ของผม ผมก็คิดว่าโอกาสที่จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาขณะนั้นกับราคาเป้าหมาย และโอกาสเจ็บตัว เมื่อคิดได้ก็เลยลองคิดดู ปรากฏว่า ผลตอบแทนที่ได้รับกับโอกาสเจ็บตัวนั้น โอกาสเจ็บตัวสูงกว่ามากและมากอย่างมหาศาลด้วย สุดท้ายก็ตัดใจได้อย่างจริงจังว่า...ไม่ควรไปยุ่ง

คงเป็นเพราะโชคดีของผมด้วยกระมัง วันนั้นผมเห็นราคาหุ้นทำจุดสูงสุดตอนเช้า แต่ไม่ใช่ราคาเป้าหมายที่ได้ข่าวมา และจากนั้นในช่วงบ่ายราคาหุ้นนั้นก็ล่วงลงพื้น ลงพื้นจริงๆ ครับ ลบไป 30% แบบไม่มีการซื้อกลับแม้แต่น้อย ในวันต่อมาหุ้นก็ร่วงลงพื้นอีกครั้ง ลงแบบน่ากลัวมาก นึกว่าถ้าผมเข้าไปร่วมวงกับเขาด้วยคงซวยแน่ๆ

และนี่คือบทเรียนที่สำคัญของผม ถึงแม้จะไม่ได้เข้าไปร่วมวงกับเขาด้วยก็ตามที การข่มอารมณ์ความรู้สึกนั้นสำคัญมากกับการลงทุนมาก โดยเฉพาะกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง การลงทุนในหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานรองรับ การลงทุนที่มองโอกาสได้โดยไม่ได้ประเมินโอกาสพลาดเอาไว้

เท่าที่ทราบมามีนักลงทุนบางคนเข้าไปตั้งรับซื้อหุ้นตามแนวรับต่างๆ เอาไว้ โดยคิดว่าเมื่อถึงแนวรับนั้นๆ ราคาจะดีดกลับ แต่ไม่คิดว่าราคามันจะดิ่งลงพื้นได้ติดกันถึงสองวันติดกัน เท่าที่ทราบนักลงทุนท่านนั้นละเมิดกฎเกณฑ์การลงทุนของตัวเอง

ส่วนประกอบของการพลาดครั้งนี้ที่สำคัญก็คือ เขาใช้เวลาในการพิจารณาน้อยมาก เรื่องนี้ชี้ให้เห็นความผิดพลาด 3 ประการใหญ่ๆ คือ

หนึ่ง การไม่ปฏิบัติตามกฎที่เราสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ในการลงทุนที่ยาวนาน

สอง ไม่รอบคอบในการตัดสินใจลงทุน

สาม ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจิตใจแทนการใช้หลักการและเหตุผล





« Reply #11 เมื่อ 09/06/2007 , 11:39:04 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
ต ล า ด หุ้ น
"...ชีวิตผม เริ่มต้นจากติดลบ จากการเป็นหนี้ เพราะหุ้น และผมก็มีชีวิตที่ดีได้ เพราะหุ้น ผมจะไม่พลาดอีกต่อไป อย่างน้อย ผมกันเงิน ๕๐ เปอร์เซนต์ ไปซื้อที่ดิน เพื่อความมั่นคงในชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือ ผมต้องรู้ตัวเองว่า ผมจะต้องไม่โลภเกินไป"
นักเล่นหุ้น ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ท่านนี้ก็เป็นหนึ่ง ในบรรดานักเล่นหุ้น มืออาชีพ ที่คร่ำหวอด ในวงการ มานานนับสิบปี ประสบการณ์ แต่ละครั้ง ของคนเหล่านี้ ซื้อมาด้วยเงินมหาศาล บางคน เกือบต้องเอาชีวิตเข้าแลก เซียนหุ้นบางคน มีความรู้แต่ ป. ๔ แต่สามารถอ่านงบการเงิน ของบริษัทต่าง ๆ ได้ บางคน เคยมีอาชีพ ขายไอศกรีม แต่ปัจจุบัน กลายเป็น เศรษฐีร้อยล้าน เซียนหุ้นบางคน อาจเคยเป็นมหาเศรษฐี เป็นเจ้าของภัตตาคารมีชื่อ แต่ความรุ่งเรืองนั้น กลับกลายเป็นอดีตที่ขมขื่น เมื่อต้องขายกิจการทุกอย่าง ที่ตัวเองมี เพื่อชดใช้หนี้สิน ที่เกิดจากการเล่นหุ้น
หุ้นคืออะไร มันเป็นยาพิษ หรือน้ำหวาน ของนักเล่นหุ้นกันแน่
(จาก "หุ้น ใบเบิกทางเศรษฐี และยาจก ในเกมเงินตรา" สารคดี ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๕๔ สิงหาคม ๒๕๓๒)

--------------------------------------------------------------------------------

ย้อนกลับไป เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว นักเล่นหุ้น รู้ดีว่า ตลาดหุ้นเมืองไทยขณะนั้น อยู่ในภาวะกระทิง อันเป็นผลมาจาก เศรษฐกิจไทย ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงปีละประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เหล่านักเผชิญโชค หลายแสนคน ต่างมุ่งหน้าไปขุดทองกันที่ ห้องค้าหลักทรัพย์ เพื่อถ่ายทอดคำสั่ง ให้โบรกเกอร์เคาะซื้อขาย หุ้นต่าง ๆ บนกระดาน
หลายคน ยังคงจำ วิธีซื้อขายหุ้นแบบเก่า ที่ใช้วิธีเคาะกระดาน เสียงดังสนั่นได้ดี ก่อนที่จะเปลี่ยน มาเป็นวิธีซื้อขาย ด้วยคอมพิวเตอร์
ใครที่เคยไป ห้องค้า ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย อาคารสินธร คงไม่ลืมบรรยากาศ เมื่อเวลา ๙.๓๐ น. ทันที ที่เสียงอ๊อด อ๊อด อ๊อด...ของสัญญาณบอกเวลา เปิดตลาดหุ้นดังขึ้น ชีวิตในห้องโถง ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กับโรงยิม ก็เริ่มเคลื่อนไหว ที่ผนังทั้งสามด้านของห้อง มีกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ ติดตั้งอยู่ บนกระดานแบ่งเป็นช่อง ๆ แสดงชื่อบริษัท ที่มีการซื้อขายหุ้น แยกเป็นหมวดหมู่ ตรงกลางห้อง เป็นที่ตั้งโต๊ะ ของบรรดาบริษัทโบรกเกอร์ ที่ได้รับอนุญาต ให้เป็นนายหน้า ทำการซื้อขายหุ้น แทนบุคคลทั่วไป ที่ไม่สามารถ ซื้อขายหุ้นได้โดยตรง แต่ละบริษัท มีเครื่องคอมพิวเตอร์ บันทึกรายการ ซื้อขายใบหุ้น ของลูกค้า และโทรศัพท์ฮอตไลน์ ที่ไม่ต้องหมุนหมายเลข ต่อไปถึงบริษัทแม่ที่อยู่ข้างนอก เพื่อรอรับคำสั่ง จากลูกค้าที่ต้องการ ซื้อขายหุ้น เมื่อได้รับคำสั่งแล้ว เจ้าหน้าที่ หรือเทรดเดอร์ ของแต่ละบริษัท ซึ่งสวมชุดสีน้ำเงิน มีชื่อ และหมายเลขประจำตัว ปักด้วยด้ายสีเหลือง แลเห็นเด่นชัด อยู่กลางหลัง ก็วิ่งไปเคาะซื้อขายหุ้น บนกระดาน ด้วยปากกา
เทรดเดอร์ ของบริษัทใด มีความคล่องตัวสูง สามารถชิงเคลื่อนไหว เข้ายึดพื้นที่ หน้ากระดาน ได้เร็วกว่า คู่แข่ง ก็สามารถสนอง คำสั่งซื้อขายหุ้น ของลูกค้า ได้ดีกว่า
แม้ว่าการซื้อขายหุ้นทั่วโลก จะเปลี่ยนมาใช้ คอมพิวเตอร์ แต่ก็ยังใช้หลักการเดิม คือ "การประมูล" ใบหุ้น เปรียบเสมือนสินค้า ในท้องตลาด เมื่อมีการประมูล ผู้ให้ราคาซื้อสูงกว่า ก็ย่อมซื้อได้ ในขณะเดียวกัน ผู้เสนอราคาขาย ในราคาต่ำกว่า ก็มักจะขายได้ก่อน ภายใต้ข้อกำหนดว่า ราคาซื้อขายของหุ้นแต่ละตัว จะขึ้นลงได้ไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ของราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย ของวันก่อน
ภาพที่เห็นชินตา ในเวลานั้น อีกประการ คือ ภาพตัวแทนโบรกเกอร ์ยืนบนโต๊ะ มือหนึ่ง ถือกล้องส่องทางไกล ดูราคาหุ้น บนกระดาน อีกมือหนึ่ง ถือโทรศัพท์มือถือขนาดใหญ่ รุ่นโบราณ คอยรายงาน ราคาหุ้น ให้ลูกค้าที่รอฟังอยู่ที่ บริษัทโบรกเกอร์ข้างนอก รับทราบ ในเวลานั้น การรายงานราคาหุ้น มีเพียงการถ่ายทอดเสียง ผ่านวิทยุคลื่น เอ.เอ็ม. ความถี่ ๑,๔๙๕ กิโลเฮิรตซ์ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ได้เปลี่ยนวิธีการซื้อขายหุ้น บนกระดาน ที่ใช้มานานถึง ๑๖ ปี ตั้งแต่เปิดตลาดฯ ครั้งแรก เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๘ มาเป็นการซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ เพื่อรองรับ ปริมาณการซื้อขาย จากวันละไม่กี่ร้อยล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นวันละ ๕ ,๐๐๐ กว่าล้านบาท
บรรยากาศ การรับคำสั่งซื้อขายหุ้น ที่โกลาหล อลหม่าน และเสียงเคาะซื้อขายบนกระดาน ก็หายไป แทนที่ ด้วยความเงียบของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏตัวเลข บนจอกระดานดิจิตอลแทน นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถนั่งดูราคาซื้อขายหุ้น ที่รายงานสด ผ่านจอโทรทัศน์ ที่บ้านได้อีกด้วย ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ ได้เปลี่ยนกฎใหม่ ให้ราคาซื้อขายของหุ้นแต่ละตัว ขึ้นลงได้ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้การทำกำไร หรือขาดทุน มีผลต่างมากขึ้น
ความสะดวก ของการเล่นหุ้น และเศรษฐกิจไทย ที่ยังสดใสกระตุ้นให้ ชนชั้นกลาง แห่กันเข้ามาเล่นหุ้น ไม่ขาดสาย จากไม่กี่หมื่นคน พุ่งขึ้นเป็นเรือนแสน คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าหมอ อาจารย์ สถาปนิก วิศวกร นักธุรกิจ ฯลฯ ไม่มีอันทำงาน เพราะต้องเงี่ยหูฟัง ราคาซื้อขายหุ้น ในแต่ละวัน หลายคน ตัดสินใจลาออกจากงาน มาเล่นหุ้นอย่างเดียว เพราะเชื่อว่า ไม่มีอาชีพใด จะทำเงินได้มหาศาล เท่าการเล่นหุ้น
"ผมซื้อหุ้น กระดาษสหไทย ราคา ๑๐๐ กว่าบาท จำนวน ๑ หมื่นหุ้น ตอนนี้ราคา ๗๐๐ กว่าบาท ลงทุนไม่ถึง ๒ ล้านบาท กำไร ๕ ล้านกว่าบาท"

"ผมซื้อหุ้น เอกธนกิจ ๒๐๐ กว่าบาท จำนวน ๑ หมื่นหุ้น ขายไป ๕๐๐ กว่าบาท กำไร ๓ ล้านกว่า ใช้เวลาไม่ถึง ๒ เดือน"
ภายหลังเหตุการณ์ แบล็กมันเดย์ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๓๐ ดัชนีตลาดหุ้น ได้ลงสู่จุดต่ำที่ระดับ ๒๘๔.๙๔ จุด ในสิ้นปีนั้น และได้ทะยานขึ้นไปสูงถึง ๑,๑๐๐ จุด ในเวลาต่อมา ก่อนจะไปพบกับ วิกฤตการณ์สงคราม อ่าวเปอร์เชีย ในปี ๒๕๓๓ ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมา ๕๐๐ กว่าจุด พอสงครามสงบ หุ้นกำลังจะโงหัวขึ้น ก็มาเจอเหตุการณ์ เดือนพฤษภาคมปี ๒๕๓๕ หุ้นก็รูดลงไปอีก แต่บรรดานักเล่นหุ้น ทั้งสามส่วน คือ สถาบันการเงิน นักลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนรายย่อย หรือที่เรียกกันว่า แมลงเม่า ยังคงมุ่งหน้าเข้าตลาดหุ้น อย่างต่อเนื่อง ด้วยเชื่อว่า เศรษฐกิจไทย โตจนฉุดไม่อยู่
ช่วยกันเล่นหุ้นจน ดัชนีหุ้นทะยานขึ้น สู่จุดสูงสุด ในประวัติศาสตร์ถึง ๑๗๖๓.๗๘ จุด มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด ถึงประมาณวันละ ๔ หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๗ คนเล่นหุ้นส่วนใหญ่ พึงพอใจกับรายได้ ที่เกิดขึ้นง่าย ๆ นักวิเคราะห์หุ้น ถึงกับฟันธงว่า ดัชนีหุ้นจะทยานขึ้นสู่ ๒,๐๐๐ จุด ในปีถัดไป
แต่หลังจากนั้น หุ้นไทย ก็เข้าสู่ภาวะหมี อย่างยาวนาน หุ้นไทยตกต่ำลงเรื่อย ๆ เมื่อความจริง เริ่มปรากฏว่า ความเจริญทางเศรษฐกิจไทย เป็นเพียงภาพลวงตา นักลงทุนจากต่างชาติ ที่มีต้นทุนหุ้น ในราคาต่ำมาก เริ่มขายทิ้งหุ้น อย่างต่อเนื่องยาวนาน ข่าวร้ายทยอยเข้ามา ตลอดเวลา จนกระทั่ง มาถึงการลดค่าเงินบาท ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ และวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ ฟองสบู่แตก ในปีเดียวกัน บริษัทไฟแนนซ์ ๕๖ แห่งถูกสั่งปิด ธนาคารพาณิชย์ของไทย ถูกต่างชาติ เข้ามาซื้อกิจการ บริษัทนับพันแห่ง ล้มละลาย รัฐบาลต้องกู้เงิน และเชื่อฟังไอเอ็มเอฟ หรือกองทุนการเงิน ระหว่างประเทศ แต่โดยดี ทำให้ ดัชนีหุ้นไทยตกต่ำ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มูลค่าการซื้อขายลดลง เหลือเพียงวันละ ๗๐๐ กว่าล้านบาท ในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๐ และเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๑ ดัชนีลดต่ำสุด เหลือเพียง ๒๐๗.๓๑ จุด หุ้นของบริษัทจำนวนมาก ในตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นสิ่งไร้ค่า ดังตัวอย่าง
หุ้นของ บริษัทเอกธนกิจ ที่เคยสูงถึง ๕๘๔ บาท เหลือมูลค่าเป็นศูนย์ เพราะบริษัท
ถูกสั่งปิด คนที่เคยซื้อหุ้นเอกธนกิจ ต้องทำใจว่าเงินในกระเป๋า หายวับไปภายในพริบตา
หุ้นของ บริษัทเกียรตินาคิน ที่เคยสูงถึง ๖๓๒ บาท เหลือต่ำสุดเพียง ๐.๙๐ บาท
หุ้นของ บริษัทแลนด์แอนด์เฮาส์ ที่เคยสูงถึง ๗๕๖ บาท ลดเหลือต่ำสุดเพียง ๖.๘๐ บาท
มูลค่ารวมของ ตลาดหลักทรัพย์ ทั้งหมด ที่เคยมีสูงถึง ๓,๓๐๐ พันล้านบาทในปี ๒๕๓๗ ลดลงเหลือเพียง ๑,๒๖๘ พันล้านบาท ในปี ๒๕๔๑ หรือเงินหายไปจาก ตลาดหลักทรัพย์ ๒ ล้านล้านบาท ภายในสี่ปี
ถึงต้นปี ๒๕๔๓ มูลค่ารวมของ ตลาดหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้นมา ๒,๑๐๐ พันล้านบาท และดัชนีกระเตื้องขึ้นมา อยู่ที่ ๓๐๐ กว่าจุด
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนรายย่อย หรือแมลงเม่าส่วนใหญ่ ตายสนิท หลายคน ต้องเปลี่ยนอาชีพ ไปขายอาหาร หรือขายแรงงาน หลายคนฆ่าตัวตาย หนีหนี้สิน จากการเล่นหุ้น หลายคนติดคุก เพราะโกงเงินของบริษัท มาใช้หนี้จากการเล่นหุ้น
เกมหุ้นครั้งนั้น สรุปได้ว่า นักลงทุนฝรั่งชนะ และโยกเงินออกไปเล่นหุ้น ประเทศอื่นแทน ขณะที่นักลงทุนชาวไทย ตายสนิท
ไม่มีใครรู้ว่าภาวะกระทิงจะกลับมาอีกหรือไม่ หรือเศรษฐกิจไทยจะฟื้นเมื่อใด แต่ในตลาดหุ้นก็ยังมีแมลงเม่าใหม่ ๆ ที่ยังไม่เข้าใจ สัจธรรม ที่ว่า "ความโลภไม่เคยปรานีใคร" เข้ามาเสี่ยงในตลาด อย่างต่อเนื่อง แม้ว่า นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ หลายคน จะลงความเห็นตรงกันว่าโอกาสของการเล่นหุ้น ในช่วงเวลานี้ จะบาดเจ็บมากกว่า ได้เงินกลับบ้าน เพราะเศรษฐกิจ ไม่ฟื้นจริง และทุกวันนี้ นักลงทุนต่างชาต ิที่ทยอยเก็บหุ้นราคาถูกไว้ เมื่อสองปีก่อน เริ่มทยอยขายหุ้นอีกครั้งหนึ่ง















« Reply #12 เมื่อ 09/06/2007 , 11:43:04 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เจาะตำรา "เซียนหุ้นมูลค่า" ยุทธวิธีลงทุน ปี 2550 ทางรวย..บนเส้นทาง "เต่า"

แหม! ใคร..? จะเชื่อว่าเล่นหุ้นอย่าง "เต่า" จะชนะ "กระต่าย" ได้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ไขปริศนา...แนวคิด และวิธีเลือกหุ้น ของ "แวลูอินเวสเตอร์" ระดับเซียนของเมืองไทย พร้อมเล่ายุทธวิธีการลงทุน ปี 2550 ควรจะ "ซื้อ" หรือ "ถอย" ดี

...เซียนเต่า แต่ละคนคิดอย่างไร ? กับโอกาสท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นที่สามารถพลิกผันได้เสมอ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นตำรับแวลูอินเวสเตอร์ของเมืองไทย เปิดมุมมองว่า วิธีการลงทุนในปีนี้ ควรมองหาหุ้นประเภท บริษัทที่ยิ่งใหญ่ อยู่ในธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ และกำลังเติบโต..แต่ต้องไม่ใช่ยิ่งใหญ่เพราะสัมปทาน ต้องใหญ่ด้วยการทำธุรกิจขึ้นมาเอง

ที่สำคัญ ความยิ่งใหญ่ของหุ้นประเภทนี้..มันยากมากที่จะตกเพียงชั่วข้ามคืน

แต่ทั้งนี้ เศรษฐกิจของประเทศปีนี้อาจจะไม่ค่อยเอื้อต่อการลงทุน แต่ส่วนตัวยังเชื่อว่าหุ้นในกลุ่ม "โมเดิร์นเทรด" คงเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด และยังเป็น "เทรนด์" ที่น่าลงทุน

"นักลงทุนควรมองหาหุ้นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ประเภท Great Company เข้ามาในพอร์ต และช่วง 3 ปีที่ผ่านมา..ผมซื้อหุ้นโมเดิร์นเทรดแทบทุกตัว และเกือบทุกตัวที่ซื้อเข้าพอร์ตไว้ก็ขึ้นทั้งหมด และขึ้นเยอะมาก"

แม้ว่าอาจารย์นิเวศน์จะไม่เปิดเผยตัวหุ้น แต่กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ไปแอบสืบมาได้ว่า พอร์ตหุ้นโมเดิร์นเทรดของอาจารย์ อาทิเช่น IT SVOA CENTEL HMPRO SE-ED APRINT และ MINT เป็นต้น

เพียงแต่ว่า หุ้นแต่ละตัวอาจขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน บางตัวซื้อแล้วราคาก็ขึ้นทันที แต่บางตัวซื้อแล้วช่วงแรกๆ ราคาแทบไม่กระดิก แต่วิ่งเร็วในช่วงหลัง

ท่านเจ้าสำนักแนะนำว่า ลองไปค้นดูว่ายังมีหุ้นโมเดิร์นเทรดตัวไหนอีกบ้าง..ที่ราคามันยังไม่ขึ้น รีบไปซื้อไว้ซะ เพราะสตอรี่ของหุ้นโมเดิร์นเทรด อีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังเติบโตต่อได้

สำหรับคำว่า Great Company หมายถึง บริษัทอันดับ 1 และ 2 มียอดขายเหนือกว่าคู่แข่ง(อันดับรอง) มหาศาล ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ บางคนไปมองว่า คือหุ้นที่ยิ่งใหญ่ เป็น Great "แต่คิดผิด" เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ในเมืองไทยมันมีแต่ประเภท Good ..ไม่มีทางเป็น Great ได้

เซียนเต่ายังแนะนำด้วยว่า มีเงื่อนไข 3 ประการ ที่แวลูอินเวสเตอร์ควรใช้เป็นแนวทางหลัก เพื่อตัดสินใจเลือกหุ้นในแต่ละโอกาส

เงื่อนไขแรก เมื่อตลาดหุ้นซบเซา คือ ไม่ค่อยมีคนเล่น วอลุ่มตลาดย่ำแย่ โบรกเกอร์มีอาการร้อนรน แสดงถึงช่วงเวลาที่ดี...ซื้อ (หุ้น) ได้ แต่ต้องเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ (Great Company) และอยู่ในธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

"ซื้อตอนที่ตลาดหุ้นแย่ๆ ยิ่งแย่มากยิ่งน่าซื้อ หุ้นพวกนี้ยังไงเสีย..เดี๋ยวเงินปันผลก็มา"

เงื่อนไขที่สอง ในยามที่อุตสาหกรรมนั้นๆ แย่ลงหรือซบเซา หรือมีเหตุการณ์บางอย่างจนส่งผลต่อยอดขายเริ่มตกลง..เพียงแต่ว่าภาพเศรษฐกิจยังดี

"ถ้าตลาดหุ้นดี แล้วบังเอิญอุตสาหกรรมนั้นไม่ดี แต่เรารู้ว่าบริษัทแห่งนี้ยังยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งในอุตสาหกรรม ถ้าหุ้นบริษัทนี้ตกมาก เราก็เข้าไปซื้อ"

เงื่อนไขที่สาม เมื่อบริษัทประเภท Great Company ต้องเผชิญเหตุการณ์บางอย่าง แล้วจากกำไรที่เคยดีมาตลอด..กลับลดลงน่าใจหาย หรืออาจขาดทุน เช่น ผู้บริหารทะเลาะกัน หรือมีปัญหาในธุรกิจด้วยกัน จนทำให้ราคาหุ้นตกลงมามาก

"ถ้าเรามองแล้วว่าบริษัทแห่งนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ ธุรกิจแข็งแรงมาก และอนาคตก็ยังจะเติบโต ให้ซื้อหุ้นไว้"

เงื่อนไขทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ "วอร์เร็น บัฟเฟตต์" ทำมาตลอด

ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม แต่ความยิ่งใหญ่ของบริษัทไม่ได้สึกหรอไป จงซื้อแล้วถือยาวโดยตั้งเป้าถือหุ้นตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป เป็นหลักการลงทุนอย่าง "เต่า" ต้องอดทน คิดช้าเดินช้า แต่ตายยาก..และอายุยืนยาว แม้จะเดินช้า..แต่ถึงเส้นชัยก่อน เพราะถอยหลังไม่เป็น

ด้าน วิบูลย์ พึงประเสริฐ ผู้เขียนหนังสือ วิถีเซียนหุ้นมูลค่า Value Way เปิดเผยวิธีคิดว่า โดยส่วนตัวไม่ได้สนใจดัชนี SET จะขึ้นหรือจะลง ...แต่สิ่งที่สนใจก็คือ "ราคาหุ้น" บนกระดาน เทียบกับ "มูลค่ากิจการ" ว่ามันสวนทางกันหรือไม่

"ถ้าเมื่อใดที่ตลาดยิ่งลง..ผมยิ่งดีใจ และช่วงนี้ผมซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแทบทุกวัน เพราะมันลงมาให้ผมซื้อทุกวัน ทยอยเก็บไปเรื่อยๆ แม้แต่หุ้นตัวที่ผมถือไว้..ราคามันก็ลงเหมือนกัน แต่เมื่อมองทิศทางแล้วก็ยังโอเค เพราะแนวโน้มข้างหน้ายังดี

สำหรับหุ้นตัวที่เล็งๆ ไว้ เมื่อตกลงมาก็เข้าไปซื้อเพิ่ม โดยไม่สนใจดัชนี

นี่คือสิ่งที่เกิดจากแนวคิดว่า "มูลค่าหุ้น" กับ "ราคาหุ้น" มันเป็นคนละเรื่องกัน

วิบูลย์ยกตัวอย่างว่า เมื่อเดินไปที่ตลาด เห็นส้มราคากิโลละ 30 บาท...แต่มูลค่ามันอาจมากกว่า เพราะถ้าเราเอาส้มมาคั้นเป็นน้ำส้มแล้วขาย เราอาจได้เงินสัก 200 บาท

เท่ากับว่า ส้มนั้นจะมีมูลค่าถึง 200 บาท แต่ราคาคือ 30 บาท...ในขณะที่คนในตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะมองเพียงแค่ "ราคาหุ้น" ไม่ได้มองที่ "มูลค่า"

อย่างไรก็ตาม ในทางทฤษฎี "มูลค่า" กับ "ราคาหุ้น" ถือเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างเช่นทฤษฎี Efficiency Market ที่บอกว่าราคาหุ้นที่ปรากฏบนกระดานทุกวัน ก็คือมูลค่าของกิจการ

แต่ถามว่า ในความเป็นจริงอย่างเมื่อ 19 ธันวาคม 2549 ช่วงที่ตลาดหุ้นตกจากมาตรการ 30% ถามว่ามูลค่ากิจการมันจะลดลงไป 20-30% ภายในวันเดียว..เป็นไปได้หรือไม่ ?

เพราะฉะนั้น ถ้านักลงทุนสามารถแยกกันให้ออกระหว่าง "ราคา" กับ "มูลค่า" ก็จะพบว่า โอกาสในตลาดหุ้นมันมีอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ แนวทางของการลงทุนแบบ Value Investor ยังจำเป็นต้องค้นหาด้วยว่า มูลค่าในขณะนั้นมันเท่าไร และมูลค่าในอนาคตจะเป็นเท่าไร

หรือแม้แต่ เมื่อซื้อหุ้นมาแล้ว..เริ่มขาดทุน คือจากราคา 10 บาท เหลือ 8 บาท

ถ้าเป็นนักเก็งกำไรเขาจะบอกว่าต้อง Cut Loss แต่นักลงทุนที่เน้นมูลค่า ก่อนจะซื้อต้องคิดไว้แล้วว่าถ้าซื้อที่ราคา 10 บาท เท่ากับมีความเชื่อว่ามูลค่าของหุ้นต้องมากกว่า 10 บาท ถ้าราคาเหลือ 8 บาท หมายความว่า "เรามีโอกาสซื้อของได้ถูกลง"

เปรียบกับตลาดหุ้นในปีนี้ ผมมองแล้วหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่ๆ หลายตัวบนกระดาน..มาตามตำรานี้เลย

ทางด้าน มนตรี นิพิฐวิทยา ประธานชมรมนักลงทุนเน้นมูลค่า และผู้ร่วมเขียนหนังสือ วิถีเซียนหุ้นมูลค่า Value Way กล่าวเสริมถึงวิธีการลงทุนตลาดหุ้นแบบเน้นมูลค่า โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดหุ้นยังเอาแน่เอานอนได้ยาก ยิ่งต้องมองหาหุ้นบริษัทที่นักลงทุนสามารถถือลงทุนไว้ได้นานเป็นสิบปี ซึ่งต้องเป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดสูงๆ และต้องมี "หนี้สินน้อย" โดยที่ "ยอดขาย" และ "กำไร" มีการเติบโตมาตลอด ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา หรือหากเป็นหุ้นเกิดใหม่ก็ต้องประมาณ 3-4 ปี ถือว่าใช้ได้แล้ว

ที่สำคัญ ธุรกิจที่ลงทุนยังต้องมีโอกาสหรือช่องทางขยายตัวได้ต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจในวันข้างหน้ามันจะไม่ดี บริษัทก็ยังต้องเติบโตได้

เมื่อค้นหาหุ้นได้ตรงตามสเปค..ต้องรอจังหวะดีๆ แล้วค่อยเข้าไปซื้อ เพราะบางครั้งแม้หุ้นนั้นจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ก็จริง แต่ราคาหุ้น ณ ตอนนั้น อาจยังไม่สมควรซื้อ และ "ต้องรอ" ไม่เช่นนั้น คุณอาจพลาดพลั้งไปซื้อ "หุ้นกิจการที่ดี ในราคาแพง" จึงควรสำรองเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อรอจังหวะในการเก็บหุ้นเป้าหมาย อยู่เสมอ




« Reply #13 เมื่อ 09/06/2007 , 11:45:31 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
สูตรลงทุน...วิกรม เกษมวุฒิ 31 ปี รวยหุ้น ’ปูนใหญ่’ 140 เท่า

แกะรอยเส้นทางรวยนักลงทุนสถิติ ..."วิกรม เกษมวุฒิ" ที่บอกเล่าประสบการณ์จริงกับการลงทุน “หุ้นปูนใหญ่” เป็นเวลา 31 ปีเพียงตัวเดียวกำไร 140 เท่า บวกเงินปันผลที่ได้รับอีก 4,333% จากเงินเริ่มต้นลงทุนเพียง 100 หุ้น หรือ 16,700 หุ้น เติบโตกว่า 3 ล้านบาทในวันนี้



ประวัติการลงทุนของ "วิกรม เกษมวุฒิ" เจ้าตำรับนักลงทุนที่ใช้สถิติเป็นแนวทางลงทุนในหุ้น เริ่มขึ้นครั้งแรกพร้อมกับตลาดหุ้นที่จัดตั้งขึ้นในปี 2518 โดยหุ้นที่ซื้อตัวเดียวคือ หุ้นปูนใหญ่ (SCC) หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำนวน 100 หุ้นในราคาหุ้นละ 167 บาท ด้วยทุน 16,700 บาท มาถึงวันนี้กินเวลา 31 ปีเต็ม...

ผลจากการ "แตกพาร์" ของหุ้นปูนใหญ่สองครั้ง ทำให้หุ้นเดิมที่มีอยู่ 100 หุ้นที่ราคาพาร์ 100 บาท กลายเป็น 1,000 หุ้นเมื่อลดพาร์เป็น 10 บาท และเพิ่มเป็น 1 หมื่นหุ้นในราคาพาร์ 1 บาทในวันนี้

ผลตอบแทนจากการลงทุน หรือผลกำไรที่ได้ (ตามบัญชี) ตลอดระยะเวลา 31 ปีถึงวันนี้ยังไม่ได้ขายออกไป เพิ่มขึ้นถึง 140 เท่าตัว !!

มูลค่าเงินลงทุน เพิ่มขึ้นเป็น 2.4 ล้านบาท ณ ราคาหุ้น 234 บาทเมื่อ 24 พฤษภาคม 2550 จากเดิมที่ราคาหุ้น 167 บาท

ไม่เพียงเท่านั้น ผลจากจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ได้รับเงินปันผลเพิ่มตามด้วย

ตลอดระยะเวลา 31 ปี วิกรมได้รับเงินปันผลสะสมเข้ากระเป๋าแล้ว 7.4 แสนบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 4,333 เปอร์เซ็นต์ !!

“เงินปันผลที่ผมได้เพียง 10 ปี รวม 22,300 บาท เท่ากับคุ้มต้นทุนที่ 16,700 แล้ว ส่วนในปัจจุบันเงินปันผลที่ได้หุ้นละ 15 บาท ถืออยู่ 1 หมื่นหุ้น คิดเป็นเงิน 1.5 แสนบาทต่อปี คิดเป็นรายได้ตกวันละ 410 บาท ตอนนี้จึงอยู่ได้อย่างสบายๆ”

ถือหุ้นปูนใหญ่ จึงทำให้เขาได้กำไรเกินคุ้ม...

วิกรม บอกว่า ถ้าเทียบกับหุ้นอื่นๆ ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นพร้อมกับปูนใหญ่เมื่อเริ่มตั้งตลาดทั้งหมด 8 บริษัท ปัจจุบันเหลือเพียง 4 บริษัทที่ยังซื้อขายอยู่ คือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC ) โรงแรมดุสิตธานี (DTC ) และปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

ผลตอบแทนย้อนหลังนับตั้งแต่จัดตั้งหรือ 31 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ ให้ผลตอบแทนเพียง 20 เท่า ส่วนเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และโรงแรมดุสิตธานี ให้ผลตอบแทนต่ำเพียง 10 เท่า เท่านั้น

ขณะที่ปูนใหญ่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 140 เท่าตัวในเวลา 31 ปีเต็ม

ในมุมมองของวิกรม เขาเห็นว่า เงินทอง (หุ้นอื่น) เป็นเพียงมายา แต่สำหรับหุ้นปูนใหญ่ มันคือข้าวปลาของจริง

วิกรม ย้อนให้ฟังว่า เขาซื้อหุ้นปูนใหญ่ก่อนเปิดตลาดหุ้น 4 เดือน ตอนนั้นทำงานเป็นนายธนาคาร ได้ติดตามข่าว และค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับปูนมาตลอด ยิ่งมีสำนักงานทรัพย์สินถือหุ้น ยิ่งทำให้เขามั่นใจอย่างมาก จนถึงขณะนี้เขาไม่เคยขายออกไปเลย แต่แช่แข็งอยู่ตลอดตั้งแต่ 100 หุ้น จนกลายเป็น 1 หมื่นหุ้นจนขณะนี้

บทพิสูจน์นี้ วิกรมชี้ให้เห็นว่า...ถือหุ้นปูนใหญ่แล้วปลอดภัย และได้กำไรคุ้มค่า ไม่มีคำว่า "สาย" หากใครคิดจะเข้าลงทุนตอนนี้...

ทำไมวิกรมถึงคิดเช่นนั้น...??

เขาให้เหตุผลว่า เพราะความต้องการปูนในการก่อสร้างบ้าน ถนน และอื่นๆ เพิ่มขึ้นตลอด ตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ปูนซีเมนต์จึงขายได้ตลอด สิ่งสำคัญคือวัตถุดิบในการผลิตปูนที่มาจากหินปูนภูเขา ยังใช้ผลิตไปได้อีก 100 ปี เทียบกับก๊าชในอ่าวไทยของปตท.ใช้ได้อีก 40 ปีหมด ฉะนั้น จึงสามารถถือลงทุนในหุ้นตัวนี้ไปได้อีกยาวนาน

"ปัจจุบันเครือซิเมนต์ไทย มีธุรกิจ 5 กลุ่มในหนึ่งธุรกิจเดียวคือ ธุรกิจซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กระดาษและบรรจุภัณฑ์ ปิโตรเคมีและธุรกิจจัดจำหน่าย มีความมั่นคงแข็งแกร่ง พร้อมเจริญเติบโตไปข้างหน้า ขณะที่มีผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีความเสี่ยงในธุรกิจน้อย"

แต่...หุ้นปูนใหญ่ ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน...

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งราคาและอัตรากำไรจะมีขึ้นลงเป็นวัฏจักร มีช่วงเวลาจุดสูงสุดและต่ำสุดห่างกันประมาณ 8-9 ปี และความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จะมีความสัมพันธ์กับการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ

"สิ่งที่ต้องระวังในการลงทุนหุ้นปูนใหญ่ก็คือ ธุรกิจปิโตรจะมีวัฏจักรการขึ้นลง 8-9 ปี ซึ่งช่วงนี้กำลังเป็นวัฏจักรขาลง นักลงทุนต้องระวัง เพราะอาจทำให้กำไรปูนใหญ่ร่วงได้ในปีนี้ (2550) อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าบริษัทยังสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตรา 15 บาท/หุ้นได้สม่ำเสมอเช่นช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ากำไรบริษัทจะไม่ถึง 26 บาทต่อหุ้นก็ตาม"

นอกจากจะใช้หลักสถิติมาประยุกต์เข้ากับการลงทุนแล้ว วิกรมยังใช้แนวทางลงทุนตาม "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ในการคัดเลือกหุ้นอีกด้วย

วิกรมบอกว่า ในการเลือกหุ้นจะยึดหลักใหญ่ๆ คล้ายกับแนวทางลงทุนของบัฟเฟตต์ ที่เน้นลงทุนในธุรกิจง่ายๆ เข้าใจได้ไม่ยาก มียอดขายและกำไรที่ดี ขณะที่ด้านการบริหารจะเน้นตัวผู้บริหารต้องเปิดเผยและโปร่งใสต่อผู้ถือหุ้น และมุ่งเน้นหุ้นที่มี ROE (ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น) มากกว่า 12% ซึ่งของไทยใกล้เคียงอยู่ที่ 11% โดยไม่ได้มองที่กำไรต่อหุ้น

นอกจากนั้น จะซื้อหุ้นดีๆ ลงทุน "น้อยตัว" และถือยาว แต่ซื้อในจำนวนหุ้นมากๆ

"อย่างบัฟเฟตต์ จะมีหุ้นเพียง 5 ตัว แต่เป็นสัดส่วน 73% ของพอร์ต"

หุ้นที่บัฟเฟตต์ถือก็เช่น "หุ้นวอชิงตัน โพสต์" ที่ซื้อมาเพียง 11 ล้านเหรียญ แต่วันนี้มีมูลค่าพุ่งขึ้นเป็น 1,275 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นถึง 115 เท่าในระยะเวลา 35 ปี โดยบัฟเฟตต์ได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผล 9 ล้านเหรียญ (รอบปี 2549) เท่ากับว่า เฉพาะเงินปันผลของหุ้นตัวนี้ปีเดียว ก็คุ้มทุนแล้ว

"ส่วนหุ้นปูนใหญ่ที่ผมถืออยู่ ปัจจุบันมีค่า ROE สูงถึง 42% ให้ผลตอบแทนเงินปันผลถึง 6.36% ต่อปี ถือว่าหุ้นตัวนี้ยอดเยี่ยมมากๆ สำหรับผม"

ลงทุนหุ้นปูนใหญ่ในมุมมองของวิกรม จึงเป็นหุ้นดี ถือมา 31 ปี กำไรคุ้มค่า...








  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-15:31 GMT+7  
สูตรลงทุนสำเร็จ...หาสไตล์ตัวเองให้เจอ


โดยสรวิศ อิ่มบำรุง


ที่สำคัญ คุณต้องรู้จักหุ้นพอสมควร ไม่ใช่ไปซื้อตัวที่เขาปั่นราคาขึ้นไปแล้วกำลังฟุบลงมาแล้วคุณบอกว่ามันใช่ มันต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี

****

หากจะมีการจัดทำเนียบของผู้จัดการกองทุนหุ้นมือทองของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในยุคนี้ เชื่อว่าชื่อของ "ณสุ จันทร์สม" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.อยุธยา จะต้องเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะขึ้นแท่นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย จากผลงานที่ปรากฏผ่านกองทุนหุ้นที่เขาบริหาร ซึ่งวันนี้ ณสุจะมาถ่ายทอดมุมมองในเรื่องของการออม และการลงทุนส่วนตัวของเขาให้ได้ฟังกัน

ณสุ บอกว่า ตัวเองเป็นคนที่ชอบการลงทุนในหุ้น และมีความเข้าใจในหุ้น พอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่ 80-90% จึงอยู่ในหุ้น ที่เหลืออีก 10-20% เป็นเงินสดที่ฝากแบงก์ ฉะนั้นส่วนตัวก็ลงทุนในหุ้นมาตลอด เพราะเป็นวิธีการลงทุนที่เราชอบ แล้วก็เคยเห็นผู้ประสบความสำเร็จในหุ้นเยอะ

ตอนที่จบมาใหม่ๆ เข้าทำงานในบริษัทไฟแนนซ์ก็ลงทุนในหุ้นพื้นฐาน ใช้ปัจจัยพื้นฐานตามที่เรียนมา แต่พอผ่านมาประมาณ 2-3 เดือน ก็หันมาลงทุนในหุ้นเก็งกำไร ช่วงแรกๆ ก็สามารถทำเงินจากการลงทุนในหุ้นมาได้เรื่อยๆ จนมาช่วงหลังก็เริ่มเจ๊งบ้างในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยเป็นขาลงร่วงจากระดับ 1,700 จุด ลงมาเหลือ 1,200 จุด ตอนนั้นไม่ได้สนใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานแล้วก็เจ๊งไปเยอะ เพราะซื้อหุ้นเก็งกำไรทั้งนั้น ก็เริ่มขาดทุน

"เริ่มลงทุนในหุ้นครั้งแรกใช้เงินประมาณ 5 แสนบาท เล่นหุ้นประมาณ 3-4 ตัว เล่นตามข่าว ตามความรู้สึก ก็เล่นเก็งกำไรเยอะ เราก็เริ่มดูกราฟ ดูปัจจัยพื้นฐานสัก 2 นาทีเสร็จ เราก็ซื้อ ถ้าหุ้นลงมาเราก็ซื้อเพิ่ม เคยขายวันหนึ่งหนักสุด 6 หมื่นบาท ก็เจอไปหลายฟลอร์เลย แต่ก่อนเป็นหุ้นปั่นเยอะ เงินหายไปประมาณ 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด โบนัสหายไปได้ในวันเดียว มันเป็นช่วงไฮแล้วเงินมันหาง่ายมาก ตอนหลังก็เลยเลิกออกจากตลาดหุ้นไป ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนหุ้นเท่าไรนัก"

ณสุ เล่าต่อไปว่า หลังจากที่ออกจากตลาดหุ้นไปแล้ว ก็เริ่มระมัดระวังตัวไม่ได้ทำอะไร จนได้มาร่วมงานกับ บลจ.วรรณดูฝ่ายกองทุนหุ้น จึงเริ่มที่จะเข้าใจปัจจัยพื้นฐานบ้างแล้ว แต่ก่อนเข้าใจว่าไฟแนนซ์มันมีแต่การเก็งกำไร ทุกอย่างมันเร็วมาก ผมอายุ 20 กว่าๆ อายุเท่านี้ ต้องมีคอนโดเท่านี้ มันเป็นความฝันเยอะมาก เรียกว่าความโลภเยอะ ตอนนั้นก็เลยพังทลายไป

แต่ช่วงที่มาทำงานในธุรกิจกองทุนรวมจะไม่ได้ลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองแล้ว แต่จะลงทุนผ่านกองทุนรวมแทน ซึ่งหลักๆ ก็จะอยู่ในกองทุนหุ้น ใช้เงินลงทุนไม่มากประมาณ 5 แสนบาท ตอนนั้นซื้อช่วงดัชนีตลาดหุ้นไทยตกลงมาต่ำสุดประมาณ 200 กว่าจุด คือซื้อแล้วก็เล่นระยะสั้น แต่จะเล่นผ่านกองทุนรวม ก็มีซื้อๆ ขายๆ ขออนุญาตเป็นหลักเป็นการไปตามขั้นตอน พอมาทำงานกับบลจ.อเบอร์ดีน จึงรู้ว่ารูปแบบการลงทุนของอเบอร์ดีนไม่ค่อยหวือหวา ลงมันลงน้อยกว่า ขึ้นมันอาจจะขึ้นไม่เยอะ แต่มันเป็นการลงทุนจริงๆ ลงทุนในบริษัทจริงๆ จึงเริ่มรู้ว่ามีวิธีการลงทุนของพวกปีเตอร์ ลินช์ หรือวอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นการลงทุนจริงๆ จึงเริ่มสบายใจขึ้น

"ผมเจ็บจากการลงทุนในหุ้น จึงเปลี่ยนสไตล์จากเก็งกำไรมาเน้นลงทุนหุ้นพื้นฐาน ก็ได้เรียนรู้มาเยอะทั้งการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งตัดสินใจจากกราฟเพียงอย่างเดียว เรียนทั้งการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วยปัจจัยพื้นฐาน ส่วนตัวเอียงมาทางปัจจัยพื้นฐาน เพราะมันมีแนวคิดอันหนึ่งเรียกว่าโมเสกซีรีส์ คือถ้าคุณใกล้ชิดกับหุ้นแล้ว คุณกลั่นกรองดีจริงๆ คุณสามารถที่จะประมวลผลได้ดีกว่าการอ่านบทวิจัยหุ้นของโบรกเกอร์ ไม่ใช่อินไซด์อินฟอร์เมชั่นในการที่คุณจะประติดประต่อภาพได้ชัดเจนกว่า แล้วคุณจะเข้าใจมูฟเมนท์ของราคาหุ้นได้ดีกว่า นั่นคือความเชื่อ และคาดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดของการลงทุนในหุ้น"

ณสุ บอกว่า ตัวเองทำงานหุ้นแล้วก็เชื่อในหุ้น เพราะฉะนั้น เงินลงทุนเกิน 50% ต้องอยู่ในหุ้นแน่ๆ เพราะตัวเองมีความเข้าใจ แม้จะลงทุนในหุ้นเยอะก็ไม่เสี่ยง เพราะว่าความเสี่ยงถูกบริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนที่เขาทำงาน ถ้าเขาทำงานนะ เชื่อจริงๆ ว่าถ้าคุณทำการบ้าน ไปเยี่ยมชมบริษัท(Company visit) คุณไม่น่าจะออกมาบาดเจ็บ เพราะว่าถ้าคุณรู้จักผู้บริหารจริงๆ รู้ว่าบริษัทมันกำไรเพิ่มขึ้นจริงๆ เงินปันผลดีจริง ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นยังไง คุณก็น่าจะมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่เป็นบวก

แต่ถ้าลงกองทุนดัชนี (Index Fund) ก็บอกไม่ได้ แต่ถ้าคุณทำการบ้านผมเชื่อ ในจังหวะที่ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่ขาดเหตุผล มีการขายหุ้นออกมามากเกิน ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรมากระทบรุนแรง ตรงนี้จะเป็นโอกาสในการลงทุนของเรา เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของผม คือ "ต้องรอ" คุณทำการบ้าน คุณรอ มันจะมีบางวันของหุ้นบางตัวที่ถูกขายออกมาแบบมากเกินเลย แล้วคุณเข้าไปลงทุน คุณได้กำไรเป็น 100% แต่นักลงทุนไทยไม่ค่อยอดทน ทุกปีมันจะมีหุ้นตัวสองตัว

"ที่สำคัญ คุณต้องรู้จักหุ้นพอสมควร ไม่ใช่ไปซื้อตัวที่เขาปั่นราคาขึ้นไปแล้วกำลังฟุบลงมาแล้วคุณบอกว่ามันใช่ มันต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เข้าใจมูลค่า แล้วมันตกลงมา อันนั้นคือโอกาสในการลงทุน เลือกหุ้นที่ดีในจังหวะแนวโน้มที่ดี (Pick good stock in the good trend) ก็จะสำเร็จมาก แล้วก็พร้อมที่จะออกจากตลาดได้ อย่าไปยึดติดกับมันมากนัก สำหรับนักลงทุนเก็งกำไร มันต้องมีบางช่วงที่มันไม่มีหุ้นบ้าง"

ณสุ ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันตัวเองอายุ 35 ปีแล้ว ก็เริ่มลดความเสี่ยงโดยการลงทุนในตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็เริ่มมองการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์บ้าง เพราะที่ดินและบ้านมีอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่นั่งดูอยู่เพราะการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ค่อนข้างที่จะมีกำไรส่วนเกินจากมูลค่าเงินลงทุน (Capital Gain) ค่อนข้างเยอะ แล้วสภาพคล่องเองก็ดีกว่าการไปลงทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ด้วย อาจมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ที่วางเงินดาวน์ พอถึงเวลาก็ขายไป แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น คือถ้าพลาดเราก็อยู่เอง แต่ผมมองว่าระยะยาวถ้าคุณเลือกดีๆ น่าจะมีกำไร ตอนนี้ก็กำลังศึกษาเรื่องอสังหาริมทรัพย์อยู่

"เป้าหมายในการลงทุนควรจะได้ผลตอบแทนเกิน 10% ต่อปีโดยเฉลี่ย เพราะการลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงสูงกับความเสี่ยงที่เรารับ เพราะฉะนั้น ปีหนึ่งนักลงทุนควรจะคาดหวังผลตอบแทนเกิน 10% หุ้นเรามองว่าน่าจะได้ 12-14% แต่ต้องหารเฉลี่ยกันบ้าง สำหรับเป้าหมายหลักๆ ถ้าอยากจะเกษียณสบาย นักลงทุนก็ต้องรู้จักลงทุนตั้งแต่ตอนนี้ ส่วนตัวผมว่าทำงานบริษัทคงจะเกษียณไม่ได้ มันต้องมีใช้ มีกิน มีลงทุนได้ แล้วก็อยากจะลงทุนด้วยตัวเองมากกว่า อยากจะทำธุรกิจส่วนตัว อีกสัก 5 ปี ก็คงพอแล้ว วางมือไปลงทุนเอง"

สุดท้าย ณสุบอกว่าคุณต้องถามตัวเอง ว่าคุณเป็นนักลงทุนสไตล์ไหน แล้วก็เลือกลงทุนไปให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง จะช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนได้
















« Reply #18 เมื่อ 09/06/2007 , 11:55:17 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
ธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล"

ความพอเพียงทำให้ลงทุนอย่างมีความสุข


ถ้าต้องขายให้ได้สูงสุด ผมว่าอันนั้นเป็นนักดูดวงแล้ว ผมว่าเราพอใจตรงไหน เราก็ซื้อขาย การตั้งเกณฑ์หรือมีขอบเขตของความพอใจ จะทำให้เรามีความสุขจากการลงทุน

**************

หลายคนอาจจะรู้จักเขาในบทบาทของผู้บริหารของบริษัทผู้ออกบัตรเครดิตรายใหญ่ของเมืองไทย แต่แง่มุมส่วนตัวของ"ธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล"รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท บัตรกรุงไทย มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องราวด้านการลงทุนและการจัดการเงินทอง ที่น้อยครั้งจะได้ยินแง่มุมนี้จากตัวเขา

"ผมไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไร แต่ละเดือนใช้เงินไม่เยอะ อาจเป็นเพราะอายุมากขึ้น คนเราพออายุน้อย ก็ยังมีความต้องการซื้อโน่นซื้อนี่ แต่ผมถึงจุดที่ไม่ต้องการซื้ออะไรแล้ว แล้วอีกอย่างความเป็นผู้ชาย เวลาจะซื้อของ โดยมากจะซื้อของชิ้นใหญ่ไปเลย ไม่ค่อยซื้อของกระจุกกระจิก ตามประสาผู้ชายทั่วไปที่มักจะหมดเงินไปกับพวกรถยนต์ กอล์ฟ นาฬิกา"

นั่นเป็นแง่มุมเรื่องการจับจ่าย ส่วนในเรื่องการลงทุนนั้น ธวัชชัยเล่าถึงพอร์ตการลงทุนของเขาว่ามีทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกัน พันธบัตร กองทุนเปิดอสังหาริมทัพย์ ไปจนถึงการลงทุนในตลาดหุ้น

โดยหลักๆ เป็นการกระจายลงทุนแทบทุกอย่าง ที่คิดว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต และเพื่อให้ชีวิตในบั้นปลายอยู่อย่างมีกินมีใช้

ธวัชชัยพูดถึงการลงทุนในตลาดหุ้น ว่ามีการลงทุนบ้างเป็นครั้งคราว ในจังหวะที่ตลาดมีอะไรเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เช่นมีการรัฐประหาร ก็เป็นจังหวะดีที่หุ้นตก ตรงนี้ก็สามารถลงทุนได้

"สไตล์การลงทุนในตลาดหุ้นของผม เป็นการเลือกจังหวะที่ดีที่เหมาะสม ถึงจะเข้าไปลงทุน พูดง่ายๆคือหาจังหวะฉกฉวยในการทำกำไร แต่หลักๆก็ต้องไม่ลืมกระจายการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง ผมจะเน้นเรื่องลองเทิร์มอินเวสเมนท์ แต่ก็มีบ้างที่ลงทุนในระยะสั้น จึงกันเงินบางส่วนเตรียมไว้เล่นช่วงสั้นด้วยเหมือนกัน ถ้าลงแล้วเห็นว่าให้ผลตอบแทนที่ดี ก็จะทำ แต่ถ้าเรารู้ว่าเป็นการลงทุนที่ความเสี่ยงน้อย และเป็นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี จังหวะดี ผมก็จะลงทุน เพราะผมมีเงินเย็นคอยรอจังหวะอยู่แล้ว"

ธวัชชัยบอกว่าพอร์ตการลงทุนของเขาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุนในระยะยาว เช่นลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า เพราะถ้าเราลงทุนระยะยาว ก็จะช่วยกรองความเสี่ยงไปได้เยอะ

"แต่พูดถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หลายคนมีประสบการณ์แย่ๆ ตอนเกิดวิกฤติ เช่นใครซื้อที่ดินและคอนโดมิเนียมเพื่อเก็งกำไร ตอนนั้นอาจจะเจ็บตัวได้ บางครั้งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็น่าเป็นห่วง มีช่วงลุ่มๆ ดอนๆ ตลอด เหมือนคอนโดทุกวันนี้ กลายเป็นว่าซัพพลายมากกว่าดีมานด์ "

เหนืออื่นใด เมื่อไหร่ที่จะต้องตัดสินใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ สิ่งที่ธวัชชัยเน้นเป็นพิเศษคือดูทำเลเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าถ้าทำเลดี มูลค่าเพิ่มยอมมีมากขึ้น

พอร์ตของเขาค่อนข้างหลากหลาย นอกจากหุ้นและอสังหาริมทรัพย์แล้ว ธวัชชัยบอกว่าเมื่อก่อนก็มีสะสมทองคำ แต่พอราคาขยับขึ้น ก็ขายเพื่อทำกำไรไปบางส่วน แต่ตอนนี้ซื้อไม่ได้แล้ว เพราะราคาทองคำแพงมาก

"อาจจะเป็นเพราะผมเรียนทางด้านเศรษฐศาสตร์มา ทำให้รู้ว่าอะไรควรลงทุน อะไรเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย และดูตัวแปรอย่างรอบด้านก่อนการลงทุนทุกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุน ผมไม่ใช่นักลงทุนที่เก่ง แต่มองเห็นภาพเศรษฐกิจที่ขึ้นและลงพอสมควร เพราะฉะนั้นชีวิตผมค่อนข้างคอนเซอร์เวย์ทีฟ ผมอาจไม่รวยอย่างนักการตลาด แต่ชีวิตการลงทุนคงไม่ขาดทุนย่อยยับหรือพรวดพราดลงไปแน่นอน "

จะว่าไปแล้ว ก็คงเป็นประเภท"ช้าๆ แต่มั่นคง" เขาจึงเป็นนักลงทุนคนหนึ่งที่ปลอดความเสี่ยง

ธวัชชัยย้ำว่าเขาไม่ใช่นักลงทุนที่ชอบเสี่ยงหรือหวือหวามาก และก่อนจะลงทุนอะไรต้องศึกษาก่อน ดูว่าความต้องการของตลาดเป็นยังไง ภาพรวมเศรษฐกิจเป็นแบบไหน เพราะการลงทุนอะไรก็ตามที่ได้ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่ก็เสี่ยงสูงตามไปด้วย แต่เขาไม่อยากสูญเสีย ไม่อยากขาดทุน จึงเลี่ยงที่จะเสี่ยง

"ที่ผ่านมา การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดสำหรับผมคือตลาดหุ้น ซึ่งเวลาที่ผมจะลงทุนในหุ้น โดยมากจะดูทิศทางเศรษฐกิจและการเมือง แล้วค่อยเจาะลงอุตสาหกรรมและหุ้นรายตัว ดูว่าบริษัทแนวโน้มเป็นยังไง มีศักยภาพที่จะสร้างกำไรได้มากน้อยแค่ไหน ที่ผ่านมาพวกนักลงทุนรายย่อยเงินอาจจะน้อยกว่านักลงทุนรายใหญ่ ก็มักจะสู้กับพวกปั่นราคาไม่ได้ รายย่อยเลยมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้นเท่าไหร่ โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อโบรกเกอร์มากเท่าไหร่ ฟังได้ อ่านบทวิเคราะห์ได้ แต่เราต้องชั่งน้ำหนักและกรองข่าวสาร"

สไตล์การลงทุนของเขา ไม่ว่าจะลงทุนอะไรก็ตาม ไม่จำเป็นว่าจะต้องซื้อที่ราคาต่ำสุด หรือต้องขายในราคาสูงสุด แต่ซื้อเมื่อพอใจและขายเมื่อพอใจกับผลตอบแทนแล้ว

"ถ้าต้องขายให้ได้สูงสุด ผมว่าอันนั้นเป็นนักดูดวงแล้ว ผมว่าเราพอใจตรงไหน เราก็ซื้อขาย การตั้งเกณฑ์หรือมีขอบเขตของความพอใจและพอเพียง จะทำให้เรามีความสุขจากการลงทุน" นั่นเป็นแง่คิดที่ดีจากธวัชชัย




« Reply #19 เมื่อ 09/06/2007 , 11:56:19 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
ชาติชาย พยุหนาวีชัย"

เลือกลงทุนในสิ่งที่เชี่ยวชาญ

ผมยึดหลักนี้ตลอด ทุกวันนี้ถึงได้เน้นการจัดพอร์ตลงทุนไปในสิ่งที่ผมเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ มากกว่าที่จะลงทุนฉาบฉวย

************

ไม่ว่าจะลงทุนอะไร ก็ล้วนแต่มีความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้น แต่ใครๆ ก็สามารถกรองความเสี่ยงได้ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าหากรู้จักลงทุนในช่องทางที่ตัวเองมีความถนัด เชี่ยวชาญและช่ำชอง

"ชาติชาย พยุหนาวีชัย" ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการผลิตภัณฑ์และการตลาดสินเชื่อผู้บริโภค ธนาคารกสิกรไทย เป็นนักลงทุนอีกคนหนึ่งที่เดินตามสูตรนี้

เขายึดหลักที่ว่า ถ้าลงทุนในสิ่งที่เราเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ จะช่วยลดความเสี่ยงไปได้เยอะ ถึงแม้เป็นการลงทุนที่เสี่ยง แต่ถ้าเรามีประสบการณ์ เราจะจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้

"ผมยึดหลักนี้ตลอด ทุกวันนี้ถึงได้เน้นการจัดพอร์ตลงทุนไปในสิ่งที่ผมเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ มากกว่าที่จะลงทุนฉาบฉวย ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นคำตอบของผม เพราะผมเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากที่สุด ผมบังเอิญโชคดีที่ทำงานอยู่กับแบงก์ เราทำงานด้านปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ก็เลยมีโอกาสได้คลุกคลีกับอสังหาริมทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนจะบูม ทำให้เราเห็นภาพของอสังหาฯมาทุกยุคทุกสมัย ก็พอมีความรู้ตรงนี้ ในแง่การลงทุน"

สำหรับพอร์ตการลงทุนของชาติชายทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 70% อีก 10-20% เป็นการถือครองเงินสด ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมและหุ้นบ้าง

ชาติชายยอมรับว่าอสังหาริมทรัพย์น่าจะเป็นช่องทางลงทุนที่ดีกว่าลงทุนอย่างอื่น เพราะเขาคุ้นเคยกับช่องทางนี้เป็นอย่างดี และมีความรู้พอสมควร ปัจจุบันจึงมีทั้งการซื้อคอนโดมิเนียมให้คนเช่า 2-3 แห่ง มีตึกแถวให้เช่า มีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า และสะสมที่ดินเปล่าบ้าง และเชื่อว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จะเป็นการช่วยสะสมความมั่งคั่งให้กับเขาได้

"ผมเคยมีประสบการณ์ลงทุนที่อยากบอก เช่น ตอนนี้มีคอนโดมิเนียมอยู่ที่สุขุมวิท 23 ซื้อมาจากเอ็นพีเอ 222 ตารางเมตร ราคา 6 ล้านกว่าบ้าน ปรับปรุงไปอีกล้านกว่าบาท ผมซื้อไว้ให้เช่าเดือนละ 6 หมื่น ผมกู้ 5 ล้านบาท ผ่อนเดือนละ 4 หมื่นบาท แต่ได้ค่าเช่าเดือนละ 6 หมื่นบาท เห็นมั้ยว่าเราไม่ต้องควักเงินเติม อนาคตสินทรัพย์ก็เป็นของเรา และอนาคตยังมีมูลค่าเพิ่มแน่นอน"

ชาติชายย้ำว่า เมื่อคิดจะลงทุนอะไร ต้องเป็นช่องทางการลงทุนที่เขาสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ ถ้าเราไปลงทุนในตลาดหุ้น หุ้นก็อาจจะขึ้นๆ ลงๆ 20-30% ซึ่งอาจจะขาดทุนได้ แต่ถ้าลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ถ้าไม่วิกฤติจริงๆ ราคาจะไม่ค่อยลง เท่าที่เห็นก็มีลงอยู่ช่วงเดียวคือวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540-2541 ซึ่งถึงแม้เป็นช่วงเวลานั้น แต่ถ้าเราไม่ขายก็ไม่เจ็บตัว จะเห็นว่าตอนนี้ราคาก็ค่อยๆ ขยับขึ้นมาแล้ว

เขาออกตัวว่า โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบเรื่องการลงทุนในหุ้นเท่าไร เพราะมีประสบการณ์การลงทุนในหุ้นก่อนแต่งงาน สมัยนั้นก็ซื้อๆ ขายๆ ตลอด

"ผมจำได้ว่า ตอนนั้นเพิ่งแต่งงานเสร็จก็ไปฮันนีมูนที่ภูเก็ต ตอนนั้นขนาดฮันนีมูนอยู่เรายังกังวลว่า หุ้นจะเป็นยังไงจะตกมั้ย คอยพะวงตลอด ก็เลยรู้สึกว่าการลงทุนในหุ้นนั้นทำให้เราไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร เพราะต้องติดตามตลอด คอยดูว่าราคาเป็นยังไง ไม่เกื้อหนุนการทำงาน เพราะไม่มีสมาธิ อีกอย่างถ้ารักจะเล่นหุ้น ต้องติดตามข่าวสารข้อมูล ยิ่งสมัยก่อนไม่มีระบบช่วยเหมือนปัจจุบัน เมื่อก่อนนี้ต้องดูพื้นฐานแล้วใช้เดาเอาว่า ตัวนี้จะขึ้นจะลง ตอนนี้ก็ถือว่าการเล่นหุ้นง่ายกว่าแต่ก่อนเยอะ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนก็เลยตัดสินใจไม่เล่นหุ้นดีกว่า ยกเว้นได้วอร์แรนท์ของกสิกรไทยอะไรแบบนี้ โดยรวมๆ ก็ถือว่าลงทุนในหุ้นไม่เยอะ ประมาณไม่เกิน 5%"

สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมก็ถือว่ามีติดพอร์ตบ้าง โดยเฉพาะกองทุนที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะเน้นเป็นพิเศษ นั่นคือการลงทุนผ่านกองทุน RMF และ LTF จะได้ช่วยประหยัดภาษีอีกแรง

"ความจริงผมก็ดูการลงทุนในกองทุนประเภทต่างๆ อยู่เรื่อยๆ แต่เลือกที่คิดว่าเหมาะกับเรา เช่นการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ เสี่ยงน้อยกว่าอย่างอื่นก็จริง แต่ถ้าบังเอิญไปลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจจะขาดทุนได้ หรือพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ผมคิดว่าถ้าเราเป็นผู้ประกอบการรายใหญ น่าจะได้ประโยชน์จากการที่ไม่ต้องเสียภาษี ส่วนรายย่อยถ้าเราไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนอสังหาฯ ก็ให้ผลตอบแทนดีระดับหนึ่ง แต่ไม่เท่ากับการลงทุนด้วยตัวเอง แต่ก็อย่างที่บอกว่าการจะลงทุนอะไร ต้องรอบรู้ มีประสบการณ์"

ชาติชายทิ้งท้ายว่า เขาเป็นคนที่วางแผนการเงินได้ดีในระดับหนึ่ง แต่บางครั้งต้องเตือนตัวเองว่าอย่าลงทุนเยอะเกินไป เพราะถ้าลงทุนอย่างไม่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาสภาพคล่องติดขัดได้ เพราะฉะนั้น จะลงทุนก็ต้องระมัดระวัง ข้อสำคัญต้องลงทุนตามกำลัง

ข้อคิดดีๆ จากชาติชาย นักลงทุนที่ถือว่าเป็นกูรูด้านอสังหาริมทรัพย์คนหนึ่งของวงการก็ว่าได้





« Reply #20 เมื่อ 09/06/2007 , 11:57:19 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"พรทิพย์ วชิรางกูร"

กระจายการลงทุนเพื่ออนาคตที่สดใส


โดยมากเป็นการกระจายการลงทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมเอาไว้ใช้จ่ายในช่วงเกษียณอายุ เพราะตอนนี้ก็วางแผนว่า จะเกษียณประมาณ 50-60 ปี

****************

ยิ่งคิดถึงอนาคตมากเท่าไร ยิ่งต้องหมั่นเก็บออมไว้ให้มากเท่านั้น

"พรทิพย์ วชิรางกูร" ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท โคซาน อิเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่เชื่ออย่างนั้น จึงมุ่งมั่นและตั้งใจออมเงินในหลายช่องทาง

"ถึงเป้าหมายชีวิตในระยะยาว จะไม่ได้อยากมีเงินไปเดินทางท่องเที่ยวเหมือนคนอื่น แต่ก็ตั้งใจออมเงินเพื่อให้ตัวเองอยู่อย่างสบายในบั้นปลาย ใช้ชีวิตอยู่บ้านอย่างมีความสุข อาจจะเที่ยวบ้างแต่คงไม่ใช่เป้าหมายหลัก ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะตั้งแต่ทำงานมา มีเวลาอยู่บ้านน้อยมาก เรียกว่า เกิน 70% ของชีวิตอยู่ที่ทำงาน เพราะฉะนั้น เมื่อไรที่หยุดทำงาน ก็คงจะอยู่บ้านเป็นหลัก"

นับได้ว่าเป็นเวิร์คกิ้ง วูแมน อีกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ด้วยหน้าที่การงานของเธอที่ร่วมงานกับบริษัทเกาหลี ที่มีขนาดการลงทุนในประเทศไทยใหญ่เป็นอันดับ 3 รองจากแอลจีและซัมซุง และเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ที่ก้าวหน้าด้วยการค้นคว้าวิจัย การผลิตและการตลาด โดยมีโรงงาน 2 แห่งในประเทศไทย และได้มีการคิดค้นพัฒนาและผลิตเครื่องฟอกอากาศภายใต้แบรนด์ สกาน่า (SCANA)

เมื่อภารกิจการงานยุ่งและวุ่นขนาดหนัก ทำให้เธอไม่ค่อยมีเวลาจัดการเรื่องเงินทองมากนัก สิ่งที่พรทิพย์ทำได้ คือพยายามบาลานซ์ระหว่างรายรับรายจ่ายให้เกิดความสมดุลมากที่สุด

แต่ข้อสำคัญคือการกระจายเงินออมและลงทุนไปตามช่องทางต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยมีทั้งฝากธนาคารระยะยาว การทำประกันในรูปแบบต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในหุ้น พันธบัตร และสลากออมสิน

"โดยมากเป็นการกระจายการลงทุน โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมเอาไว้ใช้จ่ายในช่วงเกษียณอายุ เพราะตอนนี้ก็วางแผนว่า จะเกษียณประมาณ 50-60 ปี"

พรทิพย์แจงให้ฟังถึงการลงทุนในหุ้น ว่าเน้นลงทุนในหุ้นระยะยาวแบบที่ได้เงินปันผล ไม่ได้เน้นการลงทุนประเภทซื้อมาขายไป หรือซื้อเพื่อเก็งกำไร เธอย้ำว่า เล่นหุ้นแบบนั้นไม่เป็น ดังนั้น ส่วนใหญ่จึงเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน หรือลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลที่ค่อนข้างมั่นคงแน่นอน เพราะไม่มีเวลาที่จะไปดูแลพอร์ตหรือดูแลการลงทุน ไม่มีเวลาไปบริหารพอร์ตขนาดนั้น

นอกจากหุ้น ก็มีการลงทุนซื้อที่ดิน ซื้อคอนโดมิเนียมให้คนเช่า เพราะมีแผนคร่าวๆ ว่าพอเกษียณ นอกจากมีเงินก้อนหนึ่งแล้ว ก็วางแผนว่าจะทำอพาร์ตเมนต์ให้เช่า

"ก็มีบ้างที่คอยติดตามบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ ว่าตลาดผู้บริโภคตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ซึ่งในส่วนของการลงทุนในอสังหาฯ นั้น เวลาจะลงจะซื้อเป็นเงินผ่อน ให้ถือว่าเป็นเงินเก็บอย่างหนึ่ง โดยมากก็จะดูทำเลเป็นหลัก เลือกทำเลที่ดีที่มีศักยภาพในการปล่อยเช่าง่าย พูดง่ายๆ คือดูว่าซื้อในจุดนี้แล้วโอกาสที่จะคนเช่ามีมั้ย และราคาต้องไม่สูงมาก ราคาไม่ควรเกิน 5 ล้านบาท ควรจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท เพราะถ้าแพงไป เงินที่ผ่อนต้องสูงมาก และอาจจะหาคนเช่าลำบาก เพราะฉะนั้นถ้าเลือกที่ขนาดกำลังพอดี ก็จะหาคนเช่าง่าย"

ขณะเดียวกัน ก็ซื้อที่ดินสะสมไว้บ้าง โดยมากจะซื้อละแวกที่อยู่ชานเมืองใกล้ชุมชน ใกล้นิคมใกล้โรงเรียน แต่จะไม่โฟกัสการลงทุนในตัวเมือง เพราะต้องลงทุนสูงมาก

พรทิพย์ยังพูดถึงส่วนที่กระจายการลงทุนไปยังกองทุนรวม ว่ามีโอกาสได้ลงทุนบ้าง โดยมากเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่า ไม่ค่อยได้สนใจว่าในระยะสั้นจะขาดทุนกำไรเท่าไร

หลักในการลงทุนของเธอก็คือ ไม่ว่าจะลงทุนอะไร ต้องดูเงินในกระเป๋า ว่ารายรับรายจ่ายเราเท่าไร เพราะการลงทุนก็ต้องเหมาะสมและสอดรับกับรายจ่ายด้วย ไม่ใช่ว่ารายจ่ายเยอะ แต่ก็ยังลงทุนเยอะ แบบนี้อาจจะกลายเป็นภาระได้

ในแง่มุมของการลงทุนนั้น พรทิพย์บอกว่าเธอมีวิธีการใช้เงินที่ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น บางคนอาจจะไม่อยากใช้บัตรเครดิต ใช้แต่เงินสด แต่สำหรับพรทิพย์จะกลับกัน เธอจะเน้นใช้แต่บัตรเครดิต เพราะบางทีมีเงินสดแล้วไม่รู้ที่มาที่ไปว่าวันหนึ่งใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แต่ถ้าใช้บัตรเครดิตเราจะรู้ว่าได้จ่ายอะไรไปบ้าง เนื่องจากจะมีใบแจ้งหนี้ส่งมา ทำให้เราดูได้ว่าเราได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง

เมื่อรักจะใช้บัตรเครดิต วิธีใช้คือ ต้องมีข้อแม้มีกฎเหล็กของตัวเอง นั่นคือ ใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น ถึงดอกเบี้ย 0% ก็จะไม่ใช้ ชำระให้หมดไม่ก่อหนี้ แต่ก็อย่างที่รู้ว่าบัตรเครดิตเหมือนดาบสองคม ถ้าเราไม่รู้จักบริหารหรือใช้ไม่เป็น ก็อาจจะแย่ได้ ดังนั้น สำหรับคนใช้บัตรเครดิตต้องคอยเช็คบาลานซ์ว่ารายรับเรามีเท่านี้ ควรจะจ่ายไม่เกินเท่าไร หรือมีกำลังซื้อแค่ไหน เช่น ถ้าเดือนนี้ซื้อเยอะแล้ว แต่พอเจออะไรที่อยากได้ เราก็อาจจะรอ เพื่อไปซื้อในเดือนหน้าแทน

"ทุกวันนี้ ทำบัตรเครดิตไว้เยอะก็จริง แต่มีบัตรเครดิตติดกระเป๋าแค่ 3 ใบ ซึ่งจริงๆ แล้ว การมีบัตรไว้หลายใบอาจไม่ดีเท่าไร เพราะต้องเสียเวลาไปจ่ายแบงก์โน้นแบงก์นี้"

พรทิพย์ให้แง่คิดเรื่องเงินๆ ทองๆ ว่า คนเราควรจะใช้เท่าที่มี ถ้าไม่มี อย่าริไปกู้ เพราะถ้าไปกู้ ก็จะสนุกสนานกับการกู้ แต่ไม่สนุกสนานกับการใช้หนี้แน่ๆ

นอกจากนี้ ต้องวางแผนการเงินเผื่อไว้สำหรับอนาคตด้วย เธอบอกว่าตามข้อมูลที่อ่านมา พบว่าเดี๋ยวนี้คนเราถ้าจะมีชีวิตอยู่อย่างพอมีพอกินในบั้นปลาย ต้องมีเงินสดประมาณ 4-5 ล้านบาท ซึ่งเธอคิดว่าอีกซัก 20 ปีข้างหน้า เงิน 4-5 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอก็ได้ บางทีเราอาจจะต้องเตรียมไว้อีกเท่าตัว หรือประมาณ 10 ล้านบาท

"คนรุ่นใหม่ยังโชคดี มีประกันสังคม มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาช่วย สมัยก่อนไม่มีอะไรเลย แล้วพอเกษียณก็แย่ เพราะคนไทยไม่ค่อยเชื่อเรื่องของการทำประกัน ทั้งที่จริงแล้วทุกวันนี้ ประกันมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น มีทั้งประกันสุขภาพ อุบัติเหตุ สะสมทรัพย์เพื่อวัยเกษียณ ตอบโจทย์ทุกอย่างของเรา"

เหนืออื่นใด การวางแผนทางการเงินเพื่อรับมือกับอนาคตในแบบของพรทิพย์ คงทำให้ชีวิตในบั้นปลายของเธอสุขสบายอย่างแน่นอน





  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-15:39 GMT+7  
« Reply #21 เมื่อ 09/06/2007 , 11:58:21 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
สอนลูกให้เป็นเถ้าแก่น้อยสไตล์

"โฆสิต สุวินิจจิต"

กาญจนา หงษ์ทอง


เขาก็เหมือนเด็กยุคใหม่ที่อยากได้โน่นได้นี่ แต่ผมก็ฝึกให้เขารู้จักแก้ปัญหา ต้องมีเหตุมีผล อยากได้ของสิ่งนั้นเพราะอะไร หรืออยากไปที่นี่เพราะอะไร ทุกอย่างต้องคิดและลงมือทำอย่างมีเหตุผล

**************

คนเราถ้าลงทุนในสิ่งที่ชอบ และทำในสิ่งที่ตัวเองรัก น่าจะเป็นสะพานทอดยาวไปหาความสำเร็จจากการลงทุนได้อย่างไม่ยาก

"โฆสิต สุวินิจจิต" ประธานกรรมการบริษัท เอเชีย เทเลวิชั่น แอนด์ มีเดีย เป็นเจ้าของธุรกิจอีกคนหนึ่ง ที่ยึดหลักที่ว่า เมื่อคิดจะลงมือทำอะไรก็ตาม ต้องลงทุน และทำในสิ่งที่เรารัก ถ้าเราไม่รัก ก็จะทำไม่ได้ดี การก้าวไปสู่ความสำเร็จก็ทำได้ยาก

"การลงทุนก็เหมือนดูแลลูก ถ้าเราเอาใจใส่ ก็จะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง หัวใจไปสู่ความสำเร็จของการลงทุน ต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน ในอดีตเราลงทุนมา 2-3 อย่าง มีทั้งฝากเงิน ถือหุ้นกับคนอื่น ก็โดนเขาโกงมาบ้าง นั่นก็เพราะเราไม่ได้รู้จริง และไม่ได้ใส่ใจกับมัน"

ข้อสำคัญ เมื่อลงทุนหรือทำอะไรสักอย่าง ต้องทำแต่พอดี ไม่ทำอย่างเกินตัว และเลือกทำที่เราถนัด นั่นจะทำให้มีเวลาใส่ใจกับมันอย่างเพียงพอ

โฆสิตเล่าในอดีตเขาเคยลงทุนหลายด้าน และกระจัดกระจายมาก ทำให้ดูแลอย่างไม่ทั่วถึง แต่ตอนนี้แนวความคิดเปลี่ยนไป เราคิดว่าลงทุนในอะไรก็ตามที่เราถนัดดีกว่า ในสิ่งที่เราบริหารด้วยตัวเอง

"ตอนนี้ผมกลับมารีวิวว่าอะไรเหมาะกับเรา และเลือกที่จะลงทุน เช่น การลงทุนในหุ้น ท้ายสุดก็คือ การให้คนอื่นบริหารให้เรา ผมคิดว่าไม่เหมาะก็ถอยออกมา แต่การทำธุรกิจที่เชี่ยวชาญ เราสามารถดูแลธุรกิจเองได้ แบบนี้น่าจะเหมาะกว่า ผมก็เลือกที่จะลุยอันนี้"

บริษัท เอเชีย เทเลวิชั่น แอนด์ มีเดีย ถือเป็นธุรกิจใหม่ อะไรก็ตามที่พอเริ่มต้นใหม่ ทำให้บุ่มบ่ามไม่ได้ ทำอะไรหลายอย่างก็ไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือต้องทุ่มเท และจริงจังกับงานตรงนี้ให้มากที่สุด และวางมือจากการลงทุนในช่องทางต่างๆ ที่คิดว่าเสี่ยงเกินไป เพราะเราต้องลงทุน พนักงานของเราลงแรง เขาบอกเสมอว่าพนักงานทุกคนเป็นหุ้นส่วนทั้งหมด

ซึ่งในอนาคตโฆสิตบอกว่าถ้ามีกำไรก็คงต้องจัดสรร ส่วนหนึ่งอาจจะกันไว้สำหรับขยายธุรกิจ อีกส่วนหนึ่งอาจจะเตรียมสำรองไว้เพื่อรับมือกับเรื่องฉุกเฉินของชีวิต เพราะตอนนี้มีแค่ลูกกับธุรกิจที่ต้องดูแลอย่างดี

"ตอนนี้ผมเพิ่งทำบริษัทใหม่มาครบ 1 ปี เราอยากให้พนักงานมีความสุข มีสุขภาพดี ซึ่งเรื่องพวกนี้ผมคิดว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา ผมเชื่อเรื่องมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักร การทำงานต้องมาจากใจ คนของเราจะเก่งหรือไม่เก่งก็ได้ แต่ต้องเป็นคนดี ที่นี่เราอยู่กันเป็นครอบครัว แต่เราเป็นครอบครัวมืออาชีพ"

โฆสิตเล่าถึงประสบการณ์การลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ว่าเขาเคยลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อนเหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาเพราะต้องมุ่งมั่นเดินหน้ากับบริษัทใหม่ ซึ่งเป้าหมายหลังจากนี้ เราอยากเป็นบริษัทที่สามารถนำภูมิปัญญาไทยก้าวสู่สากลได้

ด้วยเงื่อนไขเรื่องเวลา ประกอบกับแนวคิดในการลงทุนที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกวันนี้โฆสิตลดการลงทุนในช่องทางในหลายช่องทางลง แต่ที่เขาบอกว่าทุ่มเทเป็นพิเศษเห็นจะเป็นเรื่องการลงทุนทางการศึกษาให้กับลูกสาวคนเดียวของเขา

"ตอนนี้มี 2 ส่วนของผมคือ เงินที่ลงทุนในธุรกิจ และลงทุนในการศึกษาของลูก แล้วก็มีบ้างที่ทำประกันชีวิตไว้ให้เขา แต่ที่เน้นมากคือ การวางแผนเรื่องการลงทุนด้านปัญญาให้เขา และลงทุนเรื่องเวลา"

เพราะโฆสิตมองว่าเวลาก็เป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง ไม่ว่าหน้าที่การงานจะหนักแค่ไหน แต่เขาต้องมีเวลาจัดสรรให้ลูกอย่างเหมาะสม

"ผมอยากให้เขาเข้าใจว่าการทำงานมันเหนื่อยแค่ไหน ก็มักจะพามาที่ทำงานด้วย เขาก็เหมือนเด็กยุคใหม่ที่อยากได้โน่นได้นี่ แต่ผมก็ฝึกให้เขารู้จักแก้ปัญหา ต้องมีเหตุมีผล อยากได้ของสิ่งนั้นเพราะอะไร หรืออยากไปที่นี่เพราะอะไร ทุกอย่างต้องคิดและลงมือทำอย่างมีเหตุผล"

แต่สิ่งหนึ่งที่โฆสิตสอนลูกคือ ให้รู้จักลงทุนด้วยตัวเอง เพราะตั้งแต่เด็กเขาเองก็ถูกฝึกให้รู้จักการค้าขายภายในบ้าน รู้จักเรื่องต้นทุน และการค้าตั้งแต่เด็ก

"พ่อผมให้ผมไปขายของ มีเป้าหมายว่าต้องขายหมด ถ้าไม่หมดห้ามกลับบ้าน ทำให้ผมรู้ว่าการค้าขายมีต้นทุนและมีกำไร ผมก็สอนลูกวิธีเดียวกัน ตอนนี้เขา 9 ขวบมีร้านเบเกอรี่เป็นของตัวเอง เขาสนใจอยากทำขนม ก็ไปเรียนทำคุกกี้ พอกลับมาก็ทำให้คนรอบข้างชิม พอคนชอบเขาก็ทำขาย เริ่มจากการลองทำขึ้นมาแล้วตั้งราคา ตอนแรกอาจจะราคาถูกไปนิด ทำให้ขาดทุน เขาก็รู้แล้วว่าการทำธุรกิจต้องมีต้นทุน ก็ขยับราคาขึ้นไป เพื่อให้มีกำไร ก็มีพวกญาติๆ และคนรู้จักซื้อ พอขายได้เขาก็เอาเงินที่เก็บสะสมไปซื้อของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนๆ ญาติๆ "

เมื่อกลายเป็นนักธุรกิจรุ่นจิ๋ว พอเขาเริ่มมีรายได้ ก็เริ่มเก็บสะสมเงินทองด้วยตัวเอง พออยากได้อะไรเขาก็เอาเงินตรงนี้ไปซื้อ บางทีเงินไม่พอก็เรียนรู้ว่าจะต้องเก็บสะสม นั่นทำให้เขารู้ว่า ชีวิตต้องรู้จักรอ ไม่ใช่อยากได้อะไรแล้วจะซื้อได้เลยทันที

ไม่เพียงแง่มุมการลงทุนของเขาเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่แบบแผนในการอบรมเลี้ยงดูลูกนั้น ก็ถือว่าโฆสิตเป็นต้นแบบที่ดีอีกคนหนึ่ง แบบนี้จะเรียกว่า สอนลูกให้เป็นเถ้าแก่น้อย คงไม่เกินจริง





« Reply #22 เมื่อ 09/06/2007 , 11:59:26 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
Personal Finance

"อดิเทพ วรรณพฤกษ์"

ปรับพอร์ตตามภาวะตลาดทุน

ต้องกระจายการลงทุนและกระจายอย่างเหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสมเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนสำหรับทุกคน ที่สำคัญจะต้องปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วย

****************

ปัจจุบันช่องทางการลงทุนเปิดกว้างมากขึ้น มีเครื่องมือในการลงทุนที่หลากหลาย แต่เรื่องราวของการลงทุนหากไม่มีความรู้ขาดซึ่งความเข้าใจแล้วไซร้ ก็ยากที่จะวางใจที่จะก้าวออกมาใช้เครื่องมือเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ได้

ไม่ต่างอะไรกับเส้นทางสายการลงทุนของ "อดิเทพ วรรณพฤกษ์" ผู้จัดการกองทุนตราสารทุน บลจ.อเบอร์ดีน ที่เริ่มต้นเส้นทางสายการลงทุนด้วยเงินฝากล้วนๆ โดยเขาบอกว่า ช่วงเริ่มต้นลงทุนจริงๆ จะอยู่ในรูปของเงินฝากทั้งนั้น เพราะตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องอะไรมาก แล้วก็ยังไม่มั่นใจพอที่จะไปลงทุนหลากหลาย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประกอบกับตัวเองก็ทำงานอยู่ในภาคการเงินมายาวนานกว่า 15 ปีแล้ว ก็ค่อยๆ มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น ก็เริ่มที่จะมีความมั่นใจแล้วเริ่มกระจายการลงทุนออกจากเงินฝากทีละนิดๆ เพราะมองว่าในระยะยาวผลตอบแทนจากการฝากเงินคงไม่สามารถที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้ ซึ่งตอนนั้นตลาดหุ้นกำลังบูมอยู่ เราก็สนใจ ก็เริ่มลงทุนโดยตรงก่อน ไม่ได้ผ่านกองทุนรวม ซึ่งในตอนนั้นการลงทุนในหุ้นสามารถที่จะทำเงินได้ง่ายมาก คือซื้ออะไรมันก็ขึ้นทั้งนั้นช่วงปี 1993-1994 แต่หลังจากนั้นมาไม่นานพอปี 1997 หุ้นก็ตก พอตก กำไรที่ได้มากก็หายไปเยอะ แต่ก็ยังได้กำไรอยู่

"ตอนนั้นก็เลยต้องเปลี่ยนหันมาลงทุนในอะไรที่ปลอดภัยหน่อย จึงมาลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจอย่างปตท.หรือพวกพันธบัตรออมทรัพย์ ที่จ่ายดอกเบี้ยสม่ำเสมอ 5-6% ซึ่งเป็นช่วงที่มีการนำออกมาเสนอขายพอดี ตัวเองก็ลงทุนไปด้วยเช่นเดียวกัน"

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของอดิเทพ จึงมีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย โดยแบ่งเป็นเงินฝากประมาณ 50% พันธบัตรรัฐบาลประมาณ 30% และที่เหลืออีก 20% เป็นการลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมของบลจ.อเบอร์ดีนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อดิเทพ ยอมรับว่า ตัวเองเป็นคนที่ค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทีฟ เพราะตัวเองเห็นอะไรมามากแล้วก็รู้มากด้วย ยิ่งรู้มากก็เลยยิ่งกลัว ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้น่ากลัว แต่ว่าเรารู้เยอะเอง มันก็เลยกลัว พอรู้เยอะ เราก็จะมีคำถามเยอะตามไปด้วย มันก็เลยกลัว

นอกจากนี้ ตัวเองก็มีครอบครัวแล้วด้วย มีลูก 2 คนที่ต้องดูแล ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตัวเองเสี่ยงมากไม่ได้ เพราะว่าจะต้องเผื่อไว้ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมทั้งค่าเล่าเรียนของลูกด้วย ยอมรับว่าแม้หุ้นจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีแต่ก็มีความเสี่ยงสูง ถ้าเกิดช่วงที่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนลูกแล้วหุ้นมันตกอย่างตอนนี้ก็คงไม่ดีนัก มันมีค่าใช้จ่ายที่จะต้องคอฟเวอร์ คือจะต้องมีส่วนเงินฝาก พันธบัตรที่มันจ่ายดอกเบี้ยสม่ำเสมอ ซึ่งหากจะมองโครงสร้างของพอร์ตส่วนตัวเองแล้วค่อนข้างจะคอนเซอร์เวทีฟไปสักหน่อย หากเทียบกับอายุ 35 ปีของตัวเองในปัจจุบัน ซึ่งทางทฤษฎีแล้วอาจจะต้องลงทุนในหุ้นมากกว่านี้สักหน่อย

"แต่ส่วนตัวผมเองมองว่าสัดส่วนของหุ้น 20% ในพอร์ตก็เหมาะสมดีแล้วสำหรับรูปแบบชีวิตของตัวเองในปัจจุบันซึ่งผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในช่วง 5 ปีย้อนหลังมานี้ประมาณ 7-8% ก็ถือว่าตัวเองค่อนข้างพอใจ ซึ่งยอมรับว่าพอร์ตหุ้น 20% นั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตออกมาดี"

อย่างไรก็ตาม อดิเทพบอกว่า พอร์ตการลงทุนของเขานั้นจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพของตลาดเงินและตลาดทุนที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงด้วยเช่นเดียวกัน เพราะอย่างตอนนั้นดอกเบี้ยเงินฝาก 1-2%ต่อปี สัดส่วนของเงินฝากก็จะต่ำกว่านี้ เพราะใครจะไปฝากไหว ตอนนั้นก็ถือพันธบัตรมากหน่อย แล้วลงทุนในหุ้นมากกว่านี้ ตอนนั้นหุ้นอาจจะถึง 30% เงินฝาก 20-30% หรือในปี 2000-2002 ซึ่งตลาดหุ้นอยู่ที่ระดับ 200-300 จุด แล้วไม่มีใครสนใจลงทุน

ในขณะที่ดอกเบี้ยเองก็ต่ำมาก แต่เราพอรู้ว่าหุ้นไทยนี้มันน่าจะมี upside พอปี 2003 ก็จริงด้วย ช่วงนั้นก็เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นขึ้น แล้วก็ได้ผลตอบแทนกลับมาค่อนข้างดี สำหรับการลงทุนที่ไม่ได้เป็นส่วนของไฟแนนเชียลพวกที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ก็มี แต่ว่าตรงนั้นเป็นของครอบครัวมากกว่าซึ่งมีอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นก็คงต้องนำไปลงทุนด้วย เพราะเป็นคนที่เชื่อในเรื่องของการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้วย

"สรุปว่าต้องกระจายการลงทุนและกระจายอย่างเหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสมเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนสำหรับทุกคน ที่สำคัญจะต้องปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปด้วย ไม่ใช่แบ่งสินทรัพย์เสร็จแล้วคุณก็เก็บอยู่แบบนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่ มันต้องปรับเปลี่ยนนิดหน่อย ไม่ใช่จากเงินฝาก 100% มาเป็นหุ้น 100% มันไม่ใช่ คือปรับเปลี่ยนสัดส่วนบ้าง คือดูว่าตลาดช่วงไหนมีโปรดักท์อะไรที่ดีๆ ออกมาแล้วเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนมั้ย เมื่อไปเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น เช่น เงินฝาก หรือพันธบัตร"

โดยอดิเทพยอมรับว่า การออมเป็นเรื่องที่ยากสำหรับทุกคน เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วค่าใช้จ่ายจะมากกว่ารายได้ที่เราได้มา หรือไม่มากกว่าก็ตาม แต่เราจะมีค่าใช้จ่ายอยู่เรื่อยๆ แล้วเป็นยุคที่คนส่วนใหญ่อยากจะได้โน่นได้นี่ไปหมด ความเพียงพอน้อย พอเงินเดือนออกมาปุ๊บ ก็จะมีค่าใช้จ่ายเต็มไปหมดไม่ว่าจะเป็นค่าบ้าน ค่ารถ เป็นต้น

สมมติเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้านให้เพียงพอ อาจจะมีเงินเก็บนิดหน่อย คุณก็ออมไปทุกเดือนๆ แล้วเงินที่เก็บออมทุกเดือนๆ นั้น เมื่อมีเหตุต้องใช้เงินก้อนใหญ่ขึ้นมาก็มักจะหมดไป ดังนั้นคุณจะต้องวางแผนการเงินในระยะยาวให้ได้ แพลนให้ได้ว่าปีนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรที่ต้องจ่าย คือทุกเดือนคุณควรจะรู้ว่าทุกเดือนคุณต้องจ่ายอะไร แล้วต้องแพลนด้วยสำหรับอะไรที่จะเป็นค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ๆ เช่น บ้าน หรือรถ คุณต้องรู้คร่าวๆ ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร แล้วคุณจะต้องกันเงินไว้เท่าไร แล้วต้องลงทุนอย่างไร ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่ทำ และนั่นเองที่เป็นอุปสรรคของการออมของคนในปัจจุบัน

"คนส่วนใหญ่จะออมแบบไม่ได้วางแผน โอเคคุณออมทุกเดือนๆ ละ 1 หมื่นบาท สมมติออมไป 2 ปี ได้มา 240,000 บาท อาจจะซื้อรถสักคัน 600,000 บาท ต้องดาวน์ 200,000 บาท ที่เราออมไว้ตลอด 2 ปีก็หมดไง ถ้าคุณจัดระบบระเบียบวางแผนการเงินในระยะยาวจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนให้กับคุณได้อย่างแน่นอน แล้วการออมของคุณจะไม่ไปแบบเรื่อยๆ สุดท้ายก็หมดไปด้วยเหตุจำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม ผมเห็นมาเยอะมากแล้ว คนที่ออมเงินไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็หมดไป เพราะไม่มีการวางแผนมาก่อน"

การวางแผนการเงินระยะยาว และมีการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะของตลาดเงินและตลาดทุนที่เปลี่ยนไปนั้น คงจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายในการออมและการลงทุนได้ง่ายขึ้น





« Reply #23 เมื่อ 09/06/2007 , 12:00:10 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินของ

"สุชาติ บุญบรรเจิดศรี"

โดยกาญจนา หงษ์ทอง

ผมมีเป้าหมายชีวิตว่า เมื่ออายุถึง 50 อยากจะมีอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง คือไม่ต้องทำงานเราก็อยู่ได้ เป้าหมายของแต่ละคนอาจจะต่างกัน แต่คนเราควรจะมีเป้าหมายของชีวิต และมีการวางแผน

**********

เป้าหมายชีวิตของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป อยากเกษียณอย่างแสนสุขบ้าง อยากเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกบ้าง อยากมีกินมีใช้อย่างพอมีพอกินในบั้นปลาย แต่สำหรับ"สุชาติ บุญบรรเจิดศรี" เป้าหมายชีวิตของเขาคือการเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินเมื่ออายุ 50 ปี

"ผมมีเป้าหมายชีวิตว่า เมื่ออายุถึง 50 อยากจะมีอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง คือไม่ต้องทำงานเราก็อยู่ได้ เป้าหมายของแต่ละคนอาจจะต่างกัน แต่คนเราควรจะมีเป้าหมายของชีวิต และมีการวางแผน ยิ่งถ้าเป็นคนที่มีครอบครัวยิ่งต้องวางแผนการเงินให้ดี เช่น ส่งลูกเรียนต่างประเทศต้องเตรียมไว้เลยปีละ 2 ล้าน "

เขาคิดว่า คนทั่วๆ ไปไม่ว่าจะเป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำ หรือประกอบอาชีพไหนก็แล้วแต่ ถ้ามีเป้าหมายที่จะเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แค่เริ่มต้นวางแผนเรื่องเงินทอง จัดการทุกอย่างให้เป็นระบบ คุณก็จะตั้งหลักการออมได้ เช่นผ่อนบ้านผ่อนรถเดือนละไม่ควรเกินเดือนละเท่านั้นเท่านี้ ก็กำหนดไว้เลย ทักษะพวกนี้ฝึกกันไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องเรียนจบเศรษฐศาสตร์เหมือนเขาก็ได้

ข้อสำคัญคือ เมื่อมีรายได้เข้ามา ต้องรู้จัก "ใช้" "ออม" และ "ให้" อย่างสมดุล นั่นเป็นสิ่งที่สุชาติยึดมาตลอด

เพราะเขาเชื่อว่า เก็บอย่างเดียว ไม่ใช้ ก็เป็นชีวิตที่ไม่มีความสุข ทางที่ดีต้องหา ใช้ ออม ให้ อย่างสมดุลและสมเหตุสมผล ประเภทที่หามาได้แล้วใช้อย่างเดียว แบบนี้ก็ไม่ไหว หรือหามาได้แล้ว ออมอย่างเดียวก็ไม่ไหวเหมือนกัน ส่วนในเรื่องของการให้นั้น เขามองว่าคนเราโอกาสไม่เท่ากัน คนอื่นอาจจะไม่โชคดีเหมือนเรา แต่เมื่อเรามีโอกาสมากกว่า เราก็ควรให้คนอื่นบ้าง

"ถ้าถามผมว่าผมเป็นคนออมเงินเก่งมั้ย ผมคิดว่าเก่งนะ ให้ลองคิดว่าเราคือเจ้าหนี้ของเรา สมมติกู้เงินซื้อรถก็ต้องผ่อนค่ารถ ซื้อบ้านก็ต้องผ่อนค่าบ้าน เราก็ต้องคิดว่าเราเป็นเจ้าหนี้ เราต้องผ่อนให้ตัวเราเองด้วย ก็เหมือนกับเป็นการบังคับให้เราออมเงินไปในตัว"

สุชาติให้ข้อคิดว่า คนเราไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดเล็ก องค์กรไหนๆ หรือบุคคลทั่วไปก็ตาม ต้องมีการวางแผนชีวิต เพื่อความมั่งคั่งและเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต ที่จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

"ผมคิดว่าเราต้องวางแผนการเงิน ขนาดบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารเงินเป็นแสนล้านยังต้องวางแผนเลย ของพวกเราเงินก้อนเล็กกว่าเยอะ ก็ต้องวางแผน เรียกว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก็ควรวางแผนกันได้แล้ว นอกจากนี้ คนเราต้องคำนึงถึงความเสี่ยงของชีวิต และควรเตรียมรับมือกับเรื่องนี้ไว้ด้วย เพราะคนเราไม่รู้หรอกว่า อนาคตข้างหน้าเราจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรบ้าง ฉะนั้น คนเราต้องรู้จักหาเงินสำรองเก็บไว้เผื่อฉุกเฉินหรือสิ่งที่ไม่คาดคิด ข้อสำคัญคือจะหายังไงโดยที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น"

แต่แน่นอนเมื่อเก็บออมเงินไว้ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ควรจะนำเงินไปต่อยอดการลงทุนให้เงินงอกเงยขึ้น สุชาติบอกว่าในส่วนของการลงทุนของเขานั้น เน้นกระจายการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยในปัจจุบันนอกจากลงทุนในธุรกิจส่วนตัวแล้ว ยังกระจายไปลงทุนในตลาดหุ้น กองทุนรวม และอสังหาริมทรัพย์

"พอร์ตการลงทุนของผมจะเน้นกระจายลงทุน โดยมากใช้มืออาชีพ ให้กองทุนรวมบริหาร แต่ก็มีเหมือนกันที่ลงทุนในตลาดหุ้นเอง ซื้อเพื่อลุ้นและได้ความรู้ เพราะได้ติดตามสถานการณ์ตลอด อีกประเภทที่ลงทุนก็เป็นพวกไพรเวท ฟันด์ ซึ่งถือว่าผลตอบแทนน่าพอใจมาก แต่เทียบกับกองทุนรวมก็ไม่ต่างกันมาก แต่ไพรเวท ฟันด์ ถือว่าเลือกช่องทางลงทุนที่เหมาะกับเรา เวลาที่ลงทุนกับกองทุนรวม ผมไม่ค่อยห่วงเท่าไหร่ เพราะโดยมากแต่ละบริษัทมีความเป็นมืออาชีพกันอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของกองทุนรวมนั้น โดยมากก็แค่เอาผลประกอบการมาเปรียบเทียบกัน แล้วกระจายซื้อ ก็มีทั้งกองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้น และกองทุนประหยัดภาษี"

แต่ช่องทางการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจมากที่สุด คือการลงทุนในธุรกิจของตัวเอง เพราะให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องแบกรับความเสี่ยงและความรับผิดชอบสูง เหมือนหลักการไฟแนนซ์ข้อแรก คือ High Risk High Return

"สมมติว่าเราลงทุนในตลาดหุ้น เราทำได้แค่เลือกหุ้น แต่ถ้าเราลงทุนเอง ความเสี่ยงสูง แต่โดยมากเมื่อทำธุรกิจก็มักจะเลือกธุรกิจที่ถนัดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผลตอบแทนก็จะสูง อย่างที่บอกว่าหลักคิดในการลงทุนของผม นอกจากจะเน้นกระจายความเสี่ยงแล้ว ไม่ว่าลงทุนอะไรยังต้องวางแผนทุกอย่าง"

และในฐานะที่เป็นเจ้าของธุรกิจ สุชาติบอกว่าเขาไม่มีทัศนคติในแง่ลบกับการเป็นหนี้ สำหรับบริษัทนั้น การขอสินเชื่อเป็นเรื่องที่ไม่เลวร้าย เพราะถ้าต้องเป็นหนี้เพื่อขยายธุรกิจถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ถ้าบริษัทไม่มีหนี้ถือว่าไม่ดี แต่ถ้าเป็นบุคคล ไม่ควรก่อหนี้ นอกจากหนี้บ้าน หนี้รถยนต์ เป็นหนี้ที่ยอมรับได้ ถ้าเป็นหนี้ประเภทอื่นไม่ควรไปสร้างหนี้ โดยเฉพาะบัตรเครดิต ไม่ควรอย่างยิ่ง

โดยส่วนตัวมีข้อแนะนำคือ เมื่อใช้บัตรเครดิตเท่าไหร่ ต้องชำระให้เต็มจำนวน ให้มองว่าบัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวก แต่ไม่ใช่เครื่องมือที่จะใช้เป็นแหล่งเงินกู้

ในแง่มุมของการจับจ่ายใช้สอย สุชาติบอกว่าเขาเองอาจจะเหมือนผู้ชายอีกหลายคนที่หมดเงินไปกับของชิ้นโตอย่างรถยนต์ แต่ก็ถือว่าเป็นคนคิดหน้าคิดหลังตลอด ไม่ใช่ว่าเห็นอะไรที่อยากได้เป็นต้องซื้อ ซึ่งนิสัยทางการเงินตรงนี้ เขาก็ได้บอกเล่าให้ลูกฟังด้วยเช่นกัน

"ถ้าลูกอยากได้อะไรที่เราเห็นว่าไม่เข้าท่า ก็บอกเขาว่าอย่าซื้อเลย ไม่มีประโยชน์ ไม่คุ้มหรอก เวลาจะซื้ออะไรก็บอกลูกว่า เดี๋ยวค่อยมาดูใหม่ กลับไปคิดทบทวนให้ดีก่อน ซึ่งในส่วนของการเลี้ยงลูกนั้น ผมไม่ค่อยได้เร่งให้ลูกต้องเก็บออมเงิน แต่อยากจะเน้นเรื่องการศึกษามากกว่า คือให้เรื่องเรียนเป็นเรื่องหลัก จะสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัล เช่นเรียนได้เกรด A จะได้ 500 บาท แต่ก็เขารู้จักบริหารเงิน เช่น ให้เงินค่าขนมเป็นรายสัปดาห์"

สุชาติมองว่า คนที่ไม่มีเงินเก็บหอมรอมริบไว้ อาจจะหาความสุขยาก เพราะต้องยอมรับว่าแม้เงินจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งเช่นกัน ฉะนั้น เมื่อยังมีเรี่ยวแรงและโอกาสที่จะเก็บออม ก็จงลงมือทำซะ








« Reply #24 เมื่อ 09/06/2007 , 12:01:10 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"เอกชัย จงวิศาล"

ให้เงินทำงาน&บริหารความเสี่ยง

การเลือกสินทรัพย์แต่ละประเภทในสัดส่วนเท่าไรนั้น ก็ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน คือ ผมกลับมองว่าความเสี่ยงมันอาจจะเป็นประโยชน์กับเราก็ได้

ภาษิตจีนกล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า "หนทางไกลนับหมื่นลี้ สำคัญที่ก้าวแรก" เพราะลำพังแค่ความคิดมิอาจทำให้คุณขยับเข้าใกล้เป้าหมายได้ เช่นเดียวกับเรื่องของการออม และการลงทุน หากคุณเพียงแค่คิด ก็ยากที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งเอาไว้ได้ ไม่ต่างอะไรกับเส้นทางสายการลงทุนของ "เอกชัย จงวิศาล" หัวหน้าธุรกิจกองทุนรวม บลจ.ทิสโก้ ที่เน้นการให้เงินไปทำงานสร้างผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมกลับเข้ามาให้เขาอย่างสม่ำเสมอ

โดย เอกชัย บอกว่า เงินฝากธนาคารจริงๆ แล้วมันเป็นแค่สภาพคล่องสำหรับที่จะใช้จ่ายในระยะสั้นนั่นคือ เงินที่ควรจะฝากธนาคาร ส่วนเงินที่ลงทุนนั้นจะต้องให้เงินไปทำงานจริงๆ จะเอาลงทุนในหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือเอาไปลงทุนในอะไรก็ได้ แต่ต้องเอาไปลงทุนจริงๆ ถ้าคิดว่าเอาเงินมาฝากแบงก์ไปเรื่อยๆ แล้วอีก 10 ปีข้างหน้าจะรวย ลืมไปได้เลย มันเป็นไปไม่ได้ เราต้องรู้จักที่จะ "เอาเงินไปทำงาน"

พูดง่ายๆ คือ เงินต้องทำงานทุกวันให้เราเหมือนกับที่เรามาทำงานให้บริษัท ถ้าเราอยากจะรวย อยากจะมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี ต้องเอาเงินไปทำงาน เอาเงินฝากธนาคารอย่างเดียวไม่เพียงพอแน่ ต่อให้คุณอาจจะเป็นคนที่เก็บเงินมาก และใช้จ่ายน้อยก็ตาม เพราะผลตอบแทนที่ผ่านมาของเงินฝากธนาคารกับอัตราเงินเฟ้อไม่หนีกันเท่าไร ฝากไว้เท่าไรก็จะอยู่แค่นั้นไม่ค่อยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเท่าไร

"การให้เงินทำงาน คุณก็อาจจะไปดูหุ้นในตลาดว่ามีหุ้นตัวไหนบ้างมั้ยที่มีโอกาสจะเป็นสตาร์ในอนาคต ที่น่าจะโตได้ 50% หรือ 100% มีหุ้นตัวไหนมั้ย ที่อีก 3-4 ปี ข้างหน้า มันจะกลายเป็นสตาร์ขึ้นมา เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจ มีโอกาสมั้ยที่เขาจะขยายตัวขึ้นมา คุณก็ต้องเอาเงินไปลงทุนกับเขา นี่คือ การเอาเงินไปทำงาน เหมือนกับหุ้นของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย เคยเทรดอยู่ประมาณ 30 บาท ช่วงปี 2000-2001 หรือประมาณ 6 ปีที่แล้ว ตอนนี้ราคาหุ้นปูนใหญ่เทรดกันอยู่ 250 บาท กำไร 7 เท่า ใน 6 ปี ตกปีละมากกว่า 100% ต่อปี อยากให้เห็นว่าถ้าเราเอาเงินเราไปทำงานมันมีโอกาสที่มันจะทำงานให้เป็นความมั่งคั่งเป็นมูลค่าให้เราได้มาก"

เอกชัย ยังบอกอีกว่า คำว่าให้เงินทำงานนี้ คุณต้องให้เงินทำงานจริงๆ คือ เราต้องตั้งเป้าไว้เลย คุณอาจจะมีเงิน 100 บาท แล้วแบ่งไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ใน 100% คุณอาจจะถูกแค่ 20% แต่ที่ถูก 20% อาจจะสร้างรายได้ให้คุณ 100% ก็ได้ คือ อยากให้คนเริ่มรู้จักลงทุน แล้วก็เริ่มรู้จักที่จะ "บริหารความเสี่ยง" อย่างดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตอนนี้สมมติ 750 จุด คุณต้องถามตัวเองว่าคุณคิดว่าแพงมั้ย แล้วคิดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นเท่าไร

ถ้าคุณคิดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าดัชนีจะเป็น 900 จุด ระดับดัชนีที่ 750 จุด ณ ปัจจุบันก็ไม่แพงอยู่แล้ว ไม่ต้องมาเกี่ยงเลยว่า 730 จุด หรือ 750 จุด เพราะมันต่างกันนิดเดียว ถ้าคุณขายหุ้นได้ที่ดัชนี 900 จุด แค่คนที่ถือต้นทุนดัชนี 730 จุด อาจจะได้กำไรมากกว่าคุณซื้อที่ดัชนี 750 จุด นิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่ผลตอบแทนก็ยังอยู่ในระดับที่สูงประมาณ 20% อยู่ดี ในขณะคนที่ไม่ถือหุ้นเลย ผลตอบแทนจะเป็นศูนย์ซึ่งแตกต่างกันมาก เราต้องมองอย่างนั้น นี่คือตัวอย่างของการบริหารความเสี่ยง

"แต่เห็นคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นชอบเก็งตลาด ชอบซื้อตอนที่คิดว่าหุ้นต่ำสุด แล้วก็อยากจะไปขายตอนที่หุ้นสูงสุด ตัวเองเป็นผู้จัดการกองทุนมา 10 กว่าปี ดูมานานแล้วยังไม่เห็นใครทำได้เลย ก็เลยอยากจะบอกคนที่จะทำว่าอย่าทำเลย เห็นคนที่ทำแล้วล้มเหลวมาเยอะมากเลย ล้มเหลวคือ อยากรอต่ำสุดๆ ปรากฏว่ากลับมาดูอีกทีตลาดหุ้นมันเด้งไป 50 จุดแล้ว ตกรถคราวนี้ก็เริ่มเครียดแล้วว่าจะตามไม่ตามดี แต่ก็แปลกใจว่าทำไมคนชอบทำกันจังประเภทซื้อต่ำสุด ขายแพงสุด"

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของเอกชัยประมาณ 40% ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นของบลจ.ทิสโก้ อีก 30% เป็นกองทุนพันธบัตรกับเงินฝาก และอีก 30% เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนจะขึ้นกับมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทโดยเปรียบเทียบจะเป็นตัวกำหนดว่าควรจะเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดเป็นหลัก

โดยเอกชัยแนะนำว่า วิธีการบริหารเงินที่ดีที่สุด คือ การจัดสินทรัพย์(Asset Allocation) ซึ่งถือเป็นกุญแจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในเรื่องของการลงทุน การให้เงินทำงานเราต้องเริ่มทำ Asset Allocation ก่อน เริ่มแบ่งสินทรัพย์ว่าเราอยากจะลงทุนในอะไรบ้าง อะไรที่เราคิดว่าความเสี่ยงเหมาะกับเรา

โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักวัฏจักรของสินทรัพย์แต่ละประเภท ไม่มั่นใจในวัฏจักรจริงๆ ต้องทำ Asset Allocation ว่าจะเอาไปใส่ในหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ในเงินฝาก และพันธบัตรเพื่อเป็นสภาพคล่องกี่เปอร์เซ็นต์ ในอสังหาริมทรัพย์กี่เปอร์เซ็นต์ จะแบ่งเงินไปลงทุนทำการค้ากับเพื่อนดีมั้ย ต้องเริ่มวางแผนแล้วว่าอะไรบ้างที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์กับตัวเองได้ในอนาคต ไม่ใช่คิดว่ามีเงิน 100 บาท ก็จะกำไว้ก่อน เมื่อไรคิดว่าอสังหาริมทรัพย์ดีก็จะโยนเงิน 100 บาทนี้ใส่เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะอันตรายเกินไป หากอ่านวัฏจักรผิด หรือทำการบ้านผิดครั้งเดียว อาจจะแย่ไปเลย

"การเลือกสินทรัพย์แต่ละประเภทในสัดส่วนเท่าไรนั้น ก็ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน คือ ผมกลับมองว่าความเสี่ยงมันอาจจะเป็นประโยชน์กับเราก็ได้ อย่าไปมองว่าความเสี่ยงจะต้องเจ๊งอย่างเดียว ถ้ามองแบบนั้นก็คงไม่ต้องลงทุนแล้ว ยอมได้ผลตอบแทนต่ำๆ แล้วฝากเงินอยู่กับแบงก์ไปตลอดเลยแล้วกัน แต่บังเอิญเราอยู่ในอุตสาหกรรมแล้วเราเห็นความเสี่ยง ซึ่งมีทั้งบวกและลบ คือ ถ้าคุณเสี่ยงแล้วคุณถูกเวลา ถูกสินทรัพย์มันก็ให้กำไรคุณมหาศาลได้เช่นเดียวกัน เหมือนหุ้นปูนซิเมนต์ไทยที่ยกตัวอย่างให้ฟังไป"

ส่วนเป้าหมายการลงทุนของเอกชัยนั้น เน้นการลงทุนระยะยาว เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งของสินทรัพย์สุทธิของตัวเองให้เพิ่มค่าไปเรื่อยๆ ตอนเกษียณจะได้ไม่ลำบาก





« Reply #25 เมื่อ 09/06/2007 , 12:02:01 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"มาริษ ท่าราบ"

ลงทุนอะไร...ต้องรู้จริง

โดยสรวิศ อิ่มบำรุง

เป้าหมายในการลงทุนก็มองว่าเกษียณแล้วจะใช้ชีวิตยังไง แต่ชีวิตในวันนี้ของตัวเองก็ค่อนข้างมีความสุขแล้ว ตอนนี้ยังอยากจะทำงานอยู่ เพราะเคยชินกับการทำงานหนัก ถ้าเกษียณไปแล้วก็คงต้องหากิจกรรมรองรับตัวเองด้วย

****************

การลงทุนอาจจะไม่ได้เป็นอะไรที่สลับซับซ้อนแต่เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ง่าย จับต้องได้ และปฏิบัติได้จริง ส่วนรูปแบบของการลงทุนนั้นก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ เช่นเดียวกับการลงทุนของ "มาริษ ท่าราบ" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนนั้น ก็มีการผสมผสานของสินทรัพย์หลายประเภทอยู่ในพอร์ตการลงทุน

โดยมาริษ บอกว่า ปัจจุบันตัวเองมีการลงทุนในหลายรูปแบบด้วยกันทั้งที่เป็นสินทรัพย์ทางการเงินและทรัพย์สินที่เป็นส่วนตัวด้วย โดยมีเงินอยู่ในแบงก์สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 30-40% ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่เป็นการลงทุนโดยตรงและลงทุนผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 10-20% ที่เหลือก็จะเป็นการลงทุนอื่นๆ เช่น การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF),เปิดร้านอาหาร ,ร่วมทำธุรกิจกับเพื่อนในกิจการก่อสร้างบ้านด้วยเทคโนโลยีแนวใหม่ เพราะเห็นว่าแนวโน้มของการสร้างบ้านน่าจะดี

นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องของความสุขทางใจซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นในเรื่องของการลงทุน เช่น พระเครื่อง ,นาฬิกา และทองรูปพรรณ เป็นต้น ซึ่งเป็นความชอบส่วนตัวและเป็นความสุขทางใจด้วย

"เป้าหมายในการลงทุนก็มองว่าเกษียณแล้วจะใช้ชีวิตยังไง แต่ชีวิตในวันนี้ของตัวเองก็ค่อนข้างมีความสุขแล้ว ตอนนี้ยังอยากจะทำงานอยู่ เพราะเคยชินกับการทำงานหนัก ถ้าเกษียณไปแล้วก็คงต้องหากิจกรรมรองรับตัวเองด้วย เช่นอาจจะต้องมีไร่ มีสวนจะได้มีอะไรทำบ้างถึงจะอยู่ได้"

มาริษยังบอกอีกว่า ในส่วนของสินทรัพย์ที่เป็นความชอบส่วนตัวนั้น หากมองในแง่ของการลงทุนแล้วก็เป็นอีกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นเดียวกัน ถ้าไปเช่าพระแล้วได้พระนิยม ราคาก็สามารถขยับขึ้นได้เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่ส่วนตัวแล้วเช่ามาเพราะความชอบไม่ได้เช่ามาเพื่อปล่อยเช่าต่อ เป็นความชอบในพุทธศิลป์ หรือพระกรุที่คนโบราณสร้างพระถวายเป็นพุทธบูชา

นอกจากนี้ นาฬิกาบางยี่ห้อก็สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่ดีให้ได้เช่นเดียวกันหากจะมองในแง่ของการลงทุนเพียงแต่จะต้องเลือกยี่ห้อ เพราะบางยี่ห้อก็สามารถที่จะซื้อเป็นการลงทุนได้เช่นเดียวกัน ราคาขยับขึ้นปีละ 10-15% แล้วยังได้ใส่อีก แต่ส่วนตัวแล้วก็ซื้อเพื่อใช้งานเป็นหลักไม่ได้มองในเรื่องของการลงทุนเป็นสำคัญ แต่ไม่ว่าจะไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดก็ตามสำคัญคือต้องรู้จริง ถ้าไม่รู้จริงความเสี่ยงมีหมด

"เหมือนการไปลงทุนในต่างประเทศก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าพูดในแง่ของการลงทุน ถ้าเราจะไปลงทุนต่างประเทศผู้จัดการกองทุนเองก็ต้องไปด้วย เหมือนผู้จัดการกองทุนต่างประเทศเมื่อเอเงินมาลงทุนเมืองไทย เขาก็มาเมืองไทยเช่นเดียวกัน อย่างน้อยที่สุดปีละหนต้องไปเจอกับพันธมิตร เจอบริษัท ไม่ใช่จะไปลงทุนในประเทศจีน ลงทุนในบริษัทนั้น บริษัทนี้ แล้วเอาแต่อ่านรีพอร์ตปรากฏว่า 10 รีพอร์ตมาไม่เหมือนกันเลย ถ้าเราไปด้วยตัวเองเราอาจจะไม่ได้คิดแบบ 10 รีพอร์ตนั้นก็ได้ เวลาจะทำเรื่องพวกนี้จึงบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย ในแง่ของการลงทุนก็เช่นเดียวกันจะลงทุนอะไรต้องรู้จริง"

สำหรับมาริษ การรู้จักใช้เงินให้พอกับที่เรามี แล้วรู้จักมองไปข้างหน้าว่าหลังจากที่เราหมดวัยทำงานแล้วเราจะใช้ชีวิตให้เป็นสุขได้ยังไง จะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในเรื่องของการออมและการลงทุนได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสุขในที่นี้ของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันตรงนี้คุณก็ต้องรู้ว่าความสุขสำหรับคุณเป็นยังไง

สมมติในอนาคตถ้าเราอยากจะใช้เงินเท่ากับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเราจะต้องทำยังไง เช่นตอนนี้ใช้เงินเดือนละ 1 หมื่นบาท ในอีก 30 ปี ข้างหน้าอยากจะใช้เงินเท่าวันนี้ คุณจะต้องทำยังไง แล้วต้องไม่ลืมว่าเงิน 1 หมื่นบาทในวันนี้กับเงิน 1 หมื่นบาท ในอีก 30 ปีข้างหน้าอาจจะไม่เท่ากัน มันอาจจะเพิ่มเป็น 2 หมื่นบาทก็ได้ ก็ต้องคิดว่าจะทำยังไง ต้องมีการวางแผนเอาไว้ทั้งหมดทั้งเรื่องของครอบครัว ลูก การศึกษาลูก ก็ต้องเตรียมไว้ให้หมด แล้วก็มีเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ทำบุญด้วย

"เมื่อมีเป้าหมายการลงทุนระยะยาว จึงต้องคำนึงถึงเรื่องเงินเฟ้อด้วย ทั้งนี้ถ้ามองว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยในระยะยาวในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมาเฉลี่ยประมาณ 3% กว่า การลงทุนระยะยาวช่วงที่ผ่านมาก็สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้ออยู่โดยเฉพาะการลงทุนอสังหาริมทรัพย์และหุ้น"

แม้ปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนของนักลงทุนทั่วไปจะมีมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ในส่วนของนักลงทุนสถาบันเองยังคงมีอุปสรรคในเรื่องของการลงทุนอยู่ โดยมาริษมองว่า โปรดักท์ทางการเงินที่จะไปลงทุนในปัจจุบันยังค่อนข้างมีจำกัดสำหรับนักลงทุนสถาบัน เช่น การลงทุนในตลาดหุ้นนักลงทุนทั่วไปอาจจะไม่มีปัญหาสามารถที่จะเข้าลงทุนได้ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือจะไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ก็ยังได้ ทั้งสภาพคล่องและตัวเลือกในการลงทุนของนักลงทุนบุคคลทั่วไปถือว่ามีมากกว่านักลงทุนสถาบันเยอะ นอกจากนี้ ความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุนทั่วไปก็ยังน้อยอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งในเรื่องของการลงทุนและการออม ไม่เฉพาะนักลงทุนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่นักลงทุนสถาบันก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน

"การลงทุนบางอย่าง ถ้าเราไม่มีโอกาสไปลงทุนในต่างประเทศ เราก็อาจจะไม่รู้ว่าการซื้อขายตราสารหนี้ในเมืองนอกเขาทำกันยังไง ถ้าคนไม่ได้อยู่กับบริษัทฝรั่งถามว่ามีโอกาสจะรู้มั้ย ไม่รู้ คุณอยากเซตอัพกองทุนที่ไปลงต่างประเทศที่หนึ่ง คุณอาจจะไปจอยกับมอร์แกนสแตนเลย์ ไปซื้อกองทุนของเขา แต่เขาจะสอนเราเหมือนที่ไอเอ็นจีสอนไอเอ็นจีด้วยกันมั้ย ก็ไม่ใช่ นี่จึงถือเป็นความได้เปรียบของ บลจ.ที่มีแม่เป็นบริษัทต่างชาติเหมือนกัน"

มาริษย้ำว่าไม่ว่าจะลงทุนในอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด คือต้องรู้จริงในสิ่งที่คุณจะเข้าไปลงทุน นั่นจะเป็นหนทางไปสู่ความสำเร็จ






« Reply #26 เมื่อ 09/06/2007 , 12:02:50 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"เจิดพันธุ์ นิธยายน"

ตั้งเป้าหมาย...ในสิ่งที่เป็นไปได้

โดยสรวิศ อิ่มบำรุง

ผมตั้งเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้เฉลี่ยประมาณ 8-10% ต่อปี แม้จะดูน้อยแต่แค่จะทำให้ได้ 8-10% ทุกปีก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว ถ้าสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายตรงนี้ได้ก็ถือว่าโอเค

**************

"ความฝัน" ที่สามารถทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ ย่อมไม่ใช่ความฝัน หากแต่เป็น "ความจริง" และนั่นคือสิ่งที่ความฝันแตกต่างจากความจริง ก็คือ การปฏิบัติได้ เช่นเดียวกับเรื่องราวของการออมและการลงทุน หากเราตั้งเป้าที่จะออมไว้สูง แต่ออมไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ หรือตั้งเป้าผลตอบแทนจากการลงทุนไว้สูง แต่ไม่เคยทำได้จะมีความหมายอะไร

ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดในเรื่องการออมและการลงทุนของ "เจิดพันธุ์ นิธยายน" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านจัดการลงทุน บลจ.บีที ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในธุรกิจจัดการลงทุนมาเป็นเวลายาวนาน วันนี้ เราจะมารู้จักมุมมองส่วนตัวในเรื่องนี้ของเขาดูกัน

โดยเจิดพันธุ์ บอกว่า แม้ว่าตัวเองจะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่เนื่องจากไม่มีลูก ดังนั้น การออมและการลงทุนจึงมีเงื่อนไขไม่มากนัก เพราะในส่วนที่เป็นการออมเพื่อการศึกษาของลูก หรือการลงทุนเพื่ออนาคตของลูกตรงนั้นคงไม่ต้องใช้ ปัจจุบันการออมและการลงทุนจึงเพื่อตัวเองเป็นสำคัญ

โดยมีการจัดสรรเงินออมประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้เพื่อนำไปลงทุนสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่อง แม้เขาจะยอมรับว่าการออม 1 ใน 3 นี้ถือเป็นสัดส่วนการออมที่ยังน้อยเกินไป แต่ประเด็นคือ เราต้องตั้งเป้าในสิ่งที่ทำได้ แล้วทำให้สม่ำเสมอ สมมติคุณไปตั้งเป้าออมมาก 40%-50% ของรายได้ แต่ทำไม่ได้สม่ำเสมอ ก็จะเป็นอีกด้านหนึ่งที่ทำให้เราสร้างวินัยไม่ได้ เราต้องตั้งเงื่อนไขในสิ่งที่เราสามารถสร้างวินัยให้เราได้ แล้วเป็นเงื่อนไขที่เราสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายได้ด้วยเช่นเดียวกัน

"ผมตั้งเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนให้ได้เฉลี่ยประมาณ 8-10% ต่อปี แม้จะดูน้อยแต่แค่จะทำให้ได้ 8-10% ทุกปีก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว ถ้าสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายตรงนี้ได้ก็ถือว่าโอเค เพราะในระยะยาวด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในระดับนี้ย่อมจะทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายการเงินที่วางไว้ให้ตัวเองได้อย่างแน่นอน"

เจิดพันธุ์บอกว่า เงินออม 1 ส่วน 3 ที่นำมาลงทุนนั้น จะแบ่งไปลงทุนในเงินฝาก กองทุนตราสารหนี้ และกองทุนหุ้นที่เป็นกองทุนดัชนี ซึ่งจะมีการบริหารจัดการอยู่ตลอดเวลา ขึ้นกับ "จังหวะการลงทุน" ว่าจะไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนในสัดส่วนเท่าไร ประเด็น คือเราจะชนะใจตัวเองได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง เพราะผลตอบแทนที่ตั้งไว้ 8-10% ต่อปีนี้ถือว่าไม่สูง เฉพาะเงินฝากและกองทุนตราสารหนี้ก็ได้ผลตอบแทนประมาณ 4-5% แล้ว

ส่วนอีก 4-5% ที่เพิ่มขึ้นมานั้นก็จะมาจากหุ้น ซึ่งตลาดหุ้นไม่มีใครรู้ว่ามันจะเป็นยังไง แต่ถ้าสังเกตจะพบว่าทุกปีจะมีช่วงจังหวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงๆ สมมติปีนี้หุ้นปิด 780 จุด เราตั้งเป้าว่าจะซื้อเมื่อดัชนีปรับตัวลงมา 700 จุด ถ้าไม่ลงมาถึง 700 จุด ก็ไม่ซื้อ ก็ปล่อยเงินไว้ในเงินฝากและกองทุนตราสารหนี้ไปยังไงก็ได้ประมาณ 4-5% อยู่แล้ว

"ถ้าตลาดหุ้นลงมาที่ระดับ 700 จุด คุณซื้อแล้วดัชนีปรับตัวขึ้นมา 750 จุดแล้วคุณขาย คุณก็ได้กำไรประมาณ 7% แล้ว แต่ถ้าไม่ถึงคุณไม่ต้องซื้อเลยนะ ไม่ถึงก็กิน 4% ไปเลย คือมันอยู่ที่เป้า ถ้าเป้าแบบนี้เราจะได้ตลอด เพราะตลาดหุ้นไม่มีแจ๊คพอต จะไปหวัง 100% หรือ 200% ตั้งเป้าไว้สูงก็ยิ่งยาก ประเด็น คือเราชนะใจเราได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเราตั้งไม่สูงมาก แล้วไม่วอกแวกกับสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ตลาดหุ้นจะไปแล้ว แต่เราปิดโพสิชั่นที่ 10% จบ แบบนี้เป้าหมายที่เราตั้งไว้ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า แต่เป้าหมายบางคนอาจจะไม่เหมือนกัน บางคนเขาบอกว่าเขามีลูก หรือเงินเดือนน้อย เขาก็อาจจะตั้งเป้าผลตอบแทนแต่ละปีไว้สูงหน่อย เช่น 15% ก็อาจจะต้องมีความเสี่ยงซึ่งสูงขึ้น แต่ของเราเงินเดือนขนาดนี้ เราออมขนาดนี้ เรามองว่าเราไม่มีลูก เราไม่มีภาระ เมื่อถึงเกษียณเราจะมีเงินแค่นี้ แล้วก็ตั้งเป้าประมาณขนาดนี้"

เจิดพันธุ์ ยอมรับว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างระมัดระวังในการลงทุนแล้วก็ชอบที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสามารถจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสดได้ง่าย ซึ่งตรงนี้บางครั้งก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีนักและไม่ควรที่ผู้ลงทุนจะเอาแบบอย่างตาม เพราะจะทำให้สูญเสียโอกาสในการลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีกว่าไป

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสไตล์การลงทุนส่วนตัว เราต้องเปรียบเทียบกับเป้าของตัวเราเอง ไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับเป้าของคนอื่น ซึ่งเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้ไม่สูงดังนั้นเครื่องมือที่มีอยู่และเลือกใช้ก็สามารถที่จะตอบโจทย์ได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งคนที่ลงทุนจริงๆ อย่างดร.นิเวศน์เองยังตั้งเป้าหมายผลตอบแทนต่อปีแค่ระดับ 10-15% เท่านั้น แม้ผลตอบแทนอาจจะดูไม่มากนักแต่ถ้าเราสามารถที่จะทำแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ ก็โอเคนะ แล้วก็มีการติดตามการลงทุนของตัวเองทุกปี

"ส่วนตัวผมลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนดัชนี ไม่ได้คาดหมายผลตอบแทนที่สูง แต่มองภาพว่าดัชนีปรับตัวขึ้นขนาดนี้เราก็พอใจ จากดัชนี 700 จุด ขึ้นมา 750 จุด กำไรประมาณ 7% พอใจ เพราะเราไม่ได้หวังสูง เป็นการตั้งเป้าหมายในสิ่งที่สามารถจะเป็นไปได้"

นอกจากนี้ เจิดพันธุ์ยังสนใจกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเขามองว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว สำหรับคนที่มองการลงทุนยาวๆ แล้วกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จึงน่าสนใจ โดยเฉพาะคนที่มีเงินเยอะๆ ควรที่จะซื้อ สมมติตอนนี้คุณอายุ 40 ปี มีเงินประมาณ 100 ล้านบาท อาจจะแบ่งมาสัก 20 ล้านบาท เพื่อซื้อกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสิทธิการเช่า

โดยกองทุนจะนำกระแสเงินสดของกองทุนมาจ่ายเป็นผลตอบแทนคืนให้กับผู้ถือหน่วยจนถึงปีที่ 30 จะไม่มีการคืนเงินต้น ก็เหมือนกับคุณนำเงิน 20 ล้านบาทที่ไปซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ แล้วบอกว่าคุณจะนำเงินออกมาใช้ทุกปี โดยให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นคนจ่ายให้นั่นเอง ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับหากคำนวณดูแล้วก็ถือว่าไม่น้อยทีเดียว

เจิดพันธุ์ฝากว่าหากจะบรรลุเป้าหมายในการลงทุน คุณจะต้องออมทุกเดือน แล้วนำเงินออมนั้นไปลงทุน จะลงทุนในอะไรก็ได้แต่ต้องลงทุน ไม่เช่นนั้นไม่มีทางบรรลุเป้าหมายในการลงทุน
















« Reply #27 เมื่อ 09/06/2007 , 12:03:31 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"อาสา อินทรวิชัย"

การลงทุนต้องรู้ว่า "เวลาไหน..ควรอยู่ที่ไหน"

โดย สรวิศ อิ่มบำรุง

แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบการลงทุนหุ้นรายตัวลองไปทำการบ้านดูในหุ้น 400 กว่าตัว คุณอาจจะเจอตัวที่ดีจริงๆ ก็ได้ ดูหุ้นให้มั่นใจแล้วซื้อไปเลย 1-2 ตัว แล้วถือแบบ 2 ปี ไม่ต้องเข้าๆ ออกๆ อันนั้นดีที่สุด

***********

แม้จะเป็นผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้แต่ "อาสา อินทรวิชัย" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการลงทุนตราสารหนี้ บลจ.อยุธยา ก็ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ชื่นชอบ "ความผันผวน" เป็นชีวิตจิตใจเลยทีเดียว นั่นจึงทำให้เรื่องราวการลงทุนของอาสาในช่วงที่ผ่านมา มีสีสันที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

อาสา บอกว่า ประเด็นสำคัญในเรื่องของการลงทุน คือ คุณต้อง "รู้ว่าเวลาไหน ควรจะอยู่ตรงไหน" สำหรับคนรวยนั้นไม่ลงทุนใน "หุ้น" ก็ลงทุนใน "อสังหาริมทรัพย์" เนื่องจากเป็นคนที่ชอบความผันผวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่ผ่านมาจึงมีการลงทุนค่อนข้างหลายแบบ ตอนที่จบมาใหม่ๆ ยังร้อนวิชาอยู่จึงกระโดดเข้าไปลงทุนหุ้นตลาดหุ้น แต่หุ้นที่ลงทุนไม่ใช่หุ้นธรรมดาเป็น "วอร์แรนท์" ซึ่งถือว่าไม่ประสบความสำเร็จและเจ็บตัวไป เพราะความผันผวนของตลาดบวกกับความชำนาญของเราไม่ค่อยจะไปด้วยกันเท่าไร แม้จะรู้สึกว่าตัวเองรู้จักกลไกของวอร์แรนท์ดีพอสมควรก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องเจ็บตัวและออกจากตลาดหุ้นไป

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น จึงตัดสินใจไปใช้บริการ "กองทุนส่วนบุคคล" ของ บลจ.แห่งหนึ่งแทน แต่ก็ดูจะเป็นอีกครั้งที่อาสารู้สึกว่าตัวเองยังคงไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนอยู่ดี

"พอร์ตผมก็ไม่ใหญ่มากนะ แต่เขาซื้อหุ้นให้ผมตั้ง 45 ตัว เยอะเสียจนเหมือนซื้อดัชนี SET50 เลย คือ ตลาดตกก็ตกเหมือนๆ กัน ตลาดขึ้นก็ขึ้น คือ ไม่ Outperform ตลาดเลย แต่ตอนนั้นก็ยังเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพก็เลยไม่ได้ทำอะไร แต่ช่วงหลังเมื่อเข้ามาอยู่ในตลาดก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อะไร ตลาดลบ 10% คุณก็ลบ 8% อีก 2% จริงๆ มันคือ เงินปันผลแล้วมาบอกว่าตัวเองลบน้อยกว่าตลาด ซึ่งฟังแล้วไม่ใช่ แบบนี้ผมไปซื้อกองทุนรวมดัชนีไม่ดีกว่าหรือ ประกอบกับมาร่วมงานกับ บลจ.อยุธยา รู้สึกว่าทีมงานมีปรัชญาการลงทุน และกระบวนการลงทุนที่ดี ประกอบกับผลการดำเนินงานของกองทุนที่ผ่านมาก็สะท้อนถึงปรัชญาการลงทุนนี้ จึงตัดสินใจปิดกองทุนส่วนบุคคลนำเงินมาลงทุนกับกองทุนรวมของ บลจ.อยุธยา แทนในปัจจุบัน"

แต่การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนให้กับอาสาเป็นกอบเป็นกำนั้น คือ การลงทุนเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ โดยอาสาเล่าให้ฟังว่า ประมาณปี 2001 เริ่มสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะคิดว่าอสังหาริมทรัพย์จะต้องมาแน่ๆ จึงเข้าไปลงทุนในคอนโดมิเนียมในลักษณะของการซื้อมาขายไป ตั้งแต่ปี 2001-2005 ซื้อขายมาแล้ว 5 คอนโดมิเนียม

แม้จะไม่ได้เป็นเซียนในเรื่องนี้ แถมมีความรู้น้อยด้วยซ้ำไป แต่รู้อย่างหนึ่งว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น "ทำเล(Location)" สำคัญที่สุด ถ้าโลเคชั่นไม่ดี ไม่ต้องพูดเลย ไม่ต้องพูดเลยว่าจะไปขายใคร ราคาลงขนาดไหนก็ไม่มีใครซื้อ แต่ถ้าทำเลดี แม้ราคาจะแพงหน่อย แต่เราก็ขายได้ ถัดจากเรื่องโลเคชั่นแล้วก็คือ "ผู้ดูแลตึก" ถ้าเผื่อผู้ดูแลไม่ดี ขายไม่ออกเหมือนกัน อย่างตึก 5 ปี โทรมยังกับ ตึก 80 ปี แบบนี้ไม่มีทางไปขายได้เลย อันนี้สำคัญ ซึ่งรายใหญ่ๆ เขาทำได้ดีอยู่แล้ว และ "สัญญา" กฎหมายต้องให้รัดกุมไม่อย่างนั้นอาจจะมีเรื่องวุ่นวายติดตามมาได้ทีหลัง

"การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ถ้าจะให้รวยต้อง Leverage ด้วย ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำประมาณ 20% ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ 20% นี้คือ ช่วงผ่อนดาวน์ สมมติคอนโดมิเนียม 4 ล้านบาท 20% ก็ 8 แสนบาท คอนโดมิเนียมสร้างประมาณ 2 ปี คุณก็ผ่อนไปซิ 8 แสนบาท หาร 24 เดือน ก็ตกประมาณเดือนละ 3 หมื่นบาท ผ่อนพอใกล้จะโอน เราก็ขายไป แต่ถ้าคุณมองผิดพลาดก็อาจจะต้องยอมทิ้งเงินจอง เงินดาวน์ไป เพราะคุณจะเอาเงินที่ไหนไปโอน ดังนั้นก็ต้องเลือกดูให้ดี"

โดยอาสายกตัวอย่างการลงทุนในคอนโดมิเนียมหลังแรกให้ฟังว่า สมมติคอนโดมิเนียมตอนแรกขายตารางเมตร(ตร.ม.)ละ 5 หมื่นบาท ถ้าผ่อนก็ใช้เงินไม่เยอะต่อมาคุณขายไปได้ตารางเมตรละ 7 หมื่นบาท สมมติคุณซื้อมา 100 ตารางเมตร ก็เหมือนคุณซื้อคอนโดมิเนียม 5 ล้านบาท ไปขายได้ 7 ล้านบาท กำไรประมาณ 40% ก็ถือว่าเยอะ แต่เขาผ่อนเดือนละ 2-3 หมื่นบาท ผ่อนไปประมาณหนึ่งปีใช้เงินประมาณ 3 แสนบาท แต่ขายได้ 2 ล้านบาท จากตารางเมตรละ 5 หมื่น ขายได้ตารางเมตรละ 7 หมื่น กำไร 5.6 เท่า ซึ่งเชื่อว่าคนที่รวยในอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีนี้ การ Leverage จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของเราในกรณีที่เรากำลังซื้อน้อย แต่ช่วงหลังมานี้รัฐไม่ได้สนับสนุนเรื่องภาษีให้แล้ว ค่าโอนก็ประมาณ 3% ค่าคอมมิชชั่นอีก 3% ก้เป็นเงินหลายแสนบาทเหมือนกัน ช่วงหลังรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ก็เลยออกจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว

"การจะ Leverage ก็ต้องทำให้ถูกช่วงด้วย ในช่วงเศรษฐกิจขาลงก็ไม่ควรจะ Leverage ควรจะหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง แต่ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น คุณกู้แล้วคุณทำให้งอกเงยได้กว่าต้นทุนเงินกู้ แต่ช่วงขาลงยากที่จะทำให้งอกเงยได้กว่าต้นทุนเงินกู้ ดังนั้นการจะใช้ Leverage ก็ต้องดูจังหวะด้วยเหมือนกัน"

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของอาสาเป็นการลงทุนผ่านกองทุนประมาณ 60% กองทุนตราสารหนี้ 30% ที่เหลือเป็นสภาพคล่องไว้ใช้จ่าย โดยไม่มีพอร์ต อสังหาริมทรัพย์เหลืออยู่เลย ประเด็นคือ คุณต้องรู้ว่าแต่ละเวลาควรจะอยู่ที่ไหน และต้องมีวินัยในการลงทุน

โดยอาสามองว่า กลยุทธ์ในการลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวมที่ได้ผลนั้น คือ การเฉลี่ยซื้อทุกๆ เดือนอย่างสม่ำเสมอมีวินัย เพราะการลงทุนในหุ้นเป็นการบริหารระหว่าง "ความโลภ" กับ "ความกลัว" ตอนหุ้นลงเยอะคุณก็ไม่กล้าซื้อ กลัว พอหุ้นขึ้นไปแล้วก็ไม่กล้าซื้ออีก รอให้หุ้นตก เพราะฉะนั้นถ้าใช้วิธีการซื้อแบบเฉลี่ยต้นทุน(Dollar Cost Average)จะช่วยคุณได้ โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) โดยจัดสรรเงินลงทุนเข้าไปลงทุนในกองทุนหุ้นอย่างสม่ำเสมอเท่าๆ กันทุกๆ เดือน ในช่วงที่ตลาดหุ้นขึ้น คุณก็จะซื้อได้จำนวนหน่วยน้อย ในจังหวะที่ตลาดหุ้นปรับตัวลง คุณก็จะซื้อหน่วยลงทุนได้มากขึ้น แต่เฉลี่ยแล้วก็จะทำให้ต้นทุนของคุณถูกกว่าตลาดโดยรวม เพราะฉะนั้นการตัดบัญชีทุกเดือนดีที่สุด หุ้นจะขึ้นหรือลงยังไง ไม่ต้องไปสนใจ

"แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบการลงทุนหุ้นรายตัวลองไปทำการบ้านดูในหุ้น 400 กว่าตัว คุณอาจจะเจอตัวที่ดีจริงๆ ก็ได้ ดูหุ้นให้มั่นใจแล้วซื้อไปเลย 1-2 ตัว แล้วถือแบบ 2 ปี ไม่ต้องเข้าๆ ออกๆ อันนั้นดีที่สุด"

อาสาทิ้งท้ายว่า ท้ายสุดแล้วเป้าหมายการลงทุนของเขาก็เพื่อต้องการที่จะเกษียณเร็วนั่นเอง





« Reply #28 เมื่อ 09/06/2007 , 12:04:28 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"โรเบิร์ต เพนนาโลซา"

ลงทุนแล้วต้องคืนกำไรให้ชีวิตด้วย

สรวิศ อิ่มบำรุง

รู้จักออม รู้จักลงทุน รู้จักหาเงินมาตั้งแต่ 8 ขวบแล้ว และไม่ลืมที่จะให้รางวัลตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน พออายุ 18 ปี ผมก็รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร

****************

เชื่อว่าคนในแวดวงอุตสาหกรรมกองทุนรวมคงจะคุ้นหน้าคุ้นตา "โรเบิร์ต เพนนาโลซา" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บลจ.อเบอร์ดีน เป็นอย่างดี เขาถือเป็นพนักงานคนแรกของอเบอร์ดีนที่เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่อเบอร์ดีนเข้ามาถือหุ้นเมื่อ 3 ปีก่อน และเป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการนำพา บลจ.อเบอร์ดีนให้ขึ้นมายืนอยู่ในทำเนียบแถวหน้าของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปัจจุบันอีกด้วย

ในหน้าที่การงานโรเบิร์ต เพนนาโลซา เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับขั้นตอนการลงทุน รวมทั้งเยี่ยมเยียนบริษัท วิเคราะห์หุ้น และตัดสินใจลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน แต่วันนี้เราจะมารู้จักแง่มุมในการลงทุนส่วนตัวของเขากันดู

โรเบิร์ต เพนนาโลซา บอกว่า ตัวเองเป็นคนที่ไม่เสี่ยงมาก ค่อนข้างที่จะคอนเซอร์เวทีฟ ต้องมีการวางแผนในเรื่องของการลงทุนเอาไว้ก่อนแล้วพยายามทำให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แต่ในระหว่างทางก็ต้อง "ให้รางวัลตัวเอง" ด้วย เช่น ซื้อรถ ซื้ออะไรในสิ่งที่ตัวเองอยากได้ เป็นต้น การใช้ชีวิตในช่วงที่ผ่านมาก็เหมือนกันเราย่อมมีสิ่งที่อยากได้ เราอยากได้อะไร ซึ่งบางอย่างในนั้นมันก็เป็นเรื่องของการลงทุนเหมือนกัน ลงทุนแล้วก็ต้อง "คืนกำไรให้ชีวิต" ด้วย ไม่งั้นคุณจะออมไปเพื่ออะไร เราทำงานหนักเราก็ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย ไม่ใช่หาแล้วเก็บอย่างเดียว หรือไปลงทุนแต่ไม่ได้ใช้เลย ที่สำคัญเราต้องพยามวางภาพของเป้าหมายที่จะสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ด้วย

"ตอนอายุ 8 ขวบ ผมก็รู้แล้วว่าจะหาเงินยังไง เก็บเงินยังไง โดยงานแรกของผมเป็นงานส่งเอกสารเข้าไปตามบ้านคน โดยผมปั่นจักรยานไปส่ง ได้รายได้มา 15 ดอลลาร์ ก็นำไปซื้อวอล์คแมนด้วยเงินจากการทำงาน รู้จักออม รู้จักลงทุน รู้จักหาเงินมาตั้งแต่ 8 ขวบแล้ว และไม่ลืมที่จะให้รางวัลตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน พออายุ 18 ปี ผมก็รู้แล้วว่าตัวเองชอบอะไร เพราะตอนนั้นมีโอกาสไปอยู่ฟิลิปปินส์ ลุงได้พาไปที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ไปเห็นตลาดหลักทรัพย์ว่าการทำงานเป็นยังไง กระบวนการซื้อขายหุ้น การชำระราคาด้านหลังเป็นยังไง ก็เลยรู้ตัวว่าชอบธุรกิจนี้ รู้ว่าตัวเองชอบการลงทุนแล้วก็มุ่งไปที่เรื่องการลงทุนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา"

นอกจากนี้ โรเบร์ต เพนนาโลซา ยังทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนหนังสือมาตลอด เรียกว่าทำงานมาแล้วทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานในครัว งานเสิร์ฟ งานโรงแรม งานซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายซีดี ชีวิตตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาก็เปิดร้านหนังสือควบคู่ไปด้วยแม้ว่าเขาจะเป็นนักเรียนทุนก็ตาม รู้ว่าหนังสืออะไรเป็นที่ต้องการ ก็ไปซื้อมาจากสิงคโปร์เพราะราคาจะถูกกว่าซึ่งทำให้ได้กำไรมากกว่า เรียกว่ารู้จักการลงทุนมาตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นเมื่อเขาเรียนจบก็สามารถที่จะมองภาพธุรกิจเหล่านั้นออกแล้วว่าแต่ละธุรกิจเป็นยังไง ในขณะที่คนอื่นยังต้องไปทำงานถึงจะมองออก เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจจาก Northern Territory University ประเทศออสเตรเลีย แล้ว จึงได้ร่วมงานกับ The Northern Territoty Treasury Corporation ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลในที่สุด

"เพราะมองเห็นว่าโอกาสของเอเชีย มี ณ ตอนนั้น ก็เลยลาออกจากงานที่รัฐบาลยื่นให้ซึ่งเป็นงานที่ดีมาก ตอนนั้นอายุ 22 ปี ลาออกแล้วก็มาสิงคโปร์เพื่อหางานด้วยตัวเอง เพื่อจะมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานในเอเชีย แล้วโชคดีที่ในที่สุดก็หางานได้ โชคดีที่ได้มาทำงานกับอเบอร์ดีน แล้วนับจากวันนั้นถึงปัจจุบันก็อยู่กับอเบอร์ดีนมาตลอด แม้ว่าจริงๆ แล้วชีวิตการทำงานมีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงไปได้อีกหลายแบบเลยก็ตาม"

ปัจจุบัน โรเบิร์ต เพนนาโลซา มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 65% โดย 13% เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยเอง และอีก 52% เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุน ลงทุนในเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำ 18% ที่เหลืออีก 17% เป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่บริหารโดยอเบอร์ดีนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศ 11% และลงทุนในประเทศไทยอีก 6%

เนื่องจากโรเบิร์ต เพนนาโลซา มีภรรยาเป็นชาวไทย และเพิ่งได้ลูกชายวัย 4 เดือนมาชื่นชม เงินออมส่วนหนึ่งของเขาในตอนนี้จึงเก็บเงินไว้ให้กับลูกชายเพื่อที่จะเป็นทุนการศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ในขณะที่การออมและการลงทุนส่วนใหญ่ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาจุดประสงค์หลักก็เพื่อบ้านใหม่ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จ และสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้ภายในปลายปี 2549 นี้

โดย โรเบิร์ต บอกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ดี แล้วการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นี้เรื่องของสถานที่สำคัญที่สุด ราคากับสถานที่จะต้องเหมาะสมถึงจะซื้อพอร์ตการลงทุนส่วนใหญ่จึงเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งในบ้าน และที่ดินอยู่ในหลายประเทศที่เขาชอบไปเที่ยว จึงมองเห็นโอกาสแล้วก็ชอบด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อมาแล้วขายต่อ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ดี

"ตั้งแต่เข้ามาร่วมงานกับอเบอร์ดีนก็เชื่อมั่นแล้วว่าวิธีการลงทุนแล้วปรัชญาการลงทุนเป็นยังไง ก็ลงทุนผ่านกองทุนรวมของอเบอร์ดีนทั้งหมด เพราะเป็นสไตล์การลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ทั้งนี้การลงทุนจะประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีวินัย มีการออมอย่างสม่ำเสมอ และไม่ใช้อารมณ์ในการลงทุน ที่ผ่านมาก็มีการลงทุนสม่ำเสมอโดยใส่เงินลงทุนทุกเดือน ยิ่งรู้จักอเบอร์ดีนมากเท่าไร ยิ่งรู้ในวิธีการทำงานของอเบอร์ดีนมากเท่านั้น ก็ยิ่งมีความมั่นใจที่จะไปลงทุนกับกองทุนรวมของอเบอร์ดีน ถ้าเมื่อไรรู้สึกไม่สบายใจแล้วก็จะเอาเงินออก แต่ตอนนี้ยังไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย "

ในมุมมองของ โรเบิร์ต เพนนาโลซา แล้วเรื่องของการออม และการลงทุนเป็นเรื่องสำหรับทุกคนไม่จำกัดเชื้อชาติ และไม่ใช่ว่าคนต่างชาติจะลงทุนเก่งกว่าคนไทย ตรงนี้ขึ้นกับแต่ละคนมากกว่า ต่างชาติบางคนก็อาจจะทำได้ดีน้อยกว่าคนไทย และคนไทยบางคนก็อาจจะทำได้ดีน้อยกว่าต่างชาติเช่นเดียวกัน

เมื่อมีคนมาเสนอสิ่งดีๆ แต่ไม่มีเงินที่จะไปลงทุน นั่นถือเป็นอุปสรรคในเรื่องการลงทุนของโรเบิร์ต เพนนาโลซา ชาวออสเตรเลียหัวใจไทยคนนี้




« Reply #29 เมื่อ 09/06/2007 , 12:05:03 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"ธีรวุฒิ สินธวถาวร"

ผลตอบแทนพอเพียงคือเป้าหมายการลงทุน

การที่เรากระจายพอสมควรแล้ว มันก็ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในพอร์ตของเรามันคงจะทนร้อนทนหนาวได้ในระดับหนึ่งแล้วให้ผลตอบแทนแบบค่อยเป็นค่อยไป

***************

เนื่อจากมีโอกาสได้ทำงานในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในช่วงที่เริ่มต้นชีวิตทำงานใหม่ๆ ซึ่งใกล้เคียงกับเรื่องของการลงทุนส่วนบุคคลของคนเรา และนับเป็นจุดเริ่มต้นที่จุดประกายให้กับ "ธีรวุฒิ สินธวถาวร" ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดการลงทุน บล.พรูเด้นท์ สยาม เริ่มต้นสนใจในเรื่องของการออมและการลงทุนและได้นำมาปรับใช้ในชีวิตจริงในท้ายที่สุด ในหน้าที่การงานเขาเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำเรื่องการออมและการลงทุนผ่านกองทุนรวมให้กับลูกค้าของบริษัท แต่วันนี้เราจะมารู้จักการลงทุนส่วนตัวของเขากัน

ส่วนตัวธีรวุฒิ เชื่อว่า การจดบันทึก "ทำบัญชีทรัพย์สินของตัวเอง" เป็นหนึ่งในกุญแจที่จะนำคุณไปสู่ความสำเร็จในเรื่องของการออมและการลงทุน เพราะจะทำให้คุณรู้ความเคลื่อนไหว รู้ว่าการลงทุนทั้งหมดของคุณมีอะไรบ้าง ต้นทุนเท่าไร แล้วผลตอบแทนที่ได้เป็นยังไงบ้าง กำไรที่ได้มาแล้วเอาไปใช้หรือยังหรือนำไปลงทุนใหม่อีกครั้งแล้ว

เพราะบางครั้งบางคนลงทุนไปเรื่อยแต่ไม่เคยเอามาดูภาพรวมเลยว่า ตัวเองลงทุนอะไรไปบ้าง คิดว่าอันนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสุดท้ายมันจะนำไปสู่การจัดสัดส่วนการลงทุน สมมติคุณจัดพอร์ตการลงทุนในหุ้นไว้ 70% ถ้าตอนนี้เราเห็นภาพว่าเราลงทุนในหุ้นอยู่ประมาณ 70% แล้ว ในกรณีที่มีเหตุการณ์หรือเพื่อนมาชวนให้ลงทุนหุ้นเพิ่ม คุณอาจจะต้องหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วว่าคุณลงทุนในหุ้นเยอะไปหรือเปล่า แต่ถ้าคุณไม่เห็นภาพตัวเองเลยว่า ตอนนี้ตัวเองลงทุนในหุ้นไปแล้วเท่าไร คุณอาจจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเกิน 70% ซึ่งบางทีมันอาจจะเสี่ยงเกินไปสำหรับตัวเองก็ได้

หรือในทางตรงข้ามคุณอาจจะลงทุนในหุ้นน้อยเกินไป โดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้เช่นเดียวกัน โดยเงินส่วนใหญ่ไปแช่อยู่ในแบงก์เยอะเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้คุณสูญเสียโอกาสในการลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีไป เพราะฉะนั้นเรื่องการทำบัญชีทรัพย์สินของตัวเอง คิดว่ามีประโยชน์ในแง่ของคนที่จะเริ่มลงทุน เพราะจะทำให้คุณมองเห็นภาพในการลงทุนของตัวเองทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การจัดสินทรัพย์ในการลงทุนอีกครั้งหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยได้ทำกัน

"นอกจากนี้ การกระจายการลงทุนจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนเช่นเดียวกัน บางคนอาจจะบอกว่าเน้นซื้อเหน่งๆ ตัวเดียว แต่สำหรับผมคิดว่าผมอาจจะไม่เชี่ยวชาญพอที่จะเลือกเหน่งๆ ตัวเดียว แต่ถ้าเรากระจายไปเชื่อว่าพอร์ตที่มีการกระจายการลงทุนที่ดีมันจะผ่านร้อนผ่านหนาวได้สบายใจกว่า ความหมายคือ คุณไม่ควรจะไปลงทุนในสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่กระจายมากไปก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน มันจะเสียเวลาเรา เช่นการลงทุนในหุ้นถ้าลงทุนเกิน 10 ตัว ก็ดูเหนื่อยแล้ว หากลงทุนด้วยตัวเอง กระจายให้พอดีๆ เพราะฉะนั้นการที่เรากระจายพอสมควรแล้ว มันก็ทำให้เรารู้สึกมั่นใจในพอร์ตของเรามันคงจะทนร้อนทนหนาวได้ในระดับหนึ่งแล้วให้ผลตอบแทนแบบค่อยเป็นค่อยไป"

ปัจจุบัน 70% ของพอร์ตลงทุนของเขาลงทุนในหุ้น อีกประมาณ 10-15% เป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนทองคำ แล้วที่เหลืออีก 10-15% จะเผื่อไว้สภาพคล่องซึ่งเป็นการลงทุนในกองทุนตราสารตลาดเงินกับเงินฝากออมทรัพย์ทั้งหมด

โดยธีรวุฒิบอกว่า เนื่องจากตัวเองทำงานใกล้ชิดกับตลาดหุ้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของการลงทุนในหุ้นก็คิดว่าความเสี่ยงรับได้อยู่แล้ว โดยมีทั้งการลงทุนตรงในหุ้นและลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งที่เป็น Index Fund กับกองทุนที่เป็น Active Investment ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นว่ากระจายความเสี่ยงให้พอสมควร พอเพียง คือ ไม่กระจุกตัวมากเกินไป

ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นนั้นเน้นการลงทุนระยะปานกลางถึงยาว เพราะมีผู้จัดการกองทุนช่วยดูให้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าเป็นกองทุนหุ้นนี้ถ้าเป็น Active Fund ก็จะเน้นถือยาว บางตัวซื้อมา 4-5 ปีไม่เคยซื้อขายเลย แต่ถ้าเป็นกองทุนที่เป็น Index Fund ช่วงที่ดัชนีขึ้นสูงเราก็จะทยอยขาย ลดสัดส่วนลงบ้าง แล้วค่อยกลับเข้าไปซื้อใหม่ เพราะทำได้ค่อนข้างสะดวก ในส่วนของเงินฝากเองเมื่อไรก็ตามที่เห็นมันเพิ่มขึ้นมามาก เราก็จะทยอยย้ายออกไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นต่อไป เพราะรู้อยู่แล้วว่ามีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ อยู่เท่าไร

"ผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมาเฉลี่ยประมาณ 10% กว่าต่อปี ถามว่าเยอะมั้ย ก็ไม่เยอะมาก แต่เราก็ทำงานด้วย อันนี้เราบริหารให้ได้ผลตอบแทนที่พอสมควรแล้วไม่ได้ไปเสียเวลากับมันมาก ก็คิดว่าโอเค แต่ถ้าได้ผลตอบแทนทุกปี 10% มันก็พอใจ สมมติเรามีรายได้ ในแต่ละปีเรามีเงินเก็บก็เอาเข้าไปลงทุนเพิ่ม พอร์ตลงทุนเราให้มันใหญ่ขึ้นพร้อมกับผลตอบแทนที่ทบเข้าไปก็น่าจะโอเค แล้วก็ทำอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน"

เมื่อจะเลือกกองทุนรวม สิ่งแรกที่ธีรวุฒิจะพิจารณาดูเป็นอันดับแรก คือ "นโยบายการลงทุน" ก่อนเลยว่าแมทช์กับสิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า สองจะดู "ผลการดำเนินงานในอดีต" ว่าโอเคมั้ยเมื่อเทียบกับกองทุนแบบเดียวกัน เมื่อเทียบกับดัชนีมาตรฐาน (Benchmark) สามดู "ค่าใช้จ่าย" ว่าสมเหตุสมผลหรือเปล่า และสี่ "ความสะดวกในการซื้อขาย" ด้วย เพราะถ้าต้องเดินทางไปที่แบงก์ที่อยู่ไกลเพื่อซื้อหน่วยลงทุน โดยสั่งซื้อทางอื่นไม่ได้ ก็ค่อนข้างที่จะลำบากเหมือนกัน บางทีก็จะไปซื้ออันที่เราซื้อง่ายกว่า ทั้งที่ฝั่งของผลตอบแทนอาจจะต่างกันเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่ถ้าเราต้องเสียเวลาบางทีมันก็ไม่คุ้มเหมือนกัน ก็ต้องเอาให้สะดวกและง่ายในการซื้อขายด้วย

"ปัจจุบันผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นที่เป็น Active Fund มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก กองหนึ่งอาจจะกำไร 8% แต่อีกกองยังขาดทุนอยู่ หรืออีกทางหนึ่งคุณก็ไปลงทุนที่เป็น Index Fund ก็เป็นทางที่สายกลางหน่อย ขึ้นลงไปตามดัชนี เพราะฉะนั้นการเลือกกองทุนหุ้นก็สำคัญเหมือนกัน แต่ถ้ากองทุนตราสารหนี้ผลตอบแทนจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก เพราะตราสารหนี้ที่ลงทุนจะไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไร แต่การที่คนส่วนใหญ่ยังนิยมฝากเงินไว้กับธนาคารนั้น เพราะอาจจะยังไม่รู้ว่ามีผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ เหล่านี้อยู่ ปัญหาจึงเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจของคน ถ้าเขาไม่รู้ไม่เข้าใจเขาก็ไม่อยากไปลองลงทุนในอะไรที่เขาไม่รู้จัก แต่เรื่องพวกนี้คงต้องใช้เวลาในการให้ความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น"

สำหรับธีรวุฒิแล้ว ผลตอบแทนพอสมควรโดยที่ไม่ต้องลุ้นมาก คือเป้าหมายในการลงทุนของเขา และที่สำคัญลงทุนไปแล้วต้องนอนหลับ ไม่ใช่ว่าลงทุนไปแล้วนอนไม่หลับ
















« Reply #30 เมื่อ 09/06/2007 , 12:05:46 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"ฉัตรพี ตันติเฉลิม"

บรรลุเป้าหมายการเงิน...ด้วยวินัยการออม

การลงทุนนั้นถ้าไปอยู่ในมือของคนที่เขาดูทุกวัน ก็ย่อมจะดีกว่า ตอนนี้รู้วิธีการแล้วว่าเขาดูแลเงินลงทุนอย่างไร ก็สบายใจขึ้นด้วย จึงมีความเชื่อมั่นที่จะมาลงทุนกับกองทุนรวม

********

นักลงทุนหลายคนอาจจะถือคติว่า "หากจะลงทุนเจ๊ง ก็ขอให้เจ๊งด้วยมือตัวเอง ดีกว่าจะให้เจ๊งด้วยมือคนอื่น" ก็เลยเลือกที่จะลงทุนด้วยตัวเองมากกว่าที่จะเลือกใช้บริการมืออาชีพอย่างกองทุนรวม แล้วเชื่อว่ายังมีนักลงทุนอีกเป็นจำนวนมากที่มีความคิดเช่นนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แปลกแต่ประการใด แม้แต่ "ฉัตรพี ตันติเฉลิม" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.อยุธยา ในปัจจุบัน ในอดีตก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีความคิดเช่นเดียวกันนี้

โดยฉัตรพียอมรับว่า ก่อนที่จะมาทำงานที่บลจ.อยุธยาตัวเองก็ไม่ได้ลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่เลือกที่จะลงทุนด้วยตัวเอง เพราะไม่เชื่อมั่นเหมือนกันว่าเขาสามารถจะทำได้ดี โดยทั่วไปถ้าจะลงทุนแล้วเจ๊ง ขอเจ๊งด้วยตัวเองดีกว่าให้คนอื่นมาทำเจ๊ง เป็นความรู้สึกอย่างนั้น และเชื่อว่ายังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่มีมุมมองลักษณะเดียวกันนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในธุรกิจกองทุนรวมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนในกองทุนรวมเองก็มีความเสียหายเกิดขึ้นเหมือนกัน ในเรื่องของการ "ขาดทุน" เพราะในภาพตลาดรวมก็มีขึ้น มีลง ดังนั้น การลงทุนต้องมีบาดเจ็บแน่ๆ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ถ้าเราไปรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง แล้วต่อไปถ้าเกิดขึ้นอีก เขาจะทำอย่างไร ผมว่าประสบการณ์ได้สอนธุรกิจ บลจ.เยอะ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาเรียกว่าธุรกิจกองทุนรวมยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ประสบการณ์ยังน้อย เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีข้อผิดพลาดอะไรเกิดขึ้นมาก แต่จากช่วงนี้ต่อไปบลจ.จะทำงานได้ดีขึ้น เพราะว่าบทเรียนที่ผ่านมาเป็น "ภูมิคุ้มกัน" ในการทำงานอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว เขาได้เรียนรู้มากจากช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น การลงทุนกับกองทุนรวมในปัจจุบัน ก็จะไม่เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ในแง่ของการลงทุนกฎเกณฑ์ต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลง ความรู้ความสามารถก็มีการเปลี่ยนแปลง ทุกคนก็ปรับปรุงวิธีการทำงาน ทีมงานให้ดีขึ้นอยู่แล้ว เชื่อว่าบลจ.ก็จะดีขึ้น สามารถที่จะเข้ามาเป็นคำตอบและทางเลือกในการออมและการลงทุนให้กับประชาชนทั่วไปได้

"ผมเชื่อว่าบลจ.จะทำได้ดีขึ้น เมื่อดูข้อมูลในภาพรวมก็เห็นว่ามีหลายบลจ.ที่ทำได้ดี ก็เชื่อมั่นว่าถ้าทุกคนปรับปรุงอย่างนี้ ธุรกิจนี้คนจะให้ความสนใจมากขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่ได้เข้ามาใช้บริการอาจจะเสียโอกาสไป ถ้าผมไม่ได้เข้ามายืนอยู่จุดนี้ก็อาจจะไม่ได้เข้ามาลงทุนผ่านกองทุนรวมเหมือนกัน แต่หลังจากที่ได้มาทำงานกับบลจ.เองแล้ว ได้รู้ว่าวิธีการลงทุนเองก็มีระบบ มีวิธีทำงานที่ชัดเจน เปรียบเทียบกับถ้าเราบริหารเองกับให้คนที่เป็นมืออาชีพ คือ สถาบันบริหารจริงๆ ต้องทำได้ดีกว่าเราแน่ๆ ก็เลยเชื่อมั่น พอมาทำเองก็เลยเอาเงินลงทุนที่มีทั้งหมดมาลงทุนผ่านกองทุนรวม เพราะมุมมองเปลี่ยนไป แล้วเราก็ได้รู้จักบลจ.มากขึ้น รู้ว่ากองทุนรวมสามารถจะเป็นทางเลือกที่เป็นประโยชน์สำหรับการออมของเรา"

โดยฉัตรพีบอกว่า เงินออมส่วนใหญ่ที่มีจะนำไปลงทุนในหุ้นประมาณ 90% เพราะยังมีศักยภาพในการหารายได้มีงานทำ จึงอาจจะลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันการลงทุนในหุ้นทั้งหมดเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวม อีกส่วนหนึ่งประมาณ 10% เป็นเงินที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเอาฝากไว้ที่กองทุนตราสารตลาดเงิน ถ้าต้องการใช้เงินวันนี้สั่งขาย พรุ่งนี้ก็ได้เงินแล้ว ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคาร ปัจจุบันการลงทุนของตัวเองก็จะมีเพียง 2 ส่วนใหญ่ๆ นี้เท่านั้น

"ถามว่าลงทุนในหุ้นจริงๆ เสี่ยงมั้ย ไม่เสี่ยงนะ อยู่ที่ว่าคุณเลือกอะไร ถ้าคุณเลือกหุ้นที่พื้นฐานดีผมว่าความเสี่ยงน้อย มันไม่ได้บอกว่าลงทุนในหุ้นต้องเสี่ยง คุณลงหุ้น ถ้าเกิดคุณเลือกหุ้นที่ดี ผมว่าความเสี่ยงมันก็ลดลงไป เพราะผมก็ไม่ได้ลงทุนในกองทุนที่เราไม่รู้จัก เราลงทุนในกองทุนของบลจ.อยุธยา เรารู้ว่าสไตล์เขาเป็นอย่างนี้ สไตล์เขาสอดคล้องกับสไตล์เรา แล้วลงลึกในรายละเอียดเราก็คิดว่าไม่เสี่ยงมาก มีความเสี่ยงบ้าง แต่ไม่มากมายอะไร"

ฉัตรพี ยังบอกอีกว่า โดยรวมแล้วผลตอบแทนที่กองทุนรวมทำได้ก็น่าจะดีกว่าการลงทุนด้วยตัวเอง เพราะสิ่งที่บลจ.ทำได้ดีกว่านักลงทุนรายย่อย คือ บลจ.สามารถ "เข้าถึงข้อมูลได้ดีกว่า" เช่น บลจ.สามารถที่จะนัดพบผู้บริหารที่เราเข้าไปลงทุนด้วยได้ ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยไม่สามารถที่จะเข้าไปพบได้ อาจจะมีโอกาสเจอในการประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นข้อมูลบลจ.ดีกว่าแล้ว ไม่เพียงเท่านี้บลจ.ยังมี "ระบบการลงทุน" มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีกว่า และยังมีคนที่ติดตาม "ดูแลอยู่ตลอดเวลา" นอกจากนี้ในทางทฤษฎีแล้วบลจ.ซึ่งเป็นคนที่ทำอาชีพนี้อยู่ น่าจะทำได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำเป็นอาชีพ เพราะเขาใช้เวลา 100% อยู่กับตรงนี้ แถมบลจ.ในเมืองไทยยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเหนือกว่านักลงทุนทั่วไป ดังนั้นโดยรวมแล้วก็น่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าด้วย

"การลงทุนนั้นถ้าไปอยู่ในมือของคนที่เขาดูทุกวัน ก็ย่อมจะดีกว่า ตอนนี้รู้วิธีการแล้วว่าเขาดูแลเงินลงทุนอย่างไร ก็สบายใจขึ้นด้วย จึงมีความเชื่อมั่นที่จะมาลงทุนกับกองทุนรวม ถ้าลงทุนผ่านบลจ.นานๆ ทีคุณค่อยติดตามก็ยังได้ แต่คุณก็ต้องรู้ว่าทำอะไร ถูกมั้ย คือ เลือกก่อนว่าบลจ.ที่คุณจะไปลงทุนนั้น คือ ใคร อย่างน้อยคุณก็ไม่ต้องติดตามบ่อย อยากให้คนลองเข้ามาใช้บลจ.ให้เป็นประโยชน์ จะเห็นว่าการลงทุนอย่างมีระบบมันให้ผลตอบแทนที่ดี ถ้ามองภาพตลาดรวม เราก็สามารถที่จะทำผลตอบแทนให้สูงกว่าในภาพรวมได้"

ส่วนตัวฉัตรพี มองว่ากุญแจสู่ความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนและการออม คือ "วินัยในการออม" จะต้องมีวินัยในการออม และจะต้องเลือกด้วยว่าจะไป "ออมกับใคร"

โดยการออมควรจะมีการออมอย่างสม่ำเสมอ แล้วต้องมีการวางแผนทางการเงินว่าคุณจะออมไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เพื่อเกษียณ เพื่อท่องเที่ยว เพื่อการศึกษา ผู้ลงทุนควรจะต้องมีวัตถุประสงค์ในการออมก่อนเพื่อจะได้วางแผนถูกว่าควรจะเอาเงินไปลงทุนในอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุนของตัวเอง ถ้าเรามีวินัยในการออมก็จะทำให้เราถึงเป้าหมายในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราไม่มีวินัยก็อาจจะทำให้ไปไม่ถึงเป้าที่ต้องการ และหากทางเลือกในการลงทุนของเรามีมากขึ้นก็อาจจะทำให้เรามีการออมได้หลากหลายมากขึ้น แต่ถ้าทางเลือกมันจำกัด ผลตอบแทนและความเสี่ยง ก็อาจจะไม่สามารถบริหารได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้เช่นกัน

ฉัตรพีทิ้งท้ายว่าอุปสรรคสำคัญในเรื่องของการออมและการลงทุน ก็คืออุปนิสัยของตัวเราเองว่าเราจะสามารถทำให้ตัวเองเกิดมีวินัยที่ดีในการออมได้อย่างไรเท่านั้นเอง




« Reply #31 เมื่อ 09/06/2007 , 12:06:25 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"เก่งกล้า รักเผ่าพันธุ์"

จัดพอร์ตลงทุน...ต้องคำนึงถึงเป้าหมาย

เรื่องการเกษียณสำคัญมาก เพราะทุกคนต้องเกษียณ แล้วทุกคนก็ลืมคิดไปว่าชีวิตหลังเกษียณจะมีชีวิตอยู่อย่างไร โดยไม่มีงานทำ นั่นคือเงินที่คุณต้องออม ต้องเก็บ

******************

การเดินอย่างไร้ทิศทาง ย่อมยากที่จะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย ต่างกันกับการเดินอย่างมีทิศทาง รู้ว่าจุดมุ่งหมายของตัวเองอยู่ที่ใด พลังงานที่ใช้ไปย่อมจะผลักดันตัวเองให้เข้าใกล้เป้าหมายในทุกครั้งที่ก้าวย่างไปเท่านั้นเอง

ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดในเรื่องการออมและการลงทุนของ "เก่งกล้า รักเผ่าพันธุ์" ผู้ช่วยผู้จัดการ ศูนย์ระดมทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อดีตนักการตลาดมือทองในแวดวงธุรกิจกองทุนรวมที่ได้ผันตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาตลาดทุนไทยในปัจจุบัน

เก่งกล้าบอกว่า การจัดพอร์ตการลงทุนต้องคำนึงถึง "เป้าหมาย" ในอนาคต ทุกคนควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าคุณออมเพื่ออะไร ลงทุนเพื่ออะไร จากเป้าหมายตรงนั้นก็จะนำไปสู่เรื่องของระยะเวลาที่คุณจะออมหรือลงทุน จากระยะเวลาตรงนั้นก็จะเป็นตัวที่บอกคุณได้เองว่าสินทรัพย์ที่คุณจะออมหรือลงทุนนั้นควรจะสั้นหรือยาว

ส่วนตัวเก่งกล้าเองนั้นเป้าหมายของการออมและลงทุนของเขา ไม่ใช่การทำกำไรสูงสุดจากการลงทุน หากแต่เป็นเป้าหมายที่จะมีเงินให้เพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณของตัวเองเป็นสำคัญ ในตอนนี้ขณะที่ตัวเองยังมีแรงทำงาน ยังมีรายได้จึงเป็นช่วงเวลาที่จะต้องเก็บเงินเพื่อที่หลังเกษียณไปแล้ว จะได้นำเงินออมที่เก็บไว้พร้อมด้วยดอกผลจากการลงทุนไปใช้หลังเกษียณ

"เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นนี้การเลือกเครื่องมือสำหรับการลงทุนก็เลยทำได้ง่ายและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของตัวเองด้วย โดยปัจจุบันการลงทุนทุกอย่างจะมองไปที่เรื่องของ สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ทางภาครัฐให้ไว้เป็นสำคัญ เพราะมีเครื่องมือทางการลงทุนที่มีประโยชน์ทางภาษีที่สรรพากรให้ไว้จำนวนมาก หากจะลองหากันดู แค่ลงทุนในเครื่องมือพวกนี้ก็คิดเป็นผลประโยชน์ไม่รู้กี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้แล้ว"

เก่งกล้าคืออีกคนหนึ่งที่เลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของเก่งกล้าอยู่ในหุ้นผ่านรูปแบบของกองทุนรวมประมาณ 50% ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) ประมาณ 30% ในขณะที่อีก 20% นั้นจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) ซึ่งจะใช้เป็นการบริหารเงินลงทุนขึ้นกับสภาวะตลาดในขณะนั้นๆ ช่วงไหนที่คิดว่าตลาดหุ้นไม่ดี ก็จะโยกจากกองทุน RMF ที่เป็นหุ้นไปอยู่ในกองทุน RMF ที่เป็นตราสารหนี้ คือ บริหารเพื่อความสนุกของตัวเองด้วย เพราะถือว่ามีหุ้นอยู่ในกองทุน LTF เต็มที่แล้ว แต่ถ้าช่วงไหนที่คิดว่าตลาดหุ้นจะดีก็จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเพิ่มมากขึ้น นั่นจึงทำให้พอร์ตหุ้นในส่วนนี้จะมีหุ้นอยู่ระหว่าง 50%-70% อยู่ตลอดเวลา

ส่วนที่เหลืออีก 30% ของพอร์ตนั้น จะเป็นการลงทุนในตลาดเงินทั้งที่เป็นเงินฝาก 24 เดือนที่ได้รับยกเว้นภาษี กองทุนรวมตราสารหนี้ รวมถึงการลงทุนโดยตรงในตราสารหนี้

"เป้าหมายการลงทุนของผมเพื่อการเกษียณเป็นเป้าหมายในระยะยาวอยู่แล้ว ดังนั้นเครื่องมือการลงทุนที่เลือกจึงสอดคล้องกับเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นกองทุน RMF ,กองทุน LTF หรือเงินฝากประจำ 24 เดือนซึ่งเป็นเงินฝากปลอดภาษี ซึ่งเงื่อนไขการลงทุนของเครื่องมือเหล่านี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับการลงทุน เพราะมีความสอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุนอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ทางภาษีอีกด้วย ซึ่งภาษีที่ได้คืนมาส่วนใหญ่แล้วก็จะนำไปลงทุนต่อเพื่อสร้างผลตอบแทนต่อไป"

ส่วนตัวเก่งกล้าเองตั้งใจจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี แล้วคาดว่าตัวเองจะอยู่ไปหลังจากนั้นจนอายุประมาณ 75-80 ปี ดังนั้นเขาจึงต้องวางแผนการลงทุนเพื่อให้มีรายได้เพียงพอที่จะรองรับการเกษียณเป็นระยะเวลาอีกประมาณ 15-20 ปี ประกอบกับตัวเขาเองไม่มีบุตร

ดังนั้น เรื่องการเกษียณจึงต้องพึ่งตัวเองเต็มที่ ส่วนเม็ดเงินที่จะเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณของแต่ละคนนั้นอาจจะแตกต่างกันออกไป เพราะมาตรฐานในการดำเนินชีวิต(Standard of Living)ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ทุกคนสามารถที่จะตรวจสอบตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ ว่า คุณจะเกษียณอายุเมื่อไร แล้วตอนเกษียณคุณคิดว่าตัวเองจะมีเงินเท่าไร คิดว่าหลังเกษียณจะใช้เดือนละเท่าไรเป็นเงินต่อเดือน แล้วคุณจะมีชีวิตหลังเกษียณอยู่อีกกี่ปี ก็จะพอทำให้คุณมองเห็นภาพว่า คุณต้องการเงินสักเท่าไรเพื่อชีวิตหลังเกษียณของตัวเอง นี่คือวิธีคิดง่ายๆ

"เรื่องการเกษียณสำคัญมาก เพราะทุกคนต้องเกษียณ แล้วทุกคนก็ลืมคิดไปว่าชีวิตหลังเกษียณจะมีชีวิตอยู่อย่างไร โดยไม่มีงานทำ นั่นคือเงินที่คุณต้องออม ต้องเก็บ เก็บอย่างไรเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เก็บแบบฝากแบงก์ เก็บโดยการฝากหุ้น หรือเก็บโดยการลงทุนในกองทุน หรือเก็บโดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็แล้วแต่ เริ่มต้นยิ่งเร็ว ยิ่งดี ยิ่งเริ่มต้นเร็วก็ยิ่งออมน้อยหน่อย เพราะคุณมีเวลาสะสมมาก แต่ถ้าคุณคิดได้ช้า แต่ละเดือนที่คุณต้องเก็บก็ต้องหนักขึ้น แต่ถ้าคุณบอกว่าเกษียณแล้วจะมีอายุอยู่อีกแค่ 2 ปี อันนั้นก็เชิญใช้ชีวิตได้ตามสบาย ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ทุกคนควรจะถามคำถามนี้กับตัวเอง"

อย่างไรก็ตาม เก่งกล้ายอมรับว่า บางคนก็ไม่ค่อยจะคิดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มทำงานหรือมีอายุไม่มากนัก ทั้งที่เป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว แต่พูดแล้วก็ลืมๆ แล้วหลายคนอาจจะมาคิดได้อีกครั้งตอนที่อายุมากแล้ว เช่น ตอนอายุ 40 ปี ก็ยังไม่สายยังดีที่เริ่มคิดได้ตอนอายุ 40 ปี ดีกว่าคุณไปคิดได้ตอนอายุ 59 ปี แต่ดีที่สุด ตั้งแต่คุณเริ่มทำงาน ก็ควรที่จะเริ่มคิดเรื่องการเก็บออมเพื่อเกษียณอายุได้แล้ว แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะคนเพิ่งเริ่มทำงาน เด็กจบมาก็อยากจะมีชีวิตอิสระ ก็ต้องยอม ในช่วงแรกๆ อาจจะไม่มีเงินเก็บ แต่ก็อยากให้เขาเข้าใจแล้วรับรู้แนวคิดของการเกษียณมาตั้งแต่เริ่มไว้ก่อน

"ส่วนคุณจะเริ่มออมเมื่อไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่น ค่อยมาเริ่มเก็บออมเพื่อเกษียณอายุตอนอายุ 27 ปี 28 ปี หรือ 30 ปี ค่อยเริ่ม ขอสนุกกับชีวิตในช่วงเริ่มต้นทำงานไปสัก 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ตรงนั้นก็แล้วแต่คุณ"

เก่งกล้าเชื่อว่าเป้าหมายที่ชัดเจนและวินัยทางการเงินที่ดีจะทำให้คุณไม่หลงทางบนเส้นทางสายการออมและการลงทุนอย่างแน่นอน






« Reply #32 เมื่อ 09/06/2007 , 12:07:03 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"ภูมิวัฒก์ นันทวณิชย์"

จัดการเงินทองอย่างคนการเงิน

ผมคิดว่าคนเราถ้าออมก่อน เงินก็งอกเงยไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ออมตามศักยภาพ และออมตามปกติ ไม่ได้ถึงขั้นเป็นพวกตระหนี่ถี่เหนียว เก็บท่าเดียวไม่ใช้เลย แบบนั้นผมว่าไม่ใช่

*****

ว่ากันว่า ไม้ต้นใดที่รากฐานดี ก็จะทำให้ไม้ต้นนั้นเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คนก็เช่นเดียวกัน หากถูกวางรากฐานทางการเงินที่ดีมาจากครอบครัว ก็จะเติบโตขึ้นด้วยความคิดอ่านที่มีระบบระเบียบ รู้จักเก็บออมเงิน และรู้จักใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล

"ภูมิวัฒก์ นันทวณิชย์" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตราสารอนุพันธ์ สายงานบริหารเงินและตลาดทุน ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกปลูกฝังในเรื่องนี้มาอย่างดี นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มคนนี้มีเงินเก็บเรือนแสนตั้งแต่สมัยเรียนจบ

เขาเชื่อเสมอว่า เงินขยันทำงานมากกว่าคน คนทำงานแค่ 5 วัน อีก 2 วันก็หยุดแล้ว แต่เงินทำงานทุกวัน แถมทำตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้น ถ้าออมเร็ว ก็มั่งคั่งเร็ว

"การวางรากฐานที่บ้านก็คงมีส่วนบ้าง คุณพ่อคุณแม่ผมเป็นหมอ ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ และสอนผมเรื่องการใช้เงินมาตลอด ผมเริ่มออมอย่างจริงจังตอนช่วงอายุ 24 ช่วงนั้นก็ถือว่าใช้จ่ายอย่างประหยัดนะ ผมคิดว่าคนเราถ้าออมก่อน เงินก็งอกเงยไปเรื่อยๆ แต่ผมก็ออมตามศักยภาพ และออมตามปกติ ไม่ได้ถึงขั้นเป็นพวกตระหนี่ถี่เหนียว เก็บท่าเดียวไม่ใช้เลย แบบนั้นผมว่าไม่ใช่"

เมื่อมีเงินออมก้อนหนึ่ง ภูมิวัฒก์บอกว่า ก็มาถึงจุดที่ให้เงินวิ่งต่อไปได้เอง นั่นคือนำเงินไปต่อยอดด้วยการลงทุน ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น เขาจึงค่อยมาดูว่า จะบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างไรดี ที่เหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้และเหมาะกับเงื่อนไขของชีวิต

"ผมว่าถ้ามีโอกาสออม อยากแนะให้ทุกคนรีบออมไปก่อน พอเราทำงานมากขึ้น ศึกษาช่องทางการลงทุนมากขึ้น เราก็จะรู้จักช่องทางและรู้จักความเสี่ยงได้ดีขึ้น"

ภูมิวัฒก์เล่าว่า เส้นทางลงทุนของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุ 26 ปี ด้วยเงินลงทุนก้อนแรก 2 แสนบาท ที่เกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยของตัวเอง ครั้งแรกเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น ช่วงแรกๆ ก็ได้กำไรบ้าง แต่พอระยะหลังเริ่มขาดทุนบ้าง

ในมุมมองของภูมิวัฒก์ เขาบอกว่า คนเราจะลงทุนอะไรก็แล้วแต่ ต้องดูว่าเราชำนาญตรงไหน รับความเสี่ยงได้แค่ไหน

"สิ่งสำคัญในการลงทุนของผมตอนนี้คือ เรารู้ข้อมูลและเข้าใจการลงทุนในช่องทางนั้นๆ มากน้อยแค่ไหน ต้องเข้าใจธรรมชาติของการลงทุนในประเภทนั้นๆ ว่ามีวงจรยังไง ต้องศึกษาภาพรวมของการลงทุน สถานการณ์ ภาวะเศรษฐกิจและเจาะลึกถึงช่องทางนั้นให้มากที่สุด ปัจจุบันมีเครื่องมือการลงทุนให้เลือกเยอะ ถ้าเราเข้าใจการลงทุนมาก เราก็สามารถสวิตช์พอร์ตให้เหมาะกับเราหรือเหมาะกับสถานการณ์ได้"

สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนของเขาในปัจจุบัน เขาเน้นลงทุนเกี่ยวกับพวกหุ้นกู้ กองทุนรวม และพันธบัตร อาจเป็นเพราะด้วยหน้าที่การงานในปัจจุบันที่ต้องดูความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ย จึงเน้นลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ 40-50% ลงทุนในตลาดหุ้น 30% ที่เหลือถือเงินสดอีก 20% เพื่อรอลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น

"ตราสาระระยะสั้นและระยะยาวขึ้นกับดอกเบี้ย ครึ่งปีที่ผ่านมาผมเริ่มลงทุนซื้อหุ้นกู้เอกชน ทั้งนี้ทั้งนั้นจากต้นปีจนถึงกลางปีเศรษฐกิจเริ่มนิ่ง ดอกเบี้ยปรับไม่เยอะ ทิศทางของดอกเบี้ยต่างประเทศก็เริ่มนิ่ง ผมเลยคิดว่าเราน่าจะล็อกการลงทุนไว้ในระยะยาว ก็เลยมองหุ้นกู้ที่พื้นฐานดีระยะยาว เรียกว่าถ้ามองทิศทางดอกเบี้ยตอนนี้ผมว่าน่าจะเริ่มลงไปแล้ว ไตรมาส 1-2 ของปีหน้า น่าจะเริ่มเห็นการปรับตัวลงชัดเจนขึ้น แต่คงลงไม่มาก ฉะนั้น ก็ควรปรับพอร์ตให้เหมาะกับทิศทางดอกเบี้ยให้มากขึ้น"

นอกเหนือจากการกระจายลงทุนในกองทุนรวม หุ้นกู้ และตราสารหนี้แล้ว ภูมิวัฒก์บอกว่าสินทรัพย์ประเภท "ทองคำ" เขาก็ให้ความสนใจเช่นกัน อย่างน้อยถ้าแต่งงานก็คงได้ใช้ ส่วนการลงทุนในด้าน "อสังหาริมทรัพย์" เขาออกตัวว่าไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่ แต่ก็มีความสนใจเหมือนกัน ดังนั้นคงต้องใช้เวลาศึกษา

"อย่างที่รู้กันว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประเภทซื้อง่ายขายยาก ถ้าซื้อตามข่าวลือ ก็อาจเป็นแมลงเม่าได้ โดยรวมๆ แล้วเป้าหมายการลงทุนของผมตอนนี้ก็อยากจะเก็บเงินไว้บางส่วนเพื่อเตรียมสร้างครอบครัว เพราะตอนนี้ยังโสด แต่ก็มีเงินอีกบางส่วนที่มีไว้เพื่อการลงทุนโดยเฉพาะ แต่เหนืออื่นใด เราต้องไม่ลืมบริหารความเสี่ยงและกระจายความเสี่ยง"

ภูมิวัฒก์บอกว่า เขาเป็นนักลงทุนประเภทรับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง ไม่ใช่เสี่ยงมากหรือไม่กล้าเสี่ยงเลย ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะเวลาลงทุนไม่อยากกังวลมากเกินไป

ในแง่มุมของการจับจ่ายใช้สอย ภูมิวัฒก์บอกว่า เขาเป็นคนใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผล ตัวอย่างเช่นเวลาใช้บัตรเครดิต มี


  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-15:48 GMT+7  


« Reply #41 เมื่อ 09/06/2007 , 12:15:40 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
"ลบสี่สิบบวกร้อย" รหัสลับเล่นหุ้น

"วิกรม เกษมวุฒิ" นักลงทุนแนวสถิติประยุกต์ เชื่อมั่นว่านักลงทุนสามารถนำประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย มาเป็นไฟส่องทางได้อย่างไม่เหลือบ่ากว่าแรง

จากการเก็บสถิติดัชนีหุ้นไทยในรอบ 31 ปี (30 เม.ย.2518 ถึง 24 พ.ค.2550) ทำให้เขาค้นพบเคล็ดลับว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไม่จำเป็นต้องซื้อๆ ขายๆ บ่อยครั้ง แต่ให้ใช้หลักลงทุนแบบ "ลบสี่สิบบวกร้อย" เป็นแนวทาง

"ลบสี่สิบบวกร้อย" ในความหมายของวิกรมคือ ถ้าหุ้นลง 40% ถึงจังหวะซื้อยกพอร์ต และถ้าหุ้นขึ้น 100% ถึงเวลาขายให้เกลี้ยงพอร์ต

"อดีตบอกกับเราว่า หากซื้อและขายเพียง 6 ครั้งในรอบ 31 ปีโดยพิจารณาผลตอบแทนจากตลาดรวมเป็นเครื่องมือตัดสินใจ ก็ทำให้เรามีสิทธิรวยได้แล้ว"

วิกรม บอกว่า ในรอบ 31 ปีของตลาดหุ้นไทย มีโอกาสให้นักลงทุนหาจังหวะ "ซื้อ 3 ครั้ง" เท่านั้น คือ ในปี 2522 ,2540 และ 2543 เพราะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนได้ปรับลดลง และ "ขาย 3 ครั้ง" คือ ในปี 2520, 2532 และ 2546 ซึ่งเป็นปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนสูงสุด

"เคล็ดลับในการซื้อและขายคือ เมื่อใดที่ผลตอบแทนโดยรวมของตลาดมากกว่า 100% ให้เทขายหมดพอร์ต เช่นในปี 2520 ที่ผลตอบแทนตลาดขึ้นสูงสุด+119.59% ,ปี 2532 +127.34% และปี 2546+116.60% ในทางกลับกันเมื่อผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นลดลงตกต่ำเกินกว่า 40% ให้ซื้อหมดพอร์ต เช่น ช่วงปี 2522 ผลตอบแทนตลาด-42.03% ,ปี 2540 -55.18% และปี 2543 -44.14%"

เจ้าตำรับนักลงทุนสถิติ ให้ข้อสังเกตเพื่อเป็นแนวทางลงทุนในอนาคตด้วยว่า นักลงทุนอาจมีจังหวะขายหุ้นครั้งใหญ่อีกครั้งในปี 2556 เพราะเขาเชื่อว่าปีนั้นตลาดหุ้นจะกลับมา "บูมสุดขีด" อีกครั้ง โดยใช้หลักสถิติเลข 14

"สถิติที่บอกว่าต้องขายหุ้นเมื่อผลตอบแทนตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ 2 ครั้ง ตรงกับครบรอบ 14 ปีพอดี คือในปี 2532 ที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 127.34% และครั้งที่ 2 ในปี 2546 ตลาดให้ผลตอบแทน +116.60% ผมมั่นใจว่าปี 2556 จะครบรอบ 14 ปี เป็นครั้งที่ 3 เชื่อว่าหุ้นไทยจะบูมระเบิด ซึ่งเป็นจังหวะขายหุ้นครั้งใหญ่"

14 ปีจะมีหนที่ตลาดหุ้นบูมสุดขีดนั่นคือ สัญญาณบวกของตลาดหุ้น แต่ในเชิงสถิติก็บอก "ลางร้าย" ไว้ด้วย "วิกรม" บอกว่า ตัวเลขเตือนภัยของตลาดหุ้นคือ พี/อี เรโช ที่ 31 เท่า

เมื่อใดก็ตามที่ ค่าพี/อี เรโช ตลาดหุ้นไทย แตะ 31 เท่า เป็นลางบอกว่า หุ้นไทยเข้าสู่เขต "อันตราย" !! "มีสถิติ 2 ครั้งที่ค่าพี/อี เรโช ขึ้นไปถึง 31 เท่า และตลาดหุ้นพังครืนลงมา เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นสูงเกินพื้นฐานที่ควรจะเป็น"

ครั้งแรกเมื่อปี 2533 ดัชนีหุ้นไทยได้ขึ้นไปสูงสุดที่ 1143.78 จุด เมื่อ 25 กรกฎาคม 2533 จากนั้นปรับตัวลดลงรุนแรงจากเหตุการณ์สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 หลังจากอิรักบุกคูเวต

ครั้งที่สอง ดัชนีขึ้นไปสูงสุด 1,753.73 เมื่อ 4 มกราคม 2537 โดยมีค่าพี/อี เรโช 31 เท่า และปรับตัวลงมารุนแรงถึงก้นบึ้งที่ 207 จุดในอีก 4 ปีต่อมาเมื่อ 4 กันยายน 2541 หลังจากเกิดวิกฤติการเงินและลอยตัวค่าเงินบาท"

วิกรม ชี้ว่า เมื่อใดที่ค่าพี/อีเรโช ขึ้นไปแตะ 31 เท่า นั่นคือ สัญญาณอันตรายที่นักลงทุนพึงระวัง

"ตอนนี้หุ้นไทยค่าพีอีอยู่ที่ 10.18 เท่า และผลตอบแทนตลาดโดยรวมอยู่ที่ 5.78% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก ฉะนั้นกลยุทธ์ลงทุนช่วงนี้ จึงควรรอให้ราคาหุ้นปรับตัวลงมากค่อยซื้อ และขายเมื่อเกิดการแตกตื่นเช่นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ที่หุ้นตกกว่า 100 จุด"

สถิติบอกว่า หากจะลงทุนในหุ้นไทย อย่าซื้อๆ ขายๆ บ่อย แต่เลือกจังหวะซื้อให้ถูก และลงทุนระยะยาว ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ และหลักการ "ลบสี่สิบบวกร้อยเปอร์เซ็นต์" ก็คือสูตรลัดของ นักลงทุนรุ่นเก๋า "วิกรม เกษมวุฒิ" เซียนสถิติตัวยง




« Reply #43 เมื่อ 09/06/2007 , 14:30:05 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

"ศิริวัฒน์ แซนด์วิช" มองต่างมุม

"ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ" หรือ "ศิริวัฒน์ แซนด์วิช" ผู้คร่ำหวอดในแวดวงตลาดหุ้น ให้ความเห็นว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าจากนี้ไปตลาดหุ้นจะสวยหรู หลังเห็นการเมืองชัดเจน เพราะต้องมาดูกันต่อไปว่า เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคร่วมรัฐบาลจะขัดแข้งขัดขากันเอง และจะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชนได้จริงหรือไม่


"ผมไม่อยากไว้ใจ ดูอย่างรัฐบาลขิงแก่ เมื่อตอนที่เข้ามาบริหารประเทศก็พูดว่าจะให้ความสนใจ GDS (ความสุขของประชาชน) มากกว่า GDP (การเติบโตทางเศรษฐกิจ) ของประเทศ แล้วเป็นไง! มาวันนี้ก็ทำไม่ได้อย่างที่พูด"

ศิริวัฒน์ แซนด์วิช เห็นว่า ในระยะสั้น-กลาง ตลาดหุ้นอาจยังไม่สดใส แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นพื้นฐานจำนวนมากก็ตาม เพราะนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่ฝรั่งที่เล่นหุ้นระยะยาว แต่เป็นพวกที่ชอบเก็งกำไรระยะสั้น เมื่อได้กำไรพอแล้วก็ถอนตัวออกไป รายย่อยก็ตายกันเป็นแถบๆ

"ช่วงนี้ จีนเข้ามาเล่นเก็งกำไรหุ้นบ้านเรามากเป็นพิเศษ หลังจากตลาดหุ้นจีนจะเรียกเก็บภาษีจากกำไรที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) จึงหันหัวเรือมาที่เราชั่วคราว จากนั้นก็เชื่อว่าจะออกไป"

เขาให้มุมมองว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ ยังน่าเป็นห่วง สอดคล้องกับที่เจ้าสัว "บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา" ประธานเครือสหพัฒน์ ประเมินว่า ปีนี้ เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่เติบโต หลังการค้าขายซบเซา เงินบาทแข็งค่า และประชาชนบริโภคลดลง

"ผมว่าหนังเรื่องนี้ยังต้องดูกันอีกยาว ใช่ว่าการเมืองดี ตลาดหุ้นจะสดใสไปด้วย คงต้องดูหลายๆ องค์ประกอบ ควบคู่กันไป อย่างในปีนี้ งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีแนวโน้มจะออกมาไม่ดี ราคาน้ำมันก็ยังแพงหูฉี่ อย่าหวังว่าตลาดหุ้นจะดีเลย มันเป็นไปได้ยาก"

ศิริวัฒน์ แซนด์วิช กล่าวถึงกลยุทธ์การลงทุนว่า ปกติจะเล่นหุ้นที่อยู่ในช่วงของการเติบโต หรือเห็นอนาคตดีๆ อยู่ใกล้ๆ แต่จะไม่นิยมเล่นหุ้นปั่น เพราะไม่อยากเจ็บตัว อย่างที่ผ่านมาก็จะลงทุนหุ้นแอ๊ดคินซัน (ASL) หุ้นเอเซีย พลัส (ASP) แต่วันนี้พอร์ตการลงทุนของตนเองเป็นศูนย์ เพราะไม่มั่นใจว่าหุ้นที่ถืออยู่จะมีกำไรหรือไม่

"อยากแนะนำรายย่อยที่มีทั้งหุ้นพื้นฐาน และหุ้นปั่น ควรขายทำกำไรดีกว่า แล้วเก็บเงินสดไว้เพื่อความอุ่นใจ เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกหรือไม่" ศิริวัฒน์ให้คำแนะนำ



« Reply #44 เมื่อ 09/06/2007 , 14:31:53 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

ผ่ามุมมอง 4 เซียนหุ้น วิพากษ์ "ตลาดหุ้น" จะฝ่า "ไฟแดง" หรือจะหยุดรอ "สัญญาณไฟ"

เปิดมุมมอง 4 เซียนหุ้น หลังการเมืองส่อแววสดใส "เสี่ยยักษ์" มองสถานการณ์ตลาดหุ้นเริ่มคึกคัก แต่ย้ำ! ต้องเล่นหุ้นพื้นฐานอย่างเดียว "เสี่ยปู่" ให้รอดักเก็บหุ้นพื้นฐานเข้าพอร์ต แต่ไม่จำเป็นต้องมาร์เก็ตแคปสูงๆ "เสี่ยแตงโม" แนะให้รอรับที่ดัชนี 750 จุด ด้าน "ไฮ้ส้มตำ" ระบุ ตอนนี้หยุดพักผ่อนดีที่สุด

ภายใต้สถานการณ์ทางการเมือง ดูเหมือนจะเริ่มชัดเจนขึ้น ขณะที่ดัชนีราคาหุ้นทะยานขึ้นมาอย่างร้อนแรง นำโดยการจุดพลุของเม็ดเงินจากต่างชาติ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ ควรจะเข้าไปเก็บหุ้นประเภทใดไว้ในพอร์ต หุ้นที่มีอยู่ควรขายทำกำไร หรือซื้อสะสมเพิ่มขึ้นดี

"วิชัย วชิรพงศ์" หรือ "เสี่ยยักษ์" กูรูหุ้นระดับแนวหน้า อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า ตลาดหุ้นจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองเป็นอันดับแรก แม้ว่าหลายๆ ฝ่ายจะประเมินว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ดี แต่นักลงทุนต่างชาติขนเงินมาลงทุนในหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ โดยยกตัวอย่างหุ้น ปตท. ที่มาจาก 200 บาท ไล่ขึ้นมา 270 บาท ถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

"วันนี้ ต่างชาติเข้ามาลงทุนหุ้นพื้นฐาน เขาต้องมองระยะยาว เขารู้ว่าเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ดี งบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 จะออกมาไม่สวย แต่เมื่อการเมืองเริ่มชัดขึ้น ตลาดหุ้นขึ้นรอบนี้ ถือเป็นผลทางจิตวิทยา"

"เสี่ยยักษ์" บอกอีกว่า ยุคนี้มันหมดยุคของ "หุ้นปั่น" แล้ว เพราะพลังขับเคลื่อนเปลี่ยนไปเป็นต่างชาตินำตลาด และขณะนี้ ก.ล.ต.ก็กำลังจับตาดูหุ้นปั่นอย่างมาก ดังนั้น นักลงทุนรายใดที่คิดจะเข้าไปเล่นหุ้นปั่น ให้รีบถอนตัวก่อน แล้วหันมาเล่นหุ้นพื้นฐานจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

สำหรับพอร์ตหุ้นของ "เสี่ยยักษ์" ตอนนี้ จะเน้นหุ้นพื้นฐานเกือบ 100% รอบที่ผ่านมา 70-80% ของพอร์ต ลงทุนอยู่ในหุ้น ปตท.(ตัวเดียว) เพราะมองว่ากำไรยังเติบโตต่อเนื่อง ประเมินจากไตรมาส 1 ปตท.มีกำไรสุทธิ 22,580 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 8.05 บาท

"ผมเข้าไปเก็บหุ้น ปตท. ช่วงราคา 228 บาท และเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้ขายออกไปทั้งหมด ที่ราคา 270 บาท รอบนี้ ได้กำไรกลับมาค่อนข้างมาก"

กูรูหุ้นรายนี้บอกว่า ถ้าหุ้น ปตท.ปรับฐานลงมา ก็จะหาจังหวะเข้าไปเก็บกลับเข้าพอร์ตเหมือนเดิม เพราะหุ้นตัวนี้ถือว่าเป็น "หุ้นในดวงใจ" (ยังไงก็ไม่มีวันตาย)

ด้าน "สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล" หรือ "เสี่ยปู่" นักลงทุนรายใหญ่อีกราย มองว่า หุ้นพื้นฐานทุกตัว ไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆ คงเหมาะสำหรับการลงทุนในขณะนี้ ถ้ามีโอกาสช่วงที่หุ้นปรับฐาน ก็ควรเก็บสะสมไว้ในพอร์ต

"เสี่ยปู่" กล่าวถึงพอร์ตลงทุนของตนเองในขณะนี้ว่า หุ้นในดวงใจคงหนีไม่พ้น หุ้นไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ที่มีอยู่ในพอร์ต 20 ล้านหุ้น เพราะธุรกิจอาหารมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ปัจจุบันมีมาร์เก็ตแชร์สูงถึง 70-80% แซงหน้าพิซซ่า ฮัท ไปเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะทำได้ขนาดนั้น

ล่าสุด MINT เตรียมรุกขยายร้านอาหารไปประเทศจีน ทั้ง "เดอะ พิซซ่า" "เอสแอนด์พี" และ “ซิซซ์เล่อร์” เชื่อว่าจะเริ่มมีกำไรในปี 2551 ช่วงแรกๆ คงต้องยอมขาดทุนก่อน

ขณะที่ธุรกิจโรงแรม ภายใต้ชื่อ “แมริออท” “โฟร์ซีซั่นส์” และ “อมันตรา” ก็มีทิศทางที่สดใส ล่าสุดได้ขายแฟรนไชส์โรงแรมแบรนด์ "อมันตรา" ให้กับผู้ที่สนใจแล้ว โดย MINT จะมีรายได้จากการบริหารด้วย ถือเป็นกำไร 2 เด้ง

อีกตัว หุ้นอมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) เป็นหุ้นที่เสี่ยปู่บอกว่า น่าสนใจเพราะมีสินทรัพย์ซ่อนเร้นที่นักลงทุนรายย่อยไม่ค่อยรู้ คือ มีที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม (เบียนหัว) เหลือขายอีกมาก ซึ่งมีทำเลดีติดแม่น้ำ และประเทศเวียดนามก็ไม่เคยมีปัญหาการเมืองให้รำคาญใจ ตอนนี้นักลงทุนทั่วโลก สนใจไปลงทุนที่เวียดนามมากขึ้น

หุ้นอีกตัวที่ "เสี่ยปู่" บอกว่าลงทุนไว้มาก ก็คือ หุ้นปริญสิริ (PRIN) ตอนนี้ลงทุนไว้มากที่สุดประมาณ 130 ล้านหุ้น ต้นทุน 2 บาทกว่าๆ (ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 3 บาท) เป็นหุ้นที่เสี่ยปู่ฝากความหวังเอาไว้อย่างมาก

นอกจากนี้ เสี่ยปู่ยังเข้าไปลงทุนใน หุ้นยูนิเวนเจอร์ (UV) เพราะเชื่อว่าจะได้รับผลดีจากการที่ บริษัทปริญเวนเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ PRIN แต่พอกลับเข้ามาดูเนื้อในจริงๆ แล้ว จะเห็นว่ายังทำกำไรได้ช้าเลยขายออกบางส่วน นำเงินมาซื้อหุ้น PRIN เพิ่ม เพราะจะได้กำไรเร็วกว่า

"วันนี้ ผมมีกำไรจากการเล่นหุ้นพื้นฐานเป็นส่วนมาก เพราะซื้อมาตั้งแต่ราคาไม่กี่บาท มาตอนนี้ราคาปรับขึ้นไปหลายเท่าตัวแล้ว"

สำหรับหุ้นที่เสี่ยปู่บอกว่าเป็นหุ้นเก็งกำไรกึ่งพื้นฐาน มีถืออยู่ตัวเดียว คือ หุ้นโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ที่มองว่าเป็นกึ่งพื้นฐาน เพราะค่า P/E ยังอยู่ในระดับต่ำ เพียง 5 เท่า แต่เนื่องจากราคาหุ้น TTA จะขึ้นลงตามค่าระวางเรือที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้นักลงทุนหลายรายนิยมเข้ามาเล่น TTA เพื่อเก็งกำไรกันมากกว่า

"ราคาหุ้น TTA มีสิทธิพุ่งขึ้นไปแตะ 51 บาท เพราะดัชนีค่าระวางเรือมีแนวโน้มขึ้นต่อเนื่อง" เสี่ยปู่ให้ความเห็น

ด้านเซียนหุ้นอีกราย "สมเกียรติ วงศ์คุณทรัพย์" หรือ "เสี่ยแตงโม" (หาดใหญ่) มองว่า บรรยากาศตลาดหุ้นช่วงกลาง-ยาว จะคึกคักมากเป็นพิเศษ เห็นได้จากต่างชาติเริ่มนำเงินมาลงทุนในหุ้นพื้นฐานกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ พลังงาน และหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม เสี่ยแตงโมเตือนนักลงทุนรายย่อยว่า ต้องระมัดระวังการขายกำไรของรายใหญ่ให้ดี ไม่เช่นนั้นมีหวังติดยอดดอยได้ง่ายๆ ในช่วงนี้...โดยมองว่า ในระยะสั้น ดัชนีจะมีแนวรับที่ 750 จุด

"ถ้าได้รัฐบาลชุดใหม่ และการเมืองเงียบสงบ ตลาดหุ้นจะวิ่งไปได้อีกไกล แต่ก็คงต้องมาดูว่านโยบายการบริหารประเทศจะเป็นอย่างไร และทีมเศรษฐกิจจะมีใครบ้าง โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่จะถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะบุคคลที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ ต้องมีบารมี และมีความเชี่ยวชาญสูง"

เสี่ยแตงโมยังบอกด้วยว่า ตนเองหยุดเล่นหุ้นปั่นมาแล้ว 3 ปี เพราะความเสี่ยงสูงมาก ทุกวันนี้หันมาเล่นหุ้นพื้นฐานทั้ง 100% โดยเฉพาะหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงๆ ยกตัวอย่าง หุ้น ปตท.

ด้าน "ธนกฤต เลิศผาติ" หรือ "ไฮ้ส้มตำ" เซียนหุ้นระดับร้อยล้าน เล่าให้ฟังว่า แม้ตลาดหุ้นในระยะสั้นจะมีทิศทางสดใส หลังจากต่างชาติขนเงินมาลงทุนในหุ้นพื้นฐาน แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องการควักเงินลงทุนในหุ้นตัวไหนเป็นพิเศษ ขอพักการลงทุนไว้ชั่วคราว รอจนกว่าการเลือกตั้งจะเรียบร้อย และได้ทีมรัฐบาลที่แข็งแกร่ง จากนั้นค่อยมาคิดว่าจะลงทุนในหุ้นพื้นฐานตัวไหนต่อไป

"ช่วงนี้ ผมนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดูตลาดหุ้นแค่ 5 นาที จากเดิมจะนั่งดูเป็นชั่วโมง และไม่ได้ไปห้องค้ามาหลายเดือนแล้ว เบื่อที่เห็นราคาหุ้นเคลื่อนไหวตามข่าวการเมือง ทั้งที่จริงเป็นเพียงแค่จิตวิทยา เท่านั้นเอง"

"ไฮ้ส้มตำ" ยังบอกว่า ปัจจุบันเล่นหุ้นพื้นฐานอยู่แค่ 2 ตัว คือ หุ้นอะโรเมติกส์ (ATC) กับ หุ้นปตท.(PTT) โดยหุ้น ATC จะดูแนวโน้มส่วนต่างมูลค่าผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบ (Product to Feed Margin) ว่ายังสูงอยู่หรือไม่ ส่วนหุ้นปตท.น่าสนใจ เพราะราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

"พอร์ตลงทุนของผมตอนนี้ มีหุ้นปั่นอยู่นิดหน่อย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหุ้นพวกนี้ต้องอยู่คู่กับตลาดหุ้น เพื่อเป็นสีสัน แต่ตอนนี้คงไม่เข้าไปเล่นหุ้นตัวไหนเป็นพิเศษ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เงินทุนส่วนใหญ่ไหลมาจากต่างชาติ อาจจะออกไปเร็วก็ได้ ทำให้ตอนนี้หยุดพักผ่อนดีกว่า ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด" ไฮ้ส้มตำกล่าวปิดท้าย

















« Reply #45 เมื่อ 09/06/2007 , 18:08:37 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

การวิเคราะห์ทางเทคนิค
โลกในมุมมองของ Value Investor

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 5 มิถุนายน 2550

คนที่ติดตามเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นแทบทุกคนคงต้องเคยได้ยินการวิเคราะห์หุ้น “ทางเทคนิค” ซึ่งเป็นการวิเคราะห์หุ้นโดยอาศัยเส้นกราฟที่นักวิเคราะห์สามารถที่จะเรียกขึ้นมาดูได้ทันทีจากจอคอมพิวเตอร์ นักวิเคราะห์สามารถที่จะตอบได้ทันทีว่าหุ้น หรือดัชนีน่าจะไปที่ราคาเท่าไร และราคาหุ้นหรือดัชนีจะมี “แนวรับ” หรือ “แนวต้าน” ซึ่งจะเป็นราคาที่หุ้นหรือดัชนีจะไม่ตกลงมาต่ำกว่า หรือวิ่งขึ้นไปเกินจุดนั้น แต่ถ้าตกหรือวิ่งเกินแนวรับหรือแนวต้าน ราคาหุ้นหรือดัชนีก็จะวิ่งไปที่จุดไหน

การวิเคราะห์ทางเทคนิคคืออะไร? มันมีเหตุผลไหม? และที่สำคัญมันบอกว่าหุ้นจะไปทางไหนและไปที่ราคาเท่าไรได้แม่นยำพอที่จะทำให้เราทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นได้จริงไหม? นี่คือสิ่งที่ผมจะพยายามอธิบายอย่างคนที่ไม่เชื่อ ไม่ได้ปฏิบัติ และแน่นอน ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เพียงแต่ได้ศึกษามาบ้างในฐานะของนักวิชาการ

นักวิเคราะห์ทางเทคนิคจะศึกษาความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและปริมาณการซื้อขายหุ้นที่ผ่านมาในอดีต เพื่อที่จะดูว่าทิศทางและราคาหุ้นในอนาคตจะไปทางไหน พวกเขาเชื่อว่าในตลาดหุ้นนั้น ความมีเหตุมีผลมีเพียง 10-20% ราคาหุ้นส่วนใหญ่ 80-90% เป็นเรื่องของจิตวิทยา ดังนั้น เกมของหุ้นคือเกมที่เราจะต้องคาดว่าคนอื่นจะคิดและทำอย่างไร และกราฟข้อมูลราคาหุ้นที่ผ่านมานั้น เป็นตัวบอกที่ดีที่สุดว่าคนอื่นได้ทำอะไร นักเทคนิคหวังว่าการศึกษาอย่างรอบคอบของสิ่งที่คนอื่นได้ทำจะเป็นสิ่งที่บอกว่าฝูงชนเหล่านั้นน่าจะทำอย่างไรในอนาคต

นักเทคนิคพันธุ์แท้จะไม่สนใจว่าพื้นฐานของกิจการเป็นอย่างไร บริษัทขายสินค้าอะไร กำไรที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ความเข้มแข็งของธุรกิจอยู่ตรงไหน ผู้บริหารเป็นอย่างไร ว่าที่จริงเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าบริษัทชื่ออะไร แต่นี่ไม่ได้หมายความว่านักเทคนิคไม่เชื่อว่าพื้นฐานของกิจการเป็นสิ่งสำคัญในการกำหนดราคาหุ้น เพียงแต่พวกเขาเชื่อว่า ราคาหุ้นได้รวมพื้นฐานและข้อมูลทั้งหมดของกิจการเอาไว้แล้ว ดังนั้นแค่เขาดูราคาหุ้นที่ผ่านมาก็พอแล้ว และนี่ก็นำไปสู่หลักการใหญ่สองข้อของการวิเคราะห์ทางเทคนิคนั่นคือ

ข้อแรก ข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับกำไร ปันผล และผลการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทได้ถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นของบริษัทหมดแล้ว ถ้ากิจการแย่ราคาก็ลง กิจการดี ราคาก็ขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นจากกราฟราคาและปริมาณการซื้อขายที่ผ่านมาในอดีต

ข้อสอง ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม หุ้นที่กำลังขึ้นต่อเนื่อง จะมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อไป หุ้นที่กำลังลงต่อเนื่องก็จะลงต่อไป และหุ้นที่นิ่ง ๆ ก็จะนิ่งต่อ หุ้นจะเคลื่อนไหวไปตามแนวโน้มจนกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นที่จะเปลี่ยนสมดุลของแรงซื้อและแรงขายของหุ้นตัวนั้น

หน้าที่ของนักวิเคราะห์ทางเทคนิคก็คือ การมองหาแนวโน้มจากเส้นกราฟของราคาที่ผ่านมาย้อนหลังซึ่งอาจจะเป็นร้อย ๆ วันหรือไม่กี่วัน แนวโน้มที่มีชื่อและเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายว่าสามารถทำนายทิศทางหุ้นได้ชัดเจน ก็เช่นรูปแบบที่เรียกว่า head-and-shoulders หรือ หัวและไหล่ นอกจากรูปแบบนี้ซึ่งมีมาเก่าแก่แล้วก็ยังมีรูปแบบมากมาย ที่นักเทคนิคจะสามารถคิดค้นขึ้นได้และตั้งชื่อให้เก๋ไก๋ เช่น แบบแท่งเทียน ผมก็เคยได้ยิน

เหตุผลที่นักเทคนิคให้ว่าทำไมการวิเคราะห์แบบนี้จึงใช้ได้นั้นอยู่ที่เรื่องของจิตวิทยาและเรื่องของนิสัยหรือพฤติกรรมของคน เช่น เมื่อนักลงทุนเห็นราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปต่อเนื่อง เขาก็เข้าไปซื้อเพราะไม่อยาก “ตกรถ” ดังนั้นทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปต่อทำให้ราคาหุ้นขึ้นแบบเป็นแนวโน้ม หรืออย่างในกรณีของแนวรับแนวต้านนั้น ก็เป็นเพราะพฤติกรรมของคน ตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่งราคาอยู่ที่ 5 บาทมานานและมีคนที่ซื้อในราคานี้จำนวนมาก และสมมุติว่าราคาตกลงมาเหลือ 4 บาทซึ่งทำให้คนติดหุ้นจำนวนมากและอยากขายเอาทุนคืน ดังนั้น เมื่อราคาวิ่งกลับมาที่ 5 บาทคนเหล่านี้ก็จะขายหุ้นซึ่งทำให้ราคาขึ้นไปเกิน 5 บาทยาก และนี่ก็คือ “แนวต้าน” ในทางตรงกันข้าม ถ้าหุ้นอยู่ที่ราคาค่อนข้างต่ำมานานแล้ววิ่งขึ้นไประยะหนึ่งแล้วกลับตกลงมาใกล้จุดเดิม คนที่ขายหุ้นไปก่อนในราคาสูงและคนที่รู้สึกว่าได้พลาด “ตกรถ” ที่ไม่ได้ซื้อในช่วงก่อนก็ถือโอกาสเข้ามาช้อนซื้อทำให้ราคาไม่ตกต่ำลงกว่าจุดเดิมก่อนหุ้นขึ้น และนี่ก็คือ “แนวรับ” ทั้งแนวต้านและแนวรับนั้น นักเทคนิคยังให้เหตุผลต่อว่า ถ้าราคาหุ้นไม่ผ่านหลาย ๆ ครั้ง มันก็จะเป็นแนวต้านและแนวรับที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

ข้างต้นนั้นก็เป็นเรื่องที่สามารถอธิบายไปได้ แต่ถ้าถามนักเทคนิคว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือที่คนทำอย่างนั้น เขาก็มักจะตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เขาเพียงแต่เชื่อว่า ประวัติศาสตร์มันมักซ้ำรอยซึ่งทำให้การวิเคราะห์ด้วยราคาหุ้นในอดีตสามารถบอกอนาคตได้

จากการศึกษาของนักวิชาการในต่างประเทศที่ตลาดทุนก้าวหน้ามายาวนาน ข้อสรุปนั้นชัดเจนว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่สามารถที่จะทำกำไรให้กับผู้ใช้ได้ พูดง่าย ๆ ข้อมูลของราคาหุ้นในอดีตไม่สามารถบอกราคาในอนาคตได้ และคนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการซื้อขายหุ้นมักจะขาดทุนมากเนื่องมาจากค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายมากกว่าปกติเพราะการซื้อขายหุ้นด้วยเทคนิคนั้นทำให้ต้องซื้อ ๆ ขาย ๆ บ่อย ว่าที่จริงระยะหลัง ๆ นี้แทบจะไม่มีคนสนใจเทคนิคนี้แล้ว แต่ในเมืองไทย การเล่นหุ้นโดยอาศัยการวิเคราะห์แบบเทคนิคยังน่าจะอยู่กับเราอีกนาน ผมเองคิดว่า Value Investor ไม่ควรสนใจการใช้การวิเคราะห์แบบเทคนิคในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นแม้ว่าจะเป็นแค่ปัจจัยประกอบ เพราะผมคิดว่า มันอาจจะทำให้เราไขว้เขวจากปัจจัยพื้นฐานของกิจการและการลงทุนระยะยาว ที่เรายึดถืออย่างมั่นคงที่น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในการลงทุน





« Reply #46 เมื่อ 09/06/2007 , 18:08:41 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

วันก่อนเห็นใครนำเรื่องแวลูอินเวสเตอร์กับนักเทคนิคมาลง
วันนี้อ่านเจอบทความ ดร.ปัญญา
ขออนุญาตนำมาลงให้อ่านกันคับ
(ในความเห็นของพ้มขอยกมือสนับสนุนท่าน ดร.ปัญญาทั้งสองมือเลยคับ )


--------------------------------------------------------------------------------

06 มิย.2550 .... เมื่อกูรูทางแวลูอินเวสเตอร์มองเทคนิคัล

วานนี้(5 มิย.50)มีบทความมาลงในหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ บทความนี้เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญการลงทุนแบบแวลูอินเวสเมนท์ ท่านได้อธิบายว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็สรุปไว้ตอนท้ายว่า ... จากการศึกษาของนักวิชาการในต่างประเทศที่ตลาดทุนก้าวหน้ามายาวนาน ข้อสรุปนั้นชัดเจนว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่สามารถที่จะทำกำไรให้กับผู้ใช้ได้ พูดง่ายๆคือ ข้อมูลของราคาหุ้นในอดีต ไม่สามารถบอกราคาในอนาคตได้ และคนที่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคในการซื้อขายหุ้นมักจะขาดทุนมาก เนื่องมาจากค่าคอมมิชชั่น ที่ต้องจ่ายมากกว่าปรกติ เพราะการซื้อขายหุ้นด้วยเทคนิคนั้นทำให้ต้องซื้อๆ ขายๆ บ่อย....ว่าที่จริงระยะหลังๆนี้ แทบจะไม่มีคนสนใจเทคนิคนี้แล้ว....

ครับ, ท่านที่รับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และอ่านอยู่เป็นประจำ คงจะยังไม่ได้โยนฉะบับดังกล่าวทิ้งไป ท่านควรกลับไปค้นมาอ่านดู มันอยู่ในหน้า 18 ซึ่งเป็นเช็คชั่น หุ้นและการเงิน ท่านจะได้เข้าใจในสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปได้ดีขึ้น


สิ่งที่ผมอยากจะพูดก็คือ มันมีทั้งความจริงและความเท็จอยู่ในบทความดังกล่าว


ความจริงก็คือ คนที่ใช้เทคนิคัลส่วนมากนั้นเล่นเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งไม่รู้ว่าวิธีการทางเทคนิคนั้นไม่สามารถทำนายทิศทางเป็นรายวันได้แม่นยำพอ พูดง่ายๆคือ พรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง และเป็นจำนวนกี่จุดนั้น มันทำนายด้วยข้อมูลย้อนหลังให้แม่นยำในระดับที่จะเอาชนะค่าคอมมิชชั่นไม่ได้ ที่มันทำไม่ได้เพราะมีแรงผลักดันจากข้อมูลประเภทข่าวสดในตลาดที่เกิดขึ้นระหว่างวันมากกว่า และข้อมูลประเภทข่าวสด(เช่น อยู่ๆก็เกิดปฏิวัติขึ้นมา หรืออยู่ๆก็ประกาศกักเงินต่างประเทศ 30%...)นั้นเอาเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ยาก โปรแกรมทางเทคนิคที่เห็นกันในตลาดเกือบทั้งหมดไม่ได้ใช้ข้อมูลประเภทนี้ การทำนายจึงไม่แม่นยำ
แต่...การทำนายทิศทางระยะที่ยาวขึ้น เช่น 30, 90, 120, 180, 365, 3650, วัน นั้นมันทำได้ ความแม่นยำนั้นสูงขึ้นถึงระดับ 65-90% ซึ่งเพียงพอที่จะทำกำไรได้ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ทั้งกูรูทางแวลูอินเวสเม้นท์ และนักเล่นหุ้นทั่วๆไปไม่ทราบ เรื่องนี้ผมได้ค้นพบมานานแล้ว และพยายามเผยแพร่ แต่หาคนเข้าใจได้ยาก เกือบทุกคนเชื่อว่าเล่นหุ้นระยะสั้น และเล่นหุ้นที่ขึ้นลงหวือหวานั้นดีกว่า


ส่วนความเท็จนั้นก็คือ กูรูท่านนี้บอกว่านักวิชาการในต่างประเทศเขาเลิกใช้เทคนิคัลไปแล้ว เรื่องนี้เป็นความเท็จเพราะ ถ้าเขาเลิกใช้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บสถิติกันแล้ว และในทางตรงกันข้าม โบรกเกอร์รายใหญ่ในวอลล์สตรีทเขากลับลงทุนซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับซูปเปอร์มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเหล่านี้ และผลที่เขาได้รับก็คือ เขาเข้าไปกินนักลงทุนรายย่อยในทุกประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้น กองทุนเหล่านี้เข้ามากินเงินคนไทยได้ถึงปีละ 30% หรือเป็นเงินประมาณปีละ 6-7 แสนล้านบาท


นอกจากเรื่องความจริงและความเท็จที่กล่าวมาแล้ว กูรูท่านนี้ยังไส่ความคิดอะไรแปลกๆเข้ามาด้วย เช่นบอกว่า ...นักเล่นเทคนิคพันธ์แท้นั้นไม่สนใจว่าพื้นฐานของกิจการเป็นอย่างไร บริษัทขายสินค้าอะไร และไม่สนใจด้วยซ้ำว่าบริษัทชื่ออะไร...

บ้าครับ บ้าแน่ๆ ที่ไปสรุปเอาเองว่านักลงทุนทางเทคนิคัลไม่สนใจเรื่องฐานะของกิจการ


การวิเคราะห์ทางด้านพื้นฐาน ทางด้านราคาที่เหมาะสม(Fair Value) ทางด้านข้อมูลประเภทข่าวสด และทางด้านเทคนิคนั้นมันใช้ร่วมกันได้ แล้วทำไมต้องโง่ใช้เพียงด้านเทคนิคัลอย่างเดียว?




« Reply #47 เมื่อ 10/06/2007 , 16:11:21 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance


"วรวรรณ ธาราภูมิ"

บริหารพอร์ตแบบ"Value Averaging"


พี่ใช้วิธี Value Averaging ในการลงทุน การจัดสรรเงินลงทุนก็ใช้วิธีนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะมากกับตราสารที่มีความผันผวน ด้วยระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานเพียงพอ เราจะได้ต้นทุนที่เหนือกว่า

***********

สำหรับ "วรวรรณ ธาราภูมิ" กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง แล้ว ถือว่าเป็นหญิงเก่งอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพรักของพี่น้องร่วมวิชาชีพในแวดวงกองทุนรวมเสมอมา นอกจากนี้เธอยังเป็นคนบลจ.ในยุคแรกๆ ที่เริ่มต้นสร้างสรรค์พัฒนาและเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับธุรกิจกองทุนรวมของประเทศไทยจวบจนปัจจุบัน ประสบการณ์ที่ยาวนานในธุรกิจจัดการลงทุนจึงทำให้เรื่องราวของการออมและการลงทุนส่วนตัวของเธอจึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

วรวรรณ บอกว่า ในฐานะเป็นคนบลจ. การบริหารพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้มีการนำเอาหลักการของ "Value Averaging" มาใช้ ทั้งในการจัดสรรเงินลงทุน(Asset Allocation) และการลงทุน โดย Value Averaging ยังคงใช้ลักษณะของความสม่ำเสมอในการเข้าลงทุนเช่นเดียวกับ Dollar Cost Averaging แต่จะมีการใส่มุมมมองและปรับน้ำหนักการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดขณะนั้นๆ ว่าในจังหวะนี้ควรจะเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใด แต่ยังคงแนวคิดการมี "วินัยในการออม"

ซึ่งด้วยวิธีการนี้จะทำให้เราสามารถลงทุนได้ด้วยต้นทุนที่ดีกว่า Dollar Cost Averaging เพราะฉะนั้นจะมีเงินเก็บออมทุกเดือน โดยเงินออมนี้สามารถที่จะโยกย้ายไปในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ บางเดือนก็ไปซื้อกองทุนหุ้นต่างประเทศ บางเดือนก็ซื้อกองทุนหุ้นในประเทศของบลจ.บัวหลวงซึ่งเราบริหารเอง บางเดือนก็ไม่เอาหุ้นเลย ไปลงทุนในกองทุนทองคำแทน

"พี่ใช้วิธี Value Averaging ในการลงทุน การจัดสรรเงินลงทุนก็ใช้วิธีนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะมากกับตราสารที่มีความผันผวน ด้วยระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานเพียงพอ เราจะได้ต้นทุนที่เหนือกว่า ซึ่งพิสูจน์มาแล้วโดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ ก็ยังมีโอกาสที่จะทำแบบนี้ได้ อย่างตลาดหุ้นวันนี้คุณจะลงทุนมั้ย เราอาจจะไม่มีความมั่นใจเหมือนแต่ก่อน เราก็ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเอาไว้ ก็เหมือนกับว่าในเดือนนี้เราเอาเงินไปลงทุนในหุ้นน้อยลง พี่บริหารพอร์ตการลงทุนแบบซิมเปิ้ลจริงๆ คิดแบบคนธรรมดาไม่ได้คิดแบบเซียน แบบนี้ดีที่สุดไม่ต้องไปทำโมเดลอะไรมากมายด้วย ของถูกคุณก็ซื้อได้ถ้าเป็นของดีแค่นั้นเอง"

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของวรวรรณแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนแรกเป็นตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาลผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 40% ส่วนที่สองเป็นหุ้น 50% โดยแบ่งเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ 10% ,กองทุนทอง 5% และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) รวมทั้งกองทุนรวมหุ้นทั่วไปของบลจ.บัวหลวงเองอีก 35% สำหรับส่วนที่สามเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 10%

โดยวรวรรณบอกว่า พอร์ตการลงทุนของตัวเองมีการปรับเปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ปัจจุบันตัวเองอายุ 52 ปี ลงทุนในหุ้น 50% แต่ส่วนตัวแล้วไม่ได้มองว่าตัวเองลงทุนในหุ้นมากเกินไป ตอนอายุ 40 ปี ลงทุนในหุ้นน้อยมาก เงินออมส่วนใหญ่จะเป็นเงินฝากเกือบทั้งหมด แล้วก็ค่อยๆ ปรับ มาถึงปัจจุบันนี้เพียงพอแล้ว

เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลือก่อนจะเกษียณอายุ เราสามารถจะหาผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาวได้ด้วยเงินลงทุนส่วนนี้ เพราะไม่มีความจำเป็นต้องรีบเอาเงินตรงนี้มาใช้อะไร แล้วสมมติเงินลงทุนในหุ้นส่วนนี้ 50% มีปัญหาไปหมดก็ไม่ถึงกับอดตาย ด้วยเหตุนี้จึงไม่คิดมาก เพราะยังมีเงินส่วนที่ลงทุนในตราสารหนี้ 40% อยู่ ซึ่งเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณแล้ว จึงไม่กังวลอะไรเลย เฉพาะเงินส่วนตราสารหนี้ 40% นี้ก็สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองรอด มีค่ารักษาพยาบาล แม้ว่าอาจจะไม่หรูหราอะไร มีกิน มีใช้ มีค่าจ้างพยาบาลดูแลตัวเองพอแล้ว

"บางคนบอกว่าลงทุนในหุ้น 50-50 ดีกว่า บางคนก็บอก 60-40 ดีกว่า 40 ไปลงทุนในหุ้น แต่พอเกษียณแล้วไม่ควรมีหุ้นเกิน 20-25% บางคนบอกว่าเกษียณแล้วไม่ต้องมีเลย ซึ่งไม่อยากให้ผู้ลงทุนติดยึดกับตัวเลขเหล่านี้ เงินสำรองตรงนี้สำคัญ ถ้าคุณมีเงินสำรองเพียงพอแล้วคุณจะเอาเงินที่เหลือทั้งหมดไปลงทุนในหุ้นก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าเงินสำรองตรงนี้ยังไม่พอ ต่อให้คุณลงทุนในตราสารหนี้ 90% หุ้น 10% ก็ยังไม่เพียงพอ คุณไม่ควรจะอยู่ในหุ้นเลยด้วยซ้ำ เพราะหากระยะเวลาการลงทุนคุณมีน้อยอีก 2 ปี จะเกษียณ ถึงคุณจะลงทุนในตราสารหนี้ 90% ลงทุนในหุ้น 10% ก็มีความเสี่ยง เพราะคุณจะรู้หรือว่าอีก 10% มันจะให้ผลตอบแทนได้ เพราะฉะนั้นสัดส่วนการลงทุนไม่อยากให้ไปยึดติด อย่างพี่ลงหุ้น 50% จึงถือว่าไม่เสี่ยง ดังนั้น เงินสำรองขั้นต่ำที่คุณต้องใช้คือเท่าไรแล้วเอาไปไว้ในที่ๆ ปลอดภัยที่สุดแล้ว"

ส่วนตัววรวรรณมองว่า อุปสรรคในการลงทุนคือ "อวิชชา" หรือ "ความไม่รู้" คือไม่รู้แล้วก็ไปเชื่อที่เขาพูดเพียงอย่างเดียว การ "ไม่รู้" แล้วก็การ "ไม่เรียนรู้" ถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญของเรื่องการลงทุน พอความไม่รู้มีมากๆ ก็ไปลงทุนโดยที่ไม่คิดถึงการจัดสรรเงินลงทุน(Asset Allocation) ไม่คิดถึงช่วงอายุหรือโอกาสในตลาด ไม่คิดถึงความเพียงพอแล้วก็ใช้สูตรสำเร็จ อันนี้แหละที่น่ากลัว อย่าไปยึดติดกับสูตรสำเร็จ

หากคุณเข้าใจจิตวิญญาณของมัน เข้าใจปรัชญาของมัน คุณก็สามารถที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับตัวคุณเอง อีกอย่างเนื่องจากตัวเองผ่านอะไรมามาก เห็นอะไรมามาก ไม่มีอะไรดีที่สุดเท่ากับความเรียบง่ายแล้วเราเข้าใจมัน ความหวือหวาอาจจะตื่นเต้นชั่วคราว แต่ถ้าเราไม่เข้าใจมันแล้ว หรือไปเล็งผลเลิศโดยไม่ได้ดูเนื้อหาที่แท้จริง องค์ประกอบที่แท้จริง เราก็อาจจะติดกับในความหวือหวาอันนั้นได้ ซึ่งนักลงทุนอาจจะไปติดกับการลงทุนรูปแบบแปลกๆ ที่อาจจะฟังดูสวยหรูได้ง่ายๆ

ก่อนจากวรวรรณฝากว่าเราต้องพยายามใช้ให้เพียงพอ หรือถ้าค่าใช้จ่ายมาก ก็ต้องหารายได้เสริมเพิ่ม ใช้ให้น้อยลง มันจะได้มีเงินเหลือ จะได้ตัดอุปสรรคเรื่องความไม่พอเพียงในการออมออกไป ส่วนวินัยในการออมเป็นสิ่งที่คุณต้องสร้างขึ้นมาเอง














« Reply #48 เมื่อ 10/06/2007 , 16:13:13 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Fund Cafe


Japanese Savings Style

ปฐมาพร ไชยกูล : patamaporn@one-asset.com

ช่วงต้นดือนเมษายน ที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสได้แวบไป "ฮานามิ (ฮานะ - ดอกไม้ บวกกับ มิ - ซึ่งมากจากคำว่ามิรุ แปลว่า ดู)" หรือไปชมความงามของดอกซากุระที่พร้อมใจกันบานสะพรั่งเต็มต้นทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปกติจะเริ่มผลิดอกตูม แลัวค่อยๆ แย้มบานเต็มที่ โดยจะไล่บานอวดความสวยงาม มาจากทางเกาะคิวชิวที่อยู่ทางภาคใต้ ซึ่งอากาศอบอุ่นเร็วกว่า จากนั้นก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาทางเหนือ เช่น เกาะฮอนชู จนไปสิ้นสุดที่เกาะฮอกไกโดซึ่งอยู่ทางเหนือสุด การได้ไปชมซากุระในครั้งนี้ ทำให้หวนระลึกถึงความหลังเมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้ว ที่มีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตนักเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น มาช่วงเวลาหนึ่งค่ะ

จำได้ว่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า ที่ประเทศญี่ปุ่น เราสามารถเปิดบัญชีเงินฝากกับสาขาของไปรษณีย์ (Post Office)ได้ แถมยังสะดวกเสียด้วย เนื่องจากสาขาของไปรษณีย์ อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟที่ต้องไปใช้บริการเป็นประจำ และต่อมาเมื่อมีโอกาสไปใช้บริการฝากเงินกับธนาคาร ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รับสมุดคู่ฝากเป็นลายการ์ตูนทอมแอนด์เจอรี่ ที่มีสีสันสดใสซาบซ่า ผิดไปจากสมุดคู่ฝากบ้านเราที่ต้องเน้นใช้สีที่เคร่งขรึม เพื่อสื่อถึงความมั่นคงของสถาบัน แต่ที่จำได้แม่นที่สุด เห็นจะเป็น อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของเขาค่ะ เพราะมันอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เรียกว่า ต่ำจนน่าใจหายเชียว

แม้ว่าสถานการณ์ดอกเบี้ยของญี่ปุ่น จะอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน และเพิ่งจะมีโอกาสปรับสูงขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อไม่นานมานี้ แต่ชาวญี่ปุ่นทั้งหลายก็ยังคงมุ่งมั่นกับการ "ทำมา หาเก็บ" ซึ่งผิดกับอเมริกันชนที่ส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งมั่นกับการ "ทำมา หาใช้" เสียมากกว่า

ทั้งนี้ ได้มีนักวิเคราะห์ทำการเก็บตัวเลขการออมเงินของชาวญี่ปุ่นในช่วงระหว่างปี 1987-1998 พบว่ามีการเติบโตของการออมเงินในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ต่อปี แต่ในช่วงระหว่างปี 1998-2001 อัตราการเติบโตกลับติดลบเฉลี่ยร้อยละ 3.0 ต่อปี

โดยมีคำอธิบายว่า ที่ออมน้อยลงนั้น เพราะมีสาเหตุจากการที่มีรายได้สุทธิ (disposable income) ที่ลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศมีปัญหาแต่ไม่ว่าจะอย่างไร สัดส่วนการออมเงินของคนญี่ปุ่นในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของเงินรายได้ ก็ยังเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันชื่นชม และอยากส่งเสริมให้คนอเมริกันหันมาเอาเยี่ยงอย่าง ประกอบกับ การระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินของชาวญี่ปุ่น และมีแบบแผนการใช้จ่ายที่ค่อนข้างคงที่ (stable) ซึ่งผิดไปจากคนอเมริกันที่คาดเดาเรื่องการใช้เงินได้ยากกว่า (less predictable) ยิ่งทำให้ Japanese Savings Style ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่

ว่ากันว่า ทุกประเทศควรส่งเสริมประชาชนเรื่องการออมเงินให้มากเอาไว้ เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งเศรษฐกิจที่คิดว่าดี คิดว่าเจ๋ง ของประเทศ (over-valued economic) เกิดพังพาบขึ้นมา จะได้ไม่เจ็บหนักจนเกินไป และมีแรงลุกขึ้นมาสู้กันต่อได้ไวๆ

วลีภาษาญี่ปุ่นที่นิยมใช้กันมาก คือ "กัมบาริมาโช!" หรือ มาพยายามด้วยกันเถอะ! น่าจะเอามาใช้ได้กับการรณรงค์ปลุกใจให้เห็นความสำคัญของการออมนะคะ

กัมบาริมาโช! มาออมเงินกันเถอะค่ะ!





« Reply #49 เมื่อ 10/06/2007 , 16:16:11 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Smart Money


ประกันชีวิตไม่ดีตรงไหน

ท่านทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันนี้คนไทยเสียชีวิตหนึ่งคนทิ้งเงินไว้ให้คนข้างหลังใช้ได้เพียง 80 วัน แต่คนญี่ปุ่นหนึ่งคนเสียชีวิตไปมีเงินเหลือให้ครอบครัวและคนที่รักใช้ได้ถึง 5 ปี

เพราะอะไร? เพราะเขาเข้าใจและให้ความสำคัญในการทำประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงด้านการเงินในอนาคต ประกันชีวิตถือเป็นเครื่องมือในการวางแผนการเงินที่ดีชนิดหนึ่งที่ สร้างวินัยการออมอย่างเป็นระบบ ช่วยป้องกันความเสี่ยงเรื่องการเงิน เป็นที่เก็บเงินไว้ให้เราใช้ในอนาคต เป็นที่พึ่งพิงของครอบครัวที่เรารักยามที่เราจากไป ช่วยคุ้มครองรายได้ของเราไม่ให้สูญเสียไปยามเราเจ็บป่วยหนักๆ

แต่เหตุไฉนคนไทยซื้อประกันชีวิตน้อยมากถึงปัจจุบันนี้มีเพียง 18-19% ของจำนวนประชากรทั้งหมด สาเหตุหลัก ส่วนใหญ่มาจากตัวแทนบางคน ที่ขาดจรรยาบรรณ ไม่มองที่ประโยชน์สูงสุดของลูกค้า เสนอแบบประกันที่ไม่เหมาะกับลูกค้า ไม่พิจารณาความสามารถในการชำระเบี้ยของลูกค้าว่าจะสามารถชำระเบี้ยประกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ คิดแต่จะขายให้ได้อย่างเดียว หรือบางรายหนักไปกว่านั้นเก็บเงินค่าเบี้ยประกันมาแล้วไม่นำส่งบริษัทเกิดปัญหาขึ้นมาลูกค้าก็เดือดร้อนเพราะไม่ได้รับความคุ้มครอง

อยากจะขอวิงวอนตัวแทนลักษณะดังกล่าว เลิกซะเถอะ เพื่อนๆ ร่วมอาชีพที่เหลืออยู่จะได้ไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นแมลงสาบ คนไทยอีกหลายสิบล้านคนจะได้เห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิต มีหลักประกันทางการเงินสำหรับตัวเองและครอบครัวในอนาคต ไม่เป็นภาระของสังคม สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศชาติ

และอีกเหตุผลหนึ่งบางคนรู้สึกว่าการทำประกันชีวิตเหมือนเป็นการแช่งตัวเอง อยากจะบอกว่าสุดท้ายไม่ว่ายากดีมีจนหนีไม่พ้นความตาย แต่จะดีกว่าไหมหากเราจะเตรียมเงินไว้ เพื่อมีชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข แม้จากไปแล้วคนข้างหลังก็ยังไม่เดือดร้อน ซึ่งตรงกันข้ามกับอีกหลายคนที่ไม่ได้เตรียมเงินไว้ แม้ยามชราชีวิตก็ยังหาความสุขมิได้ แม้แต่เงินค่าทำศพก็ยังต้องเป็นภาระลูกหลาน ประกันชีวิตถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนทางการเงิน ช่วยให้เกิดการออมอย่างเป็นระบบ สร้างวินัยในการออม และเก็บเงินก้อนได้

มีอยู่ 3 สาเหตุหลักๆ ที่คนเราซื้อประกันชีวิต เจ็บป่วยหนักๆ อุบัติเหตุหนักๆ มีเงินรักษา (ทำประกันสุขภาพ ประกันแบบสะสมทรัพย์) แก่ตัวมีเงินใช้ (ประกันแบบสะสมทรัพย์ ประกันแบบตลอดชีพ) และสุดท้าย จากไปคนรักไม่เดือดร้อน (ประกันแบบตลอดชีพ ประกันแบบสะสมทรัพย์ ประกันแบบมีกำหนดระยะเวลา)

“ประกันชีวิตเปรียบไปคล้ายร่ม ยามฝนไม่ตก แดดไม่ออก ร่มดูจะเป็นภาระและเกะกะ แต่เมื่อยามฝนตก แดดออกทุกคนจะนึกถึงร่ม” เหมือนคนเรา พอเกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือเสียชีวิต ชอบถามกันจังว่ามีประกันชีวิตไหม มีประกันสุขภาพหรือเปล่า ทำไมต้องนึกถึงประกันชีวิตตอนที่สายไปแล้ว หรือแก่ตัวไม่มีเงินใช้

“รู้แบบนี้หมั่นเก็บออมเงินไว้ดีกว่าชีวิตจะได้ไม่ลำบาก” เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม ประกันชีวิตไม่ใช่ว่านึกอยากจะทำเมื่อไรก็ทำได้ ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง อายุไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ถึงเรามีเงินชำระเบี้ยก็ไม่สามารถทำได้

ทำไมเราทำประกันภัยรถยนต์โดยไม่ต้องคิดมากหรือว่าเมื่อเทียบกันแล้วเราห่วงรถยนต์มากกว่าชีวิตตัวเองและครอบครัว?

ปัจจุบันประกันชีวิตมีหลากหลายช่องทางให้เลือกซื้อได้ ทั้งผ่านตัวแทนของแต่ละบริษัท ผ่านธนาคารต่างๆ ผ่านช่องทางการขายตรง ทั้งทางโทรศัพท์ ทางจดหมาย ทางอินเทอร์เน็ต ฯลฯ เลือกสักช่องทางหนึ่งที่เราไว้ใจ มั่นใจ เพื่อสร้างหลักประกันทางการเงินให้กับตัวเองและครอบครัว เลือกแบบประกันให้ตรงกับความต้องการ เลือกทุนประกันที่เหมาะสมอยู่ในกำลังความสามารถที่จะชำระเบี้ยได้ตามกำหนดกรมธรรม์ เลือกบริษัทที่มั่นคง

ข้อสำคัญคือเมื่อตัดสินใจทำแล้วต้องมีวินัยในการชำระเบี้ยเพื่อประโยชน์สูงสุดของเราเอง




« Reply #50 เมื่อ 10/06/2007 , 16:18:30 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Mutual Fund Clinic


จังหวะการซื้อกองทุน RMF

Q....ดิฉันประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีรายได้ที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีด้วยนั้น ดิฉันควรจะซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพในช่วงกลางปีหรือซื้อช่วงปลายปีใช่ไหมคะ แล้วในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ดิฉันจะสามารถนำค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วยหรือไม่อย่างไรคะ

A.....จังหวะในการเข้าซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (กองทุนรวม RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (กองทุนรวม LTF) ที่ดีนั้นก็มีหลักการเช่นเดียวกันกับการซื้อกองทุนรวมโดยทั่วไปครับ ไม่ใช่ว่าจะรอซื้อกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF เฉพาะในช่วงกลางปีหรือซื้อช่วงปลายปีเท่านั้น

โดยผู้ลงทุนควรจะเข้าซื้อกองทุนรวมในช่วงที่หลักทรัพย์ที่กองทุนรวมนั้นถืออยู่โดยส่วนใหญ่มีราคาตลาดที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น และมีแนวโน้มว่าราคาของหลักทรัพย์ที่กองทุนรวมนั้นถืออยู่นั้นจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คือ หลักในการซื้อของถูกนั่นเอง เป็นการพูดที่ง่ายแต่ทำยากครับ

ดังนั้น จึงมีผู้รู้ได้ทำการศึกษาและค้นคว้าหาวิธีอื่นที่สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้เพื่อที่จะทำให้ผู้ลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนขึ้น โดยเราสามารถนำวิธีการลงทุนดังกล่าวนำมาใช้กับการลงทุนในกองทุนรวมถึงกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF ได้ด้วย

วิธีนั้นก็คือ ให้ผู้ลงทุนทยอยลงทุนในกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำในทุกๆ ช่วงเวลาที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน เช่น ทุกครึ่งเดือน ทุกเดือน เป็นต้น เพื่อให้เกิดการกระจายต้นทุนในการลงทุนที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า DOLLAR COST AVERAGING

ทั้งนี้ จากการศึกษาด้วยค่าทางสถิติพบว่าวิธีการกระจายการลงทุนดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่แล้วให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการเฝ้าหาซื้อของถูก เนื่องจากเป็นไปได้ยากที่จะซื้อของถูกมาได้ในทุกๆ ครั้งครับ

การที่ผู้ลงทุนรอแต่จะซื้อกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF เฉพาะในช่วงกลางปีหรือช่วงปลายปีนั้นจะให้ประโยชน์เป็นหลักก็เพียงการนำค่าซื้อหน่วยลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงการได้ของแถมของแจกเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยถ้าเป็นการซื้อในงานตลาดนัดกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF ที่จัดขึ้นในช่วงกลางปี และช่วงปลายปีนั้น แต่ผู้ลงทุนอาจจะต้องแลกมาด้วยราคาซื้อที่อาจจะสูงกว่าที่น่าจะเป็นได้

เนื่องจากเมื่อมีผู้ลงทุนจำนวนมากมาซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพในแต่ละวันในช่วงกลางหรือปลายปี บริษัทจัดการก็จะนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้ราคาของหลักทรัพย์ที่กองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF นำไปลงทุนมีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากปัจจัยด้านอุปสงค์หรือความต้องการซื้อนี้ และราคาซื้อของหน่วยลงทุนในกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF ก็อาจจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมที่อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์ที่ลงทุนนั้น

กรณีผู้มีเงินได้ที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีนั้น ผู้ลงทุนสามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม RMF ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินกว่า 15% ของเงินได้ตามที่ยื่นแบบแสดงรายการนั้นและมีจำนวนที่ไม่เกินกว่า 300,000 บาท ผู้มีเงินได้ประเภทที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปีนั้น จะเป็นผู้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระซึ่งไม่มีนายจ้างรวมถึงการสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ดังนั้น จึงสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับการลงทุนในกองทุนรวม RMF ได้เต็มจำนวนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ลงทุนยังก็สามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF ไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้อีกไม่เกิน 15% ของเงินได้ตามที่ยื่นแบบแสดงรายการนั้น และมีจำนวนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายผมขอประชาสัมพันธ์งาน "ตลาดนัดกองทุนรวม : MUTUAL FUND FAIR" ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 7-8 กรกฎาคม 2550 ณ โถงนิทรรศการ ชั้น 1-3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ ถนนรัชดาภิเษก (ตั้งอยู่ติดกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์)

ในงานนี้จะมีการให้ความรู้กับนักลงทุน และผู้สนใจเกี่ยวกับกองทุนรวมในแง่มุมต่างๆ รวมทั้งที่ขาดไม่ได้คือ การขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF ที่จะมีทั้งของแถมของแจกให้กับผู้ลงทุนเหมือนเดิมครับ










« Reply #51 เมื่อ 10/06/2007 , 16:24:07 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

โค้งสุดท้ายของ "LTF" กองใหม่

ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน 2550 นับเป็นเทศกาล การออก "กองทุนรวมหุ้นระยะยาว" หรือ "กองทุน LTF" กองใหม่ของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)ที่จะออกกองทุน LTF เพื่อจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นจะต้องออกกองใหม่ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน 2550 นี้ ซึ่งถือเป็นเส้นตายในการออกกองทุน LTF ของอุตสาหกรรมกองทุนรวม

แต่ในส่วนของประชาชนผู้ลงทุนนั้น ยังสามารถที่จะลงทุนในกองทุน LTF เพื่อจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อเนื่องไปจนถึงปี 2559 หรืออีกประมาณ 9 ปีข้างหน้า ก่อนที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีตรงนี้จะหมดไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการออกกองทุน LTF ของแต่ละ บลจ.ในขณะนี้แต่ประการใด

จึงเห็นได้ว่ามีหลาย บลจ.ที่ได้นำเสนอกองทุน LTF กองใหม่ออกมาตามลำดับ ตั้งแต่ "กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาว75/25" ของ "บลจ.บัวหลวง" ,"กองทุนเปิดทิสโก้หุ้นระยะยาวปันผล" ของ "บลจ.ทิสโก้" หรือ "กองทุนเปิดหุ้นระยะยาวอยุธยา70/30" ของ "บลจ.อยุธยา" และยังมีกองทุน LTF ใหม่ที่บลจ.ขอจัดตั้งไว้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)อีกประมาณ 10 กองทุน ที่จะรอทยอยออกมาเป็นทางเลือกในการลงทุนเพื่อประหยัดภาษีให้กับนักลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายเดือนมิถุนายน 2550 นี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ชูเกียรติ ธิติหิรัญเจริญ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน สายงานการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ มองว่า เนื่องจากเป็นช่วงสุดท้ายที่แต่ละ บลจ.จะสามารถออกกองทุน LTF กองใหม่ เพื่อจะได้รับประโยชน์ทางภาษีออกมาได้ก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2550 นี้ จึงมีหลาย บลจ.ที่นำเสนอกองทุน LTF ใหม่ออกมา ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นการออกกองทุน LTF ใหม่ออกมาเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีความหลากหลายหรือเป็นการเติมเต็มโปรดักท์ของตัวเองเพื่อที่จะให้บริการกับกลุ่มลูกค้าของแต่ละ บลจ.เป็นสำคัญ ดังนั้น กองทุน LTF กองใหม่ๆ ที่แต่ละ บลจ.นำเสนอ ออกมานั้นก็จะมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างไปจากกองทุน LTF เดิมที่แต่ละ บลจ.มีอยู่

อย่าง บลจ.ไทยพาณิชย์เองในฐานะที่เป็นผู้นำในตลาดกองทุน LTF เราก็กำลังจะออกกองทุน LTF กองใหม่ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุน LTF 70/30 ออกมาเพื่อให้บริการกับลูกค้าเช่นเดียวกัน หลังจากที่เรามีกองทุน LTF แบบที่ลงทุนหุ้น 100% แล้ว ,มีกองทุน LTF 70/30 และมีกองทุน LTF ที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็ก และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอแล้ว ก็จะนำเสนอกองทุน LTF ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุน LTF 70/30 ออกมานำเสนอกับลูกค้าในครั้งนี้ด้วย

"ในส่วนของผู้ลงทุนเองนั้น การจะเลือกซื้อกองทุน LTF กองใหม่ หรือกองทุน LTF กองเก่า ตรงนี้คงต้องขึ้นกับผู้ลงทุนว่าชอบกองทุน LTF ที่มีนโยบายการลงทุนแบบไหนเป็นสำคัญ เพราะโดยพื้นฐานแล้วกองทุน LTF นั้นเป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ในรายละเอียดของสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอาจจะแตกต่างกันออกไป เช่น กองทุน LTF ที่ลงหุ้น 100% ลงหุ้น 70/30 หรือลงหุ้นขนาดเล็ก ตรงนี้ผู้ลงทุนคงต้องดูนโยบาย และเลือกนโยบายที่สอดคล้องกับระดับการรับความเสี่ยงของตัวเองเป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าจะเป็นกองเก่าหรือกองใหม่ ซึ่งการที่มีกองทุน LTF ออกมาเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้นักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้นด้วย"

ชูเกียรติ ยังบอกอีกว่า เนื่องจากตลาดหุ้นไทย เป็นลักษณะของตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งมีความผันผวนอยู่ค่อนข้างมาก ดังจะเห็นได้ในช่วงที่ผ่านมาและในช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีประมาณ 10% กว่าแล้ว เป็นการปรับตัวขึ้นโดยที่นักลงทุนไม่ได้คาดหมายมาก่อน แต่ถ้าถามว่าผลตอบแทนระดับนี้เมื่อเทียบกับความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยก็ไม่ถือว่าผิดปกติอะไร

และด้วยลักษณะของกองทุน LTF ซึ่งผูกติดการลงทุนเอาไว้กับตลาดหุ้นไทยนั้น วิธีการลงทุนที่ดีที่สุดจึงแนะนำให้ผู้ลงทุนทยอยลงทุนในกองทุน LTF ทุกเดือน และอย่าพยายามไปจังหวะตลาดในการเข้าลงทุน ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ราคาหน่วยลงทุนโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยปกติ อย่างในช่วงนี้ที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว นักลงทุนหลายคนอาจจะไม่แน่ใจ และไม่กล้าลงทุน ตรงนี้ก็อาจจะรอดูสภาพตลาดก่อนก็ได้ แต่ถ้าเรามองดูพื้นฐานของประเทศจริงๆ มองไปข้างหน้าในปีหน้าเชื่อว่าระดับราคาตรงนี้ก็ยังสามารถที่จะลงทุนได้ ไม่ถือว่าแพงแต่ประการใด แต่เน้นว่าให้ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนจะดีที่สุดสำหรับการลงทุนในกองทุน LTF

"นอกจากนี้ ผู้ลงทุนในกองทุน LTF ส่วนใหญ่ก็มาลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษีเป็นสำคัญ เอาเฉพาะฐานะภาษีต่ำสุดที่ 10% ซึ่งถือว่าเป็นแต้มต่อที่นักลงทุนมีอยู่ กับดัชนีระดับ 770 จุด ก็ต้องถามผู้ลงทุนดูว่าคุณคิดว่าดัชนีระดับ 700 จุด เป็นระดับที่น่าสนใจลงทุนหรือเปล่า ถ้าคิดว่าใช่ก็สามารถที่จะเข้าลงทุนได้ ไม่ถือว่าแพงแต่ประการใด เพราะโดยปกติแล้วคนลงทุนในกองทุน LTF ยิ่งฐานภาษีสูงๆ มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสียเลย"

เชื่อว่ากองทุน LTF ที่มีความหลากหลายมากขึ้น จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้สอดคล้องกับเป้าหมายในการลงทุนของตัวเองได้บ้างไม่มากก็น้อย






« Reply #52 เมื่อ 10/06/2007 , 16:25:10 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Tricks and Tips


ให้คำแนะนำผู้สูงวัย

รอบคอบใช้งบตรวจสุขภาพ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

ด้วยนิสัยความชอบส่วนตัว เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและอาหารการกินของผู้ดูแลคอลัมน์Tricks and Tips ฉบับนี้จึงยังวนเวียนอยู่กับการดูแลสุขภาพ แต่คราวนี้จะเน้นไปที่ผู้สูงวัยคนทำงานมีอายุใกล้วัยเกษียณ ช่วยผู้สูงวัยเหล่านี้รอบคอบกับการใช้เงินรักษาสุขภาพ ให้แข็งแรงอยู่เสมอในบั้นปลายของชีวิต

"หลังจากเคยเป็นคนทำงานในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู หรือ เบบี้บูม เวลานั้นคุณอาจทำเงินได้มากมายจากการทำงาน แต่ก็มีเวลาน้อยในการดูแลสุขภาพ แต่เมื่อคุณซึ่งเป็นคนในยุคนั้นอายุมากขึ้น ความร่ำรวยที่ทำได้กลับมีประโยชน์ที่จะนำมาใช้สอยอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและดีขึ้นได้ในตอนนี้"

คำกล่าวข้างต้น เป็นการเกริ่นนำของแพททริเซีย บี.เกรย์ คอลัมนิสต์มันนี่ แมกกาซีน ซึ่งมีคำแนะนำที่อ้างอิงข้อมูลคนอเมริกัน มาให้ผู้สูงวัยคนไทยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยในสหรัฐ ได้เตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมงบ ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองได้ดีขึ้นในบั้นปลายของชีวิต จากเรื่องที่เกรย์ตั้งชื่อว่า "รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยเงินที่หามาได้" (Staying healthy in your peak earning years)

ก่อนเข้าเรื่องที่เกรย์ตั้งใจจะให้ข้อมูล ได้นำคำแนะนำของดร.ไมเคิล ดี.พาร์คินสัน ประธานของ American College of Preventive Medicine มานำเสนอตอกย้ำคนอเมริกันยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู ว่าการลดน้ำหนักให้ได้สัก 1 ปอนด์ ออกกำลังกายเดินรอบบ้าน เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงของวัย ก็จะได้เห็นประโยชน์เกิดกับสุขภาพของตัวเองอย่างที่ไม่นึกหรือคิดมาก่อน

อย่างไรก็ดีนอกจากคำเตือนของดร.พาร์คินสันแล้ว เกรย์ยังมีคำแนะนำพร้อมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ในสหรัฐ มายืนยันช่วยผู้สูงวัยเข้าใจปัญหาสุขภาพ และสามารถปรับตัวเตรียมทุนไว้รับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

@"หาแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ"

เกรย์ให้ข้อมูลว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในสหรัฐมีโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีที่ได้มาตรฐานเกรดทอง ซึ่งเป็นการตรวจอย่างละเอียดโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แต่ความต้องการการตรวจลักษณะนี้กลับมากเกินความจำเป็น

เพราะเกรย์เชื่อว่าในบางครั้งการตรวจละเอียด ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงในบางครั้งกลับส่งสัญญาณเตือนผิดพลาด แถมเสียค่าใช้จ่ายแพง และจากการอ้างอิงคำแนะนำของหน่วยงานในสหรัฐ ที่เรียกว่า The U.S. Preventive Services Task Force ซึ่งรวมผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ในแง่ต้นทุนกับความเสี่ยง และประโยชน์ที่ได้รับจากการทดสอบหลากหลาย พบว่าการตรวจร่างกายหลายๆ ครั้งและละเอียดจนเกินไปเป็นประจำทุกปีนั้น เป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรง แค่ตรวจร่างกายไปหาแพทย์ตามปกติอย่างน้อยปีละครั้งถือว่าเพียงพอแล้ว

@"ระวังน้ำตาลในเลือด"

เกรย์เตือนถึงอันตรายของโรคเบาหวานระดับ 2 หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ปัญหาสุขภาพเหล่านี้ ปกติจะปรากฏให้เห็นชัดในผู้สูงวัยมีอายุเกิน 45 ปี ด้วยวัยล่วงเลยเลข 4 จะเข้าเลข 5 น้ำหนักตัวมากขึ้น และเพิ่มมากเป็นพิเศษนั้น กลับสร้างปัญหาให้ผู้สูงวัย

เกรย์เตือนว่าผู้สูงวัยทุกคน เผชิญอันตรายมากขึ้น หากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป หรือมีคอเลสเตอรอลในร่างกายกับความดันสูงมาก เขาจึงแนะนำให้ผู้สูงวัยต้องเฝ้าระวังตัวเองเป็นพิเศษ เพราะน้ำตาลในเลือดสูง เป็นบ่อเกิดหรือสาเหตุสำคัญทำให้ตาบอด ไตติดเชื้อ โรคลมและโรคหัวใจได้

ถ้าผู้สูงวัยมีความเสี่ยงต่างๆ ข้างต้น แพทย์น่าจะแนะนำให้ตรวจหาน้ำตาลในเลือด ซึ่งผู้สูงวัยต้องยอมอดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ผลเลือดออกมาดี การทดสอบและตรวจหาน้ำตาลในเลือดในสหรัฐ ใช้ต้นทุน 40 ดอลลาร์หรือเกือบ 1,500 บาท หากพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ผู้สูงวัยสามารถป้องกันได้ ด้วยการลดอาหารและออกกำลังกาย

@"ทำจิตใจให้สดใสร่าเริงอยู่เสมอ"

ในสหรัฐคนอเมริกันยุคเบบี้บูม หรือ เศรษฐกิจเฟื่องฟูสมัยก่อน หากเทียบกับคนอเมริกันรุ่นใหม่แล้ว จะเสี่ยงมากขึ้นกับการเกิดความรู้สึกหดหู่ ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้บ่อยครั้งไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา

จากข้อมูลของ Archives of General Psychiatry พบว่าคนอเมริกันอายุระหว่าง 45-64 ปี มีอัตราความรู้สึกหดหู่ซึมเซาสูงสุด และผู้หญิงมีแนวโน้มทรมานจากอาการหดหู่ซึมเซามากกว่าชาย 2 เท่า

ดังนั้น เกรย์จึงตั้งคำถามให้ผู้สูงวัยทบทวนตัวเองว่า รู้สึกแย่หรือหมดอาลัยตายอยากในชีวิต และไม่พอใจกับการมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าไม่แน่ใจให้ถามแพทย์ หรือเข้าไปทำแบบทดสอบตัวเองได้ที่เวบไซต์ http://www.dbsalliance.org

@"ชั่งและคุมน้ำหนักตัวเองไว้เสมอ"

เกรย์เชื่อว่าไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องบอกหรือย้ำเตือนผู้สูงวัยว่า เมื่อล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน การเผาผลาญอาหารในร่างกายจะช้าลง ขณะที่น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำหนักตัวมากเกินไป ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจหรือหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ที่มาพร้อมกับโรคความดันโลหิตสูง

โรคเกิดจากปัญหาความอ้วนหรือน้ำหนักตัวมากเกินไป อาจทำให้อายุของผู้สูงวัยหายไป 6-7 ปี ดังนั้นผู้สูงวัยสามารถเตือนตัวเองได้อย่างง่ายๆ ด้วยการหาดัชนีมวลรวมร่างกาย( body mass index)หรือ บีเอ็มไอ ซึ่งเป็นการวัดดูไขมันในร่างกาย เทียบกับความสูงและน้ำหนัก โดยวัดจากระดับบีเอ็มไอ

ถ้าบีเอ็มไอ 25-30 ถือว่ามีน้ำหนักมากเกินไป และที่ระดับ 30 หรือมากกว่านี้ถือว่าอ้วน เพื่อให้แน่ใจผู้สูงวัยสามารถเข้าไปดูและลองคำนวณได้จากเวบไซต์ http://www.nhlbisupport.com

@"ดูแลหัวใจตัวเองให้แข็งแรง"

ด้วยอายุมากขึ้น ทำให้ผู้สูงวัยมีแนวโน้มสะสมคอเลสเตอรอลในเลือดมาก จนกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางเดินของเลือด หรือทำให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตัน และเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการหัวใจวายและโรคลมได้

เกรย์มองว่าปัญหาข้างต้น มีความเป็นไปได้อย่างมากว่า จะเกิดจากการกินอาหารไม่มีประโยชน์เป็นโทษต่อร่างกาย ขาดการออกกำลังกาย และสุดท้ายเป็นเพราะกรรมพันธุ์ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้สูงวัยจะไม่เกิดปัญหาบั่นทอนสุขภาพดังกล่าว เกรย์แนะนำให้ตรวจสอบคอเลสเตอรอล

ผู้สูงวัยเป็นชาย สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่วัย 35 ปี ส่วนผู้หญิงอาจจะรอช้าอีกหน่อยได้ โดยเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี ขอให้รับการตรวจคอเลสเตอรอลเป็นประจำ อย่างน้อยทุกๆ 5 ปี ค่าตรวจคอเลสเตอรอลในสหรัฐทุกวันนี้ คิดไม่แพงเพียง 35 ดอลลาร์ หรือกว่า 1,200 บาท

ตอนนี้ผู้สูงวัยควรตั้งคำถามว่าประวัติครอบครัวมีสมาชิกเป็นโรคหัวใจหรือไม่ หากเป็นไปได้ควรแนะนำคนในครอบครัวที่อายุยังน้อย ตรวจหาคอเลสเตอรอลตั้งแต่อายุ 20 ปีก็จะดี และผู้สูงวัยควรตรวจความดันโลหิตอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี ถ้าความดันมากกว่า 140/90 ถือว่าสูงแล้วต้องระวัง

@"ตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก"

ผู้ชาย 1 ในทุกๆ 6 คน มักมีอาการมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่อาการมะเร็งที่เกิดกับอวัยวะส่วนนี้ มักวินิจฉัยตรวจพบเมื่ออายุมากแล้ว และผู้ชายตรวจพบมะเร็งส่วนนี้หลังอายุ 80 ปีแล้ว ไม่มีแนวโน้มจะเสียชีวิตหากตรวจพบว่าเป็น และมะเร็งที่เกิดกับชายอายุนำด้วยเลข 8 จะขยายตัวได้ช้าลง

@"ให้ระวังโรคมะเร็งทรวงอก"

โอกาสในการตรวจวินิจฉัยมะเร็งที่เต้านม หรือโอกาสเป็นมะเร็งที่เต้านมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากหญิงสูงวัยอายุเกิน 50 ปี ขณะที่มะเร็งปากมดลูกเป็นภัยคุกคามหญิงสูงวัยอายุเกิน 50 ปีน้อยลง ซึ่งเป็นไปได้ว่ามะเร็งปากมดลูกเกี่ยวข้องกับการมีคู่นอนหลายคน

เกรย์ให้ข้อมูลเตือนหญิงมีอายุเกิน 40 ปี ให้ไปตรวจแมมโมแกรม ทุกๆ 1 หรือ 2 ปี ยิ่งคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม สมาชิกคนอื่นในครอบครัวก็ยิ่งต้องตรวจหามะเร็งเต้านมตั้งแต่วัย 30 ต้นๆ การตรวจหามะเร็งส่วนนี้ในสหรัฐ ค่อนข้างแพง เพราะคิดค่าบริการ 185 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6,400 บาท แต่เมื่ออายุมากขึ้น ถ้าเกิน 70 ปี ต้องตรวจแบบ Pap ทุก 1-3 ปี แต่ต้นทุนถูกลงมาก เหลือเพียง 65 ดอลลาร์ หรือกว่า 2,200 บาท

@"คอยระวังรักษาสุขภาพกระดูก"

เมื่อผู้หญิงมีอายุล่วงเลย หรือวัยเริ่มต้นด้วยเลข 5 กระดูกเริ่มอ่อนแอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง

เกรย์ระบุว่าผู้หญิงมีอายุเกิน 60 ปี มีนิสัยชอบสูบบุหรี่ น้ำหนักน้อยกว่า 154 ปอนด์ หรือเคยประสบอุบัติเหตุกระดูกหักมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ดังนั้นผู้หญิงทุกคนที่มีอายุใกล้ 50 ปี ควรไปตรวจดูกระดูก หรือที่เรียกว่าสแกนกระดูกอย่างเต็มรูปแบบ

หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ขอให้สอบถามแพทย์ดูว่าตนเองจำเป็นต้องตรวจกระดูกอย่างละเอียดหรือไม่ แต่ต้นทุนการตรวจไม่น้อย เพราะค่าตรวจสุขภาพกระดูกในสหรัฐ สูงถึง 580 ดอลลาร์ หรือกว่า 2 หมื่นบาท

+++++++++++++


กฎพื้นฐานของดร.พาร์คินสันช่วยผู้สูงวัยสุขภาพดี

-กินอาหารให้ถูกต้อง เหมาะสม มีประโยชน์

-ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที

-ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า

-ควบคุมกับบริหารความเครียดของตัวเองให้ดี

++++++++++++++




« Reply #53 เมื่อ 10/06/2007 , 18:37:00 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

บทความวิธีการลงทุนแบบ Value Averaging

โดย ผศ.ดร. คมวุธ วิศวไพศาล หัวหน้าศูนย์วิจัยและปฏิบัติการทดลอง มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ปีที่ 12 ฉบับที่ 744 วันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2549

Value Averaging (VA) เป็นกลยุทธ์การลงทุนวิธีหนึ่งที่คิดค้นโดย ดร.ไมเคิล อเดลสัน จาก
บริษัทมอร์แกนแสตนเลย์ ในอดีตท่านเคยเป็นศาสตราจารย์ในภาควิชาการเงิน มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
แนวความคิดของ VA เป็นการต่อยอดมาจาก วิธีการลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุนหรือที่เรียกว่าวิธี Dollar Cost
Averaging (DCA) โดย DCA เป็นการซื้อหน่วยลงทุน (หรือหุ้น) ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอ
เช่น ลงทุน 10,000 บาททุกเดือน เป็นต้น แต่กลยุทธ์ VA เป็นการควบคุมให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตการ
ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ


แนวคิดของ VA ได้แสดงไว้ในตารางข้างล่าง โดยสมมุติให้เราตั้งเป้าหมายไว้ในใจล่วงหน้าว่า
จะลงทุนโดยให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตเพิ่มขึ้นเดือนละ 10,000 บาท ดังนั้นในเดือนแรก เราเริ่มซื้อหน่วยลงทุนที่มีราคา 10 บาทต่อหน่วย โดยใช้เงิน 10,000 บาท ทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวน 1,000 หน่วย

ในเดือนที่สองราคาหน่วยลงทุนได้ปรับตัวลดลงไปเป็น 9 บาท ซึ่งทำให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตลดลง
เหลือเพียง 9,000 บาท (หน่วยละ 9 บาท จำนวน 1,000 หน่วย) แต่เนื่องจากในเดือนที่สอง มูลค่าสุทธิที่
เราได้ตั้งเป้าไว้ควรจะเป็น 20,000 บาท ดังนั้น เราจึงต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 บาท (9,000 บาท+11,000 บาท= 20,000 บาท) ทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวน 11,000 / 9 = 1,222 หน่วย (เข้า
ทำนอง ราคายิ่งถูก ยิ่งซื้อมากขึ้น)

สำหรับในเดือนที่สาม ราคาหน่วยลงทุนเริ่มปรับตัวขึ้นไปเป็น 12
บาท ทำให้มูลค่าสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 26,664 บาท (หน่วยละ 12 บาท จำนวน 2,222หน่วย) และในเดือนที่
สามนี้มูลค่าสุทธิที่เราได้ตั้งเป้าไว้ควรจะเป็น 30,000 บาท ดังนั้น เราจึงใช้เงินลงทุนในเดือนนี้เพียง
3,336 บาท (ลดจำนวนเงินในการซื้อลง เมื่อราคาสูงขึ้น) ทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้จำนวน 278 หน่วย

และสุดท้ายในเดือนที่สี่ ตลาดหลักทรัพย์อยู่ในภาวะกระทิง ส่งผลให้ราคาหน่วยลงทุนดีดตัวขึ้นไปสูง
ถึง 20 บาท ทำให้มูลค่าสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท (หน่วยละ 20 บาท จำนวน 2,500 หน่วย) แต่ใน
เดือนที่สี่มูลค่าสุทธิควรจะเป็น 40,000 บาท ดังนั้นในเดือนนี้ เราต้องขายหน่วยลงทุนมูลค่า 10,000 บาท
ออกมาเพื่อปรับให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตไม่เกิน 40,000 ตามที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งนับเป็นการขายทำกำไร
เพื่อลดความเสี่ยงเมื่อราคาหน่วยลงทุนเริ่มร้อนแรงเกินไป

เมื่อสิ้นเดือนที่สี่ จำนวนหน่วยลงทุนสะสมที่
ได้คือ 2,000 หน่วย โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 14,336 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 7.17 บาทต่อหน่วย ซึ่ง
ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง หากเราทดลองใช้วิธี DCA โดยการซื้อเฉลี่ยทุกเดือนๆละ 10,000 บาท
เมื่อสิ้นเดือนที่สี่ จำนวนหน่วยลงทุนสะสมที่ได้คือ 3,444 หน่วย โดยใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 40,000
บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 11.61 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดที่ 20 บาท อยู่ 42 % แต่เมื่อ
เปรียบเทียบกับการลงทุนแบบ VA แล้ว ถือว่าต้นทุนของการลงทุนแบบ DCA ยังสูงกว่าพอสมควร
เนื่องจาก DCA เป็นการซื้ออย่างสม่ำเสมอแต่จะไม่มีการขายทำกำไร และเมื่อตลาดปรับตัวขึ้นสู่ภาวะ
ร้อนแรงจะ ทำให้ต้นทุนของการลงทุนแบบนี้ค่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเราได้สะสมหน่วยลงทุน
จำนวนหนึ่งในราคาต้นทุนที่สูงขึ้น (แทนที่จะขายทำกำไรออกไปบ้างบางส่วนในแบบ VA)


ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ VA กับตลาดหลักทรัพย์ไทย ได้แสดงไว้ในกราฟดังรูปโดยได้รวบรวม
ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ย้อนหลังประมาณ 6 ปี คือตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2544 จนถึงเดือน
พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 รวม 71 เดือน โดยสมมุติให้เราซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีราคาต่อหน่วย
เท่ากับและเคลื่อนไหวไปตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) เพื่อทำการเปรียบเทียบต้นทุน
เฉลี่ยระหว่างของการลงทุนแบบ DCA ซึ่งทำการซื้อหน่วยลงทุน 10,000 บาท ทุกวันทำการแรกของ
เดือน กับการลงทุนแบบ VA ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตเพิ่มขึ้นเดือนละ 10,000
บาท โดยจะซื้อ (หรือขาย) หน่วยลงทุนทุกวันทำการแรกของเดือนเช่นเดียวกัน


กราฟรูปนี้ได้แสดงการเคลื่อนไหวของ SET Index เมื่อเทียบกับต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนทั้ง
แบบ DCA และ VA จะเห็นได้ว่า ต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนทั้งสองแบบล้วนต่ำกว่าดัชนี SET Index
อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเราลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยใช้ DCA พบว่าต้นทุนเฉลี่ยเมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 71 อยู่ที่
470.77 จุด ในขณะที่ดัชนี SET Index อยู่ที่ 730.87 จุด ในกรณีนี้ถ้าเราขายหน่วยลงทุนทั้งหมดก็จะได้
กำไรสุทธิ 55% แต่ถ้าเราลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยใช้ VA ก็จะมีต้นทุนเฉลี่ยเมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 71 อยู่ที่
404.76 จุด หากเทียบกับ SET Index ที่ 730.87 จุด แล้วเราจะได้กำไรสุทธิสูงถึง 81% ซึ่งจะเห็นได้จาก
กราฟว่าต้นทุนเฉลี่ยของการลงทุนแบบ VA จะต่ำกว่าแบบ DCA ตามเหตุผลที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น


ข้อสังเกตที่สำคัญอีกจุดหนึ่งบนกราฟ จะเห็นได้ว่าในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับตัว
เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดือนที่ 30 ถึง 37 (ช่วงเดือน พฤษภาคม 2546- มกราคม 2547) ในทางตรงกัน
ข้าม ต้นทุนของ VA ก็ปรับลดลงมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทั้งนี้เป็นผลจากการขายทำกำไรออกมาบางส่วน
เมื่อมูลค่าของเงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเกินกว่าเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ในตอนแรก ในขณะที่ต้นทุนของ DCA
กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะได้ทำการซื้อหน่วยลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกเดือนโดยไม่สนใจภาวะตลาด ทำให้
เกิดความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อราคาหน่วยลงทุนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จากตัวอย่างโดยสังเขปนี้ พบว่ากลยุทธ์
การลงทุนแบบ Value Averaging จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลดต้นทุนของการลงทุนได้อย่างดี

















« Reply #54 เมื่อ 10/06/2007 , 18:38:15 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

DOLLAR COST AVERAGING: เหรียญที่ต้องมองทั้งสองด้าน

ผศ.ดร. คมวุธ วิศวไพศาลหัวหน้าศูนย์วิจัยและปฏิบัติการทดลอง มหาวิทยาลัยศรีปทุม ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ ปีที่ 12 ฉบับที่ 743 วันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2549
------------------------------

เมื่อกล่าวถึง Dollar Cost Averaging (DCA) นักลงทุนจำนวนไม่น้อยจะรู้จักกันดีว่า DCA คือเทคนิคการซื้อหุ้น หรือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นอีกเทคนิคหนึ่ง โดยเป็นการกระจายซื้อหน่วยลงทุน (หรือหุ้น) ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากัน และลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ลงทุน 10,000 บาททุกเดือนไปเรื่อยๆ เป็นต้น

การลงทุนแบบ DCA เป็นเทคนิคที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนแนะนำ เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงจากการทุ่มเงินทั้งก้อนเพื่อซื้อหน่วยลงทุน ณ ราคาใดราคาหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าราคาที่ซื้อเป็นราคาที่สูงกว่าปัจจัยพื้นฐาน ตัวอย่างของการลงทุนแบบนี้ได้แสดงไว้ในตารางข้างล่างซึ่งได้แสดงถึงการใช้เทคนิค DCA ในสถานการณ์ต่างๆ โดยที่หน่วยลงทุนมีรูปแบบของสภาวะราคาใน 4 ลักษณะ บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงข้อดีและข้อด้อยของ DCA เพื่อให้นักลงทุนได้พิจารณาอย่างเป็นกลาง

สภาวะที่ 1

เป็นสภาวะที่ราคาหน่วยลงทุน (สมมุติ) เริ่มต้นที่ 10 บาท หากเราซื้อโดยใช้เงิน 10,000 บาท ทุกเดือน ในเดือนแรกก็จะซื้อได้ 1,000 หน่วย และเดือนที่สองราคาหน่วยลงทุนลดลงเหลือ 9 บาท ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนในเดือนแรกเริ่มขาดทุน แต่หากเรายังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยใช้เงิน 10,000 บาท เท่าเดิม เราก็จะซื้อหน่วยลงทุนได้มากขึ้นเป็น 1,111 หน่วย

จากเดือนที่ 3 ถึงเดือนที่ 7 ราคาหน่วยลงทุนได้ลดลงเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้เราซื้อหน่วยลงทุนในจำนวนที่มากขึ้นไปเรื่อยๆเช่นกัน ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยลดลง และเมื่อราคาหน่วยเริ่มฟื้นตัวในเดือนที่ 8 เราจะเริ่มซื้อหน่วยลงทุนได้น้อยลงกว่าเดือนที่ 7 และหลังจากนั้นราคาหน่วยก็ไต่ระดับขึ้นเป็น 10 บาท มาเท่ากับกับเดือนแรกที่เริ่มลงทุน

แต่โดยรวมแล้วนักลงทุนก็ยังได้กำไรถึง 43% เพราะมีต้นทุนเฉลี่ยเพียง 7 บาท เทียบกับราคาหน่วยในเดือนสุดท้าย 10 บาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากการซื้อสะสมหน่วยลงทุนที่ราคาต่ำไว้เป็นจำนวนมากเมื่อกลางปี ดังนั้นการใช้ DCA จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อราคาหน่วยลงทุนลดลงไปชั่วคราวและฟื้นกลับมาอยู่ในระดับที่สูงขึ้นในตอนท้าย

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมักจะแนะนำว่าตลาดหลักทรัพย์ในระยะสั้นอาจมีความผันผวน แต่ในระยะยาวก็จะค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นซึ่งอาจกินเวลาหลายปีก็ได้ ตัวอย่างเช่น การที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET) ตกลงมาจาก 1753 จุด ในปี พ.ศ.2537 ลงมาที่จุดต่ำสุดที่ 207 จุดในปี พ.ศ.2541 และค่อยๆปรับตัวขึ้นจนถึงปัจจุบัน

หากเราประยุกต์ใช้ DCA โดยซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนดัชนีที่เคลื่อนไหวตาม SET อย่างสม่ำเสมอ พบว่าหากเริ่มลงทุนตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 จะต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี จึงจะเริ่มกลับมามีกำไรใน
ตอนท้าย ดังนั้นการลงทุนแบบนี้ต้องใช้ความอดทนและมีวินัยอย่างมากในโดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ผู้ลงทุนต้องมีความเชื่อมั่นว่าดัชนีตลาดหรือราคาหุ้นจะค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาวอย่างแท้จริง

สภาวะที่ 2

เป็นสภาวะที่ราคาหน่วยลงทุน มีราคาปรับสูงขึ้นเรื่อยๆจากต้นปีไปถึงปลายปี เริ่มต้นจาก 10 บาท ไปจนถึง 21 บาท การซื้อหน่วยทุกเดือนในภาวะขาขึ้นเช่นนี้จะทำให้เรามีต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าราคาตลาดในขณะนั้นเสมอ ซึ่งในกรณีตัวอย่างนี้นักลงทุนก็ยังได้กำไรถึง 40% สำหรับนักเก็งกำไรแล้วการใช้ DCA จึงเหมาะกับช่วงเวลาที่ตลาดอยู่ในภาวะกระทิง ซึ่งแม้ว่านักลงทุนใช้วิธีนี้ในการเก็งกำไรระยะสั้นก็มักได้กำไรค่อนข้างแน่นอน แต่สำหรับนักลงทุนระยะยาวแล้ว การซื้อหน่วยลงทุนในราคาสูงจะได้จำนวนหน่วยที่น้อยลงกว่าปกติและทำให้ต้นทุนเฉลี่ยสูงขึ้น

สภาวะที่ 3

เป็นสภาวะที่ราคาหน่วยลงทุน เริ่มต้นที่ 10 บาท และไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆตอนกลางปีจนถึง 16 บาท แต่ท้ายที่สุดก็ปรับตัวลดลงมายังระดับราคาเริ่มต้นที่ 10 บาทเมื่อสิ้นปี จะเห็นได้ว่าการใช้เทคนิค DCA ในกรณีนี้ทำให้เราขาดทุนเนื่องจาก เราได้ซื้อหน่วยลงทุนในราคาสูงไว้เป็นจำนวนมากในช่วงกลางปี เมื่อราคาหน่วยลดลงตอนปลายปีทำให้ต้นทุนเฉลี่ยทั้งปีสูงกว่าราคาตลาดเมื่อปลายปี ทำให้เกิดการขาดทุนได้ ในกรณีนี้นักลงทุนต้องอดทนถือและซื้อหน่วยลงทุนต่อไปเรื่อยๆโดยหวังว่าราคาหน่วยจะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

สภาวะที่ 4

เป็นสภาวะที่ราคาหน่วยลงทุน ได้ลดต่ำลงมาตลอดจากต้นปีจนถึงปลายปี เริ่มต้นจาก 10 บาท ลงมาเรื่อยๆจนถึง 4.5 บาท การซื้อหน่วยทุกเดือนในภาวะขาลงเช่นนี้ทำให้เรามีต้นทุนเฉลี่ยที่สูงกว่าราคาเมื่อปลายปีเสมอ ทำให้เกิดการขาดทุนดังข้อมูลที่ได้บรรยายไปแล้วในตอนท้ายของสภาวะตลาดที่ 1 แต่ถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาวโดยแท้จริงแล้ว นี่คือโอกาสในการซื้อหน่วยลงทุนในราคาถูกที่ควรคว้าเอาไว้ ในทางตรงข้ามสำหรับนักเก็งกำไรแล้วการซื้อเฉลี่ยขาลงเป็นสิ่งต้องห้ามเป็นอย่างยิ่ง

กล่าวโดยสรุปแล้วการประยุกต์ใช้ DCA กับการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้น ล้วนทั้งมีจุดดีและจุดด้อย

การลงทุนในลักษณะนี้ ผู้ลงทุนต้องมีวินัยในการลงทุน โดยมีจิตใจที่มั่นคงสามารถทนต่อสภาวะที่ตลาดหลักทรัพย์ตกต่ำได้โดยไม่ตัดสินใจขายหน่วยลงทุนแบบตัดขาดทุนออกไปเสียก่อน

นอกจากนั้นยังต้องมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะซื้อหน่วยลงทุนที่ราคาลดต่ำลงมาอีกด้วย ซึ่งบ่อยครั้งเสมือนกับการเดินอยู่ในความมืด เพราะไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อใดที่ราคาจะฟื้นตัวขึ้นมาอีก แต่ทุกวิกฤติก็ย่อมมีโอกาสเสมอสำหรับผู้ที่มีความสม่ำเสมอในการลงทุน เพราะในระยะยาวแล้วการลงทุนในหุ้นถือว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดเช่นกัน




« Reply #56 เมื่อ 14/06/2007 , 21:49:53 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
Limit Loss, Let Profit Run
By ThaiDayTrade Team

วันหนึ่ง ขณะที่นั่งสมองกลวงๆ เจ้าต้นมันก็ถามขึ้นมาว่า “พี่ๆ พี่ว่าคนเล่นหุ้นเจ๊ง กับ คนเล่นหุ้นกำไร แบบไหนมีมากกว่ากัน” เราก็ได้ยินแต่ใครๆบ่นว่าเจ๊งๆ ก็เลยตอบว่า “คนเล่นเจ๊ง ซิ น่าจะมากกว่า”

เจ้าต้นยิงคำถามใส่กบในกะลาอย่างผมต่อว่า “รู้ไม๊ ทำไม คนเล่นหุ้นเจ๊ง มีมากกว่า” ตายละซิ ไม่รู้แหะ …. แค่คิด ยังไม่ทันจะตอบ เจ้าต้นก็เปิดโปรแกรม Excel โชว์ผลกำไรเป็นเท่าตัวของเขาให้เราอิจฉาเล่น แล้วพูดอย่างมีความสุขและภูมิใจว่า

“พี่ เห็นไม๊ นี่ไง หุ้นที่ต้นถืออยู่ มันปีนเส้นค่าเฉลี่ยมาตลอด แล้วต้นจะขายทำไม ต้นก็ปล่อยกำไรวิ่งไปเรื่อยๆซิ คนส่วนใหญ่นะพี่ พอมีกำไรนิดหน่อยก็ดีใจ ขายกันแล้ว กลัวหุ้นลง แต่แปลกนะพี่ ถ้าหุ้นที่ซื้อแล้วดิ่งลง ดิ่งลง กลับถือได้ทนดีจัง ของต้นนะ รอให้หลุดเส้นค่าเฉลี่ยก่อน ค่อยทิ้ง”

นั่นดิ เวลาหุ้นร่วง คนส่วนใหญ่ก็เอาแต่นั่งกอดหุ้น เพราะความกลัวว่าขายแล้วจะขาดทุน ได้แต่นั่งเฝ้ามองหุ้นตัวเองต่ำลง ต่ำลง จน เครียด กินเหล้า เวลามันดีดขึ้นมา กี่รอบกี่รอบ ก็ไม่เห็นถึงทุนเราซะที ขณะที่เจ้าต้นมันเสี่ยงขายไปก่อน ด้วยความคิดที่ว่า รักษาเงินทุนสำคัญกว่ามานั่งห่วงกำไรหรือขาดทุน แล้วค่อยกลับไปซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า พอหุ้นเด้งขึ้นเด้งลง เจ้าต้นทำกำไรชดเชยผลขาดทุนไป 3 รอบแล้ว อย่างงี้นี่เอง ที่ฝรั่งมันบอกว่า “ความเสี่ยงที่สุดในชีวิต คือ การที่ไม่กล้าเสี่ยงอะไรเลย”









« Reply #57 เมื่อ 14/06/2007 , 21:52:30 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้
By ThaiDayTrade Team

เวลาหุ้นเป็นขาขึ้นเห็นๆ หรือจะพูดให้ดูดีหน่อยก็ว่า หุ้น Break-out ผ่านแนวต้าน ทำ new high พร้อมด้วยวอลุ่ม support ……. จะทำไงดี



ทางเลือกแรก ซื้อตามไปก่อน ถ้ามันขึ้นๆๆ เราปล่อยมันขึ้นๆๆ ถ้าผิดคาด ซื้อแล้วลง เรา Stop loss 3% หรือ ทางเลือกที่สอง รอให้นักวิเคราะห์ออกมาแนะนำก่อนจึงค่อยซื้อ ทางเลือกที่สาม ไปห้องสมุด แล้วทำการค้นหารายชื่อผู้ถือหุ้น อ่านดูนโยบายบริษัทและนโยบายเงินปันผล แล้วทำการวิเคราะห์งบการเงิน แล้วเปรียบเทียบอัตราส่วนทางการเงิน เพื่อให้ทราบแนวโน้ม แล้วทำประมาณการกำไรขาดทุนจากการดำเนินงาน และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท แล้วหามูลค่ากิจการ แล้วหามูลค่าต่อหุ้น พร้อมทั้งเปรียบเทียบค่าพีอี ค่าบีวี ของบริษัทเทียบกับ comparable companies



ทางเลือกแรก ซื้อตาม Demand และ fund flow ที่เข้ามา ซึ่งเกิดจากสมมุติฐานที่ว่า ต่างชาติ หรือ กองทุน หรือ รายใหญ่ ที่เขาเอาเงิน 10 ล้าน หรือ 50 ล้าน หรือ 100 ล้าน มาซื้อหุ้นตัวหนึ่งๆ ในราคาที่สูงกว่าราคา high ในอดีต เขาไม่ใช่กลุ่มบุคคลไร้สติ เขาศึกษา และ ทำการวิเคราะห์เจาะลึก จนเกิดความมั่นใจมาแล้วว่า มูลค่ากิจการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เขาจึงเข้าซื้อ แต่เนื่องจากหุ้นที่เสนอขายมีจำนวนน้อยกว่าหุ้นที่เขาต้องการซื้อ เขาจึงต้องซื้อ ณ ราคาใดๆ เพื่อให้ได้หุ้นครบตามจำนวนที่วางแผนซื้อไว้แต่ตอนแรก ด้วยสันนิษฐานนี้ จึงเลือกทางเลือกแรก ซื้อตาม Demand และ fund flow ที่เข้ามา

ทางเลือกที่สอง รอให้นักวิเคราะห์เห็นก่อนว่าหุ้นตัวนี้มาแรงแซงโค้ง แล้วรอให้นักวิเคราะห์ไปนั่งศึกษาดูก่อนว่าหุ้นขึ้นเพราะอะไร จากนั้น นักวิเคราะห์จะออก Report ออกมาแนะนำ พร้อมอธิบาย ว่าทำไมหุ้นตัวนี้จึงมาแรง แล้วเราจะได้ซื้ออย่างสบายใจ เนื่องจากนักวิเคราะห์พิจารณาดูแล้วว่าเป็นหุ้นพื้นฐานดี

ทางเลือกที่สาม ไปห้องสมุดแล้วทำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเกิดจากสมมุติฐานที่ว่า ท่านมีความสามารถในการวิเคราะห์บริษัทนั้นๆได้ดีกว่าต่างชาติ กองทุน รายใหญ่ และนักวิเคราะห์ ….. ท่านสามารถประมาณภาวะเศรษฐกิจโลก อัตรา GDP Growth อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และ ราคาน้ำมัน ในอนาคต ได้แม่นยำกว่าเขา ท่านสามารถประมาณการ demand และ อัตราการเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมนั้นๆได้แม่นยำกว่าเขา ท่านสามารถประมาณการจำนวนยอดขายและราคาขายในอนาคตได้แม่นยำกว่าเขา ท่านสามารถประมาณการต้นทุนการผลิตในสินค้าแต่ละประเภท ในทุกๆองค์ประกอบของต้นทุนการผลิตได้แม่นยำกว่าเขา และ ท่านยังคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหารได้แม่นยำกว่าเขาอีกด้วย เมื่อท่านวิเคราะห์ดูแล้ว เห็นว่า น่าลงทุน จึงค่อยเข้าซื้อหุ้นตัวนั้นเพื่อการลงทุน ด้วยสันนิษฐานนี้ ท่านจึงต้องทำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นด้วยตัวเองก่อนเสมอ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

เลือกแบบไหนก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้าสมมุติฐานของท่านถูก ถ้าโลกนี้ไม่มี Time Value of Money และ ถ้างาไม่ไหม้ไปเสียก่อน ก่อนที่ถั่วจะสุก





« Reply #58 เมื่อ 14/06/2007 , 21:55:26 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
ไปห้ามเลือดก่อน แล้วค่อยมาคุย
By ThaiDayTrade Team

เวลาเลือดไหลออกมากๆ ทำไงครับ
ห้ามเลือดในทันที ก่อนที่จะตาย หรือ ต้องหาสาเหตุให้ได้ ว่า ทำไมถึงไหล ใครแทง แทงโดนเส้นเลือดใหญ่หรือเส้นเลือดฝอย แล้วนี่เลือดจะหยุดไหลหรือยัง เลือดจะไหลอีกนานไม๊ ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร ทำไม แบบไหน ….. %$@#(*!5$ และอื่นๆอีกมากมายหลากหลายคำถาม ฯลฯ

เคยแอบสงสัยการขายขาดทุนของอาจารย์ผู้มีพระคุณของผมท่านนึง เอ จะขายทำไม ขาดทุนนะ …… อาจารย์ของผมท่านนี้อยู่ในตลาดหุ้นมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาว มาทุกยุคทุกสมัย ท่านชอบทำมากกว่าพูด ผมเรียนรู้หลายอย่างมาจากท่าน โดยท่านจะปฏิบัติให้ดู มากกว่าที่จะสั่งสอน ด่าบ่น!

เวลาหุ้นตัวที่ท่านถืออยู่โดนแรงขายมาหนักๆ ท่านขายทันที! ไม่ใช่กระต่ายตื่นตูมนะครับ แต่ตลาดหุ้นมีทั้งต่างชาติ กองทุน รายใหญ่ รายย่อย รายละเอียด หลายจิตหลายใจหลายต้นทุน เต็มไปหมด หากหยุดผลขาดทุนเสียแต่ตอนนี้ มันยังเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อย่างที่คนใน Financial Consulting Firm มักจะรำพึงรำพันกันบ่อยๆว่า “Ok, ok, acceptable risk” แล้วพอท่านขายทิ้งทีไร อีกสักพัก ท่านก็ได้กลับมาซื้อคืนทุกที ในราคาที่ต่ำกว่าเดิมมาก

คนส่วนใหญ่ในตลาดฯ พอเลือดสาดก็อยากจะคาดเค้นเอาสาเหตุให้ได้ ถามไปถามมา …. เป็นลม! สลบ พอดี! ฟื้นมาอีกที อยู่ห้อง ไอซียู ซะแล้ว หุ้น Rebound กี่ที ก็ไม่ถึง “จุดคุ้มทุน” ซะที ….. จะไปโทษว่าสมัยเรียน ข้อสอบชอบถามแต่ “Break-even-point” ก็คงจะไม่ได้ ….. ตอนนี้ ขาดทุ


  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-15:59 GMT+7  

« Reply #61 เมื่อ 14/06/2007 , 22:03:22 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เสี่ย “ช.” กับ กลยุทธ์ Sideway
By ThaiDayTrade Team

เล่นหุ้นแบบง่ายๆ ไม่เสียสุขภาพจิต ต้องเล่นแบบ เสี่ย “ช.” ….. เสี่ย “ช.” ท่านเป็นนักธุรกิจข้ามชาติและเป็นกรรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และ กรรมการบริษัท หลายแห่ง ไม่มีเวลามานั่งเฝ้าหุ้น

ท่านเข้าใจตลาดหุ้นไทยอย่างดีเยี่ยม และทราบดีว่า หุ้นไทยส่วนใหญ่มีลักษณะ เคลื่อนตัวออกด้านข้าง ขึ้นไม่นานก็ลง ลงไม่นานก็ขึ้น แกว่งในกรอบแคบๆ ….. กลยุทธ์ที่เหมาะกับตลาดแบบไทยๆที่ท่านใช้ก็คือ ขึ้นขาย ลงซื้อ จนกว่าหุ้นจะตัดสินใจ Breakout ออกไปทางใดทางหนึ่ง



หลังจากท่านเลือกหุ้นพื้นฐานดีได้สักตัวแล้ว สมมุติง่ายๆตัวเลขกลมๆ ซื้อมาราคา 10 บาท ถ้าราคาหุ้นลงมา 9.60 ท่านซื้อ ถ้าลงมา 9.20 ท่านซื้ออีก ถ้าลงมา 9.0 ท่านก็ซื้ออีก แต่ถ้าคาดผิด หลุดขอบเขตราคาเดิมๆลงมา ท่านขายทิ้งทั้งหมด เพราะนั่นหมายถึง หุ้นกำลังจะลงยาว คือ เมื่อผิดคาด ท่านก็ยอมรับผิด ขณะเดียวกัน ถ้าหุ้นขึ้นไป 10.40 ท่านขายส่วนนึง ถ้าหุ้นขึ้นไป 10.80 ท่านก็ขายอีกส่วนนึง ถ้าขึ้นไปอีกถึง 11.0 บาท ท่านก็ขายอีกส่วนนึง แต่ถ้าหุ้นไต่ทำ new high ใหม่ขึ้นไปได้ ท่านก็จะปล่อยให้หุ้นส่วนที่เหลือ วิ่งไปตาม trend ของมัน หรือ อาจจะซื้อเพิ่มที่ราคาแพงกว่าที่ขายไปด้วยซ้ำ ถ้าแนวโน้มเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ของตลาดที่ซื้อหุ้นมาในราคา 10 บาท แล้วรอขายที่ 11 บาท …. ในระยะเวลาดังกล่าวนี้ บางที เสี่ย “ช.” ทำกำไรไปแล้ว 4 รอบ ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังอึดอัดว่าหุ้นที่ตัวเองถือไม่ไปไหน ท่านกลับสนุกกับ sideway strategy ของท่าน เมื่อราคาหุ้นมาถึง 11 บาท จริง ความอึดอัดทำให้คนส่วนใหญ่ ดีใจ และขายทิ้งที่ 11 บาท ในขณะที่ ท่านไม่มีความอึดอัดมา กดดัน จึง let profit run ที่ราคาเหนือกว่า 11 บาท ขึ้นไปได้

หุ้นขึ้นก็ดี จะได้ขาย หุ้นลงก็ดี จะได้ซื้อคืน …… เล่นหุ้นแล้วหล่อ เล่นหุ้นแล้วรวย ต้องเล่นแบบ เสี่ย “ช.”





« Reply #62 เมื่อ 14/06/2007 , 22:06:52 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
ซื้อเพราะเห็นว่าถูก ขายเพราะเห็นว่าแพง
By ThaiDayTrade Team

เคยคิดแบบนี้ไหมครับ

หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาจาก 3 บาท นี่ 6 บาท แล้ว ไม่ซื้อหรอก แพงแล้ว เสียเปรียบพวกต้นทุน 3 บาท

หุ้นตัวนี้ เคยอยู่ 6 บาท นี่ ลงมาถึง 3 บาทแล้ว ได้ของถูก ต้องซื้อ ต้องซื้อ ได้เปรียบพวกต้นทุน 6 บาทตั้งเยอะ

หุ้นตัวนี้ ขายไปแล้วที่ราคา 4 บาท จะให้ซื้อที่ราคา 5 บาท ไม่มีทาง รอให้มันลงมาต่ำกว่าที่ขายก่อนถึงจะซื้อ

หุ้นตัวนี้ เพิ่งซื้อมาในราคา 5 บาท จะให้ขายที่ราคา 4 บาท ไม่มีทาง







ถ้าผมเป็นผู้กำหนดราคาตลาด ผมก็คงคิดและทำแบบนั้นเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ในตลาด มักกำหนดราคาที่จะซื้อหรือขาย เสมือนเป็นผู้กำหนดหรือควบคุมราคาหุ้นได้อย่างเดียวขาด …. ไม่รู้แหละ ไม่ได้ราคานี้ ก็จะไม่ซื้อ ไม่ได้ราคานี้ก็จะไม่ขาย

แล้วเคยมีอาการแบบนี้ไหมครับ เวลาหุ้นขึ้นๆๆๆๆ เราเครียดแถมซึมเศร้า เพราะไม่มีหุ้นติดมือเลย ขณะที่คนอื่นเขาเฮฮา ตบไม้ตบมือ แล้วมานั่งบ่นว่า รู้งี้ สัปดาห์ที่แล้วน่าจะซื้อ ไม่งั้นป่านนี้ กำไรแล้ว 40%

แล้วเคยมีอาการแบบนี้ไหมครับ เวลาหุ้นลงๆๆๆๆ เราก็เครียด เพราะหุ้นติดไม้ติดมือเต็มไปหมด เกะกะน่ารำคาญ ตั้งซื้อราคาไหนที่ว่าถูก ก็ได้หมด จนเงินหมดไม่มีให้ซื้อแล้ว ราคายังไม่ยอมหยุดไหลเลย ขณะที่คนอื่นกำลังนั่งเลือกหุ้นถูกๆอยู่ ว่าจะซื้อตัวไหนดี

เซียนหุ้นที่อยู่ในตลาดมานาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก หลายท่านด้วยกัน ล้วนเปิดเผยตรงกันโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อนว่า ท่านไม่เคยจำราคาด้วยซ้ำไป ว่าตนซื้อราคาไหน ขายราคาไหน เขาดูแต่แนวโน้ม ตราบใดที่ยังแนวโน้มขึ้น เขาจะซื้อๆๆ ตราบใดที่แนวโน้มลง เขาจะขายทิ้ง …… แล้วถ้าท่านพลาดล่ะ ซื้อแพงกว่าที่ขายแล้วมันกลับลง หรือ ขายถูกกว่าที่ซื้อแล้ววันรุ่งขึ้นมันเด้งขึ้น ท่านเหล่านี้จะทำยังไงครับ กฎเดิมครับ Limit Loss, Let Profit Run









« Reply #63 เมื่อ 14/06/2007 , 22:09:12 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เสี่ย “ป.” ย้ำ “หุ้นนะ ไม่ใช่หวย”
By ThaiDayTrade Team

หลังจากไปเช็คราคาหุ้นในอดีตและแนวรับแนวต้านมาเรียบร้อยแล้ว เราก็ท่องจนขึ้นใจ แนวรับ 7.2 แนวต้าน 8.4 “จะซื้อที่ 7.2 จะขายที่ 8.4” “จะซื้อที่ 7.2 จะขายที่ 8.4” (ท่องๆๆ จะเอาราคานี้ ไม่ได้ไม่เอา)

ในโลกของความเป็นจริง แนวรับแนวต้านมี error ได้ครับ ก็หุ้นนี่ ไม่ใช่หวย ผู้เล่นในตลาดมีมากมายหลายคน จะคาดหวัง ซื้อ Low ขาย High ถ้าไม่ได้ หนูไม่ยอม ก็ไม่ถูก …….. ผู้เล่นในเกมส์นี้มาจากหลากหลายตำบล หลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายความกลัว หลากหลายความกล้า ….. ถ้าไม่ได้ low ไม่ได้ high ก็คงไม่ตายหรอก และในหลายครั้ง low กับ high มันเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะจิตเท่านั้น

จากการสัมภาษณ์พูดคุยกับโปรหุ้นหลายราย พบว่า ท่านเหล่านั้น ให้ความสำคัญกับการรักษาเงินลงทุน การปล่อยกำไรวิ่งขึ้น และ การหยุดขาดทุนโดยไว มากกว่าจะมาคาดหวังซื้อ low ขาย high

เสี่ย “ป.” เป็นเซียนหุ้นพันล้านอีกท่านหนึ่งล่ะครับที่ออกมายอมรับว่า ท่านไม่เคยซื้อได้ที่ Low ขายได้ที่ High เลย แต่ท่านจะซื้อ เมื่อเห็น Low แล้ว มันวกขึ้นไป ไม่ใฝ่ต่ำลงมาอีก และ ท่านจะขาย เมื่อเห็น High แล้ว มันดิ่งลงแบบไม่หวนคืนฟื้นขึ้นไปใหม่ และท่านย้ำด้วยว่า วิธีนี้แหละ ที่ทำให้ท่านอยู่รอดปลอดภัย รวยเรื้อรัง มาได้จนถึงทุกวันนี้

ในขณะที่คนส่วนใหญ่ในตลาดกะเก็งกันว่าตรงนั้นตรงนี้เป็นจุด Low จึงเข้าซื้อ เสี่ย “ป.” จะรอให้ราคามันยกขึ้นจากจุด Low มาก่อน แล้วจึงซื้อเมื่อเห็นว่าไม่มี new low เช่นเดียวกับที่ คนส่วนใหญ่ในตลาดกะเก็งกันว่าตรงนั้นตรงนี้เป็นจุด High จึงวางขาย ส่วน เสี่ย “ป.” จะขายก็ต่อเมื่อเห็นว่า ไม่มี new high

วิธีนี้สอดคล้องกับวิธีคิดของเซียนหุ้นทั้งหลายเลยครับที่ไม่ยึดติดตัวเลขแนวรับแนวต้าน ไม่ยึดติดสิ่งสมมุติว่า low หรือ high และไม่ดิ้นตายด้วยที่ไม่ได้ low ไม่ได้ high

“ผมไม่ยึดติดแนวรับแนวต้านหรอก หยุดทำ new low นั่นแหละ ผมถึงจะซื้อ หยุดทำ new high โน้นแหละ ผมถึงจะขาย นี่มันหุ้นนะ ไม่ใช่หวย” เสี่ย “ป.” ย้ำก่อนเปลี่ยนเรื่องคุย





« Reply #64 เมื่อ 14/06/2007 , 22:11:26 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เวลาเป็นเงินเป็นทอง
By ThaiDayTrade Team

เป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว ที่หุ้นพื้นฐานดีตัวหนึ่ง ไม่เคยไปไหนมาไหนไกลเลย ขึ้นไปถึง 108 มันก็ลง ลงมาถึง 102 มันก็ขึ้น แต่พอขึ้นไปถึง 109 มันก็ลงอีก พอแตะ 102 มันก็ขึ้นอีก ขึ้นไปชน 107 มันก็ลง ลงมาถึง 102 มันก็ขึ้นอีก



หุ้นของท่านก็เป็นแบบนี้ หุ้นที่ท่านตั้งใจจะซื้อก็เป็นแบบนี้ วันแล้ว วันเล่า คร๊อกกกกกก blah blah

เรามาดูกัน ว่ามีกี่ Option ให้เราเลือก

1.เราจะถือลงทุนระยะยาว ไม่สนหรอกว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ก็หุ้นพื้นฐานดีนี่ จะถือมันเรื่อยไป กำไรไม่ถึง 30% ไม่มีวันขายหรอก หุ้นจะลงไปถึงไหนก็ไม่สน ขาดทุนเราไม่ขาย หุ้นเราพื้นฐานดี

2.เราเห็นคุณค่าของ Time Value of Money ถ้ามันวิ่งอยู่ในกรอบแคบๆแบบนี้ เราจะทนถือทำไม เราจะขายแถวๆ 107-108 แล้วรอซื้อคืนที่ 102-103 เราจะกินรอบละ 4-5 บาท เรื่อยไป จะ 4 รอบ 5 รอบ เราไม่สนหรอก เราจะทำตามแผนที่วางไว้นี้ จนกว่ามันจะ break-out ทางใดทางหนึ่ง ถ้า break 108 ขึ้นไปได้ เราจะซื้อตามด้วยซ้ำ ถ้า break 102 ลงมา ถึงจะขาดทุน เราก็จะขาย

3.เราเห็นคุณค่าของ Time Value of Money มาก เราจะไม่ซื้อที่ 103 เราจะไม่ซื้อที่ 105 เราจะไม่ซื้อที่ 107 แต่เราจะซื้อที่ 109 ระหว่างนี้ เราไปเล่นตัวอื่นที่ break แนวต้าน ทำ new high และมีวอลุ่ม support ไปพลางๆก่อนดีกว่า เมื่อตัวนี้ แตะ 109 ได้ พร้อมวอลุ่ม support ติด most active เราจะกลับมาลุย
สไตลล์การลงทุนของท่านเป็นแบบไหนครับ






« Reply #65 เมื่อ 14/06/2007 , 22:14:03 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เกลียดตัว กินไข่ เกลียดปลาไหล กินน้ำแกง
By ThaiDayTrade Team

พี่คนนึงเข้ามาคุยด้วย “ช่วงนี้จะซื้อหุ้นอะไรดี” พอตอบกลับไป พี่เขาก็บ่นว่าไม่รู้จัก ผมก็แนะนำใหม่ เลือกตัวที่คิดว่าพี่เขารู้จักแน่ๆไปให้ พี่เขาก็ยังไม่ชอบใจอีก “นี่มันหุ้นเก็งกำไรนี่ ไม่เอาอ่ะ อยากจะได้หุ้นพื้นฐานดีๆ ไว้ถือลงทุนอย่างสบายใจ” ผมก็แนะนำใหม่ คราวนี้พื้นฐานเยี่ยม บรรษัทภิบาลยอด พีอีต่ำ พีวีต่ำ ปันผลสูง EBITDA งาม Cash Flow from Operation เพียบ อยู่ใน industry ที่กำลังจะขยายตัว และราคาก็ลงมาในระดับ undervalued แล้ว

หลังจากพี่คนนั้นซื้อหุ้นตามคำแนะนำของผมไปได้ 2 วัน ก็โทรมาบ่น “หุ้นที่เธอแนะมา ไม่เห็นมันไปไหนเลย สู้ตัวนั้นก็ไม่ได้ ซิลลิ่งแล้ว” แป่ววววว!

เกลียดหุ้นเก็งกำไร แต่อยากได้กำไรจากหุ้นไวๆ?????

การเลือกหุ้นโดย Fundamental Analysis มันก็คือ การเก็งกำไรเหมือนกันล่ะครับ เพียงแต่มันเป็นการเก็งกำไรจากการเก็งมูลค่ากิจการโดยนักวิเคราะห์ หรือจะเรียกให้ดูดีก็บอกว่า security valuation ในขณะที่การเล่นหุ้นเก็งกำไรเป็นการเก็งกำไรจากเม็ดเงินที่ไหลเข้าหุ้นตัวนั้นๆโดยนักเล่นหุ้นในตลาด ณ ขณะนั้น หรือที่นักวิเคราะห์เรียกให้ดูแย่หน่อยว่า หุ้นปั่น แต่จะวิเคราะห์แบบไหน ก็เก็งกำไรทั้งนั้นแหละ ไม่งั้น จะกำหนด fair value หรือ target price กันทำไม เพราะการกำหนดเช่นนั้น ก็คือการเก็งแหละว่าถ้าคุณซื้อที่ราคานี้ คุณน่าจะขายได้ที่ราคานั้น

เราไม่ได้สนับสนุนหุ้นปั่นนะครับ แต่ต่างชาติหรือกองทุน หรือ เราๆท่านๆ ซื้อหุ้นก็หวังกำไรกันทั้งนั้น แต่ทำไม เวลามีข่าวว่า หุ้น small cap. จะได้ นาย กขค. มาร่วมทุน ก็บอกว่า ยี้ เจ้ามือจะเข้ามาปั่นหุ้น แต่พอ big cap. จะได้ มิสซะเตอร์ โรเบิร์ต มาร่วมทุน กลับบอกว่า ว้าว Joint Venture! …….. เวลามี หุ้น small cap. วิ่ง ก็บอกว่า ยี้ หุ้นเก็งกำไร แต่พอ big cap. วิ่งวันละ 5% หรือ 8% กลับบอกว่า มันเติบโตตามปัจจัยพื้นฐาน??? แล้วอาการวิ่งขึ้นพรวดๆ ซึ่งเกิดจากการใช้เงินกวาดซื้ออย่างรวดเร็วและรุนแรงภายในวันเดียวของหุ้น big cap. ไม่เรียกว่าปั่นหรือครับ ไม่เรียกว่าเก็งกำไรหรือครับ

Fundamental Analysis ก็มีรากฐานแก่นแท้มาจากการเก็งกำไรเหมือนกัน เพียงแต่เรียกให้ดูดีในคำที่แตกต่างกันไป เช่น เรา Estimate ว่า, เรา Forecast ว่า, เรา project ว่า, เรา think ว่า, เรา evaluate ว่า, เรา calculate ว่า, เรา appraise ว่า, เรา compute ว่า …… จริงๆแล้ว ก็คือ เรา guess ว่า … นั่นเอง เพราะโลกของความเป็นจริง ใครจะมาทำนายทายได้อย่างแม่นยำล่วงหน้าเป็นปีๆ เห็นบางทีให้ target 12 เดือน เท่านั้นเท่านี้ พอหุ้นร่วงลงมา “เรายังคงคำแนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมาย xxx บาท” พอหุ้นร่วงลงอีก “เรายังคงคำแนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมาย xxx บาท” พอหุ้นร่วงลงสุดๆ “อ้อ โทษที เราปรับประมาณการรายได้ลงมาแล้ว เราแนะนำขาย ปรับราคาเป้าหมายลงเหลือ xxx บาท” แป่ววววววว!

อยู่กับปัจจุบัน ดีที่สุดครับ เงินเรามีเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณเงินทั้งตลาด เซียนหุ้นตัวจริงถึงกล่าวอยู่เสมอว่า “ว่าไปตามภาวะตลาด” “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง” และถ้าท่านเล่นหุ้นเพื่อหวังกำไรแล้ว อย่าไปยึดติด ว่าตัวไหนพื้นฐาน ตัวไหนเก็งกำไร เพราะถ้านักวิเคราะห์แนะนำหุ้นพื้นฐานแล้ว ราคามันลงไปเรื่อยๆ ลงไปนานๆ เดี๋ยวเขาก็จะปรับให้หุ้นพื้นฐานดี เป็นแค่ หุ้นเก็งกำไร ขณะเดียวกัน หากหุ้นเก็งกำไรตัวไหน ราคามันขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนักวิเคราะห์ก็จะ แนะนำซื้อ พร้อม upgrade หุ้นเก็งกำไรให้เป็นหุ้นพื้นฐานดีเองแหละครับ






« Reply #66 เมื่อ 14/06/2007 , 22:15:28 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
Benjamin Graham – ซื้อ เมื่อความกลัวครอบงำตลาด
By ThaiDayTrade Team

ในขณะที่ตลาดร่วงหนัก ผู้คนล้มหายตายจาก …. Benjamin Graham อาจารย์ใหญ่สาขา Finance ของมหาวิทยาลัย Columbia จะกลับเข้ามาในตลาด เพื่อหา เพชรในตรม

Benjamin Graham อัครมหาเศรษฐีหุ้นระดับโลกท่านนี้ เป็นอาจารย์ของ Warren Buffet อภิอัครมหาเศรษฐีหุ้นระดับโลกอีกท่านหนึ่ง …… ไม่ใช่ว่าท่านรวยมาแต่เกิดนะครับ Benjamin Graham เติบโตมาจากครอบครัวที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการเล่นหุ้นด้วยซ้ำ ภายหลังจากที่ท่านได้เรียนรู้ความผิดพลาดจากการลงทุนของครอบครัวของท่านแล้ว แทนที่ท่านจะเกลียดกลัวตลาดหุ้น ท่านกลับเดินหน้าเข้าหาตลาดหุ้น และทำการศึกษาค้นคว้าเรื่องหุ้นอย่างจริงจัง จนท่านได้แนวคิดการค้นหาเพชรในตรมขึ้นมา จากความเชื่อว่าที่ว่า หุ้นมีลงก็ต้องมีขึ้น หากหุ้นนั้นเป็นเพชรน้ำงามทนต่อกาพิสูจน์ ในระยะไม่นาน หุ้นนั้นจะต้องกลับฟื้นคืนขึ้นมาสู่มูลค่าที่แท้จริงของมัน และส่วนต่างนี้ คิดเป็นกำไรหลายเท่าตัวนักเมื่อเทียบกับเงินลงทุน

จึงไม่แปลกเลย ที่ Benjamin Graham จะกลับเข้ามาในตลาดหุ้นเสมอ เมื่อความกลัวเข้าปกคลุมตลาดรอบด้าน






« Reply #67 เมื่อ 14/06/2007 , 22:17:28 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
Peter Lynch – ถือหุ้นตามพฤติกรรม
By ThaiDayTrade Team

“เนี่ยะ พอร์ตของป้ามีแต่หุ้นเน่าๆ” ป้าคนนึงทำหน้าตาซึมเศร้า เล่าเรื่องพอร์ตลงทุน

“อ้าว แล้วทำไมคุณป้าไม่ซื้อหุ้นที่ไม่เน่าล่ะครับ” ผมสมองช้า เลยถามกลับไปอย่างนั้น

“ปตท. ปูนต์ใหญ่ แบ็งค์กรุงเทพ ป๋าก็มี ป้าเห็นว่าได้กำไรแล้ว 3-4 บาท ป้าก็ขาย ส่วนที่เหลืออยู่ มันขายไม่ได้ มันขาดทุน เลยถือไว้ก่อน นี่ ดูสิ ตอนนี้ ในพอร์ตป้าขาดทุนไป 46% แล้ว” ป้ากางพอร์ตให้ดูตัวเลขสีแดง

ท่านเป็นคนหนึ่งหรือเปล่า ที่นิยม “ลงทุน” ในหุ้นเก็งกำไร และ “เทรดดิ้ง” ในหุ้นบลูชิพ!

Peter Lynch อัครมหาเศรษฐีหุ้นระดับโลก แยกนโยบายการลงทุนตามพฤติกรรมหุ้นออกจากกันอย่างชัดเจน เรามาดูกันว่าในพอร์ตของ Peter Lynch มีหุ้นประเภทไหนอยู่มั่ง

หุ้นห่านทองคำ มีพฤติกรรมราคาเฉื่อยๆ ราคาหุ้นนิ่งๆหรือโตแบบเนิบๆ แต่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ หุ้นกลุ่มนี้ Peter Lynch จะถือไปเรื่อยๆตราบใดที่อัตราเงินปันผลที่ได้รับยังสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ

หุ้นบลูชิพ มีพฤติกรรมราคาโตแบบเนิบๆ ไม่ก้าวกระโดดให้หวือหวาตื่นเต้นมากนัก แต่มีความทนทานสูงเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ หุ้นกลุ่มนี้ Peter Lynch จะถือไปเรื่อยๆตราบใดที่ราคาหุ้นยังไม่ overpriced

หุ้นมาเป็นรอบ มีพฤติกรรมราคามาเป็นรอบๆ พอถึงรอบขาขึ้น มันก็จะขึ้นๆๆ พอถึงรอบขาลง มันก็จะลงๆๆ หุ้นกลุ่มนี้ เช่น หุ้นกลุ่มปิโตรเคมี หุ้นกลุ่มเดินเรือ Peter Lynch จะซื้อเมื่อวัฏจักรเข้าสู่ช่วงเริ่มฟื้นตัว และจะขายออกไปเมื่อวัฏจักรเข้าสู่ช่วงพีค

Growth Stock มีพฤติกรรมราคาโตก้าวกระโดด วิ่งขึ้นไปเรื่อยๆเหมือนโดนกระทิงขวิด โดยมากเป็นหุ้นของบริษัทที่นำเสนอ นวัตกรรม หรือ บริษัทที่มีผลประกอบการก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หุ้นบริษัท Texas Instrument ซึ่ง Philip A. Fisher ผู้เชี่ยวชาญด้าน Growth Stock เคยเข้าไปลงทุนตั้งแต่ราคายังไม่ถึง 3 เหรียญและขายออกไปเมื่อราคาวิ่งเลย 200 เหรียญ หุ้นกลุ่มนี้ Peter Lynch จะซื้อเมื่อผลประกอบการเริ่มมีแนวโน้มก้าวกระโดด และจะขายออกไปเมื่อราคาขึ้นสูงมากจนค่าพีอีขึ้นสูงกว่า growth rate

Turnaround Stock มีพฤติกรรมราคาเหมือนผีตายซากในช่วงต้น แล้วโตก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ หุ้นกลุ่มนี้อยู่ใน industry ที่มีอนาคต และ ตัวบริษัทเองก็ยังมีอนาคต หากได้รับการแก้ไขปัญหาทางการเงินจนลุล่วงไปได้ด้วยดี หุ้นกลุ่มนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมหาศาล หากฟื้นตัวได้ดังคาด เข้าข่ายประเภท high risk, high returns อย่างเต็มรูปแบบ

หุ้นกลุ่มไหนควรถือ ก็อย่ารีบขายทิ้งทำกำไร หุ้นกลุ่มไหนควรขาย ก็ขายออกแล้วถือเงินสดเพื่อรอซื้อตัวใหม่ที่มีอนาคต และ หุ้นกลุ่มไหน ต้องตัดขาดทุน ก็รีบตัดขาดทุนนะ อย่าไปถือลงทุน ….. Peter Lynch สรุป ในรายงานฉบับหนึ่ง






« Reply #68 เมื่อ 14/06/2007 , 22:19:11 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
John Templeton กับกลยุทธ์ “ข่าวดี - ขาย ข่าวร้าย - ซื้อ”
By ThaiDayTrade Team

น้าท่านหนึ่ง ซื้อถัวหุ้น ช. การช่าง มา 3 ปีเต็มแล้ว ยังถัวไม่เสร็จเลย ท่านให้เหตุผลที่ต้องถัวว่า ท่านติดที่ราคาสูง ตอนนั้นท่านซื้อมาที่ราคา เกือบ 30 บาท และสาเหตุที่ซื้อมาที่ราคานั้น เพราะหนังสือพิมพ์ลงว่า ช. การช่าง ได้งานใหญ่

ท่านเชื่อเรื่อง Insider trading ไหมครับ

เวลาจะมีข่าวดีหรือข่าวร้ายใดๆเกิดขึ้นกับตัวบริษัท หากท่านเป็นผู้บริหาร เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้นใหญ่ ผู้สอบบัญชี ท่านจะซื้อหรือขายหุ้นก่อนคนอื่นหรือเปล่าครับ

ถ้ามีข่าวดี แล้ว Insider trading มีจริง ก็แสดงว่า insider ซื้อหุ้นไว้ก่อนแล้ว และเมื่อมีข่าวรั่วออกมา ก็จะมีนักเก็งกำไรเข้ามาซื้อดันราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ (Buy on Rumor) และเมื่อข่าวดีมีการประกาศขึ้นมาจริงๆ ท่านคิดว่า insider ทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งมักจะเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ซะด้วย จะทำกำไรไหมครับ (Sell on Fact)

ในทางตรงข้าม ถ้ากำลังจะมีข่าวร้ายเกิดขึ้นกับบริษัท และ ถ้า Insider trading มีจริง ก็แสดงว่า insider ขายหุ้นไปก่อนแล้ว และเมื่อมีข่าวรั่วไหลออกมา ก็จะมีนักเล่นหุ้นอีกกลุ่มขาย กดราคาหุ้นลงมาเรื่อยๆ และเมื่อข่าวร้ายมีการประกาศขึ้นมาจริงๆ ท่านคิดว่า ผู้บริหารและเจ้าของบริษัทจะหาจังหวะดีๆ เพื่อซื้อคืนหุ้นของตนกลับคืนมาให้ครบตามจำนวนที่ขายไปก่อนหน้านั้นหรือไม่ครับ

John Templeton มีความเชื่อเช่นนั้น ท่านจึงเน้นเสมอว่า ข่าวดีให้ขาย ข่าวร้ายให้ซื้อ













« Reply #69 เมื่อ 14/06/2007 , 22:21:28 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
พอก้าวขา ก็ลาโรง
By ThaiDayTrade Team

แหม ตั้งชื่อหัวข้อ ยังกะลิเก

เข้าเรื่องดีกว่า ชีวิตคนเรา มันมีขึ้น ก็มีลง เหมือนกับที่ โจอี้ บอย ว่าไว้ วัฏจักรตลาดหุ้นก็เหมือนกัน ตอนหุ้นตก ผู้คนต่างหวาดกลัว กลัวๆๆ จนบางที มัน Deep-out-of-the-value มากเกินเหตุ

จุดที่หุ้นกำลังจะฟื้นตัวเพื่อปรับตัวเข้าสู่ราคาดุลยภาพของมัน อยู่ตรงไหน

บางท่านก็ว่า RSI ต่ำสุดๆ คือ จุดฟื้นตัว ….. บางท่านก็ว่า เมื่อไม่มีคนซื้อไม่มีคนขาย ตลาดวังเวง แสดงว่า ราคานี้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว ไม่มีใครอยากขาย ณ ราคานี้แล้ว นั่นแหละ คือ จุดฟื้นตัว ….. บางท่านก็ว่า เมื่อเห็น double bottom ไม่มี lower low นั่นแหละ คือ จุดฟื้นตัว

เมื่อถึงจุดฟื้นตัว เจ้าของบริษัทจะเข้ามาเก็บหุ้นคืน กองทุนและนักลงทุนประเภท value investor จะเข้ามาช้อนซื้อ จังหวะนี้ กองทุนต่างชาติจะซื้อในลักษณะของ buy step one คือ เข้ามาตั้ง bid เพื่อซื้อหุ้นที่มีคนโยนขายมาให้ ในช่วงนี้ ราคาหุ้นยังไม่ค่อยขยับมากนัก คนส่วนใหญ่ในตลาดจะยังไม่ซื้อ เพราะยังไม่เห็นราคามันไปไหน

ต่อมา นักเล่นหุ้นที่มีประสบการณ์ เริ่มเห็นว่าหุ้นเริ่มฟื้น ก็จะเข้ามาซื้อหุ้นด้วย จนหุ้นเริ่มฟอร์มตัวเป็น Reversal pattern ราคาเริ่มยกตัวขึ้นมา สร้าง higher low, higher high คนส่วนใหญ่ในตลาดจะยังไม่ซื้อ เพราะกลัวว่าซื้อแล้ว หุ้นจะลง

ต่อมา กองทุนต่างชาติ เริ่มกังวลแล้วว่า จะได้ของไม่ครบตามปริมาณที่ต้องการ ผู้จัดการกองทุนจึงเปลี่ยนลักษณะคำสั่งซื้อเป็น buy step two คือ เคาะขวาซื้อมาเลยในตำแหน่งที่มีคนวาง offer เพื่อให้ได้หุ้นตามที่ต้องการ ในช่วงนี้ ราคาหุ้นเริ่มขยับขึ้นค่อนข้างเร็ว คนส่วนใหญ่ในตลาดจะยังไม่ซื้อ เพราะรู้สึกว่า “มันขึ้นไปมากแล้ว”

เมื่อกองทุนต่างชาติ รู้ตัวว่าช้าเกินไปแล้ว ก็จะสั่งกวาดซื้อเลย ในลักษณะคำสั่งซื้อแบบ buy step three คือ buy at any prices เพื่อให้ได้หุ้นครบตามจำนวนที่ต้องการ ในช่วงนี้ ราคาหุ้นจะวิ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก สื่อฯออกมาเชียร์ นักวิเคราะห์ ออกมาเชียร์ โวลุ่มในแต่ละวันคึกคัก หุ้นกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์มายกแผง คนส่วนใหญ่ในตลาดเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองตกรถซะแล้ว จึงแห่เข้าซื้อแบบตื่นตกใจ (panic buy) จนราคาเข้าข่าย overpriced …… ถ้าท่านเป็นเจ้าของบริษัท เป็นกองทุนต่างชาติ ท่านจะวางขาย เผื่อแผ่แบ่งปันหุ้นให้คนส่วนใหญ่ในตลาดหน่อยป่าวครับ

จากนั้น คนที่เข้ามาซื้อภายหลัง ไม่ว่าจะต่อรองซื้อที่ราคาไหน ก็จะได้หุ้นติดไม้ติดมือกันอย่างทั่วถึงล่ะ

จะว่าลิเก ก็ว่าเหอะ ไม่เรียกว่า “พอก้าวขา ก็ลาโรง” แล้วจะให้เรียกว่ายังไง






« Reply #70 เมื่อ 14/06/2007 , 22:23:11 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
พบไม้งามเมื่อขวานบิ่น
By ThaiDayTrade Team

เวลาหุ้นลง ทำไงครับ

นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับ 115 เราก็ไปตั้งซื้อ 115 เพราะหวังว่าเราจะได้ราคาต่ำสุด

พอซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับ 110 เราก็ไปตั้งซื้อ 110 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะลดลง

พอซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับ 106 เราก็ไปตั้งซื้อ 106 เพราะหวังว่าต้นทุนถัวเฉลี่ยจะลดลงมากๆ

พอซื้อแล้วลงอีก นักวิเคราะห์บอกว่าแนวรับ 102 เราก็ไปตั้งซื้อ 102 เพราะเห็นว่า มันลงมามากแล้ว

พอซื้อที่ 102 แล้ว นักวิเคราะห์บอกว่า เราปรับคำแนะนำเป็น “ขาย” …. แป่ววว Blah blah

หนึ่งเดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหก ราคาหุ้นในดวงใจที่เราซื้อถัวมาตลอดทาง มานิ่งที่ ราคา 88 อยากซื้อใจแทบขาด แต่เงินหมดแล้ว ได้แต่กลืนน้ำลายไปพลางๆ อยากซื้อใจจะขาด แต่เงินเกลี้ยงหน้าตัก

ป๋าบุญพร่ำสอนมาตลอด เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามหาแนวรับ เวลาหุ้นลง ไม่ต้องมาถามว่าจะซื้อจุดไหนดี มันก็กะเก็งกันทั้งนั้นแหละ เก็งว่าตรงนั้น low เก็งว่าตรงนี้ low …… กลยุทธ์ป๋าบุญ ง่ายๆ สไตลล์ลูกสอง “มันทำ low เมื่อไหร่ แล้วไม่ วก กลับไปทำ new low ก็ซื้อตรงนั้นล่ะ ….. ซื้อตอนมันฟื้นตัว ถึงจะไม่ได้ราคา low สุด แต่ก็ยังถูกกว่าซื้อถัวมาตลอดทางตั้งเยอะ”

ง่ายไหมครับ เล่นหุ้นสไตลล์ป๋า ถ้าลง ก็ปล่อยมันลงจนสุดก่อน พอฟื้นตัว เข้าซื้อแพงกว่า low นิด ก็ยังไม่สาย ….. แต่ไม่วายได้ยินคนบ่นป๋ามาเหมือนกันว่าไม่ซื้อหรอก ถ้าไม่ได้ราคา low ….. โถ เวรกรรม






« Reply #71 เมื่อ 14/06/2007 , 22:31:03 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
วัฏจักรในตลาดฯ แยกตามกลุ่มผู้เล่น
By ThaiDayTrade Team

รอบ Peak
หลังจากตลาดคึกเป็นม้าดีดกะโหลก ราคาหุ้นปรับขึ้นแบบเว่อร์แล้วเว่อร์อีก สื่อฯและนักวิเคราะห์เชียร์ซื้อหุ้นสุดลิ่มทิ่มประตู “เราให้เป้าหมายเท่าโน้นเท่านี้” หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์คึกคักจากปริมาณการซื้อขายล้นทะลัก สายโทรศัพท์ของมาร์เก็ตติ้งไม่เคยว่าง ผู้คนคึกคักและยิ้มแย้มเต็มห้องค้าฯ ก็มักจะตามมาด้วยการขายหุ้นทำกำไรอย่างเงียบๆเสมอ เคยสังเกตไหมครับ ปริมาณการซื้อขายก็มาก แต่ราคาชักจะเริ่มไม่ขยับแล้ว มี lower high, lower low ให้เห็น มีการแตะ high ซ้ำๆแต่ไม่ผ่านสักที (Double top) ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาด Futures กลับเริ่มลดลง พร้อมๆกับ Open Interest ที่หดหาย ในช่วงนี้ Players แต่ละกลุ่มทำอะไรกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราตามไปดูกันครับ

มือใหม่ เริ่มเครียดแล้วที่ไม่กล้าซื้อหุ้นในตอนแรกเพราะที่ผ่านมามัวแต่รอให้หุ้นราคาถูกก่อนแล้วจึงจะซื้อ หลังจากเปิดทีวี ฟังนักวิเคราะห์ปรับเป้าหมายขึ้นเป็นเท่าโน้นเท่านี้ เขาจึงตัดสินใจว่าต้องเคาะซื้อ ณ ราคาที่ offer แล้วล่ะ หุ้นคงจะไม่ลงแล้ว
เจ้าของบริษัท เริ่มขนหุ้นของตนมาวางขายฝั่ง offer ทีละเล็กทีละน้อยแบบเงียบๆ พอปริมาณหุ้นที่วางขายฝั่ง Offer หมดไป เขาก็จะขนหุ้นออกมาขายทำกำไรอีก
กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เริ่มขนหุ้นในพอร์ตมาวางขายฝั่ง offer ทีละเล็กทีละน้อยแบบเงียบๆ พอปริมาณหุ้นที่วางขายฝั่ง Offer หมดไป เขาก็จะขนหุ้นออกมาขายทำกำไรอีก
Speculator เริ่มปิดสถานะ “Long” ทำกำไรใน SET50 Index Futures ด้วยการขน contracts มาวางปิด position ในฝั่ง offer
Long-Term Investor สงบนิ่ง สุขุม “หุ้นเราพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง”

รอบหมีมาเยือน (Bull Market)
หลังจากที่ตลาดมาถึงจุดพีคแล้ว ความคึกของตลาดก็เริ่มลดลง ราคาหุ้นก็เริ่มปรับลง สื่อฯและนักวิเคราะห์ยังคงเชียร์ซื้อหุ้นสุดลิ่มทิ่มประตู “เราให้เป้าหมายเท่าโน้นเท่านี้” หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ราคาเริ่มร่วง สายโทรศัพท์ของมาร์เก็ตติ้งยังไม่ว่าง ลูกค้ามักจะโทรมาถามว่า รับที่ราคาเท่าไหร่ดี ราคามันถูกแล้วจะซื้อถัวเฉลี่ย ผู้คนในห้องค้ายังคงเนืองแน่นแต่ไม่ยักกะยิ้ม เคยสังเกตไหมครับ ปริมาณการซื้อขายก็มาก แต่ราคาชักจะเริ่มห่างจากจุด high เดิมมากแล้ว แถมลงเร็วอีกต่างหาก ตลาดและหุ้นรายตัวเริ่มฟอร์มตัวและส่งสัญญาณน่ารังเกียจ (Dead Cross, Head & Shoulder) ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาด Futures กลับเพิ่มขึ้นมาก พร้อมๆกับ Open Interest ที่เพิ่มขึ้นมาก แต่ระดับราคาตามสัญญา Futures กลับทรุดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ในช่วงนี้ Players แต่ละกลุ่มทำอะไรกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราตามไปดูกันครับ

มือใหม่ ยังจำราคาเป้าหมายได้แม่น ดังนั้น หุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง ร่วงลงมา ต้องซื้อถัวเฉลี่ยต้นทุน ….. ส่วนมือใหม่ที่ยังไม่ได้ซื้อในรอบพีคที่ผ่านมา เมื่อได้ฟังนักวิเคราะห์ยืนยันทางทีวีว่า เรายังคงราคาเป้าหมายเท่าโน้นเท่านี้ ก็จะถือโอกาสซื้อในรอบนี้ พร้อมทั้งดีใจที่ไม่ได้ซื้อแพงในรอบที่แล้ว
เจ้าของบริษัท เริ่มเทกระจาดขายหุ้น เนื่องจากเขาถือครองจำนวนมากและยังไม่ได้ขายอีกหลายสิบล้านหุ้น เมื่อราคาไม่สามารถยืนอยู่ได้ ต้องเผ่นหนีตายก่อนล่ะ ยังเหลืออีกตั้งเยอะ ว่าแล้วก็โทรไปหามาร์เก็ตติ้ง “คุณ ขายออกไปก่อน 3 ล้านหุ้น” (สังเกตว่า คนหนีตาย จะไม่ระบุราคา ระบุเพียงจำนวนที่ต้องขายให้ครบ)
กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ ก็มีหุ้นเยอะมากเหมือนกัน เขาอาจจะใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันไปตามแต่สไตลล์และนโยบายบริหารของแต่ละกองทุน 1) หุ้นที่ยังขายไม่ได้ ก็จะไม่ขายแล้วล่ะ รอรอบขาขึ้นรอบใหม่ก็ได้ แต่เพื่อไม่ให้พอร์ตเสียหายไปมากกว่านี้ ทำ Long Put ใน SET50 Index Options หรือ เข้า Short ใน SET50 Index Futures ดีกว่า 2) เอ สงสัยจะลงจริงๆ Short against Port ด้วยการเอาหุ้นในพอร์ตออกมาขายก่อนที่ราคานี้ แล้วค่อยซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่าเดิมในวันหลังดีกว่า 3) โอววว์ Hedge Fund อย่างเราชอบนักทำกำไรในตลาดขาลง เรามั่นใจว่าหุ้นจะลงแรงและดิ่งลึกชัวร์ๆ งวดนี้ ว่าแล้วก็ Short against Port และทำธุรกรรม Short Sell ด้วยการยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขายซ้ำ พร้อมๆกับ Short ใน SET50 Index Futures เพื่อให้มั่นใจว่ากำไรจะธุรกรรมทั้งหมดจะมากมายมหาศาลคุ้มค่าความเสี่ยง
Speculator เหวย ตลาดร่วงแล้ว เราจะรออีกนานแค่ไหนกว่าจะได้ซื้อหุ้นเพื่อทำกำไรรอบใหม่ ไป Long Put ใน SET50 Index Options หรือ เข้า Short ใน SET50 Index Futures ดีกว่า
Long-Term Investor สงบนิ่ง สุขุม “หุ้นเราพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง”

รอบวังเวง
หลังจากที่ตลาดร่วงรุนแรง มีเด้งขึ้นสลับประปราย แต่แล้วก็ตามมาด้วยแรงขายจนหุ้นเดี้ยงอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า ความเงียบเหมาก็เข้ามาเยือน มีเสียงหมีนอนกรนให้ได้ยินเป็นระยะๆ ราคาหุ้นเตี้ยติดดิน สื่อฯและนักวิเคราะห์แนะขายเพราะมันไม่ดีอย่างงี้อย่างงั้น “เราปรับประมาณการใหม่แล้ว ลดราคาเป้าหมายลงเหลือเท่านั้นเท่านี้บาท” หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ตายเรียบ มาร์เก็ตติ้งนั่งหาว ผู้คนในห้องค้าหดหาย ปริมาณการซื้อขายบางเฉียบ ราคาหุ้น new low แล้ว new low อีก จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงซึมสนิท รอบตัวมีแต่ความวังเวง ในช่วงนี้ Players แต่ละกลุ่มทำอะไรกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราตามไปดูกันครับ

มือใหม่ เงินหมดแล้ว เพราะซื้อถัว เพื่อให้ได้ราคาถูกมาตลอดทาง และสอนตัวเองว่า จะไม่ยอมซื้อราคาแพงอีกแล้ว พร้อมกับนั่งเฝ้าหุ้นของตัวอย่างเซ็งๆว่าเมื่อไหร่น๊อ จะกลับมาถึงต้นทุนซักที
เจ้าของบริษัท เริ่มเอารายการขายของตนมาดูว่าที่ผ่านมาขายหุ้นไปจำนวนเท่าไหร่ แล้วทยอยซื้อเก็บหุ้นของตนคืนให้ครบกับที่ขายไปโดยทยอยตั้งซื้ออย่างใจเย็น
กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เริ่มทยอยปิดสถานะ (Offset) ที่เคย Long Put หรือ Short Index Futures ไว้ เริ่มซื้อคืนหุ้นของตนที่เคย Short against Port ไว้ และ เริ่มซื้อคืนหุ้นส่งคืนให้เจ้าของ (Cover Short) ตามที่ตนเคยทำ Short Sell ไว้
Speculator เริ่มทยอยปิด “Short Position” ของตน
Long-Term Investor เริ่มทยอยตั้งซื้อหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง อย่างใจเย็น ด้วยเล็งเห็นว่า ราคาตอนนี้ มัน undervalued

รอบสะสมครั้งใหม่


















« Reply #72 เมื่อ 14/06/2007 , 22:32:20 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
รอบสะสมครั้งใหม่
เมื่ออาการวังเวงเกิดขึ้นพักใหญ่ในตลาด พร้อมการซื้อขายหยุดชะงัก แสดงว่า ณ ราคานี้ ไม่มีใครอยากขายแล้ว ณ ตรงนี้แรงขายหมดแล้ว ณ ระดับราคานี้ มีใครบางคนแอบซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง ราคาและดัชนีจึงหยุดอาการไหลลงได้ …. ตลาดและหุ้นโชว์ลีลา Double Bottom หรือ Inverted Head & Shoulder ให้เห็น เป็นสัญญาณการหยุดไหล ก็ถึงคราวที่มูลค่ากิจการและมูลค่าสินทรัพย์ที่ต่ำเตี้ยติดดินควรจะฟื้นคืนสู่มูลค่าที่แท้จริงของมันได้แล้ว จะสังเกตได้ว่า หลังจากที่ระดับราคาและดัชนีไม่มี New low ความเงียบสนิทยังปกคลุม แต่ราคาหุ้นและดัชนีจะเริ่มปรับขึ้นทีละเล็กละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป ช่วงนี้ สื่อฯและนักวิเคราะห์หายไปไหนไม่รู้ ผู้คนในห้องค้าหายไปไหนก็ไม่รู้ ในช่วงนี้ Players แต่ละกลุ่มทำอะไรกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราตามไปดูกันครับ

มือใหม่ เลิกดูหุ้น เลิกตามตลาดไปแล้ว หวังว่า มาถึงทุนอีกที จะขายให้เกลี้ยงเลย เลิกๆๆ
เจ้าของบริษัท เริ่มทยอยซื้อคืนหุ้นของตนต่อเนื่องโดยอาจเคาะซื้อเลยทีละช่อง 2 ช่องของแต่ละช่วงราคา เพราะเท่าที่เก็บหุ้นของตนในรอบวังเวง ยังเก็บคืนได้น้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่ตนขายลงมา
กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เริ่มทยอยซื้อคืนหุ้นต่อเนื่องโดยการตั้งซื้อที่ฝั่ง bid อย่างใจเย็น คำสั่งซื้อที่ออกมาในช่วงนี้ ภาษากองทุนต่างชาติจะเรียกว่า Buy Step One คือ การทยอยเก็บเพื่อให้ได้ปริมาณครบตามที่ต้องการ
Speculator “Wait & See”
Long-Term Investor เริ่มทยอยตั้งซื้อหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง อย่างใจเย็น ด้วยเล็งเห็นว่า ราคาตอนนี้ มัน undervalued

รอบสะสมครั้งใหญ่
เมื่อตลาดไม่มี new low ทั้งยังโชว์ Double Bottom หรือ Inverted Head & Shoulder ให้เห็น ราคาและดัชนีก็กระเตื้องขึ้นทีละเล็กละน้อย เจ้าของบริษัทและบรรดากองทุนต้องรีบซื้อคืนให้ครบแล้วล่ะครับ ไม่งั้น ได้ของไม่ครบ หรือ ครบแต่ต้นทุนจะสูงเกินงาม …. ช่วงนี้ ทั้งตลาดหุ้นและตัวหุ้น เริ่มฟอร์มตัวเป็น Reversal Pattern โดยมีปริมาณการซื้อขายการันตี เช่นเดียวกับในตลาด Futures จะสังเกตเห็นว่า ระดับราคาตามสัญญา Futures มีราคาสูงขึ้น โดยมีปริมาณการซื้อขายและ Open Interest ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นการยืนยันการกลับตัว ช่วงนี้ กลุ่มหลักทรัพย์เริ่มฟื้น แต่ลูกค้าโบรกเกอร์และนักวิเคราะห์หายไปไหน ไม่มีใครทราบ ช่วงนี้ Players แต่ละกลุ่มทำอะไรกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราตามไปดูกันครับ

มือใหม่ กลุ่มนึงยังนั่งรอจุดคุ้มทุน อีกกลุ่มนึงเงินหมดแล้วเพราะซื้อของถูกมาตลอดทางแต่ก็ยังเจอถูกกว่าแบบไม่รู้จบ ส่วนอีกกลุ่ม มีเงิน แต่ “ขอดูก่อน”
เจ้าของบริษัท เริ่มทยอยซื้อคืนหุ้นของตนต่อเนื่องโดยเพิ่มความ aggressive เคาะซื้อทีละ 3 ช่อง 4 ช่องของแต่ละช่วงราคา เพื่อให้ได้หุ้นคืนให้ครบก่อนที่ราคาจะไปไหนไกล
กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เริ่มเร่งซื้อคืนหุ้นต่อเนื่องโดยการเคาะซื้อทีละ 1-3 ช่อง ของแต่ละช่วงราคา เพื่อให้ได้หุ้นคืนให้ครบก่อนที่ราคาจะไปไหนไกล คำสั่งซื้อที่ออกมาในช่วงนี้ ภาษากองทุนต่างชาติจะเรียกว่า Buy Step Two คือ การซื้อเพื่อให้ได้ปริมาณครบตามที่ต้องการในต้นทุนที่เหมาะสม ในระหว่างนี้ อาจมีการล็อคราคาที่จะซื้อไว้ด้วย โดยการ Long Call ใน SET50 Index Options หรือ Long ใน SET50 Index Futures เพราะหากซื้อหุ้นไม่ทัน อย่างน้อยก็มีตราสารอนุพันธ์เหล่านี้ที่จะ cover SET50 ในช่วงตลาดขาขึ้นได้
Speculator เคาะซื้อหุ้น และ/หรือ เปิด Long Position ใน Options หรือ Futures อย่างรวดเร็ว โดยมากถ้าเก็งว่าตลาดจะขึ้นแน่ๆ นักเก็งกำไรจะเน้นไปที่ Options หรือ Futures มากกว่า เพราะใช้เงินน้อยกว่าการซื้อหุ้นมาก และ เพื่อป้องกันการซื้อหุ้นผิดตัว (ประเภทที่ว่า หุ้นขึ้น ตลาดขึ้น แต่หุ้นตัวที่เราเลือกซื้อไม่ยักกะขึ้นด้วย)
Long-Term Investor ทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง อย่างใจเย็น ด้วยเล็งเห็นว่า ราคาตอนนี้ยัง undervalued

รอบกระทิงขวิด (Bull Market)
เมื่อเจ้าของเร่งซื้อ เมื่อกองทุน Buy Step Two ความคึกคักก็กลับมาเยือนตลาดอีกหน ทั้งตลาดทั้งหุ้น ปรากฏ higher low, higher high โดยมีปริมาณการซื้อขายคับคั่งมายืนยัน ระดับราคาตามสัญญา Futures ก็ไม่น้อยหน้า กระดี้กระด้าเฮฮาพร้อมปริมาณการเทรดสัญญาและ Open Interest ที่ทะลักเข้าแบบโครมคราม สื่อและนักวิเคราะห์โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เชียร์ซื้อหุ้นสุดลิ่มทิ่มประตู “เราแนะนำซื้อมาอย่างต่อเนื่อง ให้เป้าหมายเท่าโน้นเท่านี้” โดยในตอนท้ายของปลายตลาดรอบพีค ก็จะยังคงเป็นภาพเดิมๆ คือ หุ้นกลุ่มหลักทรัพย์คึกคักจากปริมาณการซื้อขายล้นทะลัก สายโทรศัพท์ของมาร์เก็ตติ้งไม่เคยว่าง ผู้คนหน้าใหม่เวียนเข้ามาคึกคักยิ้มแย้มเต็มห้องค้าฯ ในช่วงนี้ Players แต่ละกลุ่มทำอะไรกัน ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราตามไปดูกันครับ

มือใหม่ 1) กลุ่มที่นั่งรอจุดคุ้มทุนยังมีบางส่วนที่จำต้องรอเก้อต่อไป (ตลาดพีคไปทำ high แล้ว จนตลาดปรับตัวลงอีกรอบแล้ว ก็ยังไม่คุ้มทุน) 2) กลุ่มที่ซื้อถัวเฉลี่ยแล้วตั้งใจจะขายหุ้นเพื่อเอาเงินลงทุนกลับมาเมื่อคุ้มทุนยังมีบางส่วนที่กลับมาขาดทุนต่อจนได้ (ก็ตลาดเป็นขาขึ้นนี่ จะขายไปทำไม แค่คุ้มทุน ขอกำไรสัก 20% ก่อนแล้วกัน) 3) กลุ่มมีเงินแต่ “ขอดูก่อน” ในตอนเริ่มขาขึ้น ในที่สุด ก็ซื้อที่พีค แล้วถูกเจ้าของหุ้นฝากหุ้นให้ดูแลไปพลางๆก่อน ณ ยอดดอย (ที่ผ่านมามัวแต่รอให้หุ้นราคาถูกก่อนแล้วจึงจะซื้อ พอเขา Buy Step 1 ก็ไม่มั่นใจ “ขอดูก่อน”พอเขา Buy Step 2 ก็กลัวเสียเปรียบพวกที่ซื้อ at Low “เดี๋ยวรอให้ได้ราคา low ก่อนแล้วค่อยซื้อ” พอเขา Buy Step 3 ก็กลัวแพงเกิน “โห มันขึ้นไปมากแล้ว” พอปลาย Buy Step 3 อดรนทนไม่ไหว กระโดดเข้าซื้อแบบไม่คิดชีวิต โดยมีนักวิเคราะห์มาย้ำข้างๆหู ว่าปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็นเท่าโน้นเท่านี้แล้ว จึงตัดสินใจเคาะซื้อ)
เจ้าของบริษัท เพิ่ม aggressive ในการเคาะซื้อ ผลักให้ราคากระชากขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนสามารถสร้างกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ 10-30% ในชั่วข้ามคืน บางท่าน เรียกช่วงนี้ว่า ช่วงกอบโกย หรือ ช่วงเตรียมออกของ
กองทุนไทยและกองทุนต่างชาติ เพิ่ม Aggressive ในการเคาะซื้อในลักษณะของ Buy Step Three ผลักให้ราคาหุ้นบลูชิพ Big Cap. กระชากขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง จนสามารถดันดัชนีไปได้มากถึง 20-30 จุดในแต่ละวัน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายล้นทะลักและราคาหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์วิ่งแรงแซงโค้งอีกรอบหนึ่ง
Speculator เพิ่ม aggressive ในการเคาะซื้อหุ้น และ/หรือ เปิด Long Position เพิ่ม พร้อมรับกำไรเป็นเท่าตัวตลอดช่วง Buy Step 3
Long-Term Investor ถือหุ้นพื้นฐานดี พีอีต่ำ ปันผลสูง เพื่อรอรับเงินปันผล



*** มือโปรฯและ Speculator คือ อดีตมือใหม่ ที่มีประสบการณ์และเคร่งครัดในกฏ Limit loss, Let profit run เป็นอย่างดี






« Reply #73 เมื่อ 14/06/2007 , 22:37:51 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
Long in Option Contracts: Limited Loss, Unlimited Gain
By ThaiDayTrade Team

ปีหน้า Google จะปฏิวัติวงการโฆษณาวิทยุครั้งใหญ่ ด้วยการออกโครงการ Google Radio Ads แหม เจ้าพ่อโฆษณาออนไลน์จะกระโดดมาลุยโฆษณาวิทยุแบบนี้ หุ้นก็น่าจะขึ้นใช่ไหมครับ แต่ที่เทรดอยู่ตอนนี้ มันปาเข้าไปตั้ง $440 เหรียญต่อหุ้น เงินไม่มีอ่ะ กว่าเงินโบนัสปลายปีจะออก ผมคงต้องไปตามซื้อที่ราคากว่า $500 หรือ $600 แน่ ทำไงดี ซื้อตอนนี้มันน่าจะทำกำไรได้ดีเชียว

(เหตุการณ์และตัวเลขสมมุติ) ทางเลือกหนึ่ง ผมอาจจะไปขอ “ซื้อสิทธิ” ที่จะ “ซื้อ”หุ้น Google 100 หุ้น (“Long” “Call” Options on GOOG) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (expiration date) ที่ให้สิทธิในการซื้อ (Strike price, Exercise price, x-price) หุ้น GOOG ในราคา $460 ต่อหุ้น ก็ได้ และเนื่องจากตราสารอนุพันธ์ประเภท Options ต่างจากตราสารอนุพันธ์ประเภท Futures ตรงที่ Options ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการที่จะเลือกได้ว่าจะซื้อหรือขายตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ผมจึงต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ สิทธิที่จะเลือก นั้นมา (ค่า Premium) …. เมื่อเวลาผ่านไป หากหุ้น GOOG ปรับตัวขึ้นสูง ผมอาจจะขายสิทธินั้นให้ผู้อื่นก็ได้ หรือ จะรอลุ้นในวันครบกำหนดใช้สิทธิก็ได้ หาก ณ วันใช้สิทธิ ราคาในกระดานของ GOOG ต่ำกว่าคาด ผมก็จะเข้าซื้อในกระดานแทน แล้วปล่อยให้สิทธินั้นหลุดลอยไป (expire) แต่หาก GOOG มีราคาในกระดานสูงมาก ผมก็จะใช้สิทธิด้วยการจ่ายเงินซื้อในราคาเพียงหุ้นละ $460 แล้วรีบวิ่งสั่งขายทำกำไรทันทีในกระดาน รวยฉับพลัน!

ตลาดอนุพันธ์ของไทย ก็กำลังจะออก SET50 Index Options เหมือนกัน ผมมีหุ้นบลูชิพอยู่ 15 ตัว มูลค่า 10 ล้านบาท (สมมุติว่าผมรวย) แต่ในใจก็หวั่นๆว่า ต่างชาติจะเข็ดขยาดกับมาตรการ Black Tuesday ของแบ็งค์ชาติ ด้วยการขายหุ้นทิ้งโครมๆลงมาเป็นร้อยจุด ซึ่งพอร์ตจะเสียหายมหาศาล แต่ครั้นจะขายขาดทุนในหุ้นบลูชิพที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คงไม่ดีแน่ เพราะความหวั่นๆของผม ยังคงเป็นแค่การมั่วนิ่ม เอางี้ดีกว่า ผมจะไปขอ “ซื้อสิทธิ” ที่จะ “ขาย” SET50 Index ในอีก 3 เดือนข้างหน้าไว้ก่อน (“Long” “Put” Options on SET50 Index) อย่างน้อย เรากำหนดระดับราคาที่จะขายไว้ล่วงหน้าแล้ว หาก SET50 ปรับลงจริง จะได้มีกำไรจากการที่หุ้นตกมาชดเชยความเสียหายในพอร์ตได้มั่ง ในทางตรงข้าม หากตลาดปรับขึ้นแรง ผมก็จะปล่อยให้ Put Options นั้นหมดอายุ ไม่รู้จะไปใช้สิทธิทำไม มาตั้งหน้าตั้งตาทำกำไรล็อตใหญ่จากการขายหุ้นในพอร์ตน่าจะดีกว่า

สำหรับสนามเทรดจริง หากพิจารณาตามลักษณะของสัญญาที่จับคู่ซื้อขายแล้ว จะประกอบไปด้วย Position ที่เกิดขึ้นในตลาด Options มากถึง 4 positions ซึ่งมีทั้ง Long Call (“ซื้อสิทธิ” ที่จะ “ซื้อ”), Long Put (“ซื้อสิทธิ” ที่จะ “ขาย”), Short Call (“ขายสิทธิ” ที่จะ “ซื้อ”), Short Put (“ขายสิทธิ” ที่จะ “ขาย”) แต่ในเบื้องต้น เราจะเน้นไปที่ Long Position เป็นสำคัญ (Long Call & Long Put) เนื่องจาก การมีสถานะ “Long” ใน Options ให้สิทธิประโยชน์อย่างมากกับผู้ถือ เนื่องจากมีลักษณะของ Limited Loss, Unlimited Gain หากผู้ถือเห็นว่าตนได้ประโยชน์ ก็เลือกที่จะใช้สิทธิ หากเห็นว่าตนเสียประโยชน์ ก็จะปล่อยให้ตราสารนั้นหมดอายุไป

กรณีที่เรา “Long” “Call” on KSL (KSL = หุ้นน้ำตาลขอนแก่น) ที่มี Exercise price ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ในราคา 10 บาทต่อหุ้น …. เมื่อถึง expiration date ปรากฏว่า KSL อยู่ที่ 12.60 บาท เราก็จะทำการขอใช้สิทธิด้วยการจ่ายเงินซื้อเพียง 10 บาทต่อหุ้น แล้วนำหุ้นมาขายทำกำไรในกระดานที่ราคา 12.60 บาท และยิ่งราคา KSL สูงขึ้นเท่าใด กำไรที่ได้จาก Long Call ก็มากขึ้นเท่านั้น เป็นเงาตามตัว (Potential Upside Gain) …. แต่หาก ณ expiration date ปรากฏว่า KSL อยู่ที่ 9.40 บาท เราก็จะไม่ใช่สิทธิซื้อ KSL ที่ราคา 10 บาท เพราะหากยังต้องการซื้อ KSL อยู่ ก็ย่อมสามารถซื้อหุ้นได้ในกระดานที่ราคาเพียง 9.40 บาท เมื่อเราปล่อยให้ตราสารหมดอายุไป ความเสียหายของเราจริงๆจึงถูกจำกัดไว้เพียงค่า premium ที่เราจ่ายซื้อสิทธิในการที่จะซื้อหุ้น KSL (Limited Downside Risk)

กรณีที่เรา “Long” “Put” on ASCON (ASCON = บริษัทแอสค่อน คอนสตรัคชั่น) ที่มี Exercise price ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ในราคา 14 บาทต่อหุ้น …. เมื่อถึง expiration date ปรากฏว่า ASCON อยู่ที่ 9 บาท เราก็จะทำการขอใช้สิทธิด้วยการรับเงินค่าขายหุ้นในราคา 14 บาทต่อหุ้น แล้วเอาหุ้นในพอร์ตส่งมอบคู่สัญญาไป หรือ ในกรณีที่เราไม่มี ASCON อยู่ในพอร์ต เราก็สามารถซื้อหุ้นในกระดานที่ราคา 9 บาท ไปส่งมอบคู่สัญญา และคู่สัญญาจะจ่ายค่าซื้อหุ้นจากเราในราคา 14 บาท ตามที่ตกลงกันไว้ ยิ่งราคา ASCON ต่ำลงเท่าใด กำไรที่ได้จาก Long Put ก็จะมากขึ้นเท่านั้น เป็นเงาตามตัว (Potential Upside Gain) …. ในทางตรงข้าม หาก ณ expiration date ปรากฏว่า ASCON อยู่ที่ 15 บาท เราก็จะไม่ใช่สิทธิขาย ASCON ที่ราคา 14 บาท เพราะเราสามารถเลือกที่จะขายหุ้นในกระดานได้ที่ราคา 15 บาท เมื่อเราปล่อยให้ตราสารหมดอายุไป ความเสียหายของเราจริงๆจึงถูกจำกัดไว้เพียงค่า premium ที่เราจ่ายซื้อสิทธิในการที่จะขายหุ้น ASCON (Limited Downside Risk)

หากจะซื้อหุ้น ทองคำ หรือ SET50 ด้วยคาดการณ์ว่าราคาจะขึ้นสูง แต่ยังไม่แน่ใจหรือยังไม่อยากจ่ายเงินก้อน ณ เวลานี้ อย่าลืม Long Call เพื่อล็อคราคาซื้อของเราไว้ก่อนนะครับ และ หากจะขายหุ้น ทองคำ หรือ SET50 ด้วยคาดการณ์ว่าราคาจะปรับลง แต่ยังไม่แน่ใจหรือยังไม่ขายทันที ณ เวลานี้ อย่าลืม Long Put เพื่อล็อคราคาขายของเราไว้ก่อนนะครับ และถ้าตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทยซึ่งกำลังร่างกฎกติกาในการเทรด Options อยู่ในเวลานี้ อนุญาตให้เราใช้สิทธิใน Options ได้ก่อน expiration date ก็จะยิ่งเพิ่มความคล่องตัวในการทำกำไร ให้เรามีโอกาสล็อคผลกำไรที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน ระหว่างสัปดาห์ ระหว่างเดือน ได้ดียิ่งขึ้น








« Reply #75 เมื่อ 16/06/2007 , 13:26:58 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

ย้อนทางฝัน..เจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี"

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ทบทวนเส้นทางสู่ "หมายเลข 1" วงการอสังหาริมทรัพย์ ของเจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ที่เริ่มเดินแผนเทคโอเวอร์..อีกระลอก ภายหลังขยับเข้าไปเทคฯ "ยูนิเวนเจอร์" หวังต่อยอดอาณาจักรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ยุทธศาสตร์..เพื่อหาหนทางขยายอาณาจักรธุรกิจ ของเจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง (หรือบริษัท ไทยเจริญ คอร์ปอเรชั่น) กำลังคืบไกลไปอีกก้าว หลังเปิดดีลเทคโอเวอร์ "บมจ.ยูนิเวนเจอร์" (UV) เข้ามาถือหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วนหุ้น 51.84% ก่อนจะมีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) ต่อไป

นี่อาจเป็นบันไดอีกขั้น เพื่อไต่ขึ้นมาชิง "หมายเลข 1" ในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จะต้องใหญ่กว่าอาณาจักร "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" ของเถ้าแก่ "อนันต์ อัศวโภคิน" ที่ยังคงประคองตัวรักษาตำแหน่งผู้นำไว้อย่างเหนียวแน่น

การเข้ามาถือหุ้นใหญ่ 51.84% ในยูนิเวนเจอร์ กลุ่มสิริวัฒนภักดี ในฐานะผู้ลงทุนใหม่ ต้องใช้เงินซื้อหุ้นรวมเบ็ดเสร็จ 798.66 ล้านบาท..แบ่งเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุน จำนวน 221.5 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 2.04 บาท เป็นเงิน 451.86 ล้านบาท เข้าไปซื้อหุ้นต่อจากกลุ่ม "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" อีกจำนวน 170 ล้านหุ้น (2.04 บาท) อีกมูลค่า 346.8 ล้านบาท

ตรงนี้เองที่นำไปสู่การตั้งข้อสังเกตได้ว่า การซื้อขายหุ้น "ยูนิเวนเจอร์" ครั้งนี้ อาจเป็นวิธีการเพื่อ "ต่างตอบแทน" ให้แก่ "กิตติรัตน์" อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เคยเอาตำแหน่ง "วางเดิมพัน" ถึงขั้นลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่ไม่สามารถนำหุ้น "ไทยเบฟเวอเรจ" เข้ามาลิสต์ในตลาดหุ้นไทยได้

ขณะเดียวกัน..ปัจจุบัน "กิตติรัตน์" ยังทำหน้าที่เป็น ผู้จัดการทีมชาติฟุตบอล (รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี) ซึ่งมีกลุ่ม "เบียร์ช้าง" เป็นผู้สนับสนุนหรือสปอนเซอร์รายใหญ่

ยิ่งบ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง "เจ้าสัวเจริญ" และ "กิตติรัตน์" ได้ลึกซึ้งยิ่งนัก และอีกไม่นาน อาจจะได้เห็นชื่อของ "กิตติรัตน์" เข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในอาณาจักรธุรกิจของตระกูลสิริวัฒนภักดี ก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า บริษัทจดทะเบียนภายใต้เครือข่ายของ "เจ้าสัวเจริญ" หุ้นส่วนใหญ่มักมีจุดอ่อนทางด้านสภาพคล่องในการซื้อขาย เนื่องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่..นิยมที่จะกอดหุ้นตัวเองไว้ในสัดส่วนที่สูงเกินไป

ไม่ว่าจะเป็น "เบอร์ลี่ยุคเกอร์" (BJC) "อาหารสยาม" (SFP) "อินทรประกันภัย" (INSURE) ซึ่งที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีมูฟเมนท์ทางธุรกิจเท่าไรนัก

หรือแม้แต่ "โออิชิ กรุ๊ป" (OISHI) หลังจากการเข้าเทคฯ ของกลุ่มเจริญ (บริษัทนครชื่น) ความเคลื่อนไหวของตัวธุรกิจจึงค่อยๆ ซาลง

เมื่อสภาพคล่องต่ำ..และไร้มูฟเมนท์ที่สำคัญ หุ้นในกลุ่มของ "เจ้าสัวเจริญ" ทั้งหมด จึงค่อยๆ เงียบหายไปจากความนิยมของนักลงทุนในท้ายที่สุด

แม้กระทั่ง "ยูนิเวนเจอร์" ที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่จะเข้ามา และจะต้องมีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ (คำเสนอซื้อ) ต่อไป ก็มีแนวโน้มอาจต้องติดอยู่ใน "กับดักสภาพคล่อง" เฉกเช่นกัน

ขณะที่ "ตัน ภาสกรนที" กรรมการผู้จัดการ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป กลับมองประเด็นการถือสัดส่วนหุ้นมากเกินไปว่า ความสำเร็จของธุรกิจมันอยู่ที่กำไรขาดทุน..ไม่ใช่ว่าใครถือหุ้นเท่าไร ซึ่งวิธีการบริหารของกลุ่มเจ้าสัวเจริญเท่าที่ได้สัมผัสมานั้น ผู้บริหารของกลุ่มมักต้องการวิธีบริหารที่สามารถหาข้อสรุปหรือการตัดสินใจทางธุรกิจที่คล่องตัว และการถือหุ้นบริษัทในสัดส่วน 80-90% มันก็ไม่ได้ผิดตรงไหน ขอแค่ให้ธุรกิจสามารถมีกำไรเท่านั้น

ส่วนเหตุผลการเข้ามาเทคโอเวอร์ "ยูนิเวนเจอร์" ในครั้งนี้ เขามองว่าน่าจะเป็นเหตุผลทางด้านธุรกิจมากกว่าที่จะเป็นเรื่องส่วนตัว และถือเป็นเพียงแค่วิธีหนึ่งในการต่อยอดและลดต้นทุนในการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล "สิริวัฒนภักดี" และเพื่อให้ธุรกิจมีความครบวงจรยิ่งขึ้นอีก

"ถือเป็นธรรมชาติของธุรกิจที่มีทุนมหาศาล แต่เดิมทุนกลุ่มนี้เขาก็มีเครือข่ายด้านพร็อพเพอร์ตี้ในมือจำนวนมากอยู่ก่อนแล้ว ทั้งธุรกิจโรงแรม คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และบ้านจัดสรร ซึ่งมูลค่ารวมมันระดับแสนล้าน" ตันกล่าว พร้อมอธิบายต่อว่า

ตอนนี้โครงการในกลุ่มอสังหาฯ ของเจ้าสัวเจริญ เขาแบ่งออกไว้ถึง 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1.กลุ่มลงทุนและพัฒนาโครงการ 2.กลุ่มโรงแรม 3.กลุ่มอาคารสำนักงาน 4.อาคารศูนย์การค้า 5.สนามกอล์ฟและสโมสร 6.ศูนย์การประชุมและนิทรรศการ (ศูนย์สิริกิติ์) และ 7.กลุ่มพัฒนาที่ดินเพื่อการเกษตร

"พร็อพเพอร์ตี้ในเมืองไทย..ผมก็ยังไม่เห็นผู้ประกอบการรายไหนที่มีธุรกิจครบขนาดนี้ เพราะฉะนั้น การเทคโอเวอร์หนนี้จึงไม่ได้ถือเป็นการมูฟที่ใหญ่โตอะไร" ตันสรุปสั้นๆ

แต่ทั้งนี้เป็นที่รับรู้กันว่า ช่วงหลังๆ ระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา อาณาจักรธุรกิจของเจ้าสัวเจริญ มีความพยายามอย่างมากที่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขยายอาณาจักร "พร็อพเพอร์ตี้" อย่างเห็นได้ชัด หลังจากนำ บริษัท ทีซีซี แลนด์ เข้าไปร่วมทุนธุรกิจกับ บริษัท แคปปิตอล แลนด์ (สิงคโปร์) ก่อตั้ง บริษัท ทีซีซี แคปปิตอล แลนด์ (สัดส่วน 60 : 40) เพื่อใช้เป็นฐานหลักในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยต่อไป

ปัจจุบันโครงการที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ทีซีซี แคปปิตอล แลนด์ ได้แก่ โครงการพลาซ่าแอทธินี เรสซิเด้นท์ และโครงการวิลล่าราชครู มูลค่าแห่งละ 1,500 ล้านบาท และโครงการ The Empire Place (สาทร) คอนโดมิเนียมระดับหรู 43 ชั้น มูลค่าโครงการ 4,700 ล้านบาท

ล่าสุด ยังอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการเมืองใหม่ (ขนาด 300 ไร่) บนถนนเกษตร-นวมินทร์ ภายใต้ชื่อ "เสนา มาสเตอร์ แพลน" ซึ่งจะประกอบด้วยบ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม (ขนาด 5 ชั้น) อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า ร้านอาหารริมทะเลสาบ และโซนธุรกิจรถยนต์ (Auto Mall) รวมแล้วต้องใช้เงินลงทุนพัฒนากว่า 20,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี (2549-2554)

ในทางหนึ่ง รูปแบบการเข้าเทคโอเวอร์ยูนิเวนเจอร์ ถือได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณที่จะนำธุรกิจของตระกูลออกมาสู่กลางแจ้งให้มากขึ้น พร้อมกับจัดวางตำแหน่งให้ลูกทั้ง 5 คน (อาทินันท์-วัลภา-ฐาปน-ฐาปนี-ปณต) เข้ามานั่งบริหารงานในทุกกลุ่มธุรกิจของ "ทีซีซี โฮลดิ้ง" ที่ถูกแบ่งออกเป็นแม่น้ำทั้ง 4 สาย ตั้งแต่สายธุรกิจเครื่องดื่ม สายอุตสาหกรรมและการค้า สายอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มประกันและเช่าซื้อ (อาคเนย์)

เป็นวิธีสร้างจากรุ่นที่ 1 เพื่อให้ทายาทรุ่น 2 บริหารต่อ และกำลังพลิกจากบทบาทของ Entrepreneur แบบเก็บตัว เปลี่ยนถ่ายสู่การบริหารแบบมืออาชีพ..ในรุ่นลูก หลังจากที่ผ่านมา วิถีทางโตในธุรกิจน้ำเมาของตระกูล แม้จะมีมูลค่านับแสนล้านบาท แต่มักตกอยู่ในที่มืดมาโดยตลอด

แต่วันนี้ เจ้าสัวเจริญกำลังเปลี่ยนมาเล่นเกมธุรกิจแบบเปิดหน้าไพ่เล่น..และท้าทายมากขึ้น



Replies : 1490


« Reply #76 เมื่อ 17/06/2007 , 15:43:51 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Financial Intelligence

วางแผนสักนิด พิชิตเงินล้าน

วันนี้มีคำถามง่ายๆ มาถามทุกท่านค่ะว่า คนรวยกับคนอยากรวยต่างกันตรงไหน? อะไรทำให้คนรวยแตกต่างไปจากคนอยากรวย? มีใครตอบได้บ้างค่ะ

แล้วคุณผู้อ่านละคะเป็นคนรวย หรือคนอยากรวย?

คนสองคนนี้น่าจะมีอะไรบ้างที่เหมือนกัน หากคนทั้งสองเริ่มต้นที่ทรัพย์สินเงินทองเท่ากัน ในที่สุดแล้วอะไรที่ทำให้สองคนนี้แตกต่างกัน? จะมีคนอยากรวยสักกี่คน ที่ในที่สุดแล้วได้สุขสมหวังกลายเป็นคนรวย และมีกี่คนที่ยังคงสถานะเป็นคนอยากรวยอยู่เช่นนั้น ไม่แน่ว่าในกลุ่มคนอยากรวยนี้อาจจะมีคนเคยรวยรวมอยู่ด้วยก็เป็นได้!!

ทำไมหลายต่อหลายคนได้แต่เป็นคนอยากรวย ยังไม่ได้เป็นคนรวยกับเขาสักที แล้วอะไรกันหนอที่ทำให้คนอยากรวยส่วนหนึ่งได้เปลี่ยนสถานะเป็นคนรวย ความเหมือนของคนทั้งสองน่าจะเป็นความอยาก อยากรวย ความต้องการเป็นคนรวย หรือมีจุดหมายในชีวิตอยู่ที่ความร่ำรวย คนส่วนใหญ่มีความหวัง ความฝัน มีเป้าหมายอยากรวย เชื่อว่าทั้งคนอยากรวย และคนรวยก็คงจะมีเป้าหมายที่ความมั่งคั่งร่ำรวย

แต่ในเป้าหมายที่เหมือนกันนั้นย่อมมีความแตกต่างกันอย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงยังเป้าหมายของตนเอง ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจจะมาจากการตั้งเป้าหมายที่ไม่เหมาะสมกับตนเอง

ลองนึกดูว่าหากเราทำงานมีเงินเดือนๆ ละสองหมื่นกว่าบาท แล้วตั้งเป้าหมายว่าจะต้องมีเงินเก็บห้าสิบล้านร้อยล้านให้ได้ในสามสี่ปีที่ทำงาน

เป้าหมายแบบนี้ต้องถือว่าเป็นเป้าหมายเกินตัวอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว คนอยากรวยคนที่ตั้งเป้าหมายแบบนี้แม้จะทำงานหนักและต้องเหนื่อยมาก ก็ยากที่จะไปให้ถึงฝั่งฝันตามที่ตั้งเป้าไว้ได้ แถมยังจะบั่นทอนกำลังกาย กำลังใจตนเองไม่น้อยเลยทีเดียว

การตั้งเป้าหมายชีวิตหรือเป้าหมายทางการเงินที่ดี จะต้องเริ่มต้นที่การทำความรู้จักตนเอง เราควรจะหยุดเพื่อพิจารณาว่า ในขณะนี้ เรามีสินทรัพย์ หนี้สินจำนวนเท่าใด และมีรายได้ รายจ่ายเดือนละเท่าใด ข้อมูลทางการเงินที่สำคัญทั้งสี่รายการนี้จะช่วยให้เรารู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของตนเอง หรือรู้ว่าตอนนี้เรายืนอยู่ ณ ที่ใด แล้วจึงถามตัวเองต่อไปว่า เราต้องการจะไปในที่แห่งใด จากพื้นฐานที่เรามี เป็นเป้าหมายของเราควรจะอยู่ที่ใด อย่างเช่น การตั้งเป้าหมายที่จะเกษียณอายุการทำงานในอีก 30 ปีข้างหน้าโดยต้องการจะมีเงินเก็บออมไว้ใช้หลังเกษียณเดือนละ 10,000 บาท โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท (300 เดือน หรือ 25 ปี)

เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราก็จะกำหนดได้ว่าเราควรจัดสรรเงินออมอย่างไร และควรจัดการกับเงินออมอย่างไร เพื่อไปให้ถึงฝั่งฝัน ดังนั้น เป้าหมายที่ดีต้องพอเหมาะพอดีกับตัวเราเอง ทั้งพอเหมาะกับฐานะทางการเงินในปัจจุบัน และพอดีกับความเป็นอยู่ที่วางแผนไว้ในอนาคต

คนอยากรวยจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่รวยสักทีอาจจะเป็นเพราะตั้งเป้าหมายความรวยที่ไกลตัวเกิน ต้องการจะรวยเกินกว่ากำลังจะไปถึง หรือลืมประเมินสถานะปัจจุบันให้ชัดเจนก่อนตั้งเป้ารวย และก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า คนรวยหลายคนอาจไม่ได้มีเงินทองมากมาย เท่าคนอยากรวย คนรวยเหล่านี้รู้จักความรวยที่พอเหมาะพอดีกับตนเอง รู้จักกำหนดเป้าหมายชีวิตที่เหมาะสม เมื่อรู้จักพอเขาจึงพ้นสภาพคนอยากรวยมาเป็นคนรวย ตรงข้ามกับคนอยากรวย ที่ไม่รวยสักที ทั้งที่มีมากมาย แต่ไม่รู้จักพอ เลยไม่เคยมีมากพอ

เมื่อกำหนดเป้าหมายชีวิตที่เหมาะสมกับตนเองได้แล้ว ต่อมาคงต้องลงมือเขียนแผนปฏิบัติให้เห็นเส้นทางที่จะเดินไปยังเป้าหมายนั้นให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ตั้งแต่การระบุให้ชัดเจนว่าจะออมเงินเดือนละเท่าใด จะออมไว้เพื่ออะไร จะเพิ่มสัดส่วนการออมอย่างไร จะมีวิธีการลดรายจ่ายลงอย่างไรได้บ้าง จะหาความรู้ในการลงทุนอย่างไร จะเริ่มลงทุนเมื่อใด จะสำรองเงินฉุกเฉินอย่างไร

ใครอยากมีเงินล้าน หรือสิบล้าน ร้อยล้าน ก็คงต้องเริ่มต้นสำรวจตนเองเพื่อกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาไว้ด้วยว่าในช่วงใดของชีวิตเราจะทำอะไร เราจะก้าวไปให้ถึงจุดนั้นเมื่อไร หรือสรุปง่ายๆ ว่าให้เริ่มถามตัวเองก่อนว่า Why? What? Where? และ When? จากนั้นจึงเริ่มร่างแผนที่ สร้างเส้นทางเดินไปยังจุดหมายนั้นหรือต้องตอบคำถาม How? ให้ได้นั่นเอง

หลายคนเริ่มต้นที่คำถาม How? แล้วก็มุ่งมั่นลงมือทำ...ทำ...ทำ...ตามแนวทาง How to ที่สร้างขึ้นโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งน่าจะต้องเหนื่อยมากหน่อย สำหรับการทำ ทำ ทำ แบบไม่คิด คิด คิด ไม่วางแผนไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจนก่อนลงมือทำ ซ้ำร้ายอาจจะพบว่าเส้นทาง How to นั้นผิดทิศผิดทาง หรือกำลังเดินไปในทางตรงข้ามกับเส้นทางที่ควรจะไป

กุญแจสำคัญที่จะนำเราไปสู่เป้าหมายเงินล้าน ก็คือ ความขยันหมั่นเพียรในการทำงาน การตั้งอกตั้งใจทำมาหากิน รู้จักพัฒนางานที่ทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ได้ผลงานที่ดี มีคุณภาพ ถูกใจเจ้านาย ถูกใจลูกค้า มีความมั่นคงในหน้าที่การงานซึ่งจะเป็นการเปิดประตูสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น โอกาสที่ดีในอนาคตย่อมเกิดขึ้นได้ เราก็จะสามารถเดินทางไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ใครที่ยังไม่เคยวางแผนชีวิตตัวเองอย่างเป็นเรื่องเป็นราว คงต้องลองนั่งคิด ลองวาดภาพตัวเองดูว่าใน 20 หรือ 30 ปีข้างหน้าตัวเราจะไปอยู่ตรงไหนและทำอะไรอยู่ หากต้องการให้ภาพในอนาคตภาพนั้นเป็นความจริงขึ้นมา วันนี้ เราต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง อนาคตของเรา ชีวิตของเรา หากเราไม่วางแผน ไม่บริหารจัดการให้ดีแล้วใครจะมาทำให้เรา?





« Reply #77 เมื่อ 17/06/2007 , 15:48:36 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Fund Cafe'

จุมพล สายมาลา : www.ingfunds.co.th

ตลาดหุ้นทั่วโลกช่วงนี้ ยังน่าลงทุนอีกหรือไม่?? (1)

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ทำสถิติสูงกว่าเดิมในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาโดยสูงกว่าสถิติเดิมในช่วงมีนาคมปี 2000 ส่วนตลาดหุ้นในยุโรปแตะจุดสูงสุดในช่วงหกปีครึ่งที่ผ่านมา นักลงทุนอาจเริ่มกังวลว่าทิศทางดังกล่าวจะไปได้อีกสักเท่าไร อะไรเป็นสาเหตุที่เกิดภาวการณ์ร้อนแรงของตลาดหุ้นโลกและความเสี่ยงคืออะไร

โดยทั่วไปแล้วราคาของหุ้นขึ้นอยู่กับมูลค่าของปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่งขณะนี้ ถือว่าราคา ณ ปัจจุบันของหุ้นทั่วโลกยังไม่สูงจนเกินไป ในภาวะที่อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตร (bond yields) ที่อยู่ในระดับต่ำและความผันผวนของตลาดหุ้น (equity market volatility) ถูกนำมาเป็นปัจจัยในการร่วมพิจารณาด้วย แม้ว่าปัจจัยทั้งสองดังกล่าวได้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมาแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับการวัดมูลค่าของหุ้นจากปัจจัยพื้นฐานที่เทียบกับในอดีต ซึ่งกำไรของบริษัทในตลาดหุ้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

ยิ่งไปกว่านั้นอัตราส่วนของอุปสงค์และอุปทานในตลาดหุ้นทั่วโลกเปลี่ยนไป โดยจำนวนบริษัทใหม่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นมีค่อนข้างน้อยในขณะที่บริษัทต่างๆ ในตลาดหุ้นซื้อหุ้นของตนเองคืนกลับในตลาด (treasury stock) เป็นจำนวนมากอันเนื่องมาจากราคาหุ้นที่อยู่ในระดับต่ำ ในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ตัวเลขกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา

สภาพคล่องส่วนเกิน (Excess Liquidity):

ปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้หุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นโดยทั่วไปในวงกว้างมาจาก สภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินซึ่งถูกนำมาลงทุนในหุ้นและผลักดันราคาทรัพย์สินทางการเงินให้สูงขึ้น เงินจำนวนมากเหล่านี้หมุนไปทั่วโลก เพราะแต่ละประเทศทั่วโลกมีอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างและเหลื่อมล้ำกันค่อนข้างมาก

การกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนในตลาดการเงินและตลาดทุน (Carry Trades):

อัตราดอกเบี้ยคือราคาของเงิน เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำการกู้ยืมเงินที่มีต้นทุนต่ำเพื่อลงทุนจึงเกิดขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บรรดากองทุนประกันความเสี่ยง (hedge fund) ที่นิยมกู้ยืมเงินสกุลเยนของญี่ปุ่นที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาลงทุนในประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า หรือลงทุนในทรัพย์สินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่า เช่น ตลาดหุ้นหรือพันธบัตรของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (emerging markets) และยังคาดหวังการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศนั้นๆ ด้วย ดังนั้นการกู้ยืมเงินมาเพื่อลงทุนของเหล่ากองทุนประกันความเสี่ยงจึงมีบทบาทที่ทำให้เกิดเม็ดเงินขนาดใหญ่มาลงทุนในสินทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงสูงทั่วโลกและหนึ่งในนั้นก็มีตลาดหุ้นรวมอยู่ด้วย

การซื้อหุ้นกลับของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Share buybacks):

ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งทั่วโลกมีกำไรดี และด้วยเงินสดที่มีอยู่ ส่วนหนึ่งหลังจากจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นแล้ว ถูกนำมาซื้อหุ้นของบริษัทกลับคืนจากตลาดหุ้น ทำให้อุปทาน (supply) ในตลาดหุ้นลดลงในขณะที่อุปสงค์เพิ่มขึ้น (demand) ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น

การควบรวมกิจการ (Mergers and acquisitions):

เราได้เห็นกิจกรรมการควบกิจการมากมายในหลายภูมิภาคของบริษัทในตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องมาจากอัตรการเติบโตจากการทำธุรกิจหลัก เริ่มมีแนวโน้มลดลง ดังนั้นการเพิ่มอัตราการเติบโตของผลประกอบการจึงต้องมาจากภายนอก นั่นคือการควบกิจการเพื่อความประหยัดอันเกิดจากขนาดของธุรกิจ (economy of scale) และอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า โดยเฉาะอย่างยิ่งภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเช่นที่เป็นอยู่

ในครั้งหน้าเราจะมาพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ กันต่อ รวมถึงความเสี่ยงแฝงที่มีอยู่ในตลาดโลกด้วย






« Reply #78 เมื่อ 17/06/2007 , 15:58:21 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Money Clinic

เศรษฐกิจแบบนี้ซื้อคอนโดหรือไม่

Q....ในระยะเวลานี้ สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ยังสมควรซื้อคอนโดมิเนียมเก็บไว้อีกหรือไม่คะ คอนโดมิเนียมราคา 1,500,000 บาท
30 ตารางเมตร อยู่ ถนนพระราม 3 ใกล้ๆ สาทรค่ะ ตอนนี้ยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง กลัวว่าซื้อไปแล้วเกิดถูกเลย์ออฟขึ้นมาจะลำบาก เพราะตอนนี้บริษัทมีแนวโน้มจะโละพนักงาน กลัวว่าผ่อนไปผ่อนมาจะไม่มีแรงผ่อนค่ะ เงินเดือนปัจจุบันเดือนละ 30,000 บาท ก็เลยไม่แน่ใจว่าซื้อแพงไปหรือเปล่า

A...คำถามของคุณผกากรองว่า ยังสมควรซื้อคอนโดมิเนียม "เก็บ" ไว้หรือไม่ หมายความว่าคุณไม่ได้มีความต้องการอยู่อาศัยในช่วงเวลานี้ถูกต้องหรือเปล่าไม่ทราบ คุณอาจจะยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ แต่อยากซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองสักยูนิต เอาเป็นว่าคุณอยากจะซื้อคอนโดมิเนียมราคาหนึ่งล้านห้าแสนบาท โดยที่บริษัทมีแนวโน้มจะเลย์ออฟพนักงาน

คำตอบขึ้นอยู่กับความพร้อมของคุณเองในด้านการเงิน คุณผกากรองมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างต่ำ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายส่วนตัวรายเดือนหรือไม่ 3-6 เดือนคือ ระยะเวลาโดยเฉลี่ยในการหางานใหม่ หากวันนี้คุณถูกเลย์ออฟจากงานจริงๆ ซึ่งในความเป็นจริงอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน และความต้องการในตลาดแรงงานในส่วนที่คุณทำ ถ้าคุณตัวคนเดียวไม่มีภาระอะไรมาก 3 เท่าของค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่อเดือนอาจจะเพียงพอ แต่ถ้ารู้สึกว่าตัวเองมีภาระมากกว่านั้น อาจต้องเตรียมไว้สัก 6 เดือน และถ้าคุณซื้อคอนโดมิเนียมไว้ ค่าใช้จ่ายรายเดือนของคุณจะต้องรวมเงินผ่อนคอนโดมิเนียมรายเดือนเข้าไปด้วย ก่อนจะคูณด้วย 3-6 เดือน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นถ้าคุณต้องใช้เวลานานกว่า 3-6 เดือนในการหางานใหม่ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าผ่อนคอนโดมิเนียม ค่าจิปาถะ คงจะเป็นภาระให้กับคุณมากพอสมควร

การมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง การเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมในเมืองสักยูนิต น่าจะสร้างความสุขสะดวกสบาย และความรู้สึกมั่นคงให้คุณผกากรอง ไม่ใช่สร้างความกังวลใจกับเรื่องของการเงิน ค่าผ่อนส่งธนาคารในแต่ละเดือน อย่างไม่หยุดหย่อน

คำตอบสุดท้ายคือ เตรียมความพร้อมของตัวเองเสียก่อน ทั้งเงินสดสำรองฉุกเฉิน งานที่มีความมั่นคง ความต้องการอยู่อาศัยของคุณในอนาคตถ้าคุณแต่งงานมีครอบครัว มีลูก คอนโดมิเนียมขนาด 30 ตารางเมตร อาจเล็กเกินไปสำหรับคุณ เป็นต้น ถึงตอนนั้นจึงค่อยซื้อคอนโดมิเนียมก็ยังไม่สายเกินไปค่ะ น่าจะดีกว่าวิ่งเข้าไปใส่ปัญหาทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้จากปัญหาการเลย์ออฟพนักงานของบริษัท หรือปัญหาอื่นที่เราไม่เคยคาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

สิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำได้ในเวลานี้คือ

1. ดูอาการของบริษัทว่าแนวโน้มการเลย์ออฟพนักงานจะเป็นไปในรูปใด อาจจะเริ่มมองหางานใหม่ที่มีความมั่นคงมากกว่าเป็นทางเลือกเผื่อไว้ด้วย

2. และในระหว่างนี้พยายาม เก็บเงินเป็นค่าเงินดาวน์คอนโดมิเนียมที่ต้องการซื้อในอนาคต เช่น ถ้าตอนนี้คุณมีเงินดาวน์ประมาณ 10% ของราคาคอนโดมิเนียม กะว่าจะกู้ธนาคารอีก 90% ถ้าหากคุณสามารถเก็บเงินเพื่อจ่ายเงินดาวน์ได้มากขึ้น เป็นสัก 25-30% ของราคาคอนโดมิเนียมก็จะเป็นการดี

สมมติว่าคุณซื้อคอนโดมิเนียมราคา 1.5 ล้านบาทวันนี้ คุณผกากรองจะต้องจ่ายค่าผ่อนเดือนละเท่าไร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในแต่ละเดือน ถ้าคุณยังไม่ตัดสินใจซื้อตอนนี้ แต่เริ่มเก็บเงินเท่ากับค่าเงินผ่อนรายเดือนของคุณ แยกเปิดบัญชีไว้ต่างหาก ทุกสิ้นเดือนเมื่อเงินเดือนออก คุณจะนำเงินจำนวนนี้ไปเก็บไว้ในบัญชี เท่ากับเป็นการสร้างลักษณะนิสัยในการผ่อนค่าคอนโดมิเนียมเสียตั้งแต่วันนี้

3. ถ้าคุณสามารถทำในข้อ 2 ได้ ก็เท่ากับว่าเมื่อคุณพร้อมแล้วที่จะซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวคุณเอง คุณจะมีเงินดาวน์สูงขึ้นกว่าวันนี้ ยิ่งคุณจ่ายเงินดาวน์มากขึ้นเท่าไร ก็เท่ากับคุณต้องการเงินกู้น้อยลงเท่านั้น ภาระค่าดอกเบี้ยของคุณก็จะลดลง ระยะเวลาในการกู้ก็จะสั้นลงด้วยค่ะ






« Reply #79 เมื่อ 17/06/2007 , 15:59:09 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Tricks and Tips

ช่วยคิดต้นทุนรักษาโรค (1) หากต้องใช้แพทย์ทางเลือก

++++++++++++++++++++++++++++++++++

"บางครั้งแพทย์สมัยใหม่รักษาได้ผลไม่เต็มที่ ขณะที่แพทย์ทางเลือกเน้นรักษาตามธรรมชาติ กลับเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจ ซึ่งเกรย์แห่งซีเอ็นเอ็นมันนี่ มีข้อมูลประเมินค่ารักษาแต่ละวิธีมาฝากคนไทยทั้งในและต่างประเทศ"

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

การแพทย์ในไทยและต่างประเทศทุกวันนี้ แม้จะพัฒนาก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ในการรักษาโรคบางโรคและบางกรณีกลับให้ผลได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้นแพทย์ทางเลือก หรือในต่างประเทศเรียกกันว่า Alternative therapies ซึ่งเป็นการรักษาอาการป่วยโดยไม่ใช้เครื่องมือหรือเครื่องตรวจเทคโนโลยีขั้นสูง แต่จะเน้นการรักษาตามวิถีทางธรรมชาติ จึงเป็นทางออกหรือตัวช่วยน่าสนใจอีกทางหนึ่ง

สำหรับ Tricks and Tips ฉบับนี้ จะพาแฟนๆ คอลัมน์ โดยเฉพาะคนไทยในสหรัฐ ซึ่งอาจมีเพื่อนๆ เป็นชาวต่างชาติ ที่สนใจการรักษาโรคแบบแพทย์ทางเลือก ไปรู้จักแนวทางรักษาตัวแบบแพทย์ทางเลือกแต่ละแนว ผ่านข้อมูลที่ได้รับจาก แพททริเซีย บี.เกรย์ คอลัมนิสต์ซีเอ็นเอ็นมันนี่ ซึ่งค้นคว้าหาข้อมูลและประเมินค่ารักษาในแต่ละวิธีมานำเสนอ ในหัวเรื่อง "แนะนำการรักษาแพทย์ทางเลือก: ตั้งแต่การฝังเข็มไปจนถึงยาบำรุง"

@"การฝังเข็ม" เกรย์คำนวณดูพบว่า ต้นทุนการรักษาแพทย์ทางเลือกวิธีนี้ ค่ารักษาจะอยู่ระหว่าง 50 -100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,750-3,500 บาท ค่าใช้จ่ายที่ประมาณการไว้นี้ เป็นการจ่ายครั้งแรกๆ ที่ไปรับการรักษา

แต่ถ้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องในครั้งต่อๆ ไป ค่ารักษาที่ต้องจ่ายจะถูกลง สำหรับโรงพยาบาลหรือสถานบำบัด ที่เชี่ยวชาญการฝังเข็มในสหรัฐและประเทศอื่นๆ และเกรย์เตือนว่าการรักษาใช้วิธีฝังเข็มในต่างประเทศหรือไทย ไม่มีประกันสุขภาพครอบคลุม

การรักษาโดยใช้วธีฝังเข็มนั้น โดยพื้นฐานแล้วเป็นการรักษาอาการป่วย แบบเสริมหรือเพิ่มเติมการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดกับอาการคลื่นเหียนวิงเวียนศีรษะทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกรย์ให้ข้อมูลว่าการฝังเข็ม เป็นวิธีรักษาโรคที่มีมานานแล้ว และนำมาใช้เป็นครั้งแรกในจีนกว่า 2,000 ปีมาแล้ว จากนั้นช่วงทศวรรษหลังปี 2513 เริ่มนำมาเผยแพร่ใช้เสริมการรักษาอาการป่วยยุคปัจจุบัน จากนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่คนไข้ ที่ไม่พอใจหรือต้องการการรักษาเพิ่มเติม นอกเหนือจากการใช้ตัวยากับวิธีรักษาสมัยใหม่ ที่อาจให้ผลการรักษาไม่ดีหรือไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร

ทั้งนี้การฝังเข็มซึ่งมีต้นกำเนิดจากจีน จากการค้นคว้าของเกรย์พบว่า เป็นทฤษฎีการรักษาโรคที่อาศัยการเรียนรู้เรื่องการไหลเวียนของพลังงานที่สำคัญ ซึ่งไหลไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย 12 ทาง ปัญหาเส้นทางการไหลเวียนของพลังงานเหล่านี้อุดตันหรือถูกสกัดกั้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดความเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

The National Institutes of Health's National Center for Complementary and Alternative Medicine (NCCAM) หรือ เอ็นซีซีเอเอ็ม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแพทย์ทางเลือกในสหรัฐระบุไว้ว่า การรักษาโรคโดยใช้แพทย์ทางเลือกด้วยการฝังเข็มนี้ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด และช่วยให้อาการคลื่นเหียนวิงเวียนศีรษะลดลง ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด หลังจากผ่านการบำบัดโรคด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ด้วยวิธีเคมีบำบัด (chemotherapy) หรือ อาการเกิดภายหลังจากแพทย์สมัยใหม่ใช้ยาสลบ

การฝังเข็มยังมีประโยชน์ ในการรักษาอาการเกิดจากการติดยาเสพติด อาการปวดศีรษะ อาการปวดท้องประจำเดือน อาการเจ็บจากเนื้องอก อาการข้อกระดูกอักเสบเรื้อรัง อาการปวดหลัง อาการข้างเคียงจากการปวดข้อมือ และอาการหอบหืด โดยผลข้างเคียงจากการใช้วิธีฝังเข็มนั้น เกรย์ยืนยันแล้วว่ามีน้อยมาก

ทั้งนี้เกรย์กล่าวเตือนคนไข้เป็นโรคมะเร็งว่า การดิ้นรนใช้วิธีฝังเข็มรักษาโรคมะเร็งตั้งแต่แรกเริ่มที่พบอาการนั้น ไม่ใช่การเริ่มต้นหรือทางเลือกที่ดี คนไข้เป็นโรคมะเร็งไม่ควรเสียเวลามีค่าในการรักษาตัวช่วงแรกไปกับความพยายามใช้วิธีฝังเข็มรักษาโรค

"ใครก็ตามที่เป็นโรคมะเร็ง หรือโรคอื่นเป็นอันตรายเสี่ยงต่อชีวิต ควรรับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะการรักษาโดยใช้วิธีฝังเข็มถือเป็นการแพทย์ทางเลือก ที่ช่วยเสริมหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของแพทย์สมัยใหม่" ดร.พี. เชน เบอร์รัส ผู้เชี่ยวชาญการฝังเข็ม ได้รับใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพในเมืองลอสแองเจลิส และเป็นเหรัญญิกของ American Association of Acupuncture and Oriental Medicine. องค์กรด้านการฝังเข็มของสหรัฐ กล่าวเตือน

@"ใช้สมุนไพรเป็นยารักษาโรค" ต้นทุนใช้รักษาถูกกว่าวิธีอื่นๆ ซึ่งปกติแล้วการใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคในไทยเองก็ไม่แพง ในต่างประเทศไม่แพงเช่นกัน อยู่ระหว่าง 10-20 ดอลลาร์ หรือประมาณ 350-700 บาทต่อสมุนไพร 1 ขวด ที่บรรจุเป็นแคปซูล 100 เม็ด การเลือกรักษาวิธีนี้ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุมหรือจ่ายให้

การรักษาโรคด้วยยาสมุนไพร ซึ่งเปรียบเป็นการรักษาโรคแบบคืนสู่สามัญ และคนไทยในชนบทยังชอบใช้การรักษาโรคด้วยวิถีทางธรรมชาติเช่นนี้ ปัจจุบันเริ่มเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ เพราะต้นทุนที่ต้องจ่ายไม่แพง แต่ผู้คิดใช้แพทย์ทางเลือกวิธีนี้ต้องรอบคอบระมัดระวังกับการนำตัวยาที่ได้จากธรรมชาติมาใช้

ในสหรัฐเกรย์ให้ข้อมูลว่า การใช้สมุนไพรรักษาโรค จะได้รับการทดสอบและตรวจสอบจากเอ็นซีซีเอเอ็มก่อน ซึ่งการตรวจสอบและทดสอบในช่วงที่ผ่านมา พบหลักฐานสนับสนุนไม่มากนักว่าการรักษาใช้ยาสมุนไพรช่วยเยียวยารักษาอาการป่วยได้ผลแบบสมบูรณ์แบบ

แม้เกรย์ให้ข้อมูลด้านหนึ่งว่า ในปี 2545 คนอเมริกันกว่า 14 ล้านคน ใช้วิธีการรักษาแพทย์ทางเลือก รับประทานยาสมุนไพรเพื่อป้องกันโรคหวัดหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่ผลการตรวจสอบของเอ็นซีซีเอเอ็มยืนยันว่า ยาสมุนไพรรักษาโรคบางครั้งไม่ได้ช่วยรักษาโรคเป็นอยู่ได้โดยตรง

แต่ในบางกรณีมีการทดสอบของหน่วยงานรัฐบาลกลาง พบว่าสมุนไพรบางตัวสามารถใช้รักษาอาการหดหู่ซึมเซาได้ นอกเหนือจากการใช้ยาแพทย์ปัจจุบัน เช่น ต้นกาวา (Kava) นำมาใช้รักษาโรคนอนไม่หลับกระสับกระส่าย ซึ่งนำไปสู่อาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับอาการป่วย ทำลายการทำงานของตับได้

เกรย์ย้ำว่ายาสมุนไพรทุกชนิด ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ผลในการช่วยรักษาอาการป่วย เช่น สารสกัดจาก Kudzu ดูเหมือนจะช่วยรักษาอาการมึนเมา สำหรับคอเหล้าหรือคอเบียร์ เพราะช่วยให้แอลกอฮอล์ซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าลง

ขณะเดียวกันเกรย์ระบุว่า องค์การอาหารและยาของสหรัฐมีโครงการการปฏิบัติผลิตให้ดี ซึ่งทำให้การผลิตยาสมุนไพรต้องมีฉลากแสดงส่วนประกอบและสรรพคุณของสินค้าไว้ให้ชัดเจน และง่ายต่อการตรวจสอบ พร้อมย้ำว่าผู้บริโภคโดยเฉพาะคนไทยในสหรัฐต้องดูฉลากหรือฝาปิดยาให้ดีว่าเป็นของจริงได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับตรวจสอบยาของสหรัฐแล้วหรือยัง

การประทับตรารับรองจากหน่วยงานด้านยาของสหรัฐ จะเป็นเหมือนการให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ที่มีแหล่งผลิตหรือผลิตในสหรัฐ และก่อนที่ผู้บริโภคคนไทยในสหรัฐจะใช้ยาสมุนไพรที่วางขายในอเมริกา หรือเพื่อให้แน่ใจในสรรพคุณของตัวยา ผู้บริโภคสามารถเข้าไปขอข้อมูล และตรวจสอบได้จากเวบไซต์ของเอ็นซีซีเอ็มเอ http://nccam.nih.gov ซึ่งมีรายละเอียดของยาสมุนไพรทั่วไปที่นิยมใช้กัน 34 ชนิด

ทั้งนี้การรักษาโรคด้วยแพทย์ทางเลือก ยังมีวิธีอื่นที่น่าสนใจอีกส่วนหนึ่ง แต่ด้วยเนื้อที่ที่มีจำกัด แต่ก็อยากถ่ายทอดเนื้อหาให้ได้รับรู้กันอย่างครบถ้วน ดังนั้นผู้ดูแลคอลัมน์ Tricks and Tips จึงขอยกยอดตอนจบและวิธีรักษาแบบแพทย์ทางเลือกที่เหลือให้ติดตามกันในฉบับหน้า






« Reply #80 เมื่อ 17/06/2007 , 16:00:27 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

กองทุน EQuity ETF นวัตกรรมใหม่โดนใจนักลงทุน

โดยสรวิศ อิ่มบำรุง

เป็นกองทุนเปิดที่ซื้อขายเหมือนหุ้น

อีกไม่นานเกินรอ นักลงทุนไทยคงได้สัมผัสนวัตกรรมการลงทุนใหม่ ที่ว่ากันว่า โดนใจนักลงทุนแน่นอน

ก่อนหน้านี้ตลาดทุนไทยได้มีโอกาสต้อนรับ "กองทุน ETF" กองแรกไปแล้ว คือ กองทุนเปิดดัชนีพันธบัตรไทย (ABFTH) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่อ้างอิงกับ "ดัชนีตราสารหนี้"

ในปีนี้นับเวลาถอยหลังอีกไม่นาน ตลาดทุนไทยจะมีกองทุน ETF กองที่ 2 เกิดขึ้นในตลาดทุนไทย แต่จะเป็นกองทุน ETF กองแรกที่อ้างอิงกับ "ดัชนีตราสารทุน" นั่นก็คือ "กองทุน Equity ETF" ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดตั้งกองทุน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จให้นักลงทุนได้สัมผัสในช่วงไตรมาสที่ 3/50 นี้

หลายฝ่ายเชื่อมั่นว่ากองทุน Equity ETF จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่างกับตลาดทุนไทย ไม่ว่าการเสริมสร้างสภาพคล่องให้กับตลาดและสินค้าอ้างอิง ช่วยขยายฐานผู้ลงทุน ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้กับตลาดทุนไทย รวมทั้งยังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อีกด้วย

Fundamentals สัปดาห์นี้ จะพาคุณมาทำความรู้จักกับกองทุน Equity ETF รวมทั้งคุณประโยชน์ก่อนที่จะได้สัมผัสกับของจริงในช่วงปลายปีนี้กัน

............................

ก่อนที่ปลายปีนี้ นักลงทุนจะได้สัมผัสกับกองทุน Equity ETF เซคชั่น Fundamentals พยายามหยิบเรื่องราวของ Equity ETF ในแง่มุมต่างๆ มาทำความคุ้นเคยกับผู้อ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อถึงเวลานั้น จะได้ลงทุนได้อย่างคุ้นเคย

@เป็นกองทุนเปิดที่ซื้อขายเหมือนหุ้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ" หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.ไทยพาณิชย์ อธิบายให้ฟังว่า "กองทุนรวม Equity Exchange Traded Fund" หรือ "กองทุน Equity ETF" เป็นกองทุนเปิดที่จดทะเบียนและซื้อขายเหมือนหุ้นตัวหนึ่ง จึงผสมผสานระหว่างข้อดีของกองทุนเปิดและหุ้นเอาไว้ด้วยกัน

โดยกองทุนหุ้น ETF จะเหมือนกองทุนเปิดในแง่ของการกระจายความเสี่ยง เพราะการไปซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง จะมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนเปิด

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการซื้อขายตอนนี้ กองทุนเปิด ความสะดวกก็สู้หุ้นไม่ได้ เพราะเมื่อผู้ลงทุนไปสั่งซื้อจะรู้ราคาก็ตอนสิ้นวันถึงจะรู้ว่าซื้อได้กี่หน่วย หรือในกรณีที่สั่งขายก็ต้องรอสิ้นวันถึงจะรู้ว่าขายหน่วยลงทุนได้ที่ราคาเท่าไร แต่กองทุนหุ้น ETF จะซื้อขายเหมือนกับหุ้นเลย ค่าธรรมเนียม(commission) ในการซื้อขายก็เหมือนหุ้นทั่วไป ราคาที่ซื้อขายก็เห็นทันที สภาพคล่องก็ดี ซื้อขายได้ตลอดเวลา แต่กองทุนหุ้น ETF จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น เพราะมันสะท้อนดัชนีตัวใดตัวหนึ่ง เช่น ดัชนี SET50 ความเสี่ยงก็จะต่างจากหุ้นรายตัวเยอะ เพราะแทนที่จะลงไปในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง มันจะสะท้อนหุ้น 50 ตัว ในดัชนี SET50

"กองทุน Equity ETF จึงอาจจะเหมาะกับนักลงทุนสถาบันใหญ่ๆ ที่ต้องการจะแทรคดัชนีอย่างสะดวก โดยไม่ต้องไปจ้าง บลจ.มาบริหารพอร์ต คือซื้อกองทุนหุ้น ETF ตัวนี้ ก็สามารถที่จะแทรคดัชนีได้เลย และอาจจะเหมาะกับนักลงทุนรายย่อยที่อยากจะลงทุนในตลาดหุ้น แต่ไม่ทราบว่าควรจะซื้อหุ้นตัวไหนดี ไม่อยากจะไปนั่งศึกษาหุ้นรายตัว ก็ซื้อกองทุนหุ้น ETF ที่มันแทรคดัชนีโดยรวมไปเลย"

@ การเติบโตของกองทุน ETF

ทั้งนี้ "ดร.สมจินต์ ศรไพศาล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ บอกว่า "ETF" ย่อมาจาก "Exchange Traded Fund" ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยฐานความคิดของกองทุน ETF มาจากหลักคิดเรื่องกองทุนดัชนี (Index Fund) เพราะในประเทศที่พัฒนานั้น พบว่ากองทุนดัชนีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นกองทุนที่มีการกระจายการลงทุนอย่างดี และมีความเสี่ยงต่ำ

อย่างไรก็ตาม กองทุนดัชนีก็ยังไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ในการลงทุนได้ครบ เพราะสิ่งหนึ่งที่นักลงทุนหลายคนอยากเห็นรวมทั้งนักลงทุนซึ่งเล่นหุ้นอยู่แล้ว เขาอยากได้อะไรที่มันสามารถจะมองเห็นได้ตลอดเวลาว่าราคามันเป็นยังไง ซื้อขายยังไง ตลอดทุกเวลานาที เหมือนกับการที่เขาซื้อขายหุ้น ไม่ใช่ซื้อขายได้วันละ 1 ราคา เหมือนที่ทำผ่านกองทุนรวมทั่วไป ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนบางประเภท ซึ่งกองทุน Equity ETF สามารถที่จะตอบโจทย์นี้ได้

"เพราะกองทุน Equity ETF เป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนที่คล้ายกับกองทุนดัชนี แต่มีคุณสมบัติพิเศษที่ส่งเสริมการทำ market making และ arbitrage ส่งผลให้ราคาซื้อขายของหน่วยลงทุนมักจะเท่ากับมูลค่าต่อหน่วย ไม่มี discount เหมือนกับกองทุนจดทะเบียนอื่น สามารถที่จะซื้อขายได้เหมือนกับหุ้นตัวหนึ่ง มีราคาเคลื่อนไหวเรียลไทม์ ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถรู้เลยว่าตัวเองซื้อขายที่ราคาเท่าไร แล้วราคาที่ซื้อขายนั้นเมื่อเทียบกับเอ็นเอวีของกองทุนแล้ว ใกล้เคียงกันมากน้อยแค่ไหน ก็รู้ชัดอยู่ตลอดเวลา"

  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-16:14 GMT+7  
« Reply #81 เมื่อ 17/06/2007 , 16:01:32 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

@ประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อย

ดร.สมจินต์ มองว่า กองทุนหุ้น ETF นี้ นักลงทุนทุกกลุ่มจะได้ประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนต่างประเทศ สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดานั้น อาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็น "บุคคลธรรมดาที่เล่นหุ้นอยู่แล้ว" บางเวลาก็อาจจะมีความรู้สึกว่าตัวเองก็เลือกหุ้นไม่ถูกเหมือนกันว่าจะเอาหุ้นตัวไหนดี แต่มีความรู้สึกว่าตลาดโดยรวมน่าจะไปในทิศทาง "ขาขึ้น" หรือ "ขาลง" เพราะฉะนั้นการลงทุนในเชิงดัชนี ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่สำคัญ

อีกประการหนึ่งในหลายๆ ครั้ง การลงทุนของเราก็อาจจะมีการลงทุนในส่วนที่เรียกว่าเป็น "ส่วนแกนของการลงทุน (Core investment)" ก็อาจจะลงทุนให้คล้ายกับดัชนี แล้วค่อยไปเลือกหุ้นปลีกย่อยในบางสัดส่วน เช่นลงเป็นแกนสัก 80% แล้วอีก 20% ค่อยไปเลือกหุ้นรายตัว ถ้าหากว่าเป็นเช่นนั้น การใช้กองทุนหุ้น ETF เป็นแกนของการลงทุน ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวเลย แล้วแนวคิดแบบมีแกนการลงทุน ก็เป็นแนวคิดของการลงทุนระยะยาวด้วย

"แต่ว่าสำหรับบางคน อาจจะมีมุมมองของการเก็งกำไร การเลือกกองทุนหุ้น ETF ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ ว่าเรามองทิศทางของตลาดโดยรวมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยที่ไม่อยากจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงบริษัทเดียว อันนี้ก็เอามาใช้ได้ นี่เป็นส่วนของนักลงทุนรายย่อยที่มีการลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว"

ส่วนอีกกลุ่มจะเป็นกลุ่มของ "นักลงทุนบุคคลที่ยังไม่ได้เล่นหุ้น" แต่มีความสนใจในตลาดทุนไทย เช่นคนที่ฝากเงินธนาคาร คนที่จบทำงานใหม่ๆ เพิ่งเริ่มมีรายได้แล้วคิดอยากจะเริ่มศึกษาเรื่องการลงทุน การเริ่มต้นลงทุนด้วยกองทุนที่มีลักษณะเป็นดัชนีแล้วมีการซื้อง่ายขายคล่องอย่างกองทุนหุ้น ETF น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับคนที่จะเริ่มต้นลงทุน อีกประการหนึ่งที่มีความน่าสนใจมากก็คือในหลายปีหลัง จะสังเกตได้ว่าผลประกอบการของหุ้นในดัชนี SET50 โดยเฉลี่ยแล้วดีกว่า SET Index โดยรวม อันนี้ก็เป็นเรื่องน่าคิด ซึ่งเหตุผลอย่างหนึ่งก็อาจจะมองได้ว่ามันเป็นเรื่องของการคัดพันธุ์ว่าทุกๆ 6 เดือน ตลาดหลักทรัพย์ก็จะมีการคัดหุ้นในดัชนี SET50 ว่า 50 ตัวไหนที่ใหญ่แล้วมีสภาพคล่องที่สุด แล้วตัวไหนที่เล็กลง มีสภาพคล่องน้อยลง เขาก็เอาออก

"กระบวนการคัดพันธุ์เหล่านี้ ทำให้ตัวดัชนี SET50 เหมือนกับมีความสดใหม่อยู่เสมอ ที่ไม่ดีตัดออก ที่ดีขึ้นเอาเข้ามา เพราะฉะนั้นในตัวของดัชนี SET50 เองก็มีความน่าสนใจ นี่เรากำลังพูดถึงกลุ่มคนที่เพิ่งจะเริ่ม แทนที่จะไปเริ่มจากหุ้นรายตัวก็มาเริ่มที่กองทุนดัชนี โดยเฉพาะกองทุนหุ้น ETF ที่ซื้อง่ายขายคล่อง นี่คือประโยชน์ของนักลงทุนกลุ่มแรก คือ กลุ่มนักลงทุนบุคคลธรรมดา"

@ประโยชน์ของนักลงทุนสถาบัน

ดร.สมจินต์ ยังบอกอีกว่า สำหรับ "นักลงทุนสถาบัน" เองก็ได้ประโยชน์จากกองทุนหุ้น ETF นี้เช่นเดียวกัน ด้วยการทำ Cash Equitization ในบางช่วงขณะ เช่น เวลาที่บริษัทประกันหรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เม็ดเงินใหม่เข้ามา บางครั้งเวลาเรามีเงินใหม่เข้ามา มันอาจจะไม่เกิดพร้อมกับไอเดียว่าเราจะซื้อหุ้นตัวไหน คำถามคือถ้าไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนแล้วเงินนี้จะเอาไว้ที่ไหนดี ในอดีตก็อาจจะเอาเงินไปฝากธนาคาร ไปอยู่ในตั๋วเงินระยะสั้นๆ ซึ่งก็จะได้ผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นระดับผลตอบแทนที่ต่ำ

แต่เราลองเปรียบเทียบดูว่าในขณะหนึ่งๆ หรือในวันหนึ่งๆ การขึ้นลงของดัชนีตลาดหุ้นไทย 0.50% เป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้าดัชนีหุ้นไทยขึ้นลง 1% ก็ประมาณ 6-7 จุด ดังนั้นการที่ดัชนีหุ้นไทยขึ้นลง 3-4 จุด ก็ครึ่งเปอร์เซ็นต์แล้ว ถ้าหากว่าหุ้นขึ้นไป 0.50% ต่อวัน แต่เงินที่ฝากธนาคารได้ผลตอบแทนแค่ 1% ต่อปี ในวันอย่างนั้นเราก็จะแย่มาก เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผู้ลงทุนสถาบันจะทำได้ก็คือ ก็เอาเงินไปซื้อกองทุนหุ้น ETF ในขณะที่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กองทุนหุ้น ETF ก็จะเคลื่อนไหวขึ้นลงตามดัชนี เฉพาะเงินใหม่ส่วนนี้เราก็ไม่ต้องไปกังวลว่าตอนนี้เรายังไม่แน่ใจว่าเราจะซื้อหุ้นตัวไหน

"สำหรับนักลงทุนสถาบัน การใช้กองทุนหุ้น ETF เป็นตัวช่วยแบบ Cash Equitization ก็เป็นสิ่งที่เป็นแนวโน้มใหม่ของตลาดทุน แล้วในต่างประเทศก็เป็นที่นิยม แทนที่จะไปซื้อหุ้น 40-50 ตัว หรือต้องไปเลือกเอง ซึ่งถ้ามันพลาดขึ้นมาก็ลำบาก หรือถ้าไปฝากธนาคารก็เสร็จเลย มีความแตกต่างเยอะ เพราะฉะนั้นนักลงทุนสถาบันกันเอง สามารถจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้เยอะมาก รวมทั้งหลายคนก็อาจจะใช้เป็น Core Investment ได้เช่นเดียวกัน"

@ประโยชน์ของนักลงทุนต่างประเทศ

ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ "นักลงทุนต่างประเทศ" นั้น ดร.สมจินต์ มองว่า ปัจจุบันคนไทยก็อยากไปลงทุนต่างประเทศ แน่นอนคนในต่างประเทศทั่วโลกก็อยากจะออกไปลงทุนในที่ต่างๆ เช่นเดียวกัน เพราะว่าเห็นประโยชน์ของโอกาสและการกระจายความเสี่ยง ซึ่งในตลาดโลกเองก็มีกองทุน ETF ที่เป็นระดับโลก กองทุน ETF ระดับภูมิภาค หรือกองทุน ETF ระดับประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศต่างๆ อยู่มากมาย สำหรับประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย บางครั้งเขาก็ไม่มาลงทุนเลือกหุ้นเอง เขาก็สามารถใช้กองทุนหุ้น ETF เป็นเครื่องมือในการลงทุน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการลงทุนได้ ง่ายกว่าและมีต้นทุนที่ถูกกว่า

"เราเชื่อมั่นว่ากองทุนหุ้น ETF จะเป็นโปรดักท์ที่นำมาซึ่งโอกาสของการลงทุนในรูปแบบที่เราไม่เคยมีมาก่อน แล้วมันจะตอบคำถามของนักลงทุนทั้งบุคคลธรรมดา นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศได้อย่างน่าสนใจ แล้วทำให้ตลาดของเราใหญ่ขึ้นในอนาคต"

ทั้งหมดนี้คงจะช่วยให้คุณรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่อย่างกองทุนหุ้น ETF ได้ดียิ่งขึ้น






« Reply #82 เมื่อ 17/06/2007 , 16:02:12 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

รู้จักกลไกการทำงาน ของ "Equity ETF"

สำหรับ "กองทุนEquity ETF" กองแรกของประเทศไทยกองนี้ ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้คัดเลือกให้ "ทีมของบลจ.วรรณ" เป็นผู้จัดตั้งและบริหารกองทุน ซึ่งประกอบด้วย "บลจ.วรรณ" เป็นผู้จัดการกองทุน "บล.เคจีไอ" เป็นผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker : MM) มี "บล.กิมเอ็ง" "บล.บัวหลวง" "บล.ธนชาต" และ "บล.ซิตี้คอร์ป" เป็นผู้ร่วมค้า (Authuorized Participant : AP) ทั้งนี้ ที่กองทุน ETF มีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะเช่นนี้ก็เพราะกองทุน ETF มีโครงสร้างลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากกองทุนรวมทั่วๆ ไปนั่นเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.สมจินต์ ศรไพศาล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ อธิบายให้ฟังว่า กองทุน ETF จะมี 2 ราคา คือ

1. "ราคาซื้อขายบนตลาดรอง" ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ผู้ลงทุนรายย่อยหรือผู้ลงทุนสถาบันจะเข้าถึงได้ เพราะเป็นช่องทางเดียวสำหรับนักลงทุนในการซื้อขายเหมือนกับการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป

2. "มูลค่าต่อหน่วย (NAV)" ซึ่งราคานี้จะมีแค่ผู้ร่วมค้า หรือผู้ดูแลสภาพคล่องซึ่งถือเป็นผู้ร่วมค้าเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ เพราะผู้ร่วมค้าเป็นกลุ่มเดียวเท่านั้นที่จะสามารถสร้างหน่วยลงทุนหรือไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุน ETF ซึ่งจะทำให้ขนาดของกองทุน ETF มีการเปลี่ยนแปลง "เพิ่มขึ้น" หรือ "ลดลง" ได้ เพราะกองทุน ETF เอง ก็เป็นกองทุนเปิด ซึ่งขนาดของกองทุนสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากลักษณะของกองทุน ETF มีความซับซ้อนในโครงสร้างของ "การออกหน่วย" และ "การไถ่ถอนหน่วย" เพราะต้องมีขั้นตอนที่เรียกว่า "In Kind" คือ การนำเอากลุ่มหลักทรัพย์ที่กำหนดตามสัดส่วนดัชนีที่อ้างอิงเพื่อไปแลกเปลี่ยนกับผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของกลุ่มผู้ร่วมค้า โดยที่นักลงทุนทั่วไปไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากเหล่านี้แต่ประการใด

"แต่เวลานักลงทุนทั่วไปซื้อขายกองทุน ETF นั้น นักลงทุนทั่วไปจะซื้อขายในตลาดรองผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เหมือนการซื้อขายหุ้นทั่วไป ในยามปกติการซื้อขายในตลาดรอง ไม่ได้ทำให้กองทุน ETF มีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง เพราะว่าเป็นการซื้อขายระหว่างผู้ลงทุนเท่านั้น ดังนั้น เราจึงต้องมีช่องทางของการขยายหรือลดลงของกองทุนได้ แล้วเราจะทำให้กองทุน ETF มันขยายและลดลงได้อย่างไร เราก็ทำได้โดยอาศัยผู้ร่วมค้าของเรา รวมทั้ง MM ซึ่งถือเป็นผู้ร่วมค้าด้วย"

ดร.สมจินต์ บอกว่า กองทุน ETF นี้สามารถทำการซื้อขายได้ 2 ลักษณะ คือ 1. "In Cash" และ 2. "In Kind" สำหรับ "นักลงทุนบุคคล" ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้เลย เพราะว่ามันเป็นกลไกที่อยู่ด้านหลังของกองทุน ETF ในหมู่ของผู้ร่วมค้าหรือดีลเลอร์ของเราๆ ให้สิทธิพิเศษแก่เขาในการที่จะมาซื้อกองทุน ETF จากเรา แบบ In Kind

ตรงข้ามกับ In Cash โดยการซื้อแบบ In Cash ผู้ลงทุนใช้เงินสดซื้อแล้วได้หน่วยลงทุนของกองทุน ETF ไป โดยนักลงทุนบุคคลธรรมดาทั่วไปจะซื้อกองทุน ETF ในลักษณะนี้ผ่านตลาดรอง ส่วนการซื้อกองทุน ETF แบบ In Kind นั้น แทนที่จะซื้อด้วยเงินสดก็ใช้อย่างอื่นเป็นการแลกเปลี่ยนสำหรับกองทุน Equity ETF นี้ ก็ใช้ตะกร้าหุ้นในการแลกเปลี่ยนกับหน่วยลงทุน ซึ่งผู้ที่สามารถเข้าถึงการซื้อขายแบบ In Kind ได้ ก็คือกลุ่มของผู้ร่วมค้าเท่านั้น

ยามที่คนสนใจกองทุน ETF มากๆ มันก็จะมีดีมานด์มาซื้อกองทุน ETF เยอะ เมื่อคนซื้อเยอะ ราคาก็สูงขึ้น ผู้ร่วมค้าก็หาทางที่จะหากองทุน ETF มาขาย วิธีการก็คือเขาก็ไปซื้อหุ้น 50 ตัวเป็นตะกร้าหุ้น แล้วก็ถือตะกร้าใบนี้มาที่ บลจ.วรรณ เราก็จะออกหน่วยลงทุนของกองทุน ETF ใหม่ให้เขาไป เขาก็สามารถจะเอาหน่วยลงทุนใหม่ตรงนั้นไปขายได้ กองทุน ETF ของเราก็เติบโตได้ด้วยวิธีการนี้ ในบางขณะถ้าความต้องการกองทุน ETF น้อยลง หรือว่าปริมาณการสั่งขายมีมาก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ร่วมค้าเหล่านี้ก็สามารถจะเข้าไปซื้อกองทุน ETF เหล่านั้น แล้วเอามาขายกับ บลจ.วรรณ เพื่อแลกกับหุ้น 50 ตัว ในตะกร้าหุ้นจากเรา กองทุน ETF ก็จะเล็กลงด้วยวิธีการดังกล่าวนี้

"เพราะฉะนั้นการทำงานของผู้ร่วมค้า ก็จะช่วยทำให้เกิดสภาพคล่องในตลาดแล้วช่วยเสริมให้มีการเพิ่มขึ้นและลดลงของกองทุน ETF ตามปริมาณความต้องการของลูกค้า โดยที่ลูกค้าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับ บลจ.วรรณ ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนเลย แต่กองทุนก็โตขึ้นและเล็กลงได้ บลจ.วรรณ ในฐานะของผู้จัดการกองทุนก็ดูแลบริหารอย่างเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับลูกค้า ลูกค้าก็ไปติดต่อซื้อขายกองทุน ETF ในตลาดรองผ่านโบรกเกอร์เหมือนการซื้อขายหุ้นโดยทั่วไป"

ดร.สมจินต์ บอกว่า สมมติกองทุน Equity ETF แทรคดัชนี SET50 เนื่องจากว่ากองทุนนี้ไปลงทุนในหุ้นประมาณ 50 ตัว เพราะฉะนั้นในตัวของมันเองถามว่าค่าของมันคืออะไร ค่าของมันก็คือมูลค่าของหุ้น 50 ตัว ที่อยู่ในดัชนี SET50 เอาจำนวนคูณราคาแล้วรวมกันเข้าทั้งหมด เพื่อดูว่าหุ้นแต่ละตัวมีน้ำหนักเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในดัชนี SET50 โดยผู้จัดการกองทุนก็จะบริหารให้ผลตอบแทนของกองทุน Equity ETF เหมือนๆ กับดัชนี SET50 มากที่สุด โดยมีค่าความผิดพลาด (Tracking Error) ไม่เกิน 1% ใกล้เคียงกับ Tracking Error ของกองทุนดัชนีปกติ ซึ่งไม่ถือว่ามากเลย โดยผู้ลงทุนก็สามารถจะคาดหวังผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี SET50 นั่นเอง ดังนั้น โดยปกติแล้ว "ราคาตลาด" กับ "มูลค่าสุทธิต่อหน่วย" ของกองทุน ETF ตามทฤษฎีแล้วจะใกล้เคียงกันมาก

"ดังนั้น ราคาเสนอซื้อเสนอขายในตลาดรองที่เกิดขึ้น เราก็เชื่อว่ามันจะอยู่ใกล้เคียงกับมูลค่าสุทธิต่อหน่วยของกองทุน ETF นี่แหละ เพียงแต่ว่าในบางขณะมันอาจจะต่างกันได้เล็กน้อย เพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เราก็รู้อยู่ว่าราคาของหุ้นก็ขึ้นลงทุกวินาที หุ้น 50 ตัว ราคาก็ขึ้นลงทุกวินาที เพราะฉะนั้นในแต่ละขณะราคาตลาดที่เสนอซื้อเสนอขายของกองทุน ETF กับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย อาจจะมีความต่างกันบ้าง แต่ก็จะไม่มากนัก เพราะข้อมูลเอ็นเอวีของกองทุน ETF เราก็จะมีการประกาศอยู่อย่างต่อเนื่องผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ หากราคามีความแตกต่างกันมากทางผู้ร่วมค้าก็สามารถที่จะเข้ามาค้ากำไรจากส่วนต่างตรงนี้ได้ ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้ราคาตลาดกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วยของกองทุน ETF กลับมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันในท้ายที่สุด"

เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนรู้จักและเข้าใจในกลไกการทำงานของกองทุน Equity ETF มากขึ้นในระดับหนึ่ง






« Reply #83 เมื่อ 17/06/2007 , 16:02:48 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

สร้างสีสันแทนหุ้นบิ๊กแคป

ทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยจะหาหุ้นใหญ่ที่ดีจริงๆ มีสภาพคล่องมาให้คนเทรดกันนับวันก็ยิ่งน้อยลงไป โดยเฉพาะหลังจากที่แผนการนำรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่แปรรูปแล้วเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ชะงักไปในช่วงที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ให้ตลาดหุ้นไทยดูจะขาดหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีที่จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดหมู่นักลงทุนให้เข้ามาลงทุนไปค่อนข้างมาก

"ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ" หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.ไทยพาณิชย์ บอกว่า เราก็มานั่งคิดว่าจะต้องหาสินค้าให้เขามาเทรดได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่สินค้าใหม่ที่เป็นโปรดักท์ใหม่เข้ามาก็ได้ แต่เป็นของที่มีอยู่แล้วๆ นำเข้ามา เช่น กองทุน Equity ETF ที่อิงกับดัชนี SET50 ที่คนสามารถเข้ามาเทรดได้ จากการศึกษาพบว่า ETF เป็นสินค้าตัวหนึ่งที่สำคัญที่ตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้วมีการออก ETF กันค่อนข้างมาก

เช่น อเมริกา ยุโรป ซึ่งนิยมออกกองทุน ETF มาก แล้วก็แอคทีฟมากด้วย ในเอเชียเองก็มีการออกมากพอสมควร เราก็เริ่มต้นศึกษาดูแล้วก็คิดว่ากองทุน ETF น่าจะเป็นที่น่าสนใจสำหรับตลาดหุ้นไทย

ทั้งนี้กองทุน Equity ETF ที่จะซื้อขายในตลาดหุ้นไทยก็เหมือนกับเราเพิ่มโปรดักท์อีกตัวเข้าไว้ในตลาดที่อาจจะดึงดูดความสนใจของนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนได้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นโปรดักท์ที่มีขนาดใหญ่ และมีสภาพคล่องสอดคล้องกับความต้องการลงทุนของนักลงทุนสถาบัน ต้องยอมรับว่าสินค้าที่นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนได้นั้นปัจจุบันในตลาดหุ้นไทยเองมีค่อนข้างจำกัด

ถ้าหุ้นตัวเล็กไป สภาพคล่องน้อยไป เขาก็ไม่ค่อยอยากจะซื้อขาย เพราะถ้าเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยมีสภาพคล่อง เมื่อเขาไปซื้อปุ๊บ ราคากระโดด เขาก็ไม่ชอบ ขายปุ๊บ ราคาร่วง เขาก็ไม่ชอบ แต่กองทุนหุ้น ETF ตัวนี้ด้วยกลไกของมันแล้วการที่ธรรมชาติของกองทุนเป็นการแทรคดัชนีโดยรวม ตอนที่เขาซื้อปุ๊บราคาก็ไม่น่าจะแกว่งมาก เพราะถ้ามันแกว่งมากปุ๊บผู้ร่วมค้าก็จะเข้ามาทำการซื้อขายได้ ซึ่งเป็นกลไกช่วยในเรื่องของสภาพคล่อง ซึ่งน่าจะช่วยดึงดูดให้นักลงทุนสถาบันให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้มากขึ้น

"นอกจากนี้ ในบางครั้งนักลงทุนสถาบันบางครั้งเขาอาจจะอยากซื้อ SET50 Index Futures เพื่อกระจายความเสี่ยงแต่ติดที่ว่าซื้อไม่ได้ ด้วยข้อจำกัด ด้วยกฎของเขาไม่สามารถที่จะลงทุนในอนุพันธ์โดยกฎได้เพราะถือว่าอนุพันธ์เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) ด้วยกฎเขาไม่ให้ลงทุนในอนุพันธ์ เขาอยากได้การลงทุนใน SET50 แต่ซื้ออนุพันธ์ไม่ได้ แต่กองทุนหุ้น ETF นี้จะช่วยให้นักลงทุนสถาบันเหล่านี้ลงทุนได้เลย แม้จะไม่มี leverage แต่เขาสามารถลงทุนได้เลย เพื่อกระจายความเสี่ยง ดังนั้นโอกาสที่นักลงทุนสาถบันจะเข้ามาลงทุนก็จะมากขึ้นด้วย"

ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังไม่มีหุ้นบิ๊กแคปขนาดใหญ่เข้ามานั้น เชื่อว่ากองทุน Equity ETF น่าจะเข้ามาช่วยเพิ่มเสน่ห์และสีสันให้กับตลาดหุ้นไทยได้ดีทีเดียว


















« Reply #84 เมื่อ 17/06/2007 , 16:03:45 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Money Management

วิชชุ จันทาทับ : QBOX@SCBAM.COM บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด

การใช้ SET50 Index Futures ลดความเสี่ยงการลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)

ขึ้นชื่อว่า "ลงทุนในหุ้น" แม้ผลตอบแทนที่ได้รับจะสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงตามมาด้วย (High Risk, High Return) ซึ่งคนส่วนใหญ่พอคิดถึง "ความเสี่ยง" ปุ๊บ อาการกลัวขาดทุนก็ผุดขึ้นมาทันที ไม่เว้นแม้แต่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ก็เจออาการขยาดการลงทุนในหุ้นเข้าเต็มเปา เพราะกองทุน LTF นั้นจำเป็นต้องมีหุ้นอยู่กองทุนไม่น้อยกว่า 65% ตลอดเวลา และตลาดหุ้นอาจจะผันผวน และเกิดผลขาดทุนได้

หลายคนยอมเสียภาษีสูงๆ เพราะไม่กล้าลงทุนในกองทุน LTF มีให้เห็นเยอะแยะ โดยลืมไปว่า ถ้าเขาเสียภาษีที่อัตรา 20-30% จะสามารถนำเงินลงทุนใน LTF ไปลดหย่อนภาษีได้ 20-30% เช่นเดียวกัน ลองคิดดูสิ ถ้าลงทุน 100,000 บาท และเสียภาษีที่อัตรา 30% เขาจะได้รับการลดหย่อนภาษี 30,000 บาท เยอะนะครับ

ขอยืนยันย้ำอีกครั้งว่า สำหรับผู้ที่มีเงินได้และต้องการที่จะลดภาระภาษีดังกล่าว กองทุนหุ้นระยาว (LTF) เป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

ดังนั้นหากกองทุน LTF มีกลยุทธ์การลงทุนให้มีความผันผวนของการลงทุนในหุ้นต่ำๆ ก็น่าจะดีสำหรับนักลงทุนที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก แล้วเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเรื่องรอง หรือคนกลัวความเสี่ยงแต่อยากได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีจากเงินลงทุนในกองทุน LTF

ขอย้อนกลับมาถึงหัวข้อของเราว่า หากนำตราสารอนุพันธ์เข้ามาใช้ในการลดความผันผวนหรือความเสี่ยงของกองทุน หรือที่เรียกว่า "การทำ Hedging" นั้น ก็จะทำให้กองทุนมีความผันผวนน้อยลง แต่ก็จะมีผลตอบแทนน้อยลงด้วย ซึ่งอาจจะตรงใจกับนักลงทุนกลุ่มที่กล่าวข้างต้นก็เป็นได้ แต่อาจจะมีคำถามต่อว่า แล้วการทำ Hedging ให้กองทุนไม่ผันผวนเลยจะเป็นไปได้หรือไม่? คำตอบก็คือว่า เป็นไปได้เฉพาะในทางทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติทำได้ยากมาก โดยเฉพาะกับตลาดบ้านเรา เพราะปริมาณ SET50 Index Futures ซึ่งเป็นการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าในตลาด TFEX ยังมีไม่มากนัก และ Put Option ที่มีขายอยู่ในตลาด OTC ก็มีค่อนข้างจำกัดและราคาแพง

อย่างไรก็ตามปริมาณสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีอยู่ก็พอเพียงที่ลดความเสี่ยงของกองทุน LTF ลงมาได้ในระดับหนึ่ง คิดว่า หากลดความเสี่ยงลงมาได้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของความผันผวนของตลาดหุ้นก็น่าจะถูกใจนักลงทุนบางกลุ่มที่เน้นเสี่ยงต่ำแต่ชอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี

หากมาพิจารณาในรายละเอียดให้เป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นนั้น กองทุน LTF ถูกกำหนดให้ต้องถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 65% ดังนั้นกองทุน LTF แบบที่เสี่ยงน้อยที่สุดก็ต้องผันผวนตามตลาดหุ้นประมาณ 65-70% หรือพูดให้ง่ายขึ้นคือ หากตลาดหุ้นขึ้น 10% กองทุนนี้ก็จะปรับตัวขึ้นประมาณ 6-7% และในทางกลับกันหากตลาดหุ้นตกลง 10% กองทุนนี้ก็จะขาดทุนประมาณ 6-7% แต่หากนำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามาประกอบการลงทุนในแบบ Hedging โดยคิดว่า หากต้องถือหุ้น 65-70% แล้วทำการ "ขาย" สัญญาซื้อขายล่วงหน้าไปประมาณ 2-3% ของมูลค่าการลงทุนในหุ้น ผลของการ "ขาย" ดังกล่าวจะมีมูลค่าของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีทิศทาง offset กับความผันผวนของมูลค่าหุ้นที่มีอยู่ประมาณ 20-30% และท้ายสุดความผันผวนของกองทุนหุ้นจะเหลือเพียง 30-40% ของตลาดหุ้นเท่านั้น

หรือคิดแบบง่ายก็คือ หากตลาดหุ้นปรับลดลง 10% กองทุนนี้จะปรับลดลงเพียง 3-4% เท่านั้น ซึ่งในปีที่ตลาดหุ้นไปไม่ค่อยดีเท่าไรนัก และหากปรับลดลงประมาณ 10% กองทุนนี้จะขาดทุนจากราคาที่ปรับลงเพียง 3-4% แต่ยังพอมีเงินปันผลเข้ามาช่วยอีกสัก 1-2% ผลรวมก็คือ กองทุนนี้อาจจะขาดทุนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พอเห็นเช่นนี้แล้ว เมื่อนำไปพิจารณากับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะได้รับในการนำไปลดหย่อนในแต่ละปีนั้นก็พอที่จะทำให้คนที่อยากลงทุนใน LTF แต่กลัวความเสี่ยงตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

แต่ในทางกลับกัน ในปีที่ตลาดหุ้นดีนั้น ดัชนีอาจจะปรับขึ้นไปสัก 10% กองทุนนี้ก็จะปรับขึ้นไปแค่ 3-4% บวกปันผลอีกนิดหน่อย ก็น่าจะเป็นผลตอบแทนที่น่าจะพอใจได้เมื่อเทียบกับความเสี่ยง

กล่าวโดยสรุป คือ การนำเอาตราสารอนุพันธ์ ทั้งในรูปแบบของการ "ขาย" สัญญาซื้อขายล่วงหน้า SET50 Index Futures (Short Future Contract) หรือการซื้อสิทธิในการขาย (Long Put Option) มาผสมกับการลงทุนในหุ้น ก็จะมีส่วนทำให้ความเสี่ยงหรือความผันผวนของเงินลงทุนลดลงได้ แต่ผลตอบแทนก็จะลดลงด้วย โดยอาจจะเลือกทำการลดความเสี่ยงเพียงบางส่วน (Partial Hedged) หรือทำการลดความเสี่ยงทั้งหมด (Fully Hedge) ก็ได้ ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้น หรือขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Tolerance) ซึ่งอาจจะเหมาะกับนักลงทุนบางกลุ่มที่ต้องการลดความเสี่ยง โดยยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำลงได้






« Reply #85 เมื่อ 17/06/2007 , 16:04:54 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance

"อยู่ห่างจากความโลภ" สูตรลงทุนของ "วราวุธ เจนธนากุล"

โดย กาญจนา หงษ์ทอง


บางทีเราต้องรู้จักพอ ผมว่าธรรมะสามารถประยุกต์มาใช้กับการลงทุนได้ เพื่อนผมหลายคนพอได้แล้ว ก็อยากได้มากขึ้น ผมว่าอยู่ที่จิตใจมากกว่า มีคนไม่น้อยที่เจ็บตัวเพราะโลภ

****

ใครที่เป็นแฟนรายการเกมโชว์ชื่อ "ตู้ซ่อนเงิน" ของบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ คงจะคุ้นหน้าตาของผู้ชายคนนี้กันบ้างแล้ว แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า หนุ่มหน้าใสคนนี้คลุกคลีอยู่ในแวดวงเงินๆ ทองๆ มาก่อนจะขึ้นแท่นเป็นพิธีกรมาดเท่ห์ อย่างทุกวันนี้

. "วราวุธ เจนธนากุล" ผู้ช่วยประธานกรรมการ บริษัท ทรู วิชชั่น อดีตอินเวสเมนท์ แบงเกอร์ ที่มีพอร์ตการลงทุนและไลฟ์สไตล์การจับจ่ายใช้สอยน่าสนใจอย่างยิ่ง เขาบอกว่า เมื่อมีรายได้เข้ามา ส่วนใหญ่ก็จะใช้ 50% ที่เหลืออีก 50% มีไว้ออมและลงทุน

ซึ่งในส่วนของการลงทุนนั้น เขาจะแบ่งเป็นการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ พันธบัตร และหุ้นกู้ที่ค่อนข้างได้ผลตอบแทนพอสมควร กับอีกส่วนอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ที่เผื่อเอาไว้สำหรับเบิกใช้กรณีฉุกเฉิน และอีกส่วนเป็นการลงทุนในหุ้น

"ตรงหุ้นนี้ ต้องถือว่าเป็นเงินลงทุนส่วนใหญ่ เพราะผมมีความรู้เรื่องนี้มาบ้าง และชอบอะไรที่ท้าทายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกอย่าง อาชีพก่อนหน้านี้เป็นไอบีที่เมอร์ริล ลินช์ ฮ่องกง มาก่อน ก็เลยคิดว่าเราน่าจะลงทุนในช่องทางที่เรามีความรู้ดีกว่า ตอนที่ยังเป็นไอบี ก็เคยทำหุ้น ปตท.เข้าตลาด ช่วงนั้นตลาดยังไม่ฟื้นจากวิกฤติเท่าไร แต่รัฐบาลอยากให้มีหุ้นดีเข้าตลาด ไม่อย่างนั้นงั้นซึมยาวแน่ เราก็ทำอย่างกดดัน แต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้เป็นอย่างดี"

วราวุธบอกว่า เขาไม่ชอบลงทุนในหุ้นปั่น หรือหุ้นเก็งกำไร แต่เน้นหุ้นพื้นฐานดีเป็นหลัก และต้องเป็นหุ้นบิ๊กแคป ลงทุนเป็นรายเซ็กเตอร์ไป

"ผมเชื่อในพื้นฐาน เพราะถ้าจะเล่นหุ้นปั่น ผมไม่มีเวลามานั่งเสี่ยง ฉะนั้น เราลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ และถนัดดีกว่า ถึงแม้จะผิดพลาด แต่เราก็มีเหตุผลอธิบายได้ ผมว่าคนจะลงทุนในตลาดหุ้น ต้องมีเวลาพอสมควร ผมเชื่อในเซ็กเตอร์ อย่างเช่น พลังงานเนี่ย ผมเชื่อว่าไปได้ตลอด เพราะทุกคนยังต้องใช้พลังงาน"

วราวุธบอกว่า เมื่อไรที่จะซื้อหุ้น เขาจะดูในหลักการ 2-3 อย่าง เช่น ดูพีอีเป็นหลัก และด้วยชื่อเสียงของตัวหุ้นมันบอกอยู่แล้วว่าผู้บริหารเป็นยังไง ดังนั้นคงไม่ต้องลงลึกไปดูถึงผู้บริหารหรือบอร์ด แต่อาจจะดูในแง่ของประสบการณ์ในแต่ละอุตสาหกรรมมากว่า เหนืออื่นใด เมื่อจะลงทุนในหุ้น ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าหุ้นมีทั้งขึ้นและลง

นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในมุมมองของเขา จะต้องขยับพอร์ตให้สอดรับกับสถานการณ์การลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโลก ต้องติดตามข่าวสารการลงทุนตลอดเวลา ต้องมองการลงทุนให้รอบด้าน เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์หนึ่งบางทีมันเยอะและรอบด้าน ถ้าเราเกาะติดไม่ทัน ก็แย่ หรือแม้กระทั่งพวกข่าวลือ ก็ต้องวิเคราะห์ด้วย ยิ่งพวกหุ้นจะอ่อนไหวกับข่าวสารมาก นอกจากดูแล้วก็ต้องวิเคราะห์ด้วยว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เรียกว่าต้องอยู่กับข่าวสารพอสมควร

ข้อสำคัญ วราวุธบอกว่า "อย่าโลภ"

"ผมว่าเราลงทุนอย่างมีเป้าหมายดีที่สุด เช่น ตั้งเป้าว่ามีกำไร 20% ก็พอ ไม่ใช่พอไปถึง 20% ชักอยากได้ 25% หรือพอขาดทุนก็อยู่ไปเรื่อยๆ บอกตัวเองว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวมันขึ้น หุ้นมันเป็นแค่ตัวเลข บางทีเราต้องรู้จักพอ ผมว่าธรรมะสามารถประยุกต์มาใช้กับการลงทุนได้ เพื่อนผมหลายคนพอได้แล้ว ก็อยากได้มากขึ้น ผมว่าอยู่ที่จิตใจมากกว่า มีคนไม่น้อยที่เจ็บตัวเพราะโลภ"

นอกจากลงทุนในตลาดหุ้นแล้ว วราวุธบอกว่า มีส่วนหนึ่งที่เขาให้กองทุนรวมที่เป็นมืออาชีพทำหน้าที่บริหารให้ ซึ่งในการเลือกบริษัทที่บริหารเงินนั้น เราต้องดูผลประกอบการย้อนหลังว่าเป็นอย่างไร เลือกดูว่าผู้บริหารเป็นใคร ฟันด์ แมเนเจอร์ถ้าแทรค เรคคอร์ด ดีอยู่แล้ว ก็ทำให้นักลงทุนยิ่งมั่นใจ

"ส่วนพวกเดริเวทีฟ และนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ผมก็สนใจ แต่คิดว่าเมืองไทยยังล้าหลังจากตลาดโลก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ อีกหน่อยตลาดพวกนี้จะเป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้น เครื่องมือพวกนั้นซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการศึกษา คนเข้าใหม่ๆ ก็มักจะเจ็บตัว"

หลักคิดในการลงทุนของวราวุธ เริ่มต้นที่ ต้องเข้าใจก่อนว่าการลงุทนทุกอย่างมีความเสี่ยง เสี่ยงน้อยก็ผลตอบแทนน้อย เสี่ยงมากก็ผลตอบแทนมาก เป็นไปตามสูตร แต่ต้องถามตัวเองว่า เราพอใจที่จะรับความเสี่ยงตรงไหน สุดท้ายถ้าผิดพลาดก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราต้องดูว่าความจำเป็นของการใช้เงินอยู่ตรงไหน เช่น ถ้าเอาเงินที่เตรียมไว้สำหรับการศึกษาลูกมาลงทุน อันนี้ก็ต้องรู้ว่า ไม่ควรเสี่ยงมาก แต่ถ้าเป็นเงินเย็น ก็อาจจะเสี่ยงสูงได้

"ผมว่าเราต้องลือกให้ดี สิ่งที่ลงทุนเราต้องรู้จักมัน แล้วจะไม่ผิดหวัง เพราะเมื่อรู้จักสิ่งที่เราจะลงทุน ก็ทำให้เราสบายใจมากขึ้น ประกอบกับถ้าเรารู้ความเสี่ยงของมัน เราก็จะไม่โลภ เพราะรู้หมดแล้วว่าความเสี่ยงมีแค่ไหน และได้ผลตอบแทนแค่ไหน "

วราวุธบอกว่า ไม่ว่าจะลงทุนอะไร เขาจะไม่ดูอย่างฉาบฉวย แต่จะคิดและวิเคราะห์เยอะ หรือแม้กระทั่งการจับจ่ายซื้อของแต่ละอย่าง เขาจะใช้เวลาในการค้นหาข้อมูลพอสมควร เช่น มือถือก็จะดูรายละเอียดหลายอย่างประกอบกัน บางทีแพงหรือถูกไม่สำคัญ แต่ต้องถามตัวเองว่าเราได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า บางทีแพงแต่ถ้าเราใช้บ่อย ก็ถือว่าคุ้ม

"ที่จริงผมใช้เงินเก่งนะ โดยเฉพาะเรื่องกิน แต่อะไรที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์จะคิดเยอะ เสื้อผ้าจะคิดน้อย เพราะมันง่ายที่เราจะตัดสินใจซื้อ แต่โดยรวมๆ ผมคิดว่าผมค่อนข้างรู้จักใช้เงิน เพราะแต่ละอย่างก่อนจะซื้อ ต้องคิดทุกครั้งว่าคุ้มค่าแค่ไหน "

เมื่อถามถึงเป้าหมายชีวิต เขาบอกว่าตอนนี้ไม่ได้วางแผนอย่างเจาะจง เพราะแต่ละวัย แต่ละช่วง คนเรามักจะคิดแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เขานึกไว้เสมอ คือ ชีวิตมีความเสี่ยงตลอดเวลา ฉะนั้น ในยามที่มีรายได้เราต้องเก็บออม และเตรียมตัวสำหรับอนาคต ข้อสำคัญ ลงทุนอย่างมีสติ จัดพอร์ตให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้

ชายหนุ่มคนนี้ เขาบอกว่า เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต มันขึ้นอยู่กับว่า คุณได้ทำสิ่งที่ต้องการในชีวิตหรือเปล่า สุดท้ายถึงแม้วันหนึ่งมีเงินเยอะ แต่ถ้าไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ ชีวิตก็แทบไม่มีความหมายอะไรเลย






« Reply #86 เมื่อ 22/06/2007 , 14:09:48 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

รายงานพิเศษ

Dual listing กับ Arbitrageจุดเปลี่ยนของตลาดหุ้นไทย

การนำ บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กลับมาเทรดในตลาดหุ้นไทยในวันนี้(22 มิ.ย.)นั้น ถือเป็นการสร้างปรากฎการณ์การพัฒนาตลาดหุ้นหน้าใหม่ของเมืองไทย ที่มีหุ้นจดทะเบียนอยู่ใน 2 ตลาดหลักทรัพย์ (Dual listing) บริษัทแรกของเมืองไทย และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาตลาดหุ้นไทยให้มีศักยภาพเทียบเท่าตลาดหลักทรัพย์ของต่างประเทศ

-Dual listing คืออะไร?

นายวิกรานต์ ปวโรจน์กิจ กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ DTAC กล่าวว่า ลักษณะของ Dual listing คือการที่บริษัทมีหุ้นจดทะเบียนอยู่ใน 2 ตลาดหลักทรัพย์ หรืออาจจะมากกว่านั้น ซึ่งมีหลายรูปแบบ คือ

1. การจดทะเบียนในตลาดท้องถิ่นก่อน แล้วพัฒนาไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะเห็นได้ชัดในตลาดหุ้นญี่ปุ่น

"ในกรณีนี้การจดทะเบียนในตลาดท้องถิ่นก่อนที่จะก้าวไปจดทะเบียนในต่างประเทศ จะเป็นที่นิยมของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่มีมากถึง 200 กว่าบริษัท ซึ่งมีบางรายจดทะเบียน 3 ตลาดเลยก็ยังมี ซึ่งรูปแบบนี้นักลงทุนไทยก็ให้ความสนใจเช่นเดียวกัน"นายวิกรานต์กล่าว

ที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่สนใจเข้ามาปรึกษากับทางโบรกเกอร์ว่า ทำให้อย่างไร ถึงจะสามารถนำบริษัทที่เคยอยู่ในตลาดหุ้นไทย ไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศได้ ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน คงบอกได้อย่างเดียวว่า มีการประเมินความเสี่ยงบ้างแล้วหรือยัง ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่ทำเพราะต้องการลดการพึ่งพิงตลาดเดียว

2.การจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศก่อน แล้วย้อนกลับมาจดทะเบียนในตลาดท้องถิ่น กรณีนี้จะเห็นได้ชัดจาก DTAC ที่เป็นบริษัททำธุรกิจในไทย แต่ยังจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ได้เลย และในอนาคตอาจจะได้เห็นบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน)

กลับมาอีกบริษัทก็เป็นได้

ส่วนรูปแบบสุดท้าย คือการรวมกิจการของ 2 บริษัทต่างประเทศที่ต่างก็จดทะเบียนในแต่ละตลาด โดยยังคงสถานะบริษัทจดทะเบียนอยู่ต่อไป ซึ่งมีเกิดขึ้นแล้วกับบริษัท รอยัลดัชต์ กับ บริษัท เชลล์ ที่มีการควบรวมกันอยู่ ถึงแม่จะอยู่คนละตลาดก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นบริษัทเดียวกัน

"สำหรับกรณีสุดท้ายเรายังคงไม่เห็นเกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย เพราะยังไม่พร้อมหลายๆด้าน ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับจากการรวมกิจการกันคงจะเป็นในเรื่องของภาษีกฎหมายทำแล้วประหยัดกว่า และเข้าทฤษฎีที่ว่า A+B=C หรือจะคล้ายกับกรณีของ NPC +TOC กลายเป็นPTTCH เพียงแต่ว่าอยู่ในตลาดหุ้นคนละประเทศกัน”นายวิกรานต์กล่าว

-เข้าสองตลาดหุ้นได้อะไร?

สำหรับประโยชน์ที่บริษัทจดทะเบียนจะได้รับภายหลังจากจดทะเบียนสองตลาด คือ 1.ความสามารถในการระดมทุน 2.ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ และ3. ต้นทุน ซึ่งจะแบ่งออกเป็นรายละเอียด คือ การเพิ่มฐานนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งบางกองทุน หรือนักลงทุนต่างชาติบางแห่ง ประกาศชัดที่จะไม่ลงทุนในบางประเทศ

ทั้งนี้ไทยก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่มีข้อจำกัดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ แต่ภายหลังจากที่ไปจดทะเบียนในต่างประเทศจะทำให้นักลงทุนต่างชาติกลุ่มนั้น สามารถเข้ามาลงทุนในหุ้นตัวนั้นได้ และถือเป็นการขยายฐานนักลงทุนได้อีกทางหนึ่ง

ประเด็นต่อมาคือฐานนักวิเคราะห์ที่จะวิเคราะห์หุ้นบริษัทนั้นๆ มีมากขึ้น ทั้งในประเทศและนอกประเทศ เป็นผลสืบเนื่องจากการฐานนักลงทุนที่มีความหลากหลายและเพิ่มขึ้น ทำให้บรรดาโบรกเกอร์ทั้งหลายต้องทำข้อมูลสนับสนุนการลงทุนของลูกค้า ในเมื่อมีการทำบทวิเคราะห์พื้นฐานบริษัท แน่นอนเลยว่าต้องมีข่าวสารข้อมูลของบริษัทนั้นออกไป ทำให้เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การช่วยเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น ภายหลังจากที่มีฐานนักลงทุนและข่าวสารการวิเคราะห์ของบริษัทเพิ่มมากขึ้นแล้ว นั่นย่อมทำให้เกิดความเข้าใจในพื้นฐานของบริษัทเป็นอย่างนี้ ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางในการเข้ามาลงทุน ซึ่งทำให้สภาพคล่องดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"ประเด็นการเข้ามาเทรดหุ้นสองตลาดของDTAC ก็การแก้ปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจากนักลงทุนสิงคโปร์ไม่ค่อยรู้จักสินค้าของบริษัทว่าเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่า Happy , work more เป็นอย่างไร ซึ่งก็เหมือนนักลงทุนไทยที่ไม่รู้จักหุ้นสิงคเทลว่าประกอบธุรกิจอย่างไรบ้าง”นายวิกรานต์กล่าว

อย่างไรก็ตามการเข้าเทรดสองตลาดยังสามารถยืนยันถึงความมีธรรมภิบาลของบริษัทนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแต่ละตลาดหุ้นจะมีกฎระเบียบควบคุมความโปร่งใสที่ต่างกัน ซึ่งถ้ากฎเกณฑ์ใดเข้มงวดก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นเกณฑ์หลัก ซึ่งทำให้เชื่อได้เลยว่าบริษัทเหล่านี้ย่อมต้องมีธรรมภิบาลกว่าบริษัททั่วไป

นายวิกรานต์กล่าวย้ำว่า นอกจากนี้นักลงทุนจะได้รับประโยชน์ในเรื่องของการสะท้อนราคาหุ้นที่เป็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนการออกตราสารทุนได้รับการยอมรับให้มีต้นทุนที่ต่ำกว่าปกติ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวต้องผ่านการจัดอันดับเครดิต ยิ่งได้เครดิตดีเท่าไหร่ ต้นทุนก็ต่ำมากเท่านั้น

ทั้งนี้ยังมีในส่วนของภาพลักษณ์สากล การออกESOP รวมถึงการขายสินค้าในต่างประเทศดีขึ้น(ถ้ามีการส่งออก) และสามารถแลกหุ้นกับบริษัทต่างประเทศ ในกรณีที่ต้องการควบรวมกิจการ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการที่จะจดทะเบียนสองตลาดคือ การลดการพึ่งพิงตลาดหลักทรัพย์ใด ตลาดหลักทรัพย์หนึ่งเพียงแห่งเดียว

"ถ้าเกิดตลาดหุ้นใดเสียหาย บริษัทก็สามารถไประดมทุนอีกตลาดหนึ่งได้ ถือว่าลดการพึ่งพิง และความเสี่ยงให้น้อยลง ขณะที่มีแห่งระดมทุนเพิ่มขึ้น เพราะความสามารถในการระดมทุนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การอาศัยตลาดเดียวจะมีศักยภาพที่ต่างกับการจดทะเบียนสองตลาด"นายวิกรานต์กล่าว

-เก็งกำไรสองตลาดทำได้?

นายวิกรานต์ กล่าวว่า การเก็งกำไรสองตลาดหุ้นที่ไม่มีความเสี่ยง (Arbitrage ) ในทางทฤษฎีสามารถทำได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คงต้องดูองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ที่จะเข้ามาโดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน สิทธิออกเสียง และความเสี่ยงเฉพาะของตลาดหุ้นนั้นๆ ทั้งนี้ที่ผ่านมามีหลายกองทุนที่ขาดทุนจากการเก็งกำไรสองตลาด ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10ปีก่อนมีบริษัท ลองเทอม แคปปิตอล แมนเนจเมนท์ ( แอลทีซีเอ็ม) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ ได้เข้าไปเก็งกำไรArbitrageในตลาดบอนด์รัสเซีย ซึ่งในระยะแรกให้ผลตอบแทนสูงถึง 40 %ต่อปี แต่หลังจากนั้นก็ประสบผลขาดทุนถึง มากถึง4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนั้นคิดว่าราคาหุ้นจะวิ่งเข้าหากัน แต่กลับกลายเป็นว่าราคาหุ้นกลับวิ่งไปคนละทางกัน

"ไม่มีสิ่งใดการันตีว่าราคาหุ้นทั้งสองตลาดจะวิ่งเข้าหากัน ถึงแม้หุ้นทั้งสองตลาดจะเป็นหุ้นตัวเดียวกัน ในเชิงทฤษฎีแล้วยอมต้องมีราคาที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ประเด็นเรื่องดีมานด์

ซัพพลายของตลาดหนึ่ง ถือเป็นเรื่องที่จะผลักให้ราคาหุ้นวิ่งเข้าหากัน หรือวิ่งออกจากกันก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ”นายวิกรานต์กล่าว สำหรับประเด็นเรื่องสภาพคล่องปัญหาของบริษัทที่จดทะเบียนสองตลาด ถือเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน เพราะถ้าเกิดหุ้นดังกล่าวไม่มีสภาพคล่อง อาจจะทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้น และมีความเสี่ยงในเรื่องของการเก็งกำไรสองตลาด

อย่างไรก็ตามการคิดค่าพีอีของแต่ละตลาดไม่เท่ากัน ย่อมมีผลต่อราคาหุ้นต่างกันด้วย แต่ทั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นประเด็นหลัก เนื่องจากค่าพีอีมีจุดต่างกันแค่จุดเดียวคือราคา(พี) ในขณะที่กำไรของบริษัท(อี)จะเท่ากัน ซึ่งตรงนี้ก็มีปัจจัยอื่น อาทิ ความผันผวนของราคาหุ้น ความเสี่ยงทางด้านการเมือง อัตราดอกเบี้ย รวมถึงความเข้มข้นของกฎเกณฑ์ของตลาดหุ้นนั้นๆ ด้วย

สำหรับการเก็งกำไรสองตลาดโดยเฉพาะหุ้นDTAC นั้น คงยังไม่สามารถที่จะมีการโอนหุ้นส่งมอบข้ามมาได้ เนื่องจากความเสี่ยงในเรื่องของเวลาที่นานถึง 10 วัน (T+10) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความไม่พร้อมของนักลงทุนไทย ที่ต้องเปิดพอร์ตอยู่ที่สิงคโปร์ ขณะที่นักลงทุนสิงคโปร์ต้องเปิดพอร์ตในตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน


LTCM กับ Black swan theory

คือการบริหารเงินทุนในระยะยาว กับ ทฤษฏีหงส์ดำ ตามทฤษฎีเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักและเกินที่จะคาดเดาแต่มีผลกระทบรุนแรงเหตุการณ์หงส์ดำหมายถึงการโจมตีที่เกิดเมื่อ 11 กันยายน 2544 ต้นกำเนิดคือตามความเชื่อหงส์ต้องเป็นสีขาว หงส์สีดำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้จนกระทั่งมีการพบหงส์ดำในออสเตรเลียในศตวรรษที่ 17ทำให้เรื่องที่เคยเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้นได้จริงๆ

กองทุนเฮ็ดจ์ฟันด์ก่อตั้งเมื่อ 1994โดยจอห์น เมียร์เวเทอร์(รองประธาน โซโลมอนบราธอร์) กรรมการในบอร์ดอีก 2 คนโดยในปีแรกๆตั้งแต่1977 ให้ผลตอบแทนสูงมาก ประมาณปีละ 40% แต่มาขาดทุนในปี ถัดมา1998 ถึง 4พัน6ร้อยล้านเหรียญในเวลาไม่ถึง4เดือนและได้กลายมาเป็นตัวอย่างการสูญเสียในวงการเฮ็ดฟันด์ กองทุน LTCM นี้จึงล้มเลิกไปตอนต้นปี 2000กลยุทธ์ของทฤษฎี หงส์ดำ

คือ การคิดแบบจำลองทางคณิตศาสตร์จาก fixed income arbitrage จากพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศเช่น อเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป วิธีคิดก็คือมูลค่าของพันธบัตรระยะยาวที่แตกออกเป็นพันธบัตรระยะสั้นจะมีมูลค่าไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามระยะเวลา กว่าที่พันธบัตรจะมีค่าไปถึงราคาที่ต้องการนั้น จะแตกต่างกัน เช่นพันธบัตรสหรัฐที่มีการซื้อขายมากกว่า จะสามารถขึ้นไปถึงราคาในระยะยาวที่ต้องการได้รวดเร็วกว่า พันธบัตรชนิดที่มีการซื้อขายน้อยกว่าหรือที่มีสภาพคล่องน้อยกว่า

กระบวนการซื้อขายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระดมซื้อพันธบัตรราคาถูกก่อน the cheaper off-the-run bond แล้วทำ ชอร์ตเซลล์พันธบัตรตัวที่แพงกว่าและมีสภาพคล่องดีกว่า on-the- run bond มีความเป็นไปได้ตรงนี้ที่จะทำกำไร เพราะ ความต่างของมูลค่าของพันธบัตรใหม่ที่ซื้อเข้า จะมีค่าความต่างน้อยมาก

ขณะที่เงินทุนในกองทุนระยะยาวมีฐานที่โตขึ้น มีความกดดันบังคับให้นำกองทุนนั้นไปลงทุนที่อื่นซึ่งจะทำให้เสียโอกาสในการทำ อาร์บิเทรจกับกองทุนที่มีสภาพคล่องดี นี่คือการนำเอา LTCM ไปทำกลยุทธ์ในการเทรดนอกเหนือสภาพคล่องที่ดีอยู่แล้ว

แม้การทำเช่นนี้จะไม่ถูกต้องตามทิศทางของตลาด เพราะ ไม่ได้มองอัตราดอกเบี้ย หรือ การขึ้นลงของราคาหุ้น นี่เป็นการค้าที่ไม่บรรจบกัน จนปี1998 LTCMได้เข้ามามีส่วนสำคัญอย่างมากในการควบรวมการทำอาร์บิเทรจกับกองทุน ออบชั่นของ S&P500( คือ การทำมูลค่าสุทธิในระยะสั้นจากพันธบัตรระยะยาวที่มีสภาพคล่อง ของ S&P)

ในความเป็นจริงมีผู้เล่นหุ้นที่เชื่อว่า LTCM เป็นเจ้าของ S&P gamma ซึ่งเป็นตัวที่เป็นที่ต้องการของบริษัทประกันของอเมริกาที่ขายสิทธิการรับเงินที่จะได้ตามดัชนีหุ้นภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า

บริษัท ที่สามารถให้ผลตอบแทนปีละเกือบ 40% ต้องมาเจอกับภาวะขาดสภาพคล่อง (Flight to Liquidity)

วันที่ 22 มิ.ย. 2550 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 28นาที






« Reply #88 เมื่อ 23/06/2007 , 14:53:36 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

วิถีใหม่ "นวลพรรณ ล่ำซำ"

การบรรจบของแม่น้ำทั้งสองสาย ระหว่าง ภัทรประกันภัย และ เมืองไทยประกันภัย ภายใต้แม่น้ำสายหลักเดียวกัน ของตระกูล "ล่ำซำ" เป็นหนทางที่เลี่ยงไม่ได้ว่า นี่คือวิธีการหา "ทางลง" จากภาพนักธุรกิจ แล้วก้าวต่อในเส้นทางการเมืองของ "คุณแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ หลังจากที่เธอเข้าไปเป็น "ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์" ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ หนุนอยู่ข้างหลัง


เป็นที่ทราบกันว่า คุณสมบัติของนักการเมืองยุคใหม่ ต้องฉายภาพลักษณ์ความเป็น "คนรุ่นใหม่" ที่ประสบความสำเร็จอย่างเด่นชัด และยังจำเป็นต้องมี "ทุน" หนุนหลัง...ยิ่งมากยิ่งดี รวมไปถึง ต้องมีคอนเนคชั่นกับ "กลุ่มทุนนักธุรกิจ" ประเด็นนี้ นวลพรรณ ที่พ่วงท้ายด้วยนามสกุล "ล่ำซำ" นับว่ามีความพร้อม

"โพธิพงษ์ ล่ำซำ" (บิดาของนวลพรรณ) กรรมการ และอยู่ในคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค เริ่มย่างเข้าสู่ช่วงชรา ด้วยวัย 73 ปี นัยครั้งนี้สื่อไปถึงการสืบทอดทายาททางการเมือง อย่างชัดเจน

แม้ว่า นวลพรรณ จะยังคงแบ่งรับแบ่งสู้กับตำแหน่งทายาททางการเมืองสืบจากพ่อ และยังไม่ตัดสินใจเข้าสู่อาชีพนักการเมืองหรือสมัคร ส.ส. ในตอนนี้ แต่เธอยอมรับว่า...

"เส้นทางการเมืองในอนาคต ยังไม่กล้ามองไกลขนาดนั้น แต่ถ้าหากเราต้องมีตำแหน่งทางการเมืองจริงๆ แล้วจะไปควบตำแหน่งอยู่ในธุรกิจของตระกูลด้วย...มันก็น่าจะสามารถทำได้ แต่ต้องดูให้ดีๆ เพราะโดยส่วนตัวถ้าคิดจะทำงานในส่วนไหนส่วนหนึ่ง ก็ต้องทำให้ดีที่สุด"

ขณะที่ธุรกิจประกันของตระกูล "กฤตยา ล่ำซำ" กรรมการผู้จัดการ บมจ.ภัทรประกันภัย (ลูกพี่ลูกน้องกับนวลพรรณ) ก็ยอมรับว่า เธอเองคงเข้าไปนั่งบริหารงานในตำแหน่ง "กรรมการผู้จัดการ" อย่างเต็มตัว ภายหลังการควบกิจการเสร็จสมบูรณ์

...มันชัดเจนว่า ถึงนาทีนี้ "นวลพรรณ ล่ำซำ" ได้เลือกแล้ว ที่จะ "ไป" สู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มหัวใจ...ภายใต้โจทย์ที่ "พรรคประชาธิปัตย์" มีโอกาสได้เป็นแกนนำ ตั้ง "รัฐบาลผสม" มากที่สุด

ส่วนข้อถามที่ว่า การที่ลูกสาวคนโต...เริ่มมีบทบาทในพรรคมากขึ้น จะทำให้ภาพธุรกิจประกันไปเกี่ยวโยงกับการเมืองมากเกินไปหรือไม่ ?

โพธิพงษ์ ผู้พ่อ...ตอบชี้แจงว่า "เราไม่ใช่ธุรกิจการเมือง และไม่เกี่ยวกัน การเมืองส่วนการเมือง ธุรกิจก็คือธุรกิจ ซึ่งทางแป้ง (นวลพรรณ) แม้ว่าจะทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นสมาชิกของพรรค แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้ลงสมัครเป็น ส.ส.

"ส่วนภาพธุรกิจของตระกูลที่อาจเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเมือง แล้วตัวผมวันนี้ล่ะ เป็นทั้งสมาชิกพรรค และเคยเป็น ส.ส. หรือแม้แต่รัฐมนตรีช่วย (รมช.พาณิชย์) ก็เป็นมาหมดแล้ว ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไร ระหว่างหน้าที่ทางการเมืองกับธุรกิจของตระกูล"

โพธิพงษ์ ฝากประเด็นที่น่าคิด ปิดท้ายว่า ตัวเองเคยเป็นมาแล้ว ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน มันน่าคิดหรือไม่ว่า เพราะอะไรธุรกิจและตัวผมถึงยังดำเนินต่อไปได้ (โดยไม่มีศัตรูคู่อาฆาต)

"ถ้าแป้งเขาตัดสินใจที่จะเข้าสู่ชีวิตทางการเมืองจริงๆ ก็อยากจะให้ลูกสาวเลือกวิธีเดินในเส้นทางการเมืองเช่นเดียวกับที่พ่อ (โพธิพงษ์) เดินมาก่อน"

นี่คือ การเล่นการเมือง แบบ "โลกาภิวัตน์" ภายใต้เกมของ "ตระกูลล่ำซำ" ที่บาลานซ์ระหว่าง "ธุรกิจ" และ "การเมือง" ได้อย่างกลมกลืน






« Reply #89 เมื่อ 23/06/2007 , 14:55:17 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------
เหตุเกิดที่..อาณาจักร "โพธิพงษ์ ล่ำซำ" จุดบรรจบ "ภัทร" ควบ "เมืองไทย" สู่ปลายทาง "การเมืองภิวัตน์"

แม้ต้นทางการควบรวมกิจการ ระหว่าง "ภัทรประกันภัย" กับ "เมืองไทยประกันภัย" จะอยู่ที่ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ แต่ปลายทางที่ลึกซึ้งกว่านั้น ของ "โพธิพงษ์ ล่ำซำ" จุดบรรจบของแม่น้ำ 2 สาย กลับแฝงไว้ซึ่งการวางขุมอำนาจทางการเมือง ควบคู่กัน


ที่ผ่านมา Core-Business ของตระกูลล่ำซำ ถูกแบ่งออกเป็น 3 สายหลัก คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มการค้า (ล็อกซเล่ย์) และกลุ่มประกันภัย/ประกันชีวิต จนเมื่อสองกลุ่มแรกถูกจัดโครงสร้างไว้ชัดเจน ภายใต้แบรนด์ "เค-กรุ๊ป" และ "ล็อกซเล่ย์" ภารกิจถัดมาจึงต้องรวมสายประกันที่เคยแตกเป็น 2 สาย เข้าไว้ด้วยกัน

โพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการ บมจ.ภัทรประกันภัย (PHA) และประธานกิตติมศักดิ์ บริษัท เมืองไทยประกันภัย อธิบายไว้ว่า แต่ละสายธุรกิจจะแยกหน้าที่บริหารกันอย่างชัดเจน

"เส้นทางธนาคารพาณิชย์ (เครือธนาคารกสิกรไทย) แรกทีเดียวมี บัญชา-บรรยงค์ ล่ำซำ เป็นผู้ดูแล พอท่านบัญชาก้าวออกไป ลูกชายของท่าน (บัณฑูร) ก็ขึ้นมาดูแลธุรกิจต่อ ส่วนบริษัทในกลุ่มการค้า หรือ "ล็อกซเล่ย์" จะมีทาง ไพโรจน์-ธงชัย ล่ำซำ ทำหน้าที่ดูแลกิจการ

ซึ่ง 2 Core-Business แรก (เค-กรุ๊ป และล็อกซเล่ย์) จะมีการรวมกลุ่มกันชัดเจน ทำให้เป้าหมายธุรกิจจะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน และสำหรับ "กลุ่มประกัน" ตัวผม (โพธิพงษ์) เป็นคนดูแล และจะเห็นได้ว่าตัวผมมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจทั้งหมด"

เจ้าสัววัย 73 ปี ที่หันเหชีวิตเข้าสู่แวดวงการเมือง อธิบายต่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่น้องในตระกูลล่ำซำ จะไม่เคยทะเลาะกัน เพราะเราแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันชัดเจน เพราะฉะนั้น จึงไม่เคยมีศึกสายเลือด

ที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจประกันภัยของตระกูล ถูกแยกออกเป็น 2 สาย คือ บมจ.ภัทรประกันภัย และ บริษัทเมืองไทยประกันภัย ซึ่งถูกแยกออกมาจากบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2541 ในสมัยรัฐบาล "ชวน 2" ซึ่งโพธิพงษ์ มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อยู่ในขณะนั้น

ก่อนที่จะมีการแยกฝ่ายประกันวินาศภัย ออกมาจากบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต และตั้งเป็น บริษัทเมืองไทยประกันภัย

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ และแรงกระตุ้นจากอนาคตการเมือง ส่งผลให้กลุ่มประกัน ภายใต้การดูแลของโพธิพงษ์ ทั้งสองแห่ง (ภัทรประกันภัย-เมืองไทยประกันภัย) จำเป็นต้องควบกิจการเข้าด้วยกัน ในซีกหนึ่งอาจเพื่อปูทางสายการเมืองให้กับบุตรสาวคนโต "คุณแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ แต่การควบกิจการรอบนี้ ย่อมแน่นอนว่า ฐานธุรกิจของกลุ่มประกันต้องแข็งแกร่งขึ้น

โพธิพงษ์บอกว่า หลังรวมกันแล้ว เราจะกลายเป็นบริษัทประกันที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่ติด 1 ใน 7 รายแรกของประเทศ ทันที พร้อมกับวางเป้าหมายอนาคตว่า ภายใน 5 ปี ต้องขึ้นเป็นบริษัทประกันภัยติด TOP 5 ของประเทศ ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวม อย่างต่ำๆ 7,000 ล้านบาท

"ไอเดียควบกิจการมันเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 เพราะเห็นว่าการแยกธุรกิจในเครือเดียวกันออกเป็น 2 สาย มันไม่ค่อย Make Sense (สมเหตุสมผล) ก็จับรวมกันซะ และการตัดสินใจครั้งนี้ก็มีการปรึกษากับพี่น้องในตระกูลแล้วว่าเห็นด้วยหรือไม่

เพราะไม่ว่าจะเป็น "บัณฑูร-บรรยงค์-ไพโรจน์" ทุกคนเห็นพ้องกันว่า ควบกิจการเป็นบริษัทเดียวกันดีกว่า..ผมก็รับลูกต่อมา เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบในสายงานนี้"

นายทุนคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธด้วยคำอธิบายว่า การเทคโอเวอร์ครั้งนี้ไม่ใช่ว่า บริษัทเมืองไทยประกันภัย อ่อนแอกว่า เพราะทั้งคู่ต่างก็มีคุณสมบัติเด่นที่ต่างกัน คือ บมจ.ภัทรประกันภัย จะเด่นในธุรกิจ "แนวลึก" ส่วนบริษัทเมืองไทยประกันภัย ก็เก่งในธุรกิจ "แนวกว้าง"

"ภัทรประกันภัยจะมีพอร์ตส่วนใหญ่เป็นเบี้ยรับจากประกันอัคคีภัย งานเบ็ดเตล็ด และประกันภัยทางทะเล ซึ่งลูกค้าเป็นกลุ่มองค์กรและสถาบัน ขณะที่เมืองไทยประกันภัย ก็เก่งในงานมอเตอร์ (ประกันภัยรถยนต์) ซึ่งทางนั้นเขามีฐานลูกค้ารายย่อยมาก"

โพธิพงษ์อธิบายขั้นตอนการควบกิจการไว้ว่า จากนั้นบริษัททั้ง 2 แห่ง จะคืนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ แล้วจะขอใบอนุญาตของบริษัทที่จะเกิดขึ้นใหม่

ทั้งนี้ การรวมกิจการกันยังส่งผลให้บริษัทเมืองไทยประกันภัย ถูกจัดเข้าไปลิสต์อยู่ในตลาดหุ้นโดยอัตโนมัติ ภายใต้บริษัทแห่งใหม่ที่จะมีการตั้งชื่อใหม่

"บางคนอาจมองได้กลายๆ ว่า นี่เป็นวิธีเอาบริษัทเมืองไทยประกันภัยเข้าตลาดหุ้น แต่แท้จริงแล้วบริษัทในกลุ่มเมืองไทย เราไม่จำเป็นต้องเข้าตลาดหุ้นก็ได้ แต่เมื่อทางภัทรประกันภัย เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอยู่ก่อนแล้ว เราก็ต้องมาทางนี้ มันก็อาจทำให้บางคนมองไปทางนั้นได้" โพธิพงษ์ ชี้แจง พร้อมอธิบายต่อว่า

ตอนนี้ทางกรมการประกันภัย ก็สนับสนุนให้ธุรกิจประกันภัยเกิดการควบรวมกิจการกันมากขึ้น และส่วนตัวเองก็เห็นด้วย เพราะขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยเพียงระดับนี้ ไม่ควรมีบริษัทประกันภัยจำนวนมากถึง 74 แห่ง มันมากเกินไป

"ยิ่งวันข้างหน้า บริษัทประกันภัยที่มันเล็กเกินไป ก็คงจะดำเนินกิจการได้ยากลำบาก คืออยู่ยาก"

ทางด้าน นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมืองไทยประกันภัย กล่าวว่า ภายหลังรวมกันแล้ว พอร์ตการลงทุนของบริษัทจะต้องใหญ่ขึ้น ซึ่งมีโอกาสและช่องทางในการลงทุนมากกว่า..แต่ก็ต้องเป็นไปตามสัดส่วนที่กรมการประกันภัยกำหนด

ส่วนความสามารถในการทำกำไรจาก "การรับประกันภัย" และ "การลงทุน" ของบริษัททั้ง 2 แห่ง

"เมืองไทยฯ จะกำไรมากกว่าในด้านของการลงทุน แต่ทางภัทรฯ จะมากกว่าในด้านของกำไรจากการรับประกันภัย...แต่จริงๆ ก็พูดยาก เนื่องจากธุรกิจของเมืองไทยฯ เป็นรถยนต์เกือบ 70% ส่วนของ ภัทรฯ จะเป็นงาน นอน-มอเตอร์ คือไม่มีรถยนต์เลย เพราะเขาจะเน้นธุรกิจประกันอัคคีภัยเป็นหลัก"

นวลพรรณประเมินว่า การควบกิจการครั้งนี้ จะเป็นสูตร 1+1 ได้เท่ากับ 3 โดยเชื่อว่าหลังจากมารวมกันแล้ว พอร์ตลงทุนของบริษัทจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และจากนั้น จะมีการศึกษาโปรดักท์ใหม่ๆ เพื่อที่จะก้าวเข้าไปสู่ช่องทางและโอกาสการลงทุนที่มากขึ้น





« Reply #90 เมื่อ 23/06/2007 , 14:58:37 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

"ทุ่งคาฮาเบอร์" เดิมพันอนาคตที่ "ภูทับฟ้า"

ภายหลัง "ทุ่งคาฮาเบอร์" (THL) ได้ประทานบัตรสำรวจและขุดแร่ทองคำที่ "ภูทับฟ้า" พื้นที่รอยต่อ 2 อำเภอ (วังสะพุง-เมือง) จังหวัดเลย และเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 จนสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

เป็นผลให้หุ้น THL สามารถหลุดออกจากกลุ่มฟื้นฟูกิจการ กลับเข้ามาเทรดในกระดานปกติ เมื่อ 4 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา

โรนัลด์ อึ้ง วาย ซอย กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทุ่งคาฮาเบอร์ กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ฐานะการเงินของบริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น และเหมืองทองคำที่ภูทับฟ้า ก็ถือเป็นธุรกิจใหม่ที่จะมีรายได้ต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี...แต่ราคาหุ้นของเรา หลังออกจากจุดสตาร์ทใหม่ ที่ราคาเกือบๆ 4 บาท กลับปรับลดลงเหลือเพียง 2.30-2.40 บาท ทั้งๆ ที่รายได้ในอนาคต ค่อนข้างจะแน่นอน

เขาเชื่อว่าสาเหตุที่ราคาหุ้นตกลงอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะเกิดจากข่าวลือเรื่องผู้บริหารทิ้งหุ้น!! แต่ไม่เป็นความจริง เพราะทั้งผู้บริหาร กรรมการ และพนักงานทุกคน ยังไม่มีใครขายหุ้นออกมาแม้แต่หุ้นเดียว ทั้งๆ ที่ใน 6 เดือนแรก เรามีสิทธิจะขายหุ้นได้ 25% ของหุ้นที่ติดไซเลนท์ พีเรียด

ขณะเดียวกัน การดิ่งลงของราคาหุ้น ยังเกิดจากการขายทำกำไรของกองทุนต่างๆ ที่ถือหุ้นบริษัทอยู่ เมื่อราคาหุ้นปรับลงอย่างหนัก นักลงทุนที่ซื้อหุ้นด้วยบัญชีเงินกู้ ก็จะถูกฟอร์ซเซล (บังคับขาย) ก็ยิ่งทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงไปอีก

อึ้ง วาย ซอย ย้อนภาพธุรกิจเหมืองทองคำ ว่า เมื่อปี 2546 บริษัทได้ประทานบัตรสำรวจและขุดทองคำ และปัจจุบัน บริษัท ทุ่งคำ (บริษัทย่อย) เริ่มดำเนินการขุดแร่ทองคำบนพื้นที่ภูทับฟ้า ซึ่งมีประทานบัตรที่ได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 6 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 2 ตารางกิโลเมตร เป็นระยะเวลา 25 ปี และยังอยู่ระหว่างการขอประทานบัตรเพิ่มอีก 53 ตารางกิโลเมตร

โดยอายุประทานบัตรจะหมดลงในปี 2570 และปี 2571 แต่บริษัทยังสามารถยื่นขอต่ออายุประทานบัตรได้อีกหากยังมีปริมาณสินแร่เหลืออยู่

ส่วนธุรกิจโรงโม่หินแอนดีไซท์ ของบริษัทชลสิน (บริษัทย่อย) ก็ต้องรอความชัดเจนจากโครงการรถไฟรางคู่ เนื่องจากหินแอนดีไซท์ส่วนใหญ่จะต้องนำไปใช้ในกระบวนการสร้างทางรถไฟ (ปูทาง) ซึ่งปี 2549 ก็ทำรายได้ให้บริษัทเพียง 7.3% เท่านั้น

หมายความว่า แหล่งรายได้หลักของบริษัท จะได้มาจากการดำเนินธุรกิจ "เหมืองแร่ทองคำ" โดยรายได้จากการขายทองคำ จะมีสัดส่วนประมาณ 95% ของรายได้รวม

"อนาคตของเราต่อจากนี้ จะขึ้นอยู่กับความสำเร็จจากธุรกิจเหมืองทองคำมากที่สุด" ผู้บริหารทุ่งคากล่าว พร้อมอธิบายต่อว่า

ในปี 2550 คาดว่าบริษัทจะมีรายได้จากการขายทองคำไม่น้อยกว่า 525 ล้านบาท จากแผนผลิตทองคำในช่วง 4 ปีแรก (2550-2553) ประมาณปีละ 25,000 ออนซ์ และด้วยปริมาณสำรองแร่ที่มีการสำรวจ (เฉพาะที่ได้รับการรับรองแล้ว) ปริมาณถึง 4.49 ล้านตัน เป็นปริมาณที่จะสามารถนำมาผลิตเป็นทองคำบริสุทธิ์ได้ถึงเกือบๆ 600,000 ออนซ์

หรือหากคำนวณที่กำลังการผลิตปัจจุบันที่วันละ 1,200-1,500 ตัน ปริมาณสำรองแร่ดังกล่าว (4.49 ล้านตัน) จะสามารถนำมาใช้ในการผลิตได้เป็นระยะเวลา 10 ปี

อย่างไรก็ตาม อึ้ง วาย ซอย ยอมรับว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 2 ที่ออกมา อาจจะต้อง "ติดลบ" อีกครั้ง หลังจากที่ผลการสกัดทองคำ (Recovery Rate) ที่อยู่ในระดับที่ 80% ผิดไปจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะไม่ต่ำกว่า 90% ขณะที่ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา รายได้จากการขุดทองก็ไม่เป็นไปตามคาดมาแล้วครั้งหนึ่ง

เดิมทีบริษัทตั้งเป้าค่าความสมบูรณ์ของแร่ทองคำไว้ไม่ต่ำกว่า 2.00 กรัมต่อตัน แต่ค่าความสมบูรณ์เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา กลับทำได้เพียง 1.66 กรัมต่อตัน และ 1.27 กรัมต่อตัน ตามลำดับ

"แต่สินแร่ที่ได้ถือว่ามีคุณภาพดี เพียงแต่กระบวนการทำเหมืองทองคำ มันต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาความสามารถในการสกัด จากนั้นผลลัพธ์มันจะดีขึ้นเอง"

เขาอธิบายต่อไปว่า นักลงทุนในเมืองไทยทั้งรายย่อยและสถาบัน ยังมีความเข้าใจในเรื่องของอุตสาหกรรมเหมืองแร่น้อยเกินไป และในตลาดหุ้นไทยก็มีเพียงแค่ 2 รายคือ "ทุ่งคาฮาเบอร์" และ "ผาแดง อินดัสทรี" ซึ่งเทียบไม่ได้กับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ตลาดลอนดอน ซึ่งมีหุ้นเหมืองแร่อยู่นับร้อยบริษัท

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะนำบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่งคือ "บริษัท ทุ่งคำ" (เหมืองทอง) และ "บริษัท ทรัพยากรสมุทร" (เหมืองดีบุก) ไปลิสต์อยู่ที่ตลาดหุ้นไอเอ็มเอที่ลอนดอน โดยที่บริษัทแม่จะยังคงลิสต์อยู่ในตลาดหุ้นไทยต่อไป และจะถือหุ้นอยู่ในบริษัทย่อยทั้ง 2 แห่ง ไม่น้อยกว่า 51%

ขณะนี้ บริษัทมีแผนที่จะยื่นขอประทานบัตรเหมืองแร่ดีบุกนอกชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยจะเข้าไปถือหุ้นบริษัททรัพยากรสมุทร ประมาณ 84% คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องประทานบัตรและค่าภาคหลวง ประมาณต้นปี 2551 เบื้องต้นจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 25 ล้านดอลลาร์ (875 ล้านบาท) เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเรือขุดเจาะ 1 หัว ซึ่งบริษัทได้เตรียมเงินกู้ยืมจากดอยช์แบงก์ไว้เรียบร้อยแล้ว





« Reply #91 เมื่อ 24/06/2007 , 15:18:29 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance

"ทนิธิ์ อิสรินทร์"

วางแผนการเงินอย่างคนปลอดภาระ

โดย กาญจนา หงษ์ทอง


ผมแต่งงานมีครอบครัวแล้วแต่ยังไม่มีลูก และคิดว่าคงไม่มี เราวางแผนไว้อย่างนั้น จริงอยู่อาจไม่จำเป็นต้องเก็บออมไว้สำหรับการศึกษาของลูก แต่เราก็ต้องออมไว้เพื่อดูแลตัวเองในอนาคตเป็นหลัก

*********

เมื่อเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกันไป การวางแผนทางการเงินของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันไปด้วย เช่น คนที่มีลูกหลายคนอาจต้องวางแผนทางการเงินเพื่อรับมือกับอนาคตทางการศึกษาของลูกๆ เยอะกว่าคนอื่น หรือคนที่เป็นซิงเกิลมัม ต้องดูแลลูกคนเดียว ก็อาจต้องวางแผนอีกแบบ

ขณะที่ ครอบครัวที่วางแผนชีวิตชัดเจนว่าคงไม่มีลูก อาจจะดูเหมือนไม่มีภาระ แต่ในทางกลับกัน เขาต้องวางแผนการเงินอีกแบบ เพื่อรองรับชีวิตในบั้นปลายที่ต้องคิดเผื่อการใช้ชีวิตโดยปราศจากลูกหลานมาคอยดูแล เช่นเดียวกับ "ทนิธิ์ อิสรินทร์" ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายงาน Financial Planning บริษัท บัตรกรุงไทย(เคทีซี) ที่ต้องวางแผนทางการเงินในแนวนี้

"ผมแต่งงานมีครอบครัวแล้วแต่ยังไม่มีลูก และคิดว่าคงไม่มี เราวางแผนไว้อย่างนั้น จริงอยู่อาจไม่จำเป็นต้องเก็บออมไว้สำหรับการศึกษาของลูก แต่เราก็ต้องออมไว้เพื่อดูแลตัวเองในอนาคตเป็นหลัก เพราะตอนแก่อาจต้องใช้ชีวิตกัน 2 คนตายาย ถึงเวลาอาจต้องจ่ายเงินให้คนอื่นมาดูแลตัวเอง เดี๋ยวนี้แม้แต่คนที่มีลูกหลานก็อาจจะพึ่งพาไม่ได้ อีกหน่อยถ้ามีคอนโดมิเนียมของผู้สูงอายุก็อาจจะไปอยู่ก็ได้ "

ยิ่งเมื่ออายุเฉลี่ยของคนไทยมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทนิธิ์ยิ่งเชื่อว่าต่อไปจะมีต้นทุนในการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ฉะนั้น เขาและภรรยาจึงพยายามรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด

ทนิธิ์ออกตัวว่าเป็นคนวางแผนการเงินไม่มากเท่าไร แต่เรื่องแผนการออมเงินนั้นค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนถ้าเป็นเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเขาไม่ค่อยได้วางแผนเท่าไร

"อาจจะเป็นเพราะผมไม่ใช่คนชอบเที่ยวหรือมีนิสัยการใช้เงินฟุ่มเฟือยมากนัก โดยมากแต่ละปีจะท่องเที่ยวน้อย เพราะไม่ค่อยมีเวลา ก็เลยกลายเป็นว่ามีเงินเอาไว้ออมค่อนข้างเยอะ"

ทนิธิ์บอกว่าการจะออมต้องดูที่วัตถุประสงค์ และเป้าหมายเป็นหลัก เพราะเมื่อเรารู้เป้าหมายก็จะสามารถวางแผนการออม และใช้เงินได้อย่างสอดรับ

"ปกติผมก็จะแบ่งเงินออม และลงทุนเป็นระยะสั้น กลาง และยาวเอาไว้ชัดเจน ส่วนเงินสำรองตรงนี้ยิ่งต้องมี เพื่อเอาไว้รับมือกับเรื่องฉุกเฉิน ตรงนี้จะต้องอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ ที่สามารถเบิกถอนง่าย โดยส่วนนี้จะต้องมีเผื่อไว้ให้พอสัก 6 เดือน แล้วก็จะมีเงินฝากประจำที่อยู่ในระยะกลาง"

ส่วนระยะยาวก็จะมีเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท ซึ่งส่วนนี้เขาคิดว่าคงไม่เพียงพอแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงหาช่องทางอื่นออมเพิ่ม ที่ผ่านมา ก็ดูว่ามีอะไรบ้างที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จึงเลือกลงทุนในกองทุนที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้เช่น กองทุน RMF และกองทุน LTF

"พวกกองทุน RMF และกองทุน LTF ถ้าผมมีเงินเหลือเยอะหน่อย ก็ลงทุนเยอะเต็มที่ตามวงเงินที่รัฐบาลกำหนด จากนั้นก็ไปออมพวกประกัน เพราะผมคิดว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างเดียวไม่พอแน่ ในที่สุดการออมพวกนี้จะไปซัพพอร์ตชีวิตในอนาคต ให้มีเงินเพียงพอสำหรับกินใช้ในบั้นปลาย "

การลงทุนในด้านอื่นๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวอะไรเท่าไร ไม่ได้ซื้อที่ดินเก็บ เพราะไม่ค่อยมีเวลาดูแล แต่ตอนนี้เริ่มสนใจจะลงทุนในพวกคอนโดมิเนียม ซื้อเอาไว้ให้คนเช่าหรือขายต่อ ต้องรอดูจังหวะที่ดีๆ ก่อนจะเข้าไปลงทุน

ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น ทนิธิ์เล่าว่าเมื่อหลายปี เขาเคยลงทุนในพวกหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แต่ปัจจุบันด้วยหน้าที่การงานของภรรยาที่เป็นผู้บริหารของบลจ.พรีมาเวสท์ เวลาจะลงทุนอะไรต้องรายงานทุกอย่าง เพื่อความสบายใจเขาเลยหันไปลงทุน ในกองทุนแทน

แต่ไม่ว่าจะลงทุนหรือออมในช่องทางไหนก็ตาม ทนิธิ์จะเน้นเรื่องของความมั่นคง และความสะดวกสบายเป็นหลัก เพราะรายละเอียดอย่างอื่นเขาคิดว่าไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก

ข้อสำคัญคือ จะต้องไม่ลืมกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าพอร์ตการลงทุนกระจายเยอะไปก็ไม่ดี เพราะอาจจะจำไม่ได้ ฉะนั้นกระจายให้พอดี

กฎการลงทุนของทนิธิ์อีกข้อหนึ่งคือ การลงทุนที่ไม่เสี่ยงมากเกินไป เพราะเขาไม่อยากรับความเสี่ยงในระดับสูง จะเรียกว่าลงทุนแบบคอนเซอร์เวย์ทีฟก็ได้ ทนิธิ์ยอมรับว่าสำหรับเรื่องการลงทุนช้าหน่อยก็ได้ จะได้ไม่เสียใจทีหลัง

ด้วยชีวิตที่ปลอดภาระทางการเงิน ไม่ต้องผ่อนบ้าน ไม่ต้องเก็บเงินสำหรับการศึกษาของลูก ทำให้การใช้ชีวิตในปัจจุบันค่อนข้างดำเนินไปด้วยความสุขสบาย ไม่เป็นหนี้ และยังสามารถออมเงินได้เดือนละประมาณ 60% ของรายได้ จะเห็นว่าออมในอัตราที่เยอะมาก

ถึงจะสามารถใช้จ่ายอย่างสบายมือ แต่ทนิธิ์ก็เป็นคนรู้จักใช้จ่าย เขาจะคิดเสมอว่า เห็นอะไรอย่าเพิ่งซื้อ กลับมาคิดหน้าคิดหลังก่อน จนบางทีลืมไปเลยว่าอยากได้ของชิ้นนั้น

"เรื่องการใช้จ่ายผมอยากจะบอกทุกคนว่า เวลาจะซื้ออะไรต้องดูพละกำลังของตัวเอง ส่วนตัวผม ไม่ถึงกับตีกรอบให้ตัวเองมากนัก เพราะมีเงินออมเหลืออยู่แล้ว"

ในเรื่องการจับจ่ายใช้เงินนั้น เขาบอกว่าแม้จะทำงานในบริษัทที่ให้บริการด้านบัตรเครดิต แต่อยากจะบอกว่าไม่เคยสนับสนุนให้ใครเป็นหนี้ที่เกิดจากบัตรเครดิต เพราะที่จริงบัตรเครดิตไม่ได้มีแต่ด้านลบ ตรงกันข้าม ถ้ารู้จักใช้ในด้านบวก ใช้อย่างตรงตามวัตถุประสงค์ และใช้อย่างมีสติ ก็จะทำให้ไม่เป็นหนี้จากบัตรเครดิต

"ผมคิดว่าถ้าคุณอยากจะเป็นหนี้ ไปกู้สินเชื่อบุคคลดีกว่า เลือกตามวัตถุประสงค์ของคุณ เช่น แบงก์ใหญ่เขาให้กู้เพื่อตกแต่งบ้าน ฉะนั้น ก็ไม่ควรจะตั้งใจมาเป็นหนี้จากบัตรเครดิต ผมว่า ท้ายสุด ถ้าเราจับจ่ายใช้สอยอย่างมีสติ ดูกำลัง และความสามารถในการชำระของตัวเอง รับรองว่าไม่มีการเป็นหนี้แน่นอน "

เขาทิ้งท้ายว่า บัตรเครดิตใช้ได้ มีได้ พกได้ แต่ต้องมีสติเวลาใช้ เท่านั้นเอง






« Reply #92 เมื่อ 24/06/2007 , 15:20:55 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

"จัดอันดับกองทุน" พัฒนาการจากบลจ.เพื่อผู้ลงทุน

เชื่อว่าหากพูดถึงเรื่องของ "การจัดอันดับ" หรือ "การจัดเรทติ้ง" แล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่จะนึกไปถึงการจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้มากกว่า "การจัดอันดับกองทุน"

จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้านักลงทุนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้ว่าธุรกิจกองทุนรวมในประเทศไทยเอง ก็มีการจัดอันดับแล้วเช่นเดียวกัน หรือบางคนอาจจะเคยเห็นสัญลักษณ์เหล่านี้จากกองทุนตราสารหนี้ที่มีเรทติ้งกองทุน แต่ก็อาจจะไม่เข้าใจว่าสัญลักษณ์เหล่านั้นมีความหมายว่าอย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "เลิศชัย กอเจริญรัตนกุล" ผู้อำนวยการ บริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) หรือ "ฟิทช์" อธิบายว่า โดยทั่วไปสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มักจะใช้สัญลักษณ์ตัวอักษรแสดงผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตามระดับความสามารถของผู้ออกตราสารหนี้ในการชำระดอกเบี้ยและคืนเงินต้นของตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่งเชื่อว่านักลงทุนทั่วไปคงจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างแล้ว

สำหรับการจัดอันดับกองทุนนั้นจะมีการใช้สัญลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป โดยการจัดอันดับกองทุนนั้นทางฟิทช์จะแบ่งสัญลักษณ์ที่ใช้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็น "เครดิตกองทุน" หรือ "Fund Credit Rating" ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการประเมินคุณภาพโดยรวมของกองทุนว่ามีเครดิตเป็นยังไง โดยเราใช้สัญลักษณ์เช่นเดียวกับการจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้ของฟิทช์โดยทั่วไป ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 8 อันดับ โดยเริ่มจาก AAA ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุด จนถึง D ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุด โดยแต่ละสัญลักษณ์มีความหมายดังนี้

AAA มีความน่าเชื่อถือสูงสุด มี "ความเสี่ยงต่ำสุด"

AA มี "ความเสี่ยงต่ำมาก"

A มี "ความเสี่ยงในระดับต่ำ"

BBB มี "ความเสี่ยง"

BB มี "ความเสี่ยงในระดับสูง"

B มี "ความเสี่ยงในระดับสูงมาก"

C มี "ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุด"

D เป็นระดับที่อยู่ใน "สภาวะผิดนัดชำระหนี้"

"อย่างไรก็ตาม ในการจัดอันดับกองทุนส่วนใหญ่ในโลกแล้ว พบว่ากองทุนที่เข้ามาจัดอันดับจะมีเรทติ้งตั้งแต่ A ขึ้นไป ซึ่งสัญลักษณ์ส่วนแรกนี้เป็นสัญลักษณ์ที่คนทั่วไปมีความคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว"

ส่วนที่สองจะเป็น "อันดับความผันผวนของกองทุน" หรือ "Fund Volatility Rating" ซึ่งเป็นการจัดอันดับความเสี่ยงของกองทุนอันเนื่องมาจากปัจจัยตลาดอื่นๆ เป็นการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงปัจจัยตลาดว่ามีผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนแล้วราคาของกองทุนอย่างไร ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 11 อันดับ โดยเริ่มจาก V1+(tha) ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่สุด จนถึง V10(tha) ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุด โดยแต่ละสัญลักษณ์มีความหมายดังนี้

V1+(tha) ซึ่งใช้กับกองทุนตราสารตลาดเงินซึ่งถือว่ามี "ความเสี่ยงต่ำที่สุด"

V1(tha) และ V2(tha) แสดงถึง "ความเสี่ยงที่ต่ำ"

V3(tha) และ V4(tha) แสดงถึง "ความเสี่ยงปานกลาง"

V5(tha) ,V6(tha) และ V7(tha) แสดงถึง "ความเสี่ยงปานกลางถึงค่อนข้างสูง"

V8(tha) ,V9(tha) และ V10(tha) แสดงถึง "ความเสี่ยงสูงมาก"

"อย่างไรก็ตามในการจัดอันดับกองทุนทั่วโลกแล้ว พบว่าส่วนใหญ่กองทุนที่จัดอันดับจะมีอันดับความผันผวนของกองทุนตั้งแต่ V4(tha) ขึ้นไป เพราะกองทุนที่มีความเสี่ยงมากๆ เขาเองก็คงไม่อยากมาจัดอันดับกองทุนเช่นเดียวกัน ซึ่งสัญลักษณ์ดังกล่าว ใช้กับการจัดอันดับกองทุนตราสารหนี้ทั่วไป แต่จะมีที่แตกต่างกันอยู่นิดหนึ่งคือกองทุนตราสารตลาดเงินจะมี V1+(tha) ซึ่งมีไว้ใช้สำหรับกองทุนตราสารตลาดเงินโดยเฉพาะ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากองทุนตราสารตลาดเงินนั้นมีเสถียรภาพในการรักษาเงินลงทุนสูงที่สุด แต่อันดับความผันผวนของกองทุนตราสารตลาดเงิน ก็สามารถที่จะเคลื่อนไหวไปใน V1(tha) หรือ V2(tha) ได้เช่นเดียวกัน หากกองทุนมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น"

เลิศชัย บอกว่า ฟิทช์จะมีการติดตามข้อมูลของกองทุนที่ได้รับการจัดอันดับอย่างใกล้ชิด สำหรับกองทุนตราสารตลาดเงินนั้นจะมีการติดตามดูข้อมูลทุกอาทิตย์ ในขณะที่กองทุนตราสารหนี้ทั่วไปจะมีการติดตามดูข้อมูลทุกเดือน ซึ่งเสมือนหนึ่งเราได้ทำหน้าที่ติดตามดูกองทุนเหล่านั้นแทนผู้ถือหน่วยลงทุน

ทั้งนี้ การจัดอันดับกองทุนไม่ได้เป็นเครื่องมือที่บอกถึงระดับของผลตอบแทนแต่ประการใด แต่สามารถบอกได้ว่ากองทุนเหล่านั้นมีความเสี่ยงเป็นเช่นไร เพื่อที่ผู้ลงทุนจะได้ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน บางครั้งกองทุนที่มีเรทติ้งในระดับเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องมีผลตอบแทนเท่ากัน เพียงแต่บอกได้ว่าโดยภาพรวมของกองทุนทั้ง 2 กองนั้นมีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน แต่ลงไปในรายละเอียดปลีกย่อยของทั้ง 2 กองทุน อาจจะแตกต่างกันได้ และทันทีที่เรทติ้งของกองทุนมีอันดับที่เปลี่ยนไป ทางฟิทช์จะมีการประกาศให้ทราบโดยทันทีทุกครั้งที่กองทุนมีอันดับเปลี่ยนแปลงไป

แล้วการจัดอันดับกองทุนนี้จะมีประโยชน์อย่างไร เรื่องนี้ "ดร.ทนง พิทยะ" ประธานกิตติมศักดิ์ บลจ.ทหารไทย มองว่า การจัดอันดับกองทุนถือว่ามีประโยชน์ต่อผู้ลงทุนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละบลจ.ควรจะได้มีการนำเสนอสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้ให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนของตัวเอง ไม่เช่นนั้นนักลงทุนก็ไม่มีข้อมูลที่เป็นกลางมาใช้ประกอบการตัดสินใจ อย่างกองทุนตราสารตลาดเงินแต่ละบลจ.ก็บอกว่าของตัวเองดี ความเสี่ยงต่ำด้วยกันทั้งนั้น บางครั้งนักลงทุนก็ไม่รู้ว่าจะไปฟังใคร แต่ถ้ามีบุคคลที่3 ที่เป็นกลางมาเป็นคนจัดอันดับให้ แบบนี้นักลงทุนก็จะได้ประโยชน์

แน่นอนว่าการจัดอันดับกองทุนก็ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่บลจ.ทหารไทยถือว่าเราเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการมาจากผู้ถือหน่วยลงทุนของเราแล้ว ก็เอาเงินบางส่วนจากค่าธรรมเนียมตรงนั้นไปจัดอันดับกองทุน บลจ.ได้กำไรน้อยลงหน่อยไม่เป็นไร แต่ประโยชน์จะตกอยู่กับผู้ถือหน่วยลงทุนของเรา ซึ่งอยากให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมให้ความสำคัญกับการจัดอันดับกองทุนเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนมากขึ้น

"เราไม่จำเป็นต้องมีแต่กองทุนที่ได้เรทติ้งดีที่สุด อย่างบลจ.ทหารไทยเองในอนาคตอาจจะมีกองทุนที่มีเรทติ้งหลากหลาย เพื่อให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง นักลงทุนบางคนอาจจะไม่อยากได้กองทุนที่เสี่ยงต่ำสุดก็ได้ เขาอาจจะยอมรับความเสี่ยงที่น้อยลง แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในขณะที่บางคนอาจจะขอปลอดภัยไว้ก่อนชอบกองทุนที่เสี่ยงต่ำสุด ผลตอบแทนน้อยหน่อยไม่เป็นไร นี่คือสิ่งที่เราอยากจะเห็นอุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยพัฒนาไปให้ถึงจุดนั้น"

ดังนั้น การจัดอันดับกองทุน จึงถือว่าเป็นพัฒนาการอีกก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งของอุตสาหกรรมกองทุนรวมเพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนอย่างแท้จริง





« Reply #93 เมื่อ 24/06/2007 , 15:27:30 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Mutual Fund Clinic

contact@aimc.or.th

นโยบายการลงทุนของกองทุนรวม LTF

ถาม ผมมีความสนใจเกี่ยวกับการใช้กองทุนรวมมาบริหารจัดการเงินออม และได้ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับกองทุนรวมมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ผมมีข้อสงสัยที่อยากจะสอบถามเกี่ยวกับกองทุนรวมที่สามารถนำเงินค่าซื้อหน่วยลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีได้ที่เรียกกันว่ากองทุนรวม LTF ว่ามีนโยบายการลงทุนหลากหลายให้เลือกลงทุนได้เหมือนกับกองทุนรวม RMF หรือไม่ แล้วในการนับระยะเวลาในการลงทุน 5 ปี ของกองทุนรวม LTF นี้นับอย่างไรครับ

ตอบ กองทุนรวม LTF นั้นมีชื่อที่เรียกกันเต็มๆ ว่า "กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund)" ครับ ซึ่งชื่อเต็มๆ นี้ก็ได้บอกให้ผู้ลงทุนในทราบถึงนโยบายการลงทุนคร่าวๆ แล้วว่า กองทุนรวม LTF นี้เป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก คือ ตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แล้วกองทุนรวม LTF จะเป็นกองทุนรวมตราสารแห่งทุนที่ลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนไม่ต่ำกว่าร้อยละหกสิบห้าของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

เป็นกองทุนเปิดซึ่งกำหนดระยะเวลาการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนไม่เกินปีละสองครั้ง มีอายุของโครงการจัดการกองทุนรวมไม่น้อยกว่าสิบปี ถ้ากองทุนรวม LTF จะเป็นกองทุนรวมดัชนี ดัชนีที่ใช้ต้องเป็นดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) หรือ ดัชนี SET 50 (SET 50 Index) จากที่กล่าวแล้วนั้นจะเห็นว่ากองทุนรวม LTF แทบจะไม่มีความหลากหลายในเรื่องนโยบายการลงทุนเลย

ซึ่งแตกต่างจากกองทุนรวม RMF ที่มีชื่อเรียกกันเต็มๆ ว่า "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ" และเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายให้เลือก โดยมีทั้งที่เป็นกองทุนรวมตราสารแห่งทุน กองทุนรวมดัชนี กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ กองทุนรวมผสม กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มักจะมีผู้ลงทุนถามกันอยู่เสมอๆ ว่าอยากลงทุนในกองทุนรวม LTF ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ หรือเป็นกองทุนรวมที่คล้ายๆ กองทุนรวมคุ้มครองเงินต้น แต่ด้วยเหตุผลด้านข้อจำกัดด้านการลงทุนของกองทุนรวม LTF ที่กล่าวมาแล้ว และในช่วงที่ผ่านมานั้นก็ยังไม่มีเครื่องมือที่จะให้บริษัทจัดการนำมาใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงให้กับกองทุนรวม LTF

แต่ ณ ปัจจุบัน เครื่องมือทางการเงินในการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนได้เริ่มถือกำเนิดกันขึ้นมาบ้างแล้ว และจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย เช่น SET50 Index Options, SET50 Index Futures, Structured Products เป็นต้น ซึ่งกองทุนรวม LTF ก็กำลังเริ่มที่จะนำเครื่องมือทางการเงินเหล่านั้นมาใช้กันแล้ว โดยจะเห็นได้จากการโฆษณากองทุนรวม LTF ที่กำลังจัดตั้งขึ้นใหม่ที่แม้ว่าในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าวจะมีลักษณะที่เหมือนๆ กับกองทุนรวม LTF อื่นๆ โดยทั่วไป แต่บริษัทจัดการได้ประชาสัมพันธ์ และโฆษณาให้ผู้ลงทุนทราบว่าบริษัทจัดการจะนำเครื่องมือทางการเงินที่กล่าวแล้ว มาบริหารจัดการมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยของกองทุนรวม LTF เพื่อรักษาระดับไม่ต่ำกว่าราคา Par ของหน่วยลงทุนนั้นหรือเป้าหมายที่บริษัทจัดการได้ตั้งไว้

อย่างไรก็ดี บริษัทจัดการก็จะไม่รับประกันนะครับว่าจะสามารถทำได้ตามที่ประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาไว้ นอกจากนั้น ยังมีกองทุนรวม LTF ที่โฆษณาว่าจะมีการนำเงินลงทุนของกองทุนรวม LTF ไปลงทุนยังต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงของการลงทุนออกไปด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มสีสันให้กับนโยบายการลงทุนของกองทุนรวม LTF กว่าแต่ก่อน และหากผู้ลงทุนสนใจที่จะลงทุนในกองทุนรวม LTF เหล่านี้ก็ขอให้ผู้ลงทุนติดต่อสอบถาม และศึกษาข้อมูลจากบริษัทจัดการหรือตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวม LTF นั้น ก่อนพิจารณาเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับความต้องการของตนนะครับ

การนับระยะเวลาในการลงทุน 5 ปีของกองทุนรวม LTF นั้น กรมสรรพากรให้นับเป็นปีปฏิทิน คือ ไม่ว่าผู้ลงทุนจะลงทุนในวันทำการใดในปี พ.ศ. 2550 นี้ แล้วนำเงินค่าซื้อนั้นไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีแล้ว ผู้ลงทุนก็จะได้รับการนับระยะเวลาการลงทุนในปีที่ 1 เลย ต่อมาเมื่อผู้ลงทุนถือหน่วยลงทุนนั้นต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2551 ปี พ.ศ. 2552 และปี พ.ศ. 2553 ผู้ลงทุนก็จะได้รับการนับระยะเวลาการลงทุนในปีที่ 2 ปีที่ 3 และปีที่ 4 หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2554 ผู้ลงทุนก็จะได้รับการนับระยะเวลาการลงทุนครบเป็นปีที่ 5 และผู้ลงทุนสามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนรวม LTF ที่ลงทุนนี้ไว้ได้ตามช่วงระยะเวลาที่กำหนดของกองทุนรวม LTF นั้นครับ





« Reply #94 เมื่อ 24/06/2007 , 15:28:10 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Fund Cafe'

จุมพล สายมาลา : www.ingfunds.co.th

ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงนี้ยังน่าลงทุนอีกหรือไม่???(จบ)

กองทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ (Foreign reserves):

ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ผลักดันราคาหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาก็คือ กองทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น จีน ซึ่งมีเงินกองทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศถึง 1,200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และวางเป้าในการลงทุนในตลาดการลงทุนต่างประเทศถึงจำนวน 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ทำการซื้อหุ้นของบริษัท Blackstone ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนในลักษณะ Private Equity เป็นจำนวนเงิน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแนวโน้มดังกล่าวเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลจีน เริ่มสนใจอย่างมากในการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ หุ้นในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งในอดีตจะเลือกลงทุนแต่เฉพาะพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

จากปัจจัยหลายประการข้างต้น เราพอจะเห็นได้ว่าทำไมการลงทุนในหุ้นทั่วโลกจึงน่าสนใจ แต่ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่มีอะไรบ้าง เราอาจพิจารณาได้จากปัจจัยดังต่อไปนี้

การปรับตัวลงอย่างรุนแรงของระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา (US hard landing):

ถ้าหากระบบเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง (ซึ่งไม่คาดว่าจะเกิด) จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในเชิงลบทันที สิ่งนี้จะเกิดได้ในกรณีที่ตลาดแรงงาน และการจ้างงานในสหรัฐอเมริกา แสดงตัวเลขการว่างงานในอัตราสูง ทำให้ผู้บริโภควิตกกังวลในการตกงาน และลดการบริโภคลงในที่สุด เพราะการบริโภคภายในประเทศของสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของการบริโภคมวลรวมทั้งประเทศ (gross domestic product:GDP) และเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ของการบริโภคทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้นการลดลงของตลาดที่อยู่อาศัยในสหรัฐยังเป็นอันตรายต่อการบริโภค และภาคการเงินด้วย

ปัจจัยเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศยุโรป (Inflation danger in Eurozone):

เศรษฐกิจยุโรป ขณะนี้อยู่ในภาวะที่ดีมาก อย่างไรก็ตามภาวการณ์ปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ช่วงการใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มที่ของภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภค ซึ่งส่งสัญญาณถึงอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าจ้างแรงงานก็อยู่ในทิศทางที่ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ธนาคารกลางแห่งชาติยุโรป (European Central Bank:ECB) มีแนวโน้มในการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่อง และนั่นหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคต

ความตึงเครียดทางการเมืองระดับภูมิภาค (Geopolitical tensions):

ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐ อาจเป็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น และนำมาสู่การทยานขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นเหตุให้การบริโภคชะลอตัวในที่สุด

สภาวะเศรษฐกิจของจีน (China):

หากตลาดหุ้นจีนเกิดการปรับตัวลงอย่างรุนแรง อาจเป็นจุดผกผันให้เกิดการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลก อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันของจีน สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งหมายถึงอำนาจการซื้อของผู้บริโภคลดลง ดังนั้นเงินจำนวนมากในบัญชีเงินฝากหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นจีน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายค่ายกำลังวิตกเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพราะภาวการณ์ที่มีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก มีอัตราเงินเฟ้อสูง มีระดับราคาของหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ที่สูงเกินจริง ในตลาดการลงทุนที่เป็นตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนนั้นอาจเกิดภาวะการเก็งกำไรจนฟองสบู่แตกในที่สุด

จากข้อสังเกตเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง และโอกาสของการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก พอจะสรุปได้ว่า แม้ว่าจะยากที่จะคาดเดาว่าขณะนี้สูงเกินไปหรือไม่ ร้อนแรงเกินไปหรือยังเพราะมีระดับราคาสูงใกล้เคียงกับช่วงปี 2000 ที่ตลาดหุ้นยุโรป และสหรัฐปรับตัวสูงต่อเนื่อง และจะมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อไร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ราคาหุ้นในปัจจุบันเมื่อเทียบกับมูลค่าปัจจัยพื้นฐานแล้ว ในช่วงนี้ถือว่าถูกกว่าในปี 2000 และราคาที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ เป็นการค่อยๆ ขึ้น อย่างต่อเนื่องซึ่งต่างจากช่วงปี 2000 ยิ่งไปกว่านั้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ก็ต่ำกว่า ดังนั้นโอกาสที่นักลงทุนจะออกจากตลาดหุ้นไปตลาดพันธบัตรนั้นมีค่อนข้างน้อย เช่นนั้นแล้วตลาดหุ้นโลกยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นนับจากนี้ อย่างน้อยก็ควรจะอยู่ในราว 5-8% ในปีนี้

แล้วนักลงทุนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ พิจารณาเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นของตลาดหลักๆ ทั่วโลกบ้างหรือยังครับ






« Reply #95 เมื่อ 24/06/2007 , 15:28:45 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Smart Money

พจนี คงคาลัย : pochanee.kon@bbl.co.th

ความสุขหายไปไหน ?

เชื่อว่าคงเป็นคำถามในใจของหลายๆ ท่านว่าช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นทำไมช่วงเวลาแห่งความสุขหาได้ยากมาก "ความสุขหายไปไหน?" ทำไมหันไปทางไหนถึงพบเห็นแต่เรื่องที่ชวนปวดหัวตัวร้อนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ เหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างมากทั้งต่อสภาพจิตใจ ครอบครัวและหน้าที่การงาน ทำให


  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-16:45 GMT+7  
« Reply #101 เมื่อ 29/06/2007 , 13:54:19 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

ดร.สมชาย

Window Dressing

คุณธีรพงษ์ จากตากสิน กทม. ถามถึงโอกาสที่ Window Dressing จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกไตรมาสมีมากน้อยเพียงใด หลังมาร์เก็ตติ้งแนะนำให้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มรอรับเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมกันนั้นยังมีการยกสถิติเก่าๆ มาพูดจนเห็นภาพ จึงอยากทราบว่าปรากฎการ์ดังกล่าวจะช่วยดันราคาหุ้นได้จริงไหม

ผมรู้สึกว่าคำถามเรื่อง Window Dressing กลายเป็นคำถามยอดฮิตที่ต้องตอบเป็นประจำทุกไตรมาสไปแล้วนะครับ

หากจำไม่ผิดนับตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมต้องตอบคำถามเรื่องนี้ทุกไตรมาสเลยก็ว่าได้

ผมถึงจำได้แม่นย่ำว่า ปรากฎการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นทุกไตรมาส และการดันราคาเพื่อทำตัวเลขปิดบัญชีจะมากหรือน้อยขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับภาวะการลงทุนช่วงนั้นคึกคักหรือเงียบเหงาด้วยนะครับ

ถ้าย้อนกลับไปดูสถิติช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาจะพบว่า วันทำการสุดท้ายของแต่ละไตรมาสดัชนีปิดลบลงเล็กน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Window Dressing ไม่ทำงาน และไม่ช่วยให้ราคาหุ้นดีขึ้นเลย

ในทางกลับกัน หากดูสถิติก่อนถึงวันที่จะมีปรากฎการณ์ดังกล่าว ราคาหุ้นบลูชิพต่างปรับตัวขึ้นแรงกันถ้วนหน้า

นั่นหมายถึงการดักซื้อหุ้นล่วงหน้าก่อนจะถึงวันปิดไตรมาสประมาณ 1 สัปดาห์ มักได้กำไรจากการลงทุนช่วงนี้เป็นประจำ หรืออาจซื้อในวันปิดไตรมาส แล้วถือต่อไปประมาณ 1 สัปดาห์ก็จะได้กำไรจากการลงทุนในลักษณะนี้เช่นกัน

ผมถึงไม่สามารถบอกว่า Window Dressing จะช่วยดันราคาหุ้นได้ทันตาเห็น เพราะข้อมูลสถิติที่หยิบยกขึ้นมาอธิบาย สัมพันธ์กับปรากฎการณ์ดังกล่าวทางอ้อมมากกว่าทางตรงนะครับ

ด้วยเหตุนี้เอง ผมถึงไม่ต้องการให้นักลงทุนตั้งหน้าตั้งตารอปรากฏการณ์ดังกล่าวเพียงอย่างเดียว เพราะกลยุทธ์การลงทุนแท้ที่จริงเขาวัดกันที่พื้นฐานของแต่ละบริษัทแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่องหรือไม่

หากหุ้นตัวดังกล่าวดีจริง ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ Window Dressing หรอกครับ

เนื่องจากการขึ้นลงของหุ้นมักขึ้นอยู่กับข่าวสาร ผลการดำเนินงาน และปัจจัยภายนอก มากกว่าเรื่อง Window Dressing ซึ่งพักหลังๆ บรรดากองทุนก็เปลี่ยนจากการดันหุ้นการเป็นการเทขายทำกำไรแทน

ปรากฎการณ์ดังกล่าวก็เลยไม่ขลังเหมือนในอดีตนะครับ

วันที่ 29 มิ.ย. 2550 แสดงข่าวมาแล้ว 4ช.ม. 8นาที



« Reply #102 เมื่อ 01/07/2007 , 14:02:05 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เงินทองของ "นางเอก"

โดย กาญจนา หงษ์ทอง

"นุ่น" กระจายลงทุนใน "เพชร-ทองคำ-อสังหาฯ"


"นางเอก" สรรพนามที่ใครๆ ก็อยากใช้

มูลค่าของคำนี้ นอกจากจะร่ำรวยความสวยกว่าผู้หญิงทั่วไปแล้ว โดยมากหน้าตาที่งดงามยังนำไปสู่ฐานะการเงินที่ร่ำรวยอีกด้วย

แต่นอกจากสังขาร และความงามจะเป็นเรื่องไม่เที่ยงแล้ว เงินทองยังนับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มันอาจจะอยู่กับนางเอกไม่นานนัก ถ้าไม่รู้จักดูแลรักษามันไว้อย่างดี

Fundamentals ฉบับนี้ พาไปรู้จักแง่มุมเรื่องเงินทองของนางเอก 3 คน 3 สไตล์ ที่มีวิธีจัดการกับเงินทองในแบบของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป

*********

ไม่ว่านางเอกหรือนางร้าย พระเอกหรือพระรอง ก็ล้วนแต่มีเรื่องของเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครจะจัดการเงินทองของตัวเองอย่างไร

ยิ่งธรรมชาติของอาชีพดารานักแสดง โดยมากเงินมักจะเข้ามาง่าย และไว ดาราบางคนที่ไม่รู้จักบริหาร และรักษาเอาไว้ให้ดี เงินนั้นก็จะอยู่กับพวกเขาได้ไม่นาน แล้วก็จากไป เข้าตำรามาไวไปไว

Fundamentals ฉบับนี้จึงหยิบยกตัวอย่างของนางเอก 3 คนที่รู้จักบริหารและจัดการเงินทองได้อย่างน่าสนใจ

@"พอลล่า" เน้นซื้อคอนโดให้คนเช่า

เริ่มจากนางเอกโกอินเตอร์อย่าง"พอลล่า เทย์เลอร์" ที่ปีๆ หนึ่งมีรายได้ทั้งจากงานโฆษณา งานแสดง เดินแบบ และงานอีเวนท์ต่างๆ

พอลล่าบอกว่าด้วยความที่รู้จักธรรมชาติของตัวเองดี ว่าเป็นคนที่เก็บเงินสดๆ เอาไว้ไม่อยู่ จึงมักจะแปลงเงินสดให้อยู่ในรูปของสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์เสียเป็นส่วนใหญ่

"อาจจะเป็นเพราะตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย เห็นคุณแม่ทำพวกนี้มาก่อน ก็เลยซึมซับเรื่องพวกนี้ ได้ไอเดียของแม่เอามาใช้ ก็เลยติดนิสัยเป็นคนที่ชอบลงทุนโน่นนี่นั่นอยู่ตลอด พอลล่าว่าทุกอย่างเป็นเรื่องความมั่นคงทางอนาคตของเรา เพราะฉะนั้นเราต้องใส่ใจให้มาก ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงที่พอลล่ามีรายได้เข้ามาเยอะ ถ้ารู้ว่าเป็นคนที่เก็บเงินไม่ค่อยอยู่ ก็ต้องหาทางเอาเงินไปลงทุน แปลงเป็นสินทรัพย์อย่างอื่นแทน "

เพราะมองว่าอาชีพนักแสดงเป็นอะไรที่อาจไม่ยั่งยืน พอลล่าบอกว่าในช่วงที่ยังมีเรี่ยวแรงในการสร้างรายได้ และสามารถทำมาหากิน ก็ต้องรู้จักเก็บออมและลงทุนให้เงินงอกเงยมากที่สุด เพื่อให้อนาคตเป็นไปอย่างมั่นคงที่สุด

นางเอกสาวลูกครึ่งเล่าให้ฟังว่า ส่วนใหญ่เมื่อมีรายได้เข้ามา เธอจะเน้นลงทุนในพวกอสังหาริมทรัพย์ โดยมากเป็นรูปแบบของการซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองให้คนเช่า บางทีก็ซื้อมาแล้วปล่อยขายเลยแล้วแต่โอกาส และจังหวะส่วนประเภทการลงทุนในที่ดินนั้น ยังไม่ค่อยได้ลงทุนด้านนี้เท่าไร

"โดยมากถ้าเป็นบ้านก็เป็นประเภทซื้อมาขายไป แต่ถ้าเป็นคอนโดมิเนียมก็ซื้อแล้วให้ฝรั่งเช่า โดยมากจะเลือกตรงใจกลางเมือง เพราะจะได้ราคาดีกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ก็มักเลือกที่พักแถวใจกลางเมือง เนื่องจากมันสะดวกและประหยัดเวลา ดังนั้น เวลาเลือกซื้อก็จะดูตรงที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดินเป็นหลัก เพราะจะสามารถปล่อยเช่าได้ง่าย

ความจริงที่ซื้อคอนโดมิเนียมไว้ให้คนเช่า ทำมาได้ประมาณ 2-3 ปีแล้ว ที่ชอบลงทุนแบบนี้ ก็เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการลงทุนที่ไม่เน่าไม่เสีย ไม่บุบสลาย เพราะคอนโดมิเนียมถึงแม้ไม่มีคนเช่า มันก็ไม่เสีย ราคาก็ไม่ตก ราคามีแต่จะขยับขึ้นทุกวัน"

วิธีการของพอลล่าคือ ไม่ได้ซื้อด้วยเงินสดทุกแห่ง แต่จะใช้วิธีเตรียมเงินดาวน์ไว้ประมาณ 30% ของราคาคอนโดมิเนียม จากนั้นก็ผ่อนชำระทุกเดือน แต่พอปล่อยเช่าได้ ก็เท่ากับเอาค่าเช่าตรงนั้นมาผ่อนชำระกับแบงก์ ทำให้ไม่ต้องควักเงินต้น เช่น สมมติแต่ละเดือนต้องผ่อนเดือนละ 5 หมื่นบาท แต่ได้ค่าเช่าเดือนละ 6 หมื่นบาท ก็เท่ากับว่า ไม่ต้องใช้เงินเราเองเลย แถมมีเงินเหลืออีกหมื่นหนึ่งมาเป็นรายได้ และในอนาคตเมื่อผ่อนหมดก็จะเป็นสินทรัพย์ของเรา ที่เก็บกินไปได้ตลอด

"ถือว่าการลงทุนในช่องทางนี้ เป็นอะไรที่เราถนัด ก็เลือกที่จะทำแบบนี้ดีกว่า"

นอกจากพอลล่าจะลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักแล้ว เธอเพิ่งลงทุนเปิดร้านเสื้อผ้าชื่อร้าน POLITA ที่เซ็นทรัลเวิลด์

ส่วนหุ้นก็มีลองลงทุนบ้าง แต่ไม่เยอะ เพราะไม่ค่อยมีเวลาติดตามสถานการณ์เท่าไร อีกอย่างรู้สึกว่าลงทุนในหุ้นแล้วเครียด เหมือนเล่นการพนันเลย เลยคิดว่าไม่เหมาะกับเราเท่าไร แต่เงินในส่วนที่ลงทุนในหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นเงินเย็น ไม่มีเงินที่เล่นระยะสั้น

"ส่วนช่องทางออมอื่นๆ นอกจากฝากแบงก์ ก็มีซื้อประกันไว้บ้างเล็กน้อย เพราะเป็นคนที่รักษาสุขภาพได้ดีอยู่แล้ว ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำมาก"

ในแง่ของการจับจ่ายใช้เงิน พอลล่ายอมรับว่าเป็นคนที่ใช้เงินเก่งพอสมควร ยิ่งตอนเด็กเวลาอยากได้อะไรก็จะซื้อเลย ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลัง แต่พอโตขึ้นก็เริ่มคิดและคำนวณก่อน ว่าของชิ้นนั้นมีความคุ้มค่าแค่ไหน กับเงินที่ต้องจ่าย ซึ่งโดยมากเวลาจ่ายก็จะจ่ายผ่านบัตรเครดิต เพราะสะสมแต้มเอาไว้แลกตั๋วเครื่องบินได้ เนื่องจากเป็นคนที่เดินทางบ่อย

"คือความเป็นผู้หญิง บางทีก็ชอบชอปปิงเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งเราเป็นดารา ต้องออกงานบ่อย บางทีใส่ชุดซ้ำก็ไม่ได้ ต้องลงทุนซื้อชุดใหม่บ้าง เพื่อรักษาภาพพจน์ให้ดูดีตลอดเวลา "

แต่ถึงแม้จะใช้จ่ายยังไง ปกติในแต่ละเดือนพอลล่าบอกว่าจะต้องรู้ว่ามีรายได้เข้ามาเท่าไร และมีค่าใช้จ่ายเท่าไร และอะไรบ้างที่ต้องชำระ เช่น นอกจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าผ่อนบ้าน และคอนโดมิเนียมเท่าไร จะได้รู้กระแสเงินสด

โดยรวมๆ แล้วพอลล่ายอมรับว่าเธอเป็นคนที่วางแผนการใช้เงินพอสมควร เพราะเชื่อเสมอว่าคนที่ชอบเรียนรู้ และวางแผนกับชีวิต ต่อไปอนาคตจะสบายแน่นอน






« Reply #103 เมื่อ 01/07/2007 , 14:02:46 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

@แพนเค้กแนะวัยรุ่นใช้เงินอย่างรู้คุณค่า

"แพนเค้ก" หรือ "เขมนิจ จามิกรณ์" นางเอกดาวรุ่งแห่งวิก 7 สี เป็นนักแสดงอีกคนที่แม้จะมีรายได้เข้ามาเยอะ แต่เธอก็รู้จักจัดการกับเงินก้อนที่ไหลเข้ามาได้เป็นอย่างดี โดยเมื่อมีรายได้จากการแสดง เดินแบบ พรีเซ็นเตอร์ หรืองานอีเวนท์ต่างๆ เข้ามา นอกเหนือจากที่คุณแม่จะเก็บเข้าแบงก์แล้ว ก็มีส่วนหนึ่งจัดสรรไปซื้อทรัพย์สินประเภทบ้าน และส่วนหนึ่งนำไปต่อยอดธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ครอบครัวทำอยู่ ความจริงอนาคตก็อยากมีธุรกิจเป็นของครอบครัวเหมือนกัน เพราะที่บ้านชอบทำขนม ทำคุกกี้กินกันประจำ ในอนาคตก็อาจจะเปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆ

"ตอนนี้แพนเค้กยุ่งกับงานแสดงแถมยังเรียนอยู่ โดยมากพอมีรายได้เข้ามา ก็ให้คุณแม่เป็นคนจัดการกับเงินไปเลย แต่โดยปกติแพนเค้กก็ไม่ค่อยได้ใช้เงินอะไรเท่าไรอยู่แล้ว อาจจะมีบ้างเวลาไปโรงเรียน แม่อาจจะให้เงินติดตัวไปบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่มาก แต่ถ้าถามว่าใช้เงินเก่งมั้ย ปกติก็ไม่ค่อยมีเวลาไปซื้อของ เพราะฉะนั้นก็จะซื้อเป็นช่วงๆ นานๆ ได้ซื้อทีก็ซื้อเยอะเหมือนกัน แต่โดยมากจะซื้อตอนเซล

ถึงแม้จะซื้อตอนเซล แต่แพนเค้กก็มักจะดู เมื่อซื้อมาแล้วสามารถใช้งานได้จริงๆ แค่ไหน หรือใช้ได้อย่างคุ้มค่ารึเปล่า เธอบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้สินค้าแบรนด์เนมก็ใช้ได้ ไม่เคยเกี่ยง ปกติก็ใช้ของธรรมดามาตลอด ขอให้ซื้อมาแล้วได้ใช้งานจริงๆ เท่านั้นก็แล้วกัน

"แพนเค้กโชคดีกว่าเพื่อนๆ นักแสดงคนอื่นๆ เพราะมีแม่ที่คอยช่วยดูเรื่องบัญชีและภาษีให้ ส่วนเพื่อนๆ นักแสดงเขาต้องทำเองกันหมด บางทีก็เห็นเครียดเหมือนกัน เพราะภาษีเป็นเรื่องตัวเลข ปกติเรื่องเงินๆ ทองๆ สำหรับนักแสดงก็เป็นเรื่องยาก นั่นทำให้เราต้องรอบคอบ"

ในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่ง แพนเค้กพูดถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินทองของเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ ว่าเป็นเพราะทุกคนเกาะกระแสแฟชั่น ต้องแต่งตัวตามแฟชั่น นิยมแต่งตัวตามเทรนด์ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสิ้นเปลือง จริงๆ แล้วเธอบอกว่าเราควรจะใช้จ่ายตามฐานะที่เรามีจะดีที่สุด ไม่ต้องอยากได้อยากมีตามคนอื่น

"ความจริงแพนเค้กว่าตอนนี้ที่ทุกคนพูดถึงเรื่องกระแสเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะความต้องการของคนเรามักไม่หยุดและไม่สิ้นสุด แพนเค้กอยากให้ทุกคนใช้จ่ายตามสภาพฐานะของแต่ละคนจะดีกว่า ใช้ตามที่เรามี กินตามที่เรามี มีน้อยใช้น้อย ไม่ต้องไปเห่อตามกระแสหรือตามแฟชั่นมาก "

แพนเค้กฝากบอกถึงวัยรุ่นยุคนี้ว่า ถ้าเรายังไม่ได้ทำงานหรือหาเงินได้เอง เวลาจะใช้เงินก็ควรจะนึกถึงคุณค่าของเงินให้มากเข้าไว้ ที่สำคัญคือ อยากให้ใช้เงินตามความจำเป็น จริงอยู่ ทุกคนมีวิถีชีวิตของตัวเองที่แตกต่างกันไป มีฐานะทางการเงินที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเราไม่มี เราก็ไม่ต้องทำเหมือนคนรวย ไม่ต้องใช้ของแพง หรือหรูหราฟุ่มเฟือยอย่างคนอื่นเขา

แพนเค้กยกตัวอย่างของตัวเธอเอง ว่าปกติก็ไม่ค่อยมีนิสัยตื่นเต้นกับการที่มีเงินหรือมีรายได้เข้ามา แม้จะเป็นทุกวันนี้ที่ครอบครัวของเรามีเงินเข้ามามากขึ้นก็ตามที แต่เธอยังใช้ชีวิตทุกอย่างเหมือนเดิม ก็ไม่ได้รู้สึกอยากได้อยากมี ใช้จ่ายอย่างเดิม อย่างที่เคยใช้ชีวิตมา ไม่ใช่ว่าพอวันนี้มีเยอะ เราจะใช้เยอะ หรือไม่ใช่ว่าเงินเข้ามาเยอะ แล้วเราต้องรีบใช้

"เมื่อไม่มีก็ใช้อย่างไม่มี เราเคยผ่านตรงนี้มานานแล้ว เมื่อมีเงินก็ต้องรู้จักใช้ ไม่ใช่เก็บอย่างเดียว เราก็ต้องรู้จักใช้ให้เหมาะสม ใช้อย่างมีความสุข ข้อสำคัญคือ เมื่อเรามีเงินเยอะขึ้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือคนอื่นด้วย เพราะแพนเค้กถือว่าเงินที่ได้มาทุกวันนี้ เป็นเพราะประชาชนให้มาทั้งนั้น เมื่อมีโอกาสก็ต้องตอบแทนคืนให้สังคมด้วย "

@"นุ่น" กระจายลงทุนใน "เพชร-ทองคำ-อสังหาฯ"

นางเอกอีกคนหนึ่งที่มีวิธีจัดการเงินทองอย่างน่าสนใจ คือนุ่น "วรนุช วงศ์สวรรค์" นุ่นบอกว่าซื้อทองเก็บสะสมไว้ตั้งแต่ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้ว เพราะถือว่านี่เป็นการออมเงินอย่างหนึ่ง เพราะเราไม่ใช่นักลงทุนเหมือนคนอื่น ก็ต้องลงทุนอะไรที่มองระยะยาวเป็นหลัก แต่ช่วงนี้ราคาเริ่มแพงขึ้นก็ชะลอการลงทุนด้านนี้ และตอนนี้เริ่มหันมาสะสมเพชร และอสังหาริมทรัพย์ ซื้อที่ดิน และมองเรื่องการลงทุนด้วยการซื้อคอนโดมิเนียม

"ตอนนี้เริ่มพักการลงทุนในทองคำ เพราะราคามันก็เริ่มแพงตอนนี้หันมาซื้อเพชรเก็บไว้แทน คือ มันเริ่มจากพี่สาวนุ่นเขาชอบเพชร พอเขาบอกถึงข้อดีของเพชร นุ่นก็เลยซื้อเก็บสะสมไว้บ้าง ซึ่งการลงทุนในเพชรก็ไม่ง่าย เราต้องดูให้แน่ใจว่าเป็นเพชรที่ซื้อจากไหน มีคุณภาพหรือเปล่า มีใบรับรองรึเปล่า น้ำดีแค่ไหน เพราะถ้าเป็นเพชรดี ราคาก็จะไม่ตกและมีแต่ขยับขึ้น เพราะฉะนั้นก่อนซื้อก็ต้องเช็คให้มั่นใจ"

วรนุชบอกว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากทำพวกโครงการคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ก็เริ่มจากการซื้อคอนโดมิเนียมเอาไว้ปล่อยเช่าหรือขายต่อไปก่อน อนาคตถ้าดีก็อาจจะซื้อเพิ่มขึ้น

"นุ่นคิดว่าช่วงที่ยังมีแรงทำงาน ก็จะพยายามทำงานเก็บเงินไปเรื่อยๆ ก่อน ส่วนจะเก็บในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ความชอบ และความถนัดของแต่ละคน "

@แนะนางเอกให้กระจายความเสี่ยง

"ดารบุษป์ ปภาพจน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.พรีมาเวสท์ บอกว่าโดยหลักแล้ว ไม่ควรเน้นลงทุนอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะหากเกิดความเสี่ยงใดๆ ที่กระทบกับการลงทุนประเภทนั้น ก็อาจมีผลกระทบกับกระแสรายได้ เช่น บางท่านอาจชอบลงทุนในซื้อคอนโดมิเนียมให้เช่า

สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ทำเลมีศักยภาพเพียงใดในระยะยาว อัตราการเข้าพักเต็มตลอดปีหรือไม่ สัญญาเป็นลักษณะปีต่อปี ทำให้มีความเสี่ยงที่จะไม่มีผู้เช่า หรือผู้เช่าขาดช่วง ส่งผลให้ขาดรายได้ และต้องมีต้นทุนปรับปรุงตกแต่ง เพื่อดึงดูดผู้เช่าใหม่ทุกปีหรือไม่

นอกจากนี้ หากไม่มีผู้เช่าก็ยังต้องจ่ายค่าส่วนกลาง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นตลอดไม่ว่าจะมีหรือไม่มีผู้เช่าก็ตาม ดังนั้น หากเมื่อใดตลาดการให้เช่าคอนโดมิเนียม เกิดความซบเซา เจ้าของอาจได้รับค่าเช่าลดลง หรือไม่ได้เลย และอาจมีต้นทุนนานัปการเกิดขึ้นอีกด้วย

อันที่จริงแล้วอสังหาริมทรัพย์นั้นมีหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์การค้า โรงแรม หรือนิคมอุตสาหกรรม แต่ที่บุคคลทั่วไปคิดว่าสามารถบริหารจัดการได้เองนั้น มักจะมีเพียงอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่พักอาศัยเท่านั้น ดังนั้น ผู้ลงทุนอาจกระจายการลงทุนไปยังอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นที่บริหารจัดการโดยมืออาชีพ โดยผ่านกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ได้

นอกจากนั้นแล้ว ควรจะกระจายการลงทุนไปยังเงินฝาก และตราสารหนี้ โดยการจัดเงินให้มีเงินครบเป็นระยะๆ แทนที่จะเก็บเงินสดไว้ในบัญชีออมทรัพย์ โดยได้ผลตอบแทนต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับการฝากเงินระยะยาว เช่น ทยอยฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรอายุประมาณ 3 ปี ทุกเดือน จะพบว่าเราจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากออมทรัพย์ตลอดระยะเวลา 3 ปี โดยที่มีเงินทยอยครบอยู่อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ถือว่าได้ประโยชน์สองสถานในการเดียว คือ ได้ทั้งผลตอบแทนและสภาพคล่องนั่นเอง

ในส่วนการลงทุนในเครื่องประดับของมีค่านั้น ถือว่าเป็นประโยชน์ส่วนเพิ่มจากความพึงพอใจที่ได้รับ โดยข้อจำกัดของการลงทุนในเครื่องประดับ คือ ราคาจะอ้างอิงขึ้นอยู่กับราคาโลหะมีค่าในตลาดโลก ซึ่งขึ้นลงตามปริมาณความต้องการ และปริมาณที่ผลิตได้ ซึ่งหากเป็นช่วงที่โลกเผชิญความเสี่ยง ก็มีโอกาสที่ราคาโลหะมีค่าจะเพิ่มมากขึ้น

แต่ในทางกลับกันราคาก็มีโอกาสลดลง หรือไม่เพิ่มขึ้นเป็นระยะเวลายาวนาน โดยไม่ให้ผลตอบแทนใดๆ ระหว่างที่ครอบครองเครื่องประดับดังกล่าว คือ ไม่มีค่าเช่า ดอกเบี้ย หรือเงินปันผล อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโลหะมีค่าในสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุนโดยรวมได้

นั่นเป็นมุมมองของนางเอก 3 คน 3 สไตล์ ที่แม้จะแตกต่างกันบ้างในเรื่องรูปแบบการเก็บออม แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเธอเป็นนางเอกที่รู้จักจัดการกับเงินทองที่หามาได้อย่างอยู่หมัด




« Reply #105 เมื่อ 01/07/2007 , 14:18:21 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

The Best Solution ของ "บันเทิง ตันติวิท" (1)

บทบาทของ "บันเทิง ตันติวิท" ในฐานะประธานกรรมการ บมจ.เอ็ม บี เค (MBK) ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต (TBANK) และประธานกรรมการ บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) น่าสนใจและน่าจับตา
โดยเฉพาะ "วิธีคิด" ชั้นเชิงการตัดสินใจทางธุรกิจของ "นักการเงิน" วัย 63 ปี รายนี้

"วิธีการมองว่าจะเลือกต่อสัญญาเช่าพื้นที่กับทางจุฬาฯ หรือไม่...เรามองว่ามันจะส่งผลกระทบต่อ "มูลค่าหุ้น" อย่างไร?"

เป็นคำอธิบายตอนหนึ่งจากปากของ "บันเทิง" ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น MBK เพื่อขอมติต่อสัญญาเช่าพื้นที่กับทรัพย์สินจุฬาฯ บริเวณสี่แยกปทุมวัน ระยะเวลา 20 ปี (ตั้งแต่ 22 เมษายน 2556 ถึง 21 เมษายน 2576)

ภายใต้เงื่อนไขที่ MBK ต้องจ่ายค่าเช่าตลอดอายุสัญญา เป็นจำนวนเงิน 22,860.22 ล้านบาท รวมทั้งต้องจ่ายค่าตอบแทนการได้สิทธิเพื่อลงนามสัญญาก่อนบุคคลอื่น 3,473.60 ล้านบาท และค่าบูรณะพื้นที่อีก 1,200 ล้านบาท

แม้จะมีการอภิปรายจากผู้ถือหุ้นบางรายว่าในประเด็นนี้ ระบุว่า MBK ตกเป็นฝ่าย "เสียเปรียบ" แต่สำหรับบันเทิงแล้ว การตัดสินใจต่อสัญญาเช่าออกไป น่าจะถือเป็น The Best Solution หรือ "ทางเลือก" ที่ดีที่สุด

โดยมี "บรรทัดฐาน" สำคัญ ที่ให้ "น้ำหนัก" กับการประเมินอนาคต "มูลค่าหุ้น" มาก่อนเหตุผลอื่น

บันเทิงขยายความว่า ในกรณีทางเลือกที่ "ไม่ต่อสัญญา" ออกไป แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบให้ "มูลค่าหุ้น" ลดลง แต่ถ้ากรณีเลือกที่จะ "ต่อสัญญา" กำไรที่ได้จะทำให้หุ้นของเรามีค่าเพิ่มขึ้นกี่บาท

"การทำธุรกรรมอะไรก็ตาม เราจะมองว่าเมื่อทำไปแล้ว มันทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นมั้ย?"

พร้อมยกสมมติฐานว่า ในกรณีที่บริษัทสามารถปรับขึ้นค่าเช่าพื้นที่ เพิ่มขึ้น 3% ต่อปี ด้วยอัตราการเช่า 98% ของพื้นที่ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการต่อสัญญา เมื่อคิดคำนวณออกมาเป็น Net Present Value (มูลค่าปัจจุบัน) แล้ว จะทำให้ Book Value ของหุ้น MBK มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 24 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 3,349 ล้านบาท

และในกรณีที่สามารถขึ้นค่าเช่าได้ถึง 5% ต่อปี Book Value จะเพิ่มขึ้นอีก 47.93 บาทต่อหุ้น หรือ 6,648 ล้านบาท อันนี้คือหักภาษีแล้ว แต่ถ้าหากปรับขึ้นค่าเช่าไม่ได้เลย กรณีนี้จะส่งผลกระทบให้มูลค่าหุ้น "ลดลง" 2.9 บาทต่อหุ้น

"ราคาหุ้นจะบวกเพิ่มขึ้นไปเป็นเท่าไหร่ ก็แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มค่าเช่าได้เท่าไหร่ ถ้าเพิ่มได้ 5% มูลค่ามันก็จะเพิ่มอีก 47.93 บาท ถ้าคิดคร่าวๆ ในอนาคตตัวเลข (Book Value) มันก็จะกลายเป็นร้อยกว่าบาท...

นี่คือการเทียบว่าจะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำ (ต่อสัญญา) ก็ "ติดลบ" แน่นอน แต่ถ้าทำ มันก็มีโอกาสทั้งติดลบและทั้งเป็นบวก แต่สมมติว่าถ้ามันติดลบ เราก็คิดว่ามันติดลบไม่มาก" บันเทิงอธิบายถึง "สมการ" วิธีคิด...

มูลค่าราคาหุ้นที่ประเมินนี้ ยังไม่รวมถึง "ผลตอบแทน" จากโครงการใหม่ๆ ในอนาคต ที่ MBK กำลังเร่งขยายฐานรายได้ออกไป โดยเฉพาะธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมและการท่องเที่ยว

บันเทิงบอกว่า ตัวเลขของที่ปรึกษาการเงิน เป็นแค่ "ตัวเลข" ที่ใช้ในการเจรจากับทางจุฬาฯ แต่ในการตัดสินใจ เรามี "ตัวเลขในใจ" ของเราอยู่แล้ว พร้อมยอมรับว่า ความไม่แน่นอนที่สำคัญ ก็คือ บริษัทจะสามารถเพิ่มค่าเช่าได้ในอัตราเท่าไร? ในอดีตเราอาจเพิ่มค่าเช่าได้ในอัตราที่ดี..แต่มองไปข้างหน้าแล้ว จากหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความอิ่มตัวของระดับราคาค่าเช่าที่ "สูง" พอสมควร และการแข่งขันที่สูง

"ตัวเลขค่าเช่าเพิ่มขึ้น 3% ถือเป็นเป้าที่เราคาดว่า "เป็นไปได้" ภายใต้สถานการณ์ความวุ่นวาย และตัวแปรความเสี่ยงของการก่อการร้าย ความรุนแรงทางภาคใต้ แต่เราพยายามที่จะทำให้ได้มากกว่านี้"

อย่างไรก็ตาม บันเทิงยอมรับว่า ผู้ถือหุ้นอาจจะต้อง "ทำใจ" ว่า หลังสัญญาเช่าเดิมสิ้นสุดลง ศูนย์การค้า MBK Center อาจจะไม่ใช่แหล่งรายได้ที่จะทำให้บริษัทเติบโตในด้านกำไรเช่นอดีต...

"แต่เรามั่นใจว่าจากธุรกิจใหม่ที่เรากำลังขยายโครงการออกไป จะทำให้เกิดการเติบโตด้านกำไรใหม่ๆ เข้ามาทดแทนได้"

โปรดติดตามอ่าน The Best Solution ของ "บันเทิง ตันติวิท" ตอน 2 ในสัปดาห์หน้า






« Reply #106 เมื่อ 01/07/2007 , 14:19:59 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

The Best Solution ของ "บันเทิง ตันติวิท" (2)

ไม่เพียงแต่ธุรกิจของ MBK เท่านั้นที่ "กลุ่มธนชาต" เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และกำลังเผชิญกับ "ความท้าทาย" รอบใหม่ แต่ปีนี้ "กลุ่มธนชาต" ภายใต้การนำของ "บันเทิง ตันติวิท" ก็มีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับแวดวงการเงิน


ภายหลังการเดินเกม ดัน ธนาคารธนชาต (TBANK) ขึ้นเป็นธุรกิจ "ด่านหน้า" ด้วยการเปิดทาง จับมือกับพันธมิตร ธนาคารโนวาสโกเทีย จากประเทศแคนาดา เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 24.99% และมีแผนจะเพิ่มการถือหุ้นเป็น 49% ในอนาคต พร้อมทั้ง "เพิกถอน" TBANK ออกจากตลาดหลักทรัพย์ โดย บมจ.ธนชาต (TCAP) บริษัทแม่ ตั้งเป้าลดสัดส่วนหุ้นลงจาก 99.36% เหลือไม่ต่ำกว่า 51%

ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่ม เมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จากเดิมที่ บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) มีสถานะเป็นบริษัทแม่ (Holding Company) และมีบริษัทในเครือภายใต้แบรนด์ "ธนชาต" แบ่งสายเป็นธุรกิจ ธนาคาร หลักทรัพย์ ประกัน บริหารสินทรัพย์ และธุรกิจเช่าซื้อและลิสซิ่ง

ปัจจุบัน โครงสร้างธุรกิจใหม่ของ "กลุ่มธนชาต" ได้ลดบทบาทลงอย่างชัดเจน โดยโอนขายหุ้นในเครือ 8 บริษัท อาทิเช่น บล.ธนชาต, ธนชาตประกันภัย, ธนชาตกรุ๊ป ลีสซิ่ง ย้ายไปอยู่ภายใต้ธนาคารธนชาต เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ขยายแนวรบในธุรกิจแบงก์อย่างเต็มรูปแบบ

คงเหลือไว้แต่ "ธุรกิจบริหารสินทรัพย์" 2 แห่ง คือ บบส.เอ็น เอฟ เอส และ บบส.แม็กซ์ ที่ยังถือหุ้นไว้อยู่เช่นเดิม...

บันเทิง ในฐานะประธานกรรมการ TCAP และ TBANK ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางยุทธศาสตร์การเดินเกมของ "กลุ่มพลังการเงินมุมมองใหม่" อย่าง "ธนชาต" ว่า ในส่วนธุรกิจธนาคารพาณิชย์ อยู่ระหว่างรอ "ไฟเขียว" จากแบงก์ชาติ โดยขอให้ "โนวาสโกเทีย" สามารถเข้ามาถือหุ้นใน TBANK ได้ในสัดส่วน 49%

บันเทิงบอกว่า ตอนนี้ อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะประเมินถึง "มูลค่าทางธุรกิจ" ภายหลังการจับมือกับพันธมิตรใหม่ แต่แน่นอนว่าสเต็ปก้าวหลังจากนี้ เมื่อสองแบงก์อย่าง TBANK กับโนวาสโกเทีย มาผนึกจุดแข็งของ 2 องค์กรร่วมกันแล้ว การทำธุรกิจของเราก็จะต้องเป็น "เชิงรุก" และ Aggressive มากขึ้น

"ตอนนี้ ทางโนวาสโกเทียก็ค่อนข้างแอคทีฟที่จะเข้ามาช่วยเรา ในด้านสินเชื่อรถยนต์ที่ธนาคารธนชาตเราโดดเด่นอยู่แล้ว ก็จะทำให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ทางโนวาสโกเทียจะเข้ามาช่วยเราในด้าน Corporate Lending หรือการปล่อยกู้ให้กับลูกค้าองค์กรใหญ่ๆ รวมถึงด้าน Treasury ที่เราน่าจะเข้าไปทำได้มากขึ้น เพราะเงินเราจะเหลือเยอะ"

ที่สำคัญ คือ การเข้ามาของแบงก์โนวาสโกเทีย ในระยะยาวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ฝากเงิน และส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของ TBANK น่าจะลดต่ำลงได้ในอนาคต

"แต่ตอนนี้ เราก็ยังให้ดอกเบี้ยสูงกว่าที่อื่นอยู่ เพราะยังอยากขยายลูกค้า แต่เมื่อถึงระดับหนึ่ง เราก็ไม่จำเป็นต้องให้ดอกเบี้ยสูงกว่าที่อื่นมากมาย"

ส่วนทิศทางของบริษัทแม่ บมจ.ทุนธนชาต ในฐานะ "Holding Company" ของกลุ่มบันเทิง บอกว่า ตอนนี้ ยังอยู่ระหว่างวางแผนว่า "เม็ดเงิน" ที่ได้จากการขายหุ้น TBANK ออกไป และการโอนหุ้น 8 บริษัทย่อยให้กับ TBANK จะนำไปต่อยอดลงทุนอย่างไร...และมองว่าโอกาสที่ "โนวาสโกเทีย" จะเข้ามาถือหุ้นเพิ่มเป็น 49% คงไม่เกิดขึ้นในทันที แต่อาจจะเป็นในอนาคต ระยะปานกลาง

"ภาพของตัวแม่ ค่อนข้างจะพูดยาก เพราะขึ้นอยู่กับว่า โนวาสโกเทีย จะเข้ามาถือหุ้นในธนาคารธนชาตเท่าไหร่ ถ้าเข้ามาถือได้แค่ 24.9% เราก็จะมีเงินเหลือระดับหนึ่ง แต่ถ้าเข้ามาถือหุ้นที่ 49% เราก็จะมีเงินเหลือมากขึ้น การบริหารเงินก็จะท้าทายมากกว่า"

เบื้องต้น บันเทิงประเมินตัวเลขคร่าวๆ จากเม็ดเงินทั้งหมด 7.1 พันล้านบาทที่โนวาสโกเทียจะใส่เข้ามานั้น ประมาณ 4 พันกว่าล้านบาท จะเป็นส่วนของ TBANK และที่เหลือประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท จะเป็นส่วนที่ TCAP จะได้รับ

ทั้งนี้ เมื่อบวกรวมกับเม็ดเงินจากการขายบริษัทลูก 8 แห่งไปให้ TBANK หลังหักภาษีที่เหลืออีกประมาณ 3 พันกว่าล้านบาท จึงเท่ากับตอนนี้ TCAP จะได้ "เงิน" มาราวๆ 5 พันกว่าล้านบาท ซึ่งหลังจากหักภาษี เคลียร์หนี้เรียบร้อย รวมๆ แล้วก็น่าจะมีเงินมากกว่า 4 พันล้านบาท

"เงิน 4 พันล้านบาท สำหรับเรามันนิดเดียว สำหรับตัวโฮลดิ้ง (TCAP) ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดหลักเกณฑ์ของแบงก์ชาติพอสมควร โอกาสที่จะเอาไปลงทุนในหุ้นอื่นๆ เหมือนกับที่เข้าไปถือหุ้นใน MBK ก็เป็นไปได้ แต่มีข้อจำกัดว่าต้องมีสัดส่วนไม่เกิน 10% ในด้านธุรกิจบริหารหนี้เสียที่มีอยู่ ถ้ามีโอกาสเราก็จะซื้อหนี้เสียมาบริหารมากขึ้น"

บันเทิงอธิบายเหตุผลที่ขายหุ้น TBANK ออกไปว่า ต้องเข้าใจว่าการเติบโตของธุรกิจแบงก์ มันต้องการ "เงิน" ถ้าแบงก์ยิ่งเติบโตดี ถ้าเรายังคงถือหุ้นไว้เกือบ 100% ก็ต้องมีภาระในการ "เพิ่มทุน" ผู้ถือหุ้นก็คงไม่ค่อยชอบ แต่การที่เราขายหุ้นออกไปบางส่วน ภาระในการเพิ่มทุนเกือบจะไม่จำเป็นเลย

มือการเงินรุ่นเก๋ายังอุบไต๋ไม่ยอมบอกว่า ตัว "ทุนธนชาต" จะรุกไปทางไหนชัดเจนหลังจากนี้ เขาบอกเพียงว่า ตอนนี้ยังไม่อยากคิดอะไรล่วงหน้านานเกินไป บอกได้เพียงว่าไฮไลต์ต่อไปจะให้ "ธนาคารธนชาต" เป็นเสมือน "เรือธง" ของกลุ่ม ยังไงก็จะส่งผลดีมาที่ "ตัวแม่" ที่เป็น Holding ในท้ายที่สุด

----------------------------------------------





« Reply #107 เมื่อ 01/07/2007 , 14:21:25 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เปิดตัว Generation E "ลีสวัสดิ์ตระกูล"

ถ้าเอ่ยชื่อ บมจ.มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ คนในวงการเหล็กเท่านั้นที่รู้จัก แต่หากเอ่ยถึงนามสกุล "ลีสวัสดิ์ตระกูล" คนส่วนใหญ่จะรู้จักกันดี


"นามสกุลเหมือนเป็น "ชนักติดหลัง" ในการทำธุรกิจ ผมไม่ต้องการให้ใครมองว่าที่ก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้ อยู่ภายใต้ร่มเงา "ลีสวัสดิ์ตระกูล" เพราะที่ผ่านมาคุณลุง (สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล) กับคุณพ่อ (สมภพ ลีสวัสดิ์ตระกูล) ทำธุรกิจเหล็กแตกต่างกัน คุณลุงมุ่งต้นน้ำ ส่วนของคุณพ่อเน้นทำปลายน้ำ เราไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งใดๆ นอกจากการเป็นคู่ค้าทางธุรกิจกัน" สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล "Generation E" หรือ Generation Entrepreneur หนุ่มเจ้าของธุรกิจ วัย 29 ปี รีบแจกแจง

สิทธิชัย ในฐานะ "กรรมการผู้จัดการ" บมจ.มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กเส้นก่อสร้าง และรูปพรรณ มีเป้าหมายที่จะนำบริษัทแห่งนี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในปี 2550 นี้ ซึ่งเขาไม่ต้องการ "วัดรอยเท้า" บมจ.จี สตีล ของลุง "สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล" แต่ต้องการสร้างทางเดินที่เป็น "ต้นแบบ" ของตนเอง

ทายาทรุ่นที่ 3 ตระกูลลีสวัสดิ์ตระกูล กล่าวว่า ที่จริง ทุกอณูในสายเลือดของตนเองผูกพันกับธุรกิจค้าเหล็กมาตลอด แต่เพิ่งมีโอกาสเข้ามาสัมผัสอย่างจริงจัง เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา

โดยเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้บริษัทของครอบครัวที่ทำธุรกิจค้าเหล็ก ซึ่งมีอยู่ 7-8 บริษัท เพราะหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 เป็นต้นมา ธุรกิจของคุณพ่อ "สมภพ ลีสวัสดิ์ตระกูล" ต้องแบกรับภาระหนี้สิน 4,000-5,000 ล้านบาท

สิทธิชัย ซึ่งจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ จาก Berkeley มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และจบปริญญาโทด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยวอวิค ประเทศอังกฤษ บอกว่า วิชาที่เรียนมาได้นำมาใช้แก้ปัญหาให้กับครอบครัว ซึ่งตนเองได้เสนอไอเดียให้ "ควบรวม" บริษัทย่อยทั้งหมดให้เป็นแพ็คเดียวกัน ภายใต้ชื่อ มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ เพราะจะง่ายต่อการบริหารงาน

รวมทั้งได้เข้ามาวางระบบงานให้เข้ากับยุคสมัย นำหลักคิดกระจายอำนาจการบริหารให้ทุกคนมีสิทธิเป็นเจ้าของบริษัททั่วถึงกัน และจะเลือกลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันเท่านั้น ซึ่งต่างจากรุ่นคุณปู่ คุณพ่อ ที่ใช้ระบบกงสี โดยเน้นขยายสินทรัพย์ให้มีมูลค่าสูงๆ ลงทุนสะเปะสะปะ ไม่มีวินัยทางการเงิน และให้อำนาจจัดการกับคนเพียง 1-2 คน

ขณะเดียวกัน ก็จะให้ความสำคัญกับการสร้างตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อก้าวให้ทันคู่แข่ง ที่ปัจจุบันมีอยู่ในตลาดหุ้นแล้วหลายบริษัท เช่น บมจ.บางสะพานบาร์มิล, บมจ.ริช เอเซีย สตีล และ บมจ.เอเซีย เมทัล เป็นต้น

ผู้บริหารหนุ่มวัย 29 ปี ยังบอกด้วยว่า ช่วงที่เข้ามาบริหารงานอย่างเต็มตัว ได้ไปขอคำแนะนำจากคุณลุง "สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล" เพราะเผชิญวิกฤติมาเหมือนกัน และเข้าไปขอคำปรึกษาจาก "กูรู" ในวงการนี้ อาทิเช่น ชำนิ จันทร์ฉาย จากนั้นก็ได้กู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 500 ล้านบาท มาลงทุนจนประสบผลสำเร็จ

สิทธิชัยบอกถึงเป้าหมายของตนเองว่า เป้าหมายแรก คือ การนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น คาดว่าจะขายหุ้นไอพีโอ 100 ล้านหุ้น ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ โดยมีเป้าหมายนำเงินไปชำระหนี้ระยะสั้น 1,000 ล้านบาท เพื่อลด D/E ลงจาก 3 เท่า ให้เหลือ 1 เท่ากว่า

เป้าหมายต่อมา คือ การทำตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อรองรับการ "ควบรวมกิจการ" กับบริษัทเหล็กต้นน้ำ (สัญชาติไทยรายหนึ่ง) ที่จะเกิดขึ้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า หลังจากนั้นก็จะลงทุนทำโครงการลดความสูญเสีย และเพิ่มมูลค่าให้สินค้า (Economic Value Added) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมาร์จินให้สูงขึ้นกว่า 1 เท่าตัว จากปัจจุบันเหล็กเส้นก่อสร้างและเหล็กรูปพรรณ มีมาร์จินเพียง 7-8% รวมถึงจะช่วยเพิ่มกำไรสุทธิได้ปีละ 100-200 ล้านบาท

“วันนี้เราได้ทยอยลงทุนในโครงการดังกล่าวไปบ้างแล้ว 20-30% คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 ปีข้างหน้า”

เป้าหมายขั้นต่อไป ภายใน 4 ปีข้างหน้า ต้องการให้บริษัทมีรายได้แตะ 8,000 ล้านบาท หรือเติบโตปีละ 20% ภายใต้แนวทางการขยายกำลังการผลิตปีละ 20% จากปัจจุบันที่เดินเครื่องอยู่ 180,000 ตันต่อปี (กำลังการผลิตรวม 500,000 ตันต่อปี) รวมถึงจะมียอดส่งออกสินค้า 5% จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 3%

ทายาทหนุ่มตระกูลลีสวัสดิ์ตระกูลรายนี้ ยังบอกอีกว่า ตนเองยังมีแผนเจาะตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดรถยนต์และเฟอร์นิเจอร์ เพราะมีมาร์จินสูงถึง 10-12% ดังนั้นภายใน 2-3 ปีข้างหน้า อาจเห็นสัดส่วนรายได้จากเหล็กเส้นก่อสร้างและเหล็กรูปพรรณ อยู่ในระดับ 50:50 จาก 60:40 ในปัจจุบัน

"ปีนี้ เราตั้งเป้าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 120 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 67 ล้านบาท เพราะในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิแล้ว 36 ล้านบาท และมีรายได้เติบโต 20-30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,700 ล้านบาท ดังนั้นนักลงทุนที่ซื้อหุ้นไอพีโอจะได้รับเงินปันผลงวดปี 2550 ซึ่งเรามีนโยบายจ่ายเงินปันผล 40% ของกำไรสุทธิ"

ผู้บริหารหนุ่มรายนี้คุยปิดท้ายว่า แม้แผนลงทุนใหญ่ จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่การที่บริษัทมีค่าเสื่อมที่ยังไม่ตัดจ่าย 60-70 ล้านบาท กำไรสะสม 60 ล้านบาท และมีสินค้าที่หลากหลาย จะเป็นตัวโชว์ว่าบริษัทมีของดีอยู่ในมือ

















« Reply #108 เมื่อ 01/07/2007 , 15:10:06 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

ทางเลือกใหม่เพื่อเพิ่มรายได้จากการลงทุน

ดารบุษป์ ปภาพจน์ darabusp@primavest.com

ช่วงนี้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินค่อนข้างผันผวน ในขณะที่ตลาดหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างก็เคลื่อนไหวในลักษณะที่คาดเดาได้ยาก ทำให้ผู้อ่านท่านหนึ่งถามมาว่ามีการลงทุนใดอีกบ้างที่ช่วยให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับกระแสเงินสดเป็นประจำ คำถามนี้จะตอบง่ายๆ หรือจะให้ยากก็ได้ค่ะ เพราะในฐานะผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนจะต้องทราบถึงระดับความเสี่ยงที่แต่ละท่านสามารถรับได้รวมถึงระยะเวลาที่ผู้ลงทุนสามารถนำเงินไปลงทุนโดยไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องใช้เงินก้อนดังกล่าว

ถ้าให้ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ถ้ามีเงินเย็นและรับความเสี่ยงได้น้อย ก็ต้องเลือกลงทุนโดยตรงในเงินฝากระยะยาวหรือตราสารหนี้ระยะยาว (ประมาณ 3-5 ปี) ที่ให้ดอกเบี้ยเป็นประจำทุก 3 เดือนหรือ 6 เดือน เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ลงทุนจะได้รับในขณะนี้จะอยู่ในระดับที่ต่ำมากไม่เกิน 3% ต่อปี

ผู้ที่มีเงินเย็นและรับความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาได้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ที่มีผลประกอบการดี เพื่อให้ได้เงินปันผลเป็นประจำนั้นถือเป็นทางเลือกหนึ่งเช่นกัน โดยบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งได้คาดการณ์อัตราเงินปันผลของหุ้นไทยไว้ที่ประมาณ 4% ต่อปี ซึ่งหลายคนโดยเฉพาะผู้ที่คุ้นชินกับการฝากเงินก็อาจมองว่าผลตอบแทนในระดับนี้ต่ำเกินไปเมื่อแลกกับการต้องเผชิญความผันผวนของราคาหุ้นไม่ว่าในระยะสั้นและระยะยาว

ในอดีตดูเหมือนทางเลือกของนักลงทุนที่จะได้มาซึ่งกระแสเงินสดเป็นประจำนั้น จำกัดอยู่เพียงการลงทุนใน 2 รูปแบบข้างต้น แต่ด้วยนวัตกรรมทางการเงินที่ไม่เคยหยุดนิ่งได้เข้ามามีบทบาทในการสร้างรูปแบบการลงทุนใหม่ๆเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับกระแสเงินสดในอัตราที่น่าพอใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงทุนเหล่านี้อันที่จริงแล้วเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากว่า 30 ปี แต่จำกัดอยู่ในหมู่เฉพาะนักลงทุนสถาบันหรือบุคคลรายใหญ่เท่านั้น จนกระทั่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้เองที่ผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศเริ่มที่จะนำกลยุทธ์เหล่านี้มาใช้ในการจัดการกองทุนรวมเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับกองทุน พร้อมทั้งเป็นกลไกรองรับความเสี่ยงด้วยในตัว

ตัวอย่างของกลยุทธ์การลงทุนหนึ่งคือ การทำธุรกรรมเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับกองทุนที่ลงทุนในหุ้น โดยกองทุนจะทำการขายสิทธิที่จะซื้อหุ้น ในหุ้นที่กองทุนถือครองอยู่เพื่อให้ได้รายได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งในทางเทคนิคเรียกว่าการทำ Covered Call Option การทำเช่นนี้จะช่วยให้กองทุนมีรายได้หลักจาก 2 ทางด้วยกันค่ะ คือ 1) เงินปันผลจากหุ้น และ 2) รายได้จากค่าธรรมเนียมการขายสิทธิ

จากข้อมูลของ MSCI ประมาณการเงินปันผลของหุ้นชั้นดี โดยเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ในระดับประมาณ 2.5-3.0% ต่อปีในขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียมการขายสิทธินั้นอยู่ในระดับประมาณ 5-9% ต่อปี ซึ่งเมื่อรวมแล้วกองทุนมีโอกาสที่จะได้รับกระแสเงินสดประมาณ 7-12% ต่อปี ซึ่งถือว่าอยู่ในอัตราที่น่าพึงพอใจไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลยุทธ์นี้ต้องมีการลงทุนในหุ้น เพื่อพร้อมให้มีหุ้นส่งมอบเสมอ (หากราคาหุ้นขึ้นไปอยู่ในระดับที่ดึงดูดให้ผู้ซื้อสิทธิทำการซื้อหุ้นในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า) ดังนั้น ผู้ลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวจะต้องสามารถรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้หากผู้ลงทุนมั่นใจในหุ้นที่กองทุนนั้นๆ ถืออยู่ว่าเป็นหุ้นมีคุณภาพดี และราคาหุ้นมีโอกาสที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ในระยะยาวก็จะช่วยบรรเทาความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในระยะสั้นลงได้

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนวัตกรรมทางการเงินมีส่วนช่วยตอบโจทย์ที่ผู้ลงทุนต้องการได้มากขึ้นแต่ในขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนเองจะต้องให้ความสำคัญในการเรียนรู้แนวความคิดหลักของผลิตภัณฑ์เพื่อให้แน่ใจว่าผลตอบแทนและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์นั้นๆ เหมาะสมกับความต้องการและข้อจำกัดของเราหรือไม่ค่ะ




« Reply #109 เมื่อ 01/07/2007 , 15:12:58 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Money Clinic

ลูกฟุ่มเฟือย...แม่ทำยังไงดี

Q....ดิฉันชื่อดวงดาวค่ะ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งค่ะ บอกตามตรงว่ารายได้แต่ละเดือนก็ไม่ได้เยอะอะไรมากมาย แถมยังผ่อนบ้านไม่หมด ปัญหาคือทำอย่างไรดีจึงจะให้ลูกสาวที่กำลังวัยรุ่นอายุ 18 ปีรู้จักใช้เงินอย่างประหยัดบ้าง เพราะลูกสาวใช้เงินฟุ่มเฟือยเหลือเกิน ดิฉันพยายามแนะนำและตักเตือนแล้ว แต่ลูกยังซื้อเสื้อผ้าเป็นว่าเล่น อยากได้กระเป๋าใบใหม่ตามแฟชั่นตลอด จนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ

A.....คุณดวงดาวคะ ในสังคมที่เป็นวัตถุนิยมอย่างทุกวันนี้ ทุกคนต่างพยายามไขว่ขว้า อยากมีเงินมากๆ อยากมีบ้านหลังใหญ่ รถคันโต ร่ำรวยอย่างคนอื่น เราจะสอนเด็กๆของเราอย่างไรเรื่องการใช้เงินอย่างประหยัดและมีเหตุผล เห็นคุณค่าของเงิน เห็นความสำคัญของการเก็บออมให้เป็นลักษณะนิสัยที่ติดตัวไปตลอด

@แม่เป็นตัวอย่างการใช้เงินของลูก

แม่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะสอนลูกเรื่องการใช้เงิน เด็กๆจะสังเกตพฤติกรรมการใช้เงินของพ่อแม่ตลอดเวลา ลูกๆจะฟังเรื่องงาน เงิน และการลงทุนของพ่อแม่ วิธีการจัดสรรเงินของคุณมีผลอย่างมากต่อทัศนคติเรื่องการเงินของลูกเมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ คนเป็นพ่อแม่จะรู้ตัวหรือไม่ว่าคุณเป็นครูที่สอนลูกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเรื่องการใช้เงิน ไม่ใช่ด้วยการแนะนำสั่งสอน แต่เป็นการปฏิบัติให้ลูกดูเป็นประจำ คุณดวงดาวอยากสอนลูกเรื่องการประหยัดเงิน

วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือให้เขาบริหารเงินของเขาเอง เช่นปกติคุณให้เงินลูกใช้อย่างไร อาจจะเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนก็แล้วแต่ คุณต้องสอนให้เขาแบ่งเงินเป็นส่วนๆ ใช้จ่ายเท่าไร เก็บออมเท่าไร ถ้าลูกบอกเงินไม่พอใช้ แทนที่คุณจะหยิบเงินให้ลูก คุณอาจจะมอบหมายงานในบ้านให้ทำ แล้วจ่ายเงินให้ลูกเป็นค่าจ้าง เท่ากับคุณสอนเขาเรื่องค่าของการทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินเป็นค่าตอบแทน ลูกจะไม่คิดว่าพ่อแม่เป็นตู้เอทีเอ็ม ที่มีเงินสดไหลออกมาจากเครื่องทุกครั้งที่สั่ง แต่เงินมาจากการทำงาน

เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่ต้องออกจากบ้านทุกวันไปทำงาน เพื่อได้เงินมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในบ้าน เป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการสอนลูกเรื่องการหาเงิน ใช้เงิน และการเก็บออม กว่าลูกจะได้ซื้อกระเป๋าใบใหม่ตามแฟชั่น ลูกต้องทำงานหาเงินมาซื้อ หรือเก็บค่าขนมเป็นค่ากระเป๋าใบนั้น เด็กจะเห็นคุณค่าของเงินที่หามาเองหรืออุตส่าห์เก็บออมกว่าจะได้เงินไปซื้อหามา

@ให้ลูกมีส่วนในเรื่องการเงินภายในบ้าน

คุณดวงดาวอาจจะหาเวลานั่งคุยกับลูกเรื่องการเงินภายในบ้าน คุณบอกว่ารายได้แต่ละเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร ลองเอาเอกสารการเงินต่างๆ ในบ้านออกมาให้ลูกดู เริ่มจากรายได้ของครอบครัว เอาสลิปเงินเดือนให้ดูว่ารายได้ต่อเดือนของครอบครัวคุณเป็นเท่าไร คุณบริหารการเงินของคุณเองอย่างไร แบ่งเงินเป็นกี่ส่วน บิลค่าใช้จ่ายต่างๆ และสเตทเมนท์จากธนาคารค่าผ่อนบ้านเดือนละเท่าไร ครอบครัวคุณมีเงินเหลือเก็บเดือนละเท่าไร นำไปลงทุนอย่างไรหรือไม่ ในจำนวนเท่าไร ให้ลูกได้เห็นและรับทราบว่าคุณเองมีภาระเรื่องค่าใช้จ่ายมากมายภายในบ้าน ลูกสาวอายุ 18 โตพอที่จะรับรู้ และเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการเงินของครอบครัว

@อิทธิพลของเพื่อนและสื่อโฆษณา

แน่นอนเพื่อนและสื่อโฆษณามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของลูกเป็นอย่างมาก ลูกของเราอยากมีอยากได้วัตถุสิ่งของที่เห็นเพื่อนๆ มีกัน หรือสื่อโฆษณาที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้เงินของเราทุกวันนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อลูกอยู่ในวัยขนาดนี้ เขาอยากเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น อยากตัดสินใจด้วยตัวเองมากกว่าฟังพ่อแม่ คุณอาจจะบอกเขาว่าส่วนหนึ่งของการโตเป็นผู้ใหญ่ ที่สามารถตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองได้คือรู้จักแยกแยะว่าสิ่งใดผิดถูก สามารถบอกตัวเองได้ว่าความพอดีพอเหมาะอยู่ตรงไหน เพราะไม่ว่าอิทธิพลของเพื่อนหรือสื่อจะมากขนาดไหน คนเป็นพ่อแม่ก็ยังเป็นคนที่มีความสำคัญสูงสุดในการสอนและเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องการใช้เงิน และการเก็บออม

แบบฝึกหัดต่อไปคือสอนให้ลูกมีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นในเรื่องการใช้เงิน นอกเหนือจากเสื้อผ้าหรือกระเป๋าใบใหม่ คุณดวงดาวเองจะช่วยลูกเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เขาต้องการ แต่ลูกเองก็ต้องช่วยตัวเองก่อน เขาอาจจะต้องยอมไม่ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เพื่อเก็บเงินเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น เพราะนั่นคือวินัยและความรับผิดชอบในเรื่องการหาเงิน การใช้เงิน การเก็บเงิน และการลงทุนของผู้ใหญ่แบบเราๆ




« Reply #110 เมื่อ 01/07/2007 , 15:13:57 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance

"อดิศร เสริมชัยวงศ์"

สร้างวินัยผ่านเครื่องมือบังคับออม


เราเชื่อว่าถ้าคุณเก็บ คุณออมจนมีอิสระในชีวิตที่คุณจะตัดสินใจทำอะไรได้ในชีวิตของคุณเอง เลือกใช้ชีวิตในทิศทาง ในหนทางที่คุณสามารถที่จะรับได้ มีความสุขกับมันได้เมื่อไร ตรงนั้นคือจุดเป้าหมายที่คุณถึงแล้ว

***************

ในฐานะของผู้บริหาร "อดิศร เสริมชัยวงศ์" กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ ถือว่าเป็นผู้บริหารที่เปี่ยมด้วยศักยภาพและความสามารถคนหนึ่งของอุตสาหกรรมกองทุนรวมเลยทีเดียว โดยเขาสามารถทำให้บลจ.ไทยพาณิชย์ก้าวขึ้นมาเป็นบลจ.ที่มีขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในปัจจุบัน เมื่อต้องมาบริหารจัดการเงินออมและเงินลงทุนส่วนตัวเขาจะทำอย่างไร

อดิศร บอกว่า เรื่องแรกที่ทำอยู่ประจำคือดูรายได้ รายจ่าย ซึ่งในส่วนของรายจ่ายนั้นจะมีรายจ่ายประจำที่รู้เลยว่าเดือนหนึ่งมีเท่าไรเป็นรายจ่ายหลักๆ ได้แก่ ค่าผ่อนที่ดิน ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายในบ้าน เงินที่ให้พ่อแม่ที่เกษียณแล้ว ตรงนี้รู้แน่นอนและเป็นรายจ่ายที่ลดไม่ได้

นอกจากนี้ ก็จะมีค่าใช้จ่ายอีกก้อนซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายจุกจิกเรื่องของการทานข้าวนอกบ้าน ซื้อข้าวของเบ็ดเตล็ดพวกหนังสือและแมกกาซีนที่ชอบบ้าง หรือใช้เอ็นเตอร์เทนบ้าง แต่ละเดือนก็เป็นค่าใช้จ่ายที่มีพอสมควรเหมือนกัน แต่ตรงนี้ก็พยายามจะคุมไม่ให้มากจนเกินไปนัก ปกติค่าใช้จ่ายส่วนตัวจะใช้บัตรเครดิต บัตรเครดิตนี้ข้อดีคือสะดวก ข้อเสียคือรูดเพลิน สิ่งที่พยายามจะทำคือพยายามจะเก็บว่าเราใช้จ่ายไปเท่าไร อย่างไร แล้วดูเทียบกับสิ่งที่เราควรจะใช้ ตั้งใจจะใช้ในแต่ละเดือน

"เมื่อดูรายรับ ดูรายจ่าย แล้วตัดส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายออกไปแล้ว ก็จะดูเงินส่วนที่เหลือซึ่งเป็นเงินออม ใน 100% ของเงินออมนั้น ประมาณ 65-70% จะเป็นการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ดิน กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) แล้วก็ประกันชีวิต ที่เหลืออีก 30-35% จะเป็นเงินส่วนที่ลงทุนได้ ซึ่งจะอยู่ในกองทุนตราสารตลาดเงินและเงินฝากระยะยาวของธนาคารพาณิชย์อย่างละครึ่ง"

สำหรับเงินออมส่วนแรกที่เป็นเงินออมระยะยาวผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น อดิศร บอกว่า เป็นโชคดีที่ได้มาร่วมงานกับองค์กรที่มีมุมมองก้าวไกลในเรื่องการออมของพนักงาน ซึ่งบริษัทหักเงินสะสมส่วนนี้ค่อนข้างเยอะ 10% แล้วบริษัทก็สมทบให้อีก 10% เพราะฉะนั้นแต่ละเดือนก็จะถูกบังคับเก็บไปแล้ว 20% ของรายได้ ที่เป็นการออมระยะยาวผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเงินสะสมส่วนนี้ยังสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้อีกเหมือนกับกองทุน RMF และกองทุน LTF

การที่มี 20% เป็นเงินออมระยะยาวซึ่งถือว่าโชคดีมาก ทำให้เขาไม่ต้องคิดถึงเรื่องออมมากมายเหมือนกับคนอื่นที่ยังไม่มีตรงนี้ สำหรับใครที่ยังไม่มีการออมระยะยาวผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตรงนี้ควรจะรีบไปเรียกร้องให้นายจ้างเพิ่มสวัสดิการตรงนี้ให้ เพราะตรงนี้เป็นการสร้างนิสัยในการออมที่ดี แล้วเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งนายจ้างให้กับพนักงาน

"เงินส่วนที่สองก็ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่ดิน เพราะปัจจุบันตัวเองพักอาศัยอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่ จึงซื้อที่ดินเก็บเอาไว้ไม่มากนักประมาณ 3 แปลงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เผื่อในอนาคตตัวเองอายุมากขึ้น อาจจะออกไปอยู่ทำไร่ทำสวนหรืออาจจะเบื่องานปัจจุบันก็อาจจะอยู่อย่างพอเพียง ปลูกผัก ใช้ชีวิตง่ายๆ ตามชนบท หรือเก็บเอาไว้เป็นมรดกตกทอดให้กับลูกทั้ง 2 คนจะได้มีที่ทางเป็นของตัวเอง"

อดิศร มองว่า ที่ดินและที่อยู่อาศัยถือเป็นการออมระยะยาวที่ดีมากอย่างหนึ่ง มูลค่าของที่ดินนอกจากจะเพิ่มขึ้นทุกวันๆ แล้ว การที่คุณซื้อที่ด้วยการไปกู้เงินใช้สินเชื่อซื้อบ้าน ซื้อที่อยู่อาศัยโดยการใช้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เป็นเรื่องที่คุณมีข้อได้เปรียบมหาศาลเพราะแบงก์ให้เครดิตค่อนข้างมาก คุณขอกู้แบงก์ควักกระเป๋าจ่ายเองอย่างมากก็ 10-20% เท่านั้น วันนี้คุณสามารถที่จะเอาเงินแบงก์ออกมาซื้อที่ไว้ก่อน แล้วค่อยผ่อนส่งปีละ 5-6% ไปเรื่อยๆ 25 ปีก็มี 30 ปีก็มี

จึงอยากจะบอกกับทุกคนที่อยู่ในวัยทำงาน ว่าการออมผ่านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่อยู่อาศัย เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต วันนี้ แทนที่จะคิดถึงเรื่องซื้อรถ แทนที่คิดถึงไปเที่ยวต่างประเทศ ให้คิดถึงเรื่องที่อยู่อาศัยก่อน แล้วพยายามจัดสรรเงินให้มีเหลือเพียงพอที่จะมาผ่อน มาออมกับที่อยู่อาศัยในเบื้องต้นก่อน ถึงเวลาที่คุณแก่ตัวลงแล้วคุณจะเห็นประโยชน์มากมายเลย

"ส่วนที่สามก็จะเป็นการออมผ่านกองทุน RMF และกองทุน LTF ซึ่งกองทุน RMF ที่ลงทุนนั้นเป็นกองทุนหุ้น เพราะเงินออมระยะยาวจากส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นเป็นหุ้นอยู่ประมาณ 20% เท่านั้น ดังนั้นกองทุน RMF และกองทุน LTF ที่เหลือผมจึงลงทุนในหุ้นทั้งหมด แล้วที่ผมมีอีกอย่างคือประกันชีวิต ซึ่งมีเพียงพอถ้าวันนี้ผมเป็นอะไรขึ้นมา อย่างน้อยมีเงินก้อนหนึ่งที่จะออกมาประกันเรื่องการศึกษาของบุตรให้เรียนจบได้ เรื่องการดูแลครอบครัว ถ้าผมเป็นอะไรขึ้นมาคนข้างหลังไม่มีภาระอะไรทั้งสิ้น แถมยังมีเงินเพิ่มเสริมเข้าไปในส่วนนี้อีกด้วย"

สำหรับเป้าหมายในการลงทุนของอดิศร คือ อยากให้มีเงินเก็บสักก้อนหนึ่งที่สามารถที่จะให้ดอกผลเพียงพอที่จะทำให้อย่างน้อย เขาและภรรยาใช้ชีวิตอยู่บนดอกผลนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องเอาเงินต้นออกมาใช้ ซึ่งไม่มีตัวเลขที่แน่นอนในใจ เป้าหมายเราขยับปรับเปลี่ยนได้เรื่อยๆ ขึ้นกับความพอเพียง วันนี้หาเงินได้เยอะ วันนี้มีกำลังเยอะ ก็เก็บเยอะ ถึงเวลาเกษียณแล้วอาจจะได้เงินก้อนใหญ่ ถ้าได้เงินก้อนใหญ่ไลฟ์สไตล์อาจจะดีกว่า แต่ไม่ต้องไปยึดติดกับตรงนั้น อย่าไปฝืนตัวเอง อย่าไปบังคับตัวเอง ทำทุกอย่างให้เต็มที่ทำงานให้เต็มที่ตามกำลังความสามารถของตัวเองที่จะทำได้ แล้วให้มีความสุข สนุกกับงานที่ทำ สมมติว่าหาเงินได้น้อยกว่านี้ เงินเก็บตอนปลายก้อนนั้นอาจจะเล็กลง เป็นเป้าหมายที่มีความยืดหยุ่นพอสมควร

"เราเชื่อว่าถ้าคุณเก็บ คุณออมจนมีอิสระในชีวิตที่คุณจะตัดสินใจทำอะไรได้ในชีวิตของคุณเอง เลือกใช้ชีวิตในทิศทาง ในหนทางที่คุณสามารถที่จะรับได้ มีความสุขกับมันได้เมื่อไร ตรงนั้นคือจุดเป้าหมายที่คุณถึงแล้ว ถามตัวเองก่อนว่าอย่างนี้คุณพอมั้ย คุณมีความสุขมั้ย คนรอบข้างคุณมีความสุขดีอยู่มั้ย แล้วคุณมีอิสรภาพมั้ย ตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ"

อดิศรเชื่อว่าวินัยในการออมจะเป็นกุญแจ ที่นำผู้ลงทุนไปสู่ความสำเร็จในเรื่องของการออมและการลงทุน สำหรับใครที่ไม่ค่อยมีวินัยในการออมก็อาจจะใช้วิธีการที่เป็นแบบกึ่งบังคับออมผ่านเครื่องมือต่างๆ เหมือน พอร์ตการลงทุนของเขาก็ได้












« Reply #111 เมื่อ 01/07/2007 , 15:14:56 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Money Management

เตรียมตัวเพื่อเกษียณแล้วหรือยัง(จบ)

อดิศร เสริมชัยวงศ์ : QBOX@SCBAM.COM

จะใช้ชีวิตหลังเกษียณแบบไหน อันดับแรกคือ ต้องเริ่มที่รายจ่ายก่อนว่า จะมีรายจ่ายต่างๆ อะไรบ้าง ที่เป็นแบบรายเดือน ประจำปี และเผื่อไว้สำหรับฉุกเฉิน ค่ารักษาพยาบาล นอกจากนั้นแล้วสิ่งสำคัญที่หลายๆ คนลืมคิดไปคือ อัตราเงินเฟ้อที่ต้องนำมาคำนวณด้วย แล้วมาวางแผนการออมและการลงทุนให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหลังเกษียณ (เมื่อเราไม่มีรายได้อีกเลย)

@การประมาณค่าใช้จ่าย

หากปัจจุบันอายุ 40 ปี มีรายได้ 80,000 บาทต่อเดือน และค่าใช้จ่ายรายเดือนปัจจุบัน 50,000 บาท ใน 20 ปีข้างหน้า

หากเงินเฟ้อ 3% ต่อปี ค่าใช้จ่ายรายเดือนจะเพิ่มเป็น 90,305 บาท

หรือเงินเฟ้อ 5% ต่อปี ค่าใช้จ่ายรายเดือนจะเพิ่มเป็น 132,664 บาท

คาดว่า จะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณอีก 20 ปี ดังนั้นจะต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่าย 12,000,000 บาท

หากเงินเฟ้อ 3% ต่อปี จะต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่าย 21,673,200 บาท

หรือเงินเฟ้อ 5% ต่อปี จะต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่าย 31,839,360 บาท

เมื่อเราทราบค่าใช้จ่ายอีก 20 ปีหลังเกษียณแล้ว ลองมาคำนวณกันดูสิว่า จะต้องออมเงินตั้งแต่วันนี้ เดือนละเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น

@ การคำนวณเงินออม

ปัจจุบันอายุ 40 ปี มีรายได้ 80,000 บาทต่อเดือน มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5% ของเงินเดือน (เงินสะสมของพนักงาน ปีละ 48,000 บาท และ เงินสมทบจากนายจ้าง ปีละ 48,000 บาท)

ลองมาดูกันสิว่า หากออมแต่ละเดือนเป็นเงินที่แตกต่างกัน (1) 10,000 บาท หรือ (2) 15,000 บาท หรือ (3) 20,000 บาท หรือ (4) 30,000 บาท เวลาในการเก็บออม 21 ปี จนถึงอายุ 60 ปี โดยนำไปลงทุนหรือฝากเงินจะมีเงินออมเท่าไหร่

เงินต้นที่ออมได้จากเงินออม + เงินต้นที่ออมได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2,016,000 บาท

(1) ออมเดือนละ 10,000 บาท = 2,520,000 + 2,016,000 = 4,536,000 บาท

ลงทุนหรือฝากเงินได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ

2% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 5,569,167 บาท

4% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 6,905,348 บาท

6% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 8,538,429 บาท

10% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 13,824,540 บาท

(2) ออมเดือนละ 15,000 บาท = 3,780,000 + 2,016,000 = 5,796,000 บาท

ลงทุนหรือฝากเงินได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ

2% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 7,116,196 บาท

4% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 8,823,500 บาท

6% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 11,037,993 บาท

10% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 17,664,690 บาท

(3) ออมเดือนละ 20,000 บาท = 5,040,000 + 2,016,000 = 7,056,000 บาท

ลงทุนหรือฝากเงินได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ

2% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 8,663,195 บาท

4% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 10,741,652 บาท

6% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 13,437,556 บาท

10% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 21,504,840 บาท

(4) ออมเดือนละ 30,000 บาท = 7,560,000 + 2,016,000 = 9,576,000 บาท

ลงทุนหรือฝากเงินได้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ

2% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 11,757,193 บาท

4% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 14,577,956 บาท

6% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 18,236,683 บาท

10% อายุ 60 ปี จะมีเงิน 29,185,140 บาท

จะเห็นได้ว่า หากเริ่มออมเดือนละ 30,000 บาทตั้งแต่วันนี้และลงทุนหรือฝากเงินให้ได้ผลตอบแทนปีละ 10% เงินออมถึงจะมีเพียงพอกับค่าใช้จ่ายอีก 20 ปีหลังเกษียณ ออมเยอะมากนะครับ ในแต่ละเดือน

ตัวเลขที่เราพยายามทำมาคร่าวๆ นี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะใช้ดึงความสนใจให้เห็นว่า การเก็บการออมเพื่อการเกษียณอายุมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เราหาความสุขในปัจจุบันแล้วต้องคิดให้ไกลถึงวันที่เรามีกำลังเรี่ยวแรงถดถอยลงไปด้วยว่า จะรักษาคุณภาพชีวิตให้อยู่ดีมีสุขพอสมควรได้อย่างไร

ประเด็นที่สำคัญที่เราอยากย้ำคือ

- ค่าใช้จ่ายในอนาคตเป็นเงินมหาศาล

- การออมเริ่มแต่เนิ่นๆ ก็จะเบาแรง เก็บไม่ต้องมากแต่ได้เงินก้อนใหญ่

- ผลตอบแทนในการออมมีความสำคัญและมีผลต่อจำนวนเงินที่จะได้อย่างมาก ต้องคำนึงถึงเสมอคู่ไปกับความเสี่ยง





« Reply #112 เมื่อ 01/07/2007 , 15:16:42 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Financial intelligence

รุ่นนี้...แขวนแล้วรวย

วันนี้ Financial Intelligence มีทีเด็ด เคล็ดไม่ลับมาแจกจ่ายให้ได้ทราบกันค่ะ ใครอยากรวย รับไปได้เลย ปลุกเสกมาแล้วอย่างดี แถมเก่าแก่เป็นแน่แท้ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล... เพื่อให้เข้ายุคเข้าสมัย เกาะกระแสแบบไม่ตกเทรนด์ อยากรวย ต้องลองแขวนดูค่ะ

ช่วงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน จะเดินไปที่ใด เรามักเห็นหลายๆ คนแขวนองค์ท้าวจตุคามรามเทพ เห็นกันได้ตั้งแต่เด็กประถม วัยรุ่น ผู้ใหญ่วัยทำงาน ผู้อาวุโส เรียกว่าทุกช่วงทุกวัย แม้วัยจะแตกต่าง หน้าที่การงาน ภาระความรับผิดชอบจะแตกต่าง แต่ก็มีจิตใจที่ศรัทธาเหมือนกัน การมีศรัทธาที่มุ่งมั่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ถือเป็นสิ่งที่ดี หากศรัทธานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีปัญญา เพราะทุกอย่างต้องการความสมดุล การมีความศรัทธาจึงต้องอาศัยปัญญามาเป็นเครื่องถ่วงดุล

มิฉะนั้นแล้ว ศรัทธาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่ลืมหูลืมตา จะกลายเป็นความเชื่อที่งมงายไปในที่สุด อยากให้ท่านที่แขวนองค์ท้าวจตุคามรามเทพ หรือพระเกจิอาจารย์ชื่อดังองค์อื่นๆ ได้ลองถามตัวเองว่า ท่านรู้จักองค์เทพหรือ พระอาจารย์ที่ท่านเคารพนับถือดีพอแล้วหรือยัง องค์ท้าวจตุคามรามเทพท่านมีคุณงามความดีอย่างไรบ้าง ประวัติความเป็นมาท่านเป็นอย่างไร ท่านบำเพ็ญบารมีอย่างไร หากลองทำความรู้จักองค์ท่านแล้ว ศรัทธาจะเพิ่มขึ้นทวีคูณ ด้วยเข้าใจในคุณงามความดี จนเป็นที่ปรากฏของท่าน ซึ่งเราจะได้น้อมนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพให้เจริญรุ่งเรือง

เชื่อว่าหลายๆ คน ไม่เคยรู้ที่มา ที่ไปขององค์เทพเทวา หรือพระอาจารย์ที่ตนเองนับถือ ศรัทธา ได้แต่มีสัญลักษณ์ มีวัตถุที่เป็นตัวแทนคุณงามความดีของท่านไว้ในครอบครอง แล้วก็อ้อนวอนขอให้ประสบความสำเร็จ ขอให้ร่ำรวย มีเงินมีทอง มีโชคมีลาภ

มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มักจะขอ ขอ ขอ ขอโน่นขอนี่ขอนั่น ขอกันสารพัด ขอทุกอย่าง การขอโดยไม่ลงมือทำ คงยากที่ปาฏิหาริย์จะเกิด เพราะปาฏิหาริย์ที่แท้เกิดได้จากการกระทำ การลงมือปฏิบัติเพื่อขจัดอุปสรรคให้หมดสิ้นไป ใครอยากรวย คงต้องลงมือทำ ขยันทำมาหากิน ตั้งใจทำงานและที่สำคัญ คือต้องหมั่นพัฒนางาน ไม่ใช่สักๆ แต่ว่าทำให้เสร็จๆ ไปวันๆ แต่ต้องคิด คิด คิด ทบทวนงานที่ทำอยู่ตลอดเวลาว่าจะพัฒนางานอย่างไรได้บ้าง จะทำอย่างไรให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเพิ่มคุณภาพงานได้อย่างไร จะปรับปรุงสูตรอาหาร สูตรขนมที่ร้านได้อย่างไรบ้าง จะมีวิธีลดต้นทุน ค่าใช้จ่ายได้อย่างไร

ความจริงแล้ว หากเราเอาใจไปใส่ไว้ในงานที่ทำ เราต่างมีเรื่องให้คิด คิด คิด เยอะแยะมากมายเพื่อให้เกิดการพัฒนาในงานที่ทำ แต่กลับกลายเป็นว่า ในขณะที่มือทำงาน ใจเรากลับไม่ได้อยู่กับงาน ล่องลอย ฟุ้งซ่านไปสารพัดเรื่อง ความหวังที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือหวังให้ค้าขายดีๆ มีกำไรเยอะๆ มีเงินมีทอง จึงถูกนำไปฝากไว้ให้เป็นภาระขององค์เทพ เทวดา เพื่อไม่ให้เป็นภาระของท่านมากเกินไปนัก

วันนี้เลยจะขอให้ทุกท่านได้ลองพิจารณาหลักปปัญจะ หรือปปัญจธรรม ๓ ซึ่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลที่ว่าด้วยเรื่องของกิเลส ทรงสอนว่ากิเลสเป็นตัวขวางกั้นไม่ให้เราเข้าถึงความจริง กิเลสเป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังความคิดปรุงแต่งต่างๆ นานา ซึ่งทำให้เราห่างไกลออกไปจากความเป็นจริง และก่อปัญหามากมาย รวมทั้งปิดกั้นหนทางในการแก้ไขปัญหาของเราด้วย

ปปัญจธรรม ๓ ประกอบด้วย ๑. ตัณหา ๒. ทิฎฐิ และ ๓. มานะ ซึ่งทั้งสามข้อนี้เป็นตัวการสำคัญที่ก่อกำแพงกิเลสในตัวเรา เริ่มจากตัณหาหรือความอยากได้ อยากมี ความปรารถนาที่จะปรนเปรอตัวเองแบบไม่ยั้งคิด ไม่ได้คิดว่าสิ่งนั้นเหมาะสม มีประโยชน์กับตัวเองหรือไม่ แต่อยากได้ อยากมีเพียงเพื่อสนองความต้องการของตน ให้ความต้องการเป็นใหญ่จนขาดความคอบรอบในการพิจารณาความเหมาะสม หรือคุณค่าที่จะได้รับจากความปรารถนานั้น

ส่วนทิฎฐิ หรือความเชื่อ ความคิดเห็น รวมทั้งความยึดติดที่เลยเถิดจนงมงาย ทั้งความยึดติดในทฤษฎี ในหลักการหรือความเชื่อในลัทธิหรือปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกินพอดี ทิฎฐิมักเป็นเหตุให้เกิดการปิดกั้น ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เปิดใจรับฟังเหตุผล ปิดบังหนทางแห่งปัญญา ความงมงายอย่างไร้ปัญญาทำให้คิดเข้าข้างตนเอง เข้าใจว่าตนเองทำถูกต้องแล้ว ทำในสิ่งที่ควรกระทำแล้ว รวมทั้งอาจจะบีบคั้นให้ผู้อื่นต้องเห็นด้วยกับตนเอง

สำหรับมานะ หรือความถือตัว ความสำคัญตนเองว่ายิ่งใหญ่ไม่มีใครเทียบได้ ความอยากโดดเด่น อยากเป็น อยากยิ่งใหญ่ไม่ต้องการให้ใครเทียบได้ ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบของกำแพงกิเลสที่ปิดกั้นโอกาส ขวางทางแห่งปัญญาของเรา

ที่เราอยากรวย อยากได้ อยากมี อยากเป็น แต่ไม่อยากทำก็เพราะกิเลส ที่ปิดหู ปิดตาเรา ทำให้เราไม่เปิดใจยอมรับความจริง ทำให้เราหวังพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หวังโชคหวังลาภ หวังฟ้าประทาน หวังบุญบันดาล หลงเชื่ออย่างไม่มีเหตุผล ขาดสติในการไตร่ตรอง จนอาจจะทำให้เสียงาน เสียการ หรืออาจถูกหลอกลวงให้เสียทรัพย์สินเงินทองจากผู้ไม่หวังดี ที่ใช้จุดอ่อนจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็นของเรามาทำร้ายตัวเราเอง ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในสังคม

ใครอยากร่ำอยากรวย คงต้องแขวนกิเลส แขวนตัณหา ทิฎฐิ มานะเหล่านี้ให้ได้ ต้องถอดให้ออกมาจากใจแล้วหาที่แขวนไว้ไกลตัวที่สุด เมื่อทำลายกำแพงกิเลสลงได้ เราได้มองตนเองอย่างรอบคอบ จะได้เห็นความเป็นเหตุเป็นผล จะได้เข้าใจตนเองว่าเพราะเหตุใดจึงยังไม่รวย เพราะยังไม่ขยันทำมาหากิน เพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่พอดี หรือเพราะยังไม่พอ มีเยอะแยะอยู่แล้วก็ยังอยากรวยเพิ่มอีก

คงต้องลองทบทวนตนเองอย่างมีสติ จะได้หาหนทางในการเพิ่มความรวยให้กับตนเองได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ พอดีไม่หลงมัวเมา หรืองมงายจนเป็นปัญหาที่สายเกินแก้ ต้องลองถอดกิเลส ตัณหา ทิฎฐิ มานะไปแขวนไว้ให้ไกล รับรองแขวนแล้วรวยแน่นอนค่ะ




« Reply #113 เมื่อ 01/07/2007 , 15:19:48 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Tricks and Tips

แนะวิธีช่วยกันดูแล

ผ่อนคลายปัญหาโลกร้อน (1)

ตามสื่อต่างๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ นับตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ได้ช่วยกันถ่ายทอด สร้างกระแสการรณรงค์ช่วยกันปลูกต้นไม้และรักษาสิ่งแวดล้อมในหลายๆ ทาง เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ที่กำลังก่อตัวกลายเป็นภัยย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์โลกมากขึ้นในอนาคต

เพื่อไม่ให้ตกกระแสที่น่าจะส่งเสริมและสร้างสรรค์ คอลัมน์นี้จึงขอร่วมมือร่วมใจ ด้วยการถ่ายทอดข้อมูลเรื่อง "หนทางเล็กๆ น้อยๆ ช่วยเยียวยาให้โลกใบนี้ปลอดภัย" จากดีล ออฟ เดอะ เดย์ บนเวบไซต์ของสมาร์ทมันนี่มาฝากคนไทยทั้งในและต่างประเทศ ได้บอกต่อกันเป็นทอดๆ ให้ช่วยกันปฏิบัติและนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อลดปัญหาที่เกิดกับลูกหลานของเราในอนาคต

ทั้งนี้หนทางช่วยรักษาโลกใบนี้ให้สดชื่นและคลายร้อน ได้ข้อมูลตัวอย่างในอเมริกา บวกความคิดสร้างสรรค์ของสมาร์ทมันนี่ ถือเป็นคำแนะนำจ่ายไม่แพงหรือไม่ต้องเสียเงินเสียทอง แต่อาจสละเวลาส่วนตัวเล็กน้อย เพื่อช่วยกันป้องกันธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ถูกทำลายน้อยลงที่สุดเท่าที่จะทำได้

@ "ปัดกวาดลบเมลขยะจากเวบส่วนตัวบ้าง" Center for a New American Dream องค์กรไม่แสวงหากำไรช่วยรณรงค์รับผิดชอบต่อผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่าคนอเมริกันโดยเฉลี่ยได้รับจังค์เมลหรือเมลขยะอย่างน้อย 11 ชิ้นต่อสัปดาห์ เมลไม่ต้องการเหล่านี้ทำให้โลกสูญเสียพลังงานต้นทาง เทียบเท่าต้นไม้ถูกตัด 100 ล้านต้นในแต่ละปี

การลบทิ้งหรือกำจัดเมลขยะเป็นเรื่องไม่ยาก ด้วยการคลิกไปที่ /dealoftheday/index.cfm เพื่อดูคำแนะนำว่าจะขจัดเมลขยะได้อย่างไร เพียงเสียเวลาสัก2-3 นาทีเพื่อศึกษาการขจัดเมลขยะที่เข้ามาในเวบส่วนตัว ทางCenter for a New American Dream ให้ข้อมูลว่าในแต่ละปีจะช่วยรักษาไม่ให้ต้นไม้ 2 ต้นถูกทำลาย และยังข่วยลดแก๊สทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกไปได้ในปริมาณ 92 ปอนด์

@ "มองหาป้ายรับรองEnergy Star Label" ป้ายประหยัดพลังงานในสหรัฐ เป็นไปตามโครงการของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งคล้ายคลึงกับการให้ป้ายรับรองประหยัดไฟเบอร์ 5 ของไทย แต่ในสหรัฐทางการจะประทับตราอนุมัติสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่ปฏิบัติตามแนวทางใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Star Label) ของหน่วยงานตรวจสอบเรียกว่า Energy Star

ยิ่งเป็นสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่อย่างตู้เย็นนั้น ตามเป้าหมายของรัฐบาลสหรัฐจะต้องใช้แล้วประหยัดพลังงานได้มากขึ้น และมากไม่น้อยกว่า 15% เทียบกับมาตรฐานทั่วไป ในสหรัฐคนไทยที่พำนักอยู่ที่นั่น สามารถซื้อหาเครื่องไฟฟ้าชิ้นเล็กกว่า ซึ่งรวมถึงเครื่องเล่นดีวีดี, เครื่องขจัดความชื้น, เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ และโทรศัพท์บ้านแบบไร้สาย ที่มีตราประทับ Energy Star Label ได้เช่นกัน

จากข้อมูลของ Energy Star การใช้เครื่องไฟฟ้าประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานให้กับผู้ใช้ 84 ดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปี และลดแก๊สที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกได้ 578 ปอนด์ต่อปี

@ "ใช้เครื่องชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์" เป็นทางเลือกที่อาจเหมาะที่สุดกับนักอนุรักษ์ ซึ่งพื้นฐานมีความตั้งใจจริงและคิดเสมอว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่การเสียเวลาหรือต้นทุนที่จะทำ หรือเป็นหนทางที่น่าลองปฏิบัติสำหรับผู้คิดอยากช่วยลดความร้อนให้โลกใบนี้ เพียงแต่หันมาใช้เครื่องชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พลังงานจากแสงอาทิตย์

หากผู้ที่มีโทรศัพท์ไร้สาย, ไอพ็อด, พีดีเอ, กล้องถ่ายรูปดิจิทัล, คอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปที่ต้องชาร์จไฟ สนใจเครื่องชาร์จพลังงานจากแสงอาทิตย์ ที่เรียกว่า SC002-Charger FK มูลค่าเครื่องละ 56 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 2 พันบาท ทางสมาร์ทมันนี่แนะนำให้เข้าไปดูจากเวบไซต์ http://www.solarstyleinc.com ซึ่งมีรูให้เสียบหรือชาร์จ 7 รู เพียงแต่ตรวจสอบขนาดและพลังงานให้ตรงกับรูก่อนที่จะชาร์จ

Energy Star ประเมินว่าหากคนอเมริกัน 230 ล้านคน เปลี่ยนจากใช้เครื่องชาร์จไฟมาเป็นเครื่องชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยประหยัดและใช้พลังงานจากธรรมชาติได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในแต่ละปีจะใช้ลดแก๊สก่อปัญหาภาวะเรือนกระจกได้มากถึง 1 ล้านตัน และถ้าคำนวณเป็นรายบุคคล หากมีเจ้าของกล้องดิจิทัล, โทรศัพท์ไร้สายและเครื่องเล่นเอ็มพี 3 เสียสละเวลาส่วนตัวกับเงินส่วนหนึ่งหันมาใช้เครื่องชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยลดแก๊สทำให้เกิดปัญหาเรือนกระจกได้ 26 ปอนด์ต่อปี

@ "ลดอุณหภูมิน้ำอุ่นประหยัดไฟ" สมาร์ทมันนี่แนะนำคนไทยในต่างประเทศ หรือคนไทยที่ชอบใช้น้ำอุ่นอาบน้ำ โดยอ้างอิงข้อมูลจากคอนซูเมอร์ รีพอร์ทว่า คุณสามารถช่วยประหยัดพลังงานลดความร้อนให้กับโลกได้ ด้วยการปรับเครื่องทำน้ำอุ่นให้ร้อนน้อยลง

ยิ่งช่วงฤดูร้อนอากาศไม่เย็น ร่างกายสามารถปรับตัวกับสภาพอากาศได้ดีและไม่จำเป็นต้องอาบน้ำอุ่นมากนัก หรืออาจหันมาอาบน้ำธรรมดาจะยิ่งดี

ที่สำคัญการลดความร้อนของเครื่องทำน้ำอุ่น จะช่วยประหยัดค่าไฟได้มากถึง 10% คอนซูเมอร์ รีพอร์ทยกตัวอย่างเช่น คนที่จ่ายค่าไฟ 300 ดอลลาร์ต่อเดือน ในแต่ละปีจะลดรายจ่ายได้ 360 ดอลลาร์ และยังช่วยลดแก๊สพิษก่อภาวะเรือนกระจก 2,474 ปอนด์

@ "ใช้น้ำในโถชักโครกให้น้อยลง" ห้องน้ำในอเมริกาส่วนใหญ่ ใช้น้ำเพื่อการชักโครก 3.5 แกลลอนต่อครั้ง ขณะที่การชักโครกที่ปรับรูปแบบให้น้ำไหลช้าลงจะใช้น้ำชักโครกเพียง 1.6 แกลลอนต่อครั้ง สมาร์ทมันนี่แนะวิธีลดปริมาณน้ำชักโครก ด้วยการใช้ขวดพลาสติกใส่นมแกลลอนที่ไม่ใช้แล้ว เติมน้ำให้เต็มขวดก่อนใส่ในโถชักโครก จะช่วยให้น้ำเต็มโถเร็วขึ้นและเสียน้ำชักโครกในแต่ละครั้งน้อยลง

วิธีลดปริมาณน้ำ ด้วยการใช้แกลลอนใส่นมที่ไม่ใช้แล้วในโถชักโครก จะช่วยประหยัดน้ำไปได้ครั้งละ 1 แกลลอนในทุกๆ ครั้งที่ชักโครก สมมติคนไทยในสหรัฐชักโครกที่บ้าน 2 ครั้งต่อวัน ถ้าไม่ใช่แกลลอนนมใส่น้ำช่วย เมื่อคำนวณเป็นปีแล้วการชักโครกตลอดทั้งปี ทำให้สูญเสียน้ำมากถึง 730 แกลลอนต่อปี

@ "ลองเลือกใช้ผ้าฝ้ายเกษตรอินทรีย์" TreeHugger.com เวบไซต์เพื่อช่วยเหลือและประชาสัมพันธ์ให้ใช้ปุ๋ยปลูกพืชจากธรรมชาติในสหรัฐ ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอเมริกาต้องใช้ 1 ใน 3 ของปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงจำนวน 1 ปอนด์ เพื่อปลูกฝ้ายที่นำมาใช้ถักทอเป็นเสื้อยืดทีเชิ้ต 1 ตัว

ดังนั้นเพื่อลดการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง เพื่อลดมลภาวะเป็นพิษให้กับโลกใบนี้ ขอให้หลับตาอย่านึกหรือคิดมากเกี่ยวกับยี่ห้อเสื้อ ด้วยการเลือกใช้ผ้าฝ้ายเกษตรอินทรีย์ให้ช่างประจำตัวหรือร้านชื่นชอบลองตัดให้ ผ้าฝ้ายเกษตรอินทรีย์นำมาตัดยีนส์ไซส์เล็กสำหรับคนผอม ราคาอยู่ที่ 65 ดอลลาร์ ถ้าเป็นไซส์ทั่วไปราคาอยู่ระหว่าง 48-182 ดอลลาร์

ที่สหรัฐในเดือนมีนาคมปีนี้ ผู้ผลิตเสื้อยี่ห้อ Gap เริ่มผลิตเสื้อทีเชิ้ตผู้ชายทำจากผ้าฝ้ายเกษตรอินทรีย์ ราคาตกตัวละ 16.50 ดอลลาร์ หากสนใจสามารถเข้าไปดูที่เวบไซต์ http://www.gap.com และคาดว่าในท้องตลาดทั่วสหรัฐจะผลิตเสื้อทีเชิ้ตผลิตจากฝ้ายเกษตรอินทรีย์มาจำหน่ายมากมายในอนาคต

สมาร์ทมันนี่ชี้ว่า การซื้อเสื้อผลิตจากผ้าฝ้ายเกษตรอินทรีย์มาใช้เพียงตัวเดียว จะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีกับยาฆ่าแมลง ที่ซึมลงสู่พื้นดินได้ถึง 1 ใน 3 ของจำนวนปุ๋ยกับยาหนัก 1 ปอนด์ ดังนั้นปริมาณปุ๋ยกับยาลดลงได้มากเท่าใดนั้น จะขึ้นอยู่กับการลดซื้อเสื้อทีเชิ้ตธรรมดา และเพิ่มการซื้อเสื้อผ้าฝ้ายเกษตรอินทรีย์

@ "อุดหนุนกาแฟจากแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติ" เพียงแต่เลือกยี่ห้อกาแฟที่ช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ ลดมลภาวะเป็นพิษให้กับโลกใบนี้ หากคุณเป็นนักอนุรักษ์หรือผู้ช่วยพิทักษ์ความสะอาดและปลอดภัยให้โลกรายใหม่ และเป็นนักดื่มกาแฟตัวยง สามารถเข้าไปใช้บริการกลุ่ม Peace Coffee โดยค้นหายี่ห้อกาแฟที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติไม่ทำลายป่าได้ที่เวบไซต์ http://www.peacecoffee.com>

ทั้งนี้ผู้ช่วยอุดหนุนกาแฟปลูกด้วยวิถีทางตามธรรมชาติ มักจะเป็นการอุดหนุนช่วยฟาร์มขนาดเล็กที่ไม่ใช้สารเคมีหรือตัดต้นไม้ทำลายป่าเป็นการถางป่าก่อนปลูกกาแฟ และราคาซื้อกาแฟปลูกแบบนี้อยู่ที่ 10-12 ดอลลาร์ต่อปอนด์ โดยสมาร์ทมันนี่แนะนำให้ผู้อยากช่วยอุดหนุนกาแฟอนุรักษ์ธรรมชาติ ลองกาแฟยี่ห้อ "Sow the Seeds" ผลิตในเอธิโอเปีย โคลัมเบียและเกาะสุมาตรา

@ "ใช้บริการจัดดอกไม้เกษตรอินทรีย์" คุณมีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติได้ในคำแนะนำข้อนี้ ในวันแม่แห่งชาติทั้งในสหรัฐและในไทย เพราะไม่เพียงแสดงความรู้สึกที่ดีต่อแม่เท่านั้น แต่ยังเป็นการให้แม่มากกว่าที่ควรให้ ด้วยการแสดงความรักแม่ไปพร้อมกับความรักที่ให้โลกใบนี้

ลองค้นหาแหล่งจัดดอกไม้เกษตรอินทรีย์ โดยค้นหาได้จากเวบไซต์ http://www.organicbouquet.com ซึ่งมีบริการจัดส่งดอกไม้ที่เกษตรกรผู้ผลิต ผลิตจากแหล่งที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ สำหรับดอกลิลลี่ช่อหนึ่งมีอยู่ 35 ดอก ตกราคา 60 ดอลลาร์ต่อช่อ

การใช้บริการดอกไม้เกษตรอินทรีย์ มีการจูงใจด้วยการให้แต้ม 1 แต้มต่อทุก 1 ดอลลาร์ที่จ่าย ซึ่งแต้มเหล่านี้สามารถสะสมเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนลดได้ในอนาคต และสมาร์ทมันนี่สำรวจแล้วพบว่า ในจำนวนดอกที่เท่ากัน ดอกลิลลี่ที่ถูกปลูกโดยใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงซึ่งปกติจำหน่ายช่อละ 70 ดอลลาร์ จะแพงกว่าดอกลิลลี่เกษตรอินทรีย์อยู่ 10 ดอลลาร์ ซึ่งนอกจากจะประหยัดเงินได้ส่วนหนึ่งแล้ว ผู้อุดหนุนดอกไม้เกษตรอินทรีย์ยังช่วยประชาสัมพันธ์ดอกไม้เป็นมิตรกับธรรมชาติด้วย

โปรดติดตาม Tricks and Tips ฉบับหน้า ยังจะมีอีกหลายวิธี ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ และเป็นวิธีที่มนุษย์เราสามารถจะร่วมมือร่วมใจออกทุนบ้างเล็กน้อย เพื่อช่วยเยียวยารักษาโลกใบนี้ ให้มีโอกาสรอดปลอดภัยจากมลพิษได้มากขึ้น มาฝากคนไทยทั้งในและต่างประเทศได้ติดตามกันต่อไป







« Reply #115 เมื่อ 07/07/2007 , 16:24:44 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

จัดพอร์ต "สมดุล" ยืนผลตอบแทน 7-10%

จัดพอร์ตลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง 2550 อย่างไร ให้ได้รับผลตอบแทนจูงใจ ผู้เชี่ยวชาญแนะจัดพอร์ตแบบ "บาลานซ์” เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง (Risky Asset) อย่าง.. หุ้นไทย หุ้นนอก อสังหาฯ รวมถึงถือพันธบัตร ตราสารหนี้ ยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงถึง 7-10% ต่อปี

"สมจินต์ ศรไพศาล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ

"นักลงทุนควรยึดหลักการลงทุนแบบสมดุล ด้วยการแบ่งเงินลงทุนในตลาดหุ้นราว 50% พันธบัตรและตราสารหนี้ 30% และถือเงินสดราว 20% เพื่อเป็นสภาพคล่อง เพราะความไม่แน่นอน มักอยู่คู่กับโลกการลงทุนเสมอ แต่ก็อย่ามองโลกแง่ร้ายเกินไป"

///////////////



ความน่าจูงใจในการลงทุนของตลาดตราสารหนี้ถดถอยลงไปเรื่อยๆ เมื่อ "ตลาดหุ้น" กลับมาสดใสอีกครั้งในรอบหลายปี

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ต่างให้แนวทางการจัดสรรเงิน หรือบริหารพอร์ตลงทุนช่วงนี้ว่า ควรจะเพิ่ม "น้ำหนัก" ลงทุนในตลาดหุ้น หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มหรือรักษาผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนช่วงครึ่งปีหลังให้อยู่ในระดับที่ดีอยู่ได้

“เมื่อความน่าสนใจของตลาดตราสารหนี้ กำลังจะหมดไป เราเห็นว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับตัวลงมีน้อย หรือปรับลงอีกไม่เกิน 0.25% ในปีนี้ และอาจปรับขึ้นในช่วงปีหน้า ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้ยิ่งจะลดลงไปอีก ผู้ลงทุนอาจไม่สามารถทำกำไรจากราคาตราสารหนี้ได้ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยที่มีโอกาสปรับขึ้นไปได้อีก จึงเป็นโอกาสลงทุนของผู้ที่รับความเสี่ยงได้" "บุญชัย เกียรติธนาวิทย์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต กล่าว

บุญชัยบอกว่า หากนักลงทุนที่สามารถลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้เพิ่มขึ้น แนะนำให้ลงทุนในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศเพิ่ม เช่น ลงทุนในหุ้นสัดส่วน 50% ที่เหลืออีก 50% ยังคงลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ต่างๆ

ผลตอบแทนที่คาดหวัง จะได้อยู่ราวๆ 10% ต่อปี

"เรามองดัชนีหุ้นไทยจะไปต่อ และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนราวๆ 10% บวกกับลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 12-15% โดยให้น้ำหนักลงทุนในหุ้นรวมกันราว 50% ส่วนเม็ดเงินที่เหลือลงทุนในตราสารหนี้ จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 3% ต่อปี ผลตอบแทนของพอร์ตที่คาดว่าจะได้ราว 10% ต่อปี หรือถ้าคิดช่วง 6 เดือนหลังนี้ น่าจะยังหวัง 5-6%" บุญชัยกล่าว

ด้าน "วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ" รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.กสิกรไทย มองทิศทางการลงทุนคล้ายกัน

วิวรรณมองว่า ตลาดตราสารหนี้ไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่ดีอีกต่อไป แต่ให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นให้มากขึ้น

"การลงทุนที่ดีต้องยอมรับความเสี่ยงบ้าง เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่จะได้เพิ่มขึ้น เพราะหากนำเงินไว้กับตราสารหนี้ที่ได้รับผลตอบแทนต่ำเพียง 3% ก็เป็นความเสี่ยงเช่นกัน"

เพราะเท่ากับ "เสียโอกาส" ในการลงทุนอย่างมาก..

แนวทางการจัดพอร์ตลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง หรือระยะยาวในอีก 1 ปีข้างหน้า ควรจะเป็น ”Balanced Port” หรือพอร์ตสมดุล ผสมผสานในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เข้ามาเพิ่มขึ้นหลากหลายประเภท ซึ่งจะทำมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น

"เรามองว่าตลาดหุ้นยังไปต่อได้ นักลงทุนจึงควรมีหุ้นในพอร์ตเอาไว้บ้าง อาจจะตั้งแต่ 10% ไปจนถึงมากกว่า 50% ก็จะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น เพราะราคาหุ้นยังถูกจึงมีโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นได้อีก"

“วิวรรณ” แนะนำว่า หากผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้มาก เช่น ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้น 50% ของเงินลงทุนในพอร์ต ส่วน 30% ให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี และที่เหลืออีก 20% แนะนำให้ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์

“เราหวังว่าพอร์ตแบบผสม จะให้ผลตอบแทนราว 9.8% ต่อปี หรือ 4.9-5% ในระยะ 6 เดือนหลังนี้ โดยเชื่อว่าตลาดหุ้นในปีนี้จะให้ผลตอบแทนราว 15% กองทุนรวมอสังหาฯ คาดว่าจะได้ราว 7% และตลาดตราสารหนี้อีก 3% ต่อปี” วิวรรณประมาณการ

หากไม่ชื่นชอบลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ยังมีสูตรลงทุนให้เลือก โดยเน้นจัดพอร์ตแบบ "คอนเซอร์เวทีฟ" และจัดสรรสินทรัพย์แบบสมดุล

"สมจินต์ ศรไพศาล" กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ ให้แนวทางว่า การลงทุนช่วงนี้หรือระยะ 1-2 ปีข้างหน้า แนะนำว่านักลงทุนควรจะลงทุนโดยยึดหลัก "สมดุล" หรือแนวทางสายกลาง และให้เน้นความระมัดระวัง

โดยเน้นการกระจายเงินลงทุนในหลายตลาด ทั้ง ตลาดหุ้น พันธบัตร ตราสารหนี้ รวมทั้งถือเงินสด แต่จะแนะนำไม่ทุ่มเงินลงทุนในตลาดใดตลาดหนึ่งมากจนเกินไป น่าจะเป็นกลยุทธ์ลงทุนที่ดีในช่วงนี้

"ผมเห็นว่านักลงทุนควรยึดหลักการลงทุนแบบสมดุล ด้วยการแบ่งเงินลงทุนในตลาดหุ้นราว 50% พันธบัตรและตราสารหนี้ 30% และถือเงินสดราว 20% เพื่อเป็นสภาพคล่อง เพราะความไม่แน่นอน มักอยู่คู่กับโลกการลงทุนเสมอ แต่อย่ามองโลกแง่ร้ายเกินไป จนไม่กล้าลงทุนในหุ้นเลย จะทำให้ได้ดอกผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย"

หากนักลงทุนให้น้ำหนักลงทุนแนวนี้ สมจินต์บอกว่า พอคาดหวังผลตอบแทนในแต่ละเครื่องมือลงทุนได้ว่า ถ้าถือพันธบัตรครบอายุ 10 ปี จะได้รับผลตอบแทน 4.51% ต่อปี เงินฝากได้ดอกเบี้ยที่ 2.25-2.50% ต่อปี

ขณะที่ตลาดหุ้น มองไปข้างหน้าอีก 1 ปี สมจินต์ใช้วิธีคำนวณหาผลตอบแทนจากกำไรต่อราคาหุ้น (E/P) หรือ Earning Yield คาดว่าผลตอบแทนจากตลาดหุ้นจะอยู่ที่ 9.4% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรถึง 4.9% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้

ถ้าจัดพอร์ตแบบสมดุลดังว่า ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ราวๆ 6.5-7% ต่อปี

"การลงทุนในตลาดหุ้น เรามองว่าน่าจะมีโอกาสในการทำกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลง (Down Side Risk) มีไม่มากนัก ขณะที่สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยด้านการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้น ค่า พี/อี หุ้น อยู่ที่ 10-11 เท่า หากอารมณ์ตลาดดี โอกาสที่ค่า พี/อี หุ้นจะขึ้นไป 12 เท่า ก็เป็นไปได้มาก ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ ก็จะเพิ่มขึ้นพอควร

ผมอยากให้ลงทุนแบบคอนเซอร์เวทีฟ อย่าคาดหวังกำไรมากนัก และลงทุนอย่างระมัดระวังความเสี่ยงไว้บ้าง ผลตอบแทนของพอร์ตรวมที่ 6.5-7% ต่อปี ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป" สมจินต์กล่าว

แม้การลงทุนจะคู่กับความเสี่ยงเสมอ แต่ถ้าจัดให้เกิดความ "สมดุล" ของผลตอบแทน และความเสี่ยง โดยกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย จะทำให้ไม่เสียโอกาสลงทุน..




« Reply #116 เมื่อ 08/07/2007 , 14:38:08 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

7 แหล่งเงินมีไว้ใช้หลังเกษียณ

โดย สรวิศ อิ่มบำรุง

ฝากแบงก์-ประกัน-กองทุน RMF

ในช่วงที่เรี่ยวแรงยังมี งานการยังมีให้ทำ เรามีทั้งรายได้ที่มาจากการทำงาน เพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนที่เหลือก็จะนำไปออมหรือลงทุนต่อไป

แต่ลองจินตนาการถึงชีวิตหลังเกษียณ ที่จะเดินทางมาถึงทุกคนไม่ช้าก็เร็ว เมื่อรายได้จากการทำงานหยุดไป แต่รายจ่ายในชีวิตประจำวันยังคงมีอยู่ ประกอบกับวงจรชีวิตของมนุษย์เราที่ยืนยาวขึ้นจากพัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไปไกล

ทำให้เราจำเป็นต้องคิดวางแผนเพื่อชีวิตหลังเกษียณของตัวเองให้มากขึ้น เมื่อรายได้จากการทำงานหมดไป แต่ค่าใช้จ่ายมิได้หยุดไปด้วย

เราจำเป็นต้องมีแหล่งเงินก้อนเอาไว้ใช้หลังเกษียณ แล้วเราจะสามารถหาแหล่งเงินก้อนเอาไว้ใช้ในยามเกษียณได้จากแหล่งใดบ้าง

Fundamentals สัปดาห์นี้ได้รวบรวมเอาที่มาของแหล่งเงิน ที่คุณพอจะหยิบมาใช้ได้หลังเกษียณมาฝากกัน

...............................

แต่ละคนมีแบบอย่างและสไตล์การเก็บออม เพื่อใช้ในยามเกษียณไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะความชื่นชอบ ความถนัด และความรู้ของแต่ละคนแตกต่างกัน

ลองมาดูกันว่า มีการออมเพื่อเกษียณอายุด้วยรูปแบบไหนบ้าง

@การฝากเงินกับธนาคาร

ยังคงเป็นรูปแบบวิธีการเก็บเงินที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลยังค้ำประกันเงินต้น และดอกเบี้ยทั้งจำนวน และยังเป็นแหล่งเงินออมที่มีสภาพคล่องสูงสาม


  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-16:49 GMT+7  
« Reply #121 เมื่อ 08/07/2007 , 14:44:57 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance

"นครินทร์ อบสุวรรณ"

ต่อยอดเงินทองด้วยธุรกิจส่วนตัว

โดยกาญจนา หงษ์ทอง

ด้วยวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ก็เลยอยากจะลงทุนทำธุรกิจ ประมาณว่า ตอนหลุดมาจากมหาวิทยาลัย ก็แค่ทำงานประคองตัว มีรายได้ แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง เราก็อยากขยับขยายให้รายได้ขึ้นมา

**********

เป็นธรรมดาของคนวัยหนุ่มที่เมื่ออยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว ก็มักจะมองหาช่องทางให้เงินต่อเงิน "นครินทร์ อบสุวรรณ"ฝ่ายพัฒนาธุรกิจการตลาดอาวุโส บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เช่นเดียวกัน ด้วยวัย 30 ต้นๆ ทำให้แผนการเงินของเขาถูกจัดระบบเพื่อรองรับเป้าหมายชีวิตที่ขยับขยายใหญ่ขึ้น

นครินทร์บอกว่า มนุษย์เงินเดือนอย่างเขา เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากสร้างฐานะของตัวเองให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น ดังนั้น นอกจากหน้าที่การงานในปัจจุบัน เขาจึงวางแผนที่จะทำธุรกิจกาแฟ Molongo กาแฟชั้นนำจากฝรั่งเศสในรูปแบบ Kios เพื่อมาขยายตลาดในเมืองไทย นอกจากนี้ ยังเตรียมลงทุนเปิดผับ Cafe Terrace

"ตอนนี้พอได้เงินเดือนมา ผมจะต้องรีบจัดสรรและเก็บออมไว้อย่างมีวินัย เพราะรู้แล้วว่าแผนและเป้าหมายของตัวเองมีอะไรบ้าง "

เขาเล่าว่าปกติเมื่อมีรายได้ ต้องรีบกันไว้ใช้จ่ายประจำวัน จะมีอีกส่วนหนึ่งที่ไปฝากแบงก์เอาไว้ทั้งบัญชีออมทรัพย์และฝากประจำ แต่อนาคตอันใกล้ถ้าเริ่มมีรายได้มากขึ้น ก็คงเปลี่ยนการวางแผนและจัดการเงินทองใหม่

"ตอนนี้ผมมองเรื่องของการลงทุนที่ได้ส่วนลดทางภาษีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซื้อกองทุน หรือการทำประกันชีวิต เพื่อเอาไปลดหย่อนภาษี "

ขณะเดียวกัน นครินทร์บอกว่าเงินที่เก็บหอมรอมริบได้ ก็จัดสรรเงินก้อนหนึ่งเอาไว้ใช้สำหรับเป็นทุนการศึกษาในการร่ำเรียนต่อในอนาคต เพราะตอนนี้วางแผนว่าจะเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ก็ต้องเก็บออมไปอย่างต่อเนื่อง เป็นกองทุนเพื่อการศึกษาของตัวเอง

"ผมว่าการเรียนต่อได้ประโยชน์หลายอย่าง นอกจากความรู้ที่ได้แล้ว ก็ยังทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนมากขึ้น ก็อยากจะเอาเงินก้อนนี้ไปต่อยอดการลงทุน เพราะผมคิดว่าชีวิตการทำงานประจำหรือการเป็นมนุษย์เงินเดือนบางทีก็ไม่พอ เราควรจะหาทางให้เงินต่อเงิน ให้มันงอกเงยออกไปด้วยการทำธุรกิจ ตอนนี้ไม่อยากเอาเงินไปฝากแบงก์เพราะดอกเบี้ยไม่ได้สูงอะไรมากมาย ขณะเดียวกัน การวางแผนเรื่องภาษี เอาเข้าจริงๆ ก็ลดหย่อนได้ไม่เท่าไหร่ แม้กระทั่งลงทุนในหุ้นหรือกองทุน มันก็คือระยะเวลาจำกัด ก็เลยมองว่าการเริ่มทำธุรกิจน่าจะเป็นช่องทางการให้เงินต่อเงินที่ดีที่สุด"

นครินทร์บอกว่า เพราะมีเพื่อน มีความรู้เรื่องการลงทุน ข้อสำคัญคือเริ่มศึกษามาในระดับหนึ่งแล้ว จริงอยู่ 4-5 ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่มั่นใจที่จะทำธุรกิจ แต่เมื่อได้เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่นบวกกับวิชาการที่เราไปร่ำเรียน ทำให้มั่นใจขึ้น แน่นอนทุกการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ก็ต้องลองดู ถ้าไม่เริ่มก็ไม่รู้ ถ้ามันผิดพลาด ก็ค่อยมาแก้ไขทีละจุด

"ด้วยวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ก็เลยอยากจะลงทุนทำธุรกิจ ประมาณว่า ตอนหลุดมาจากมหาวิทยาลัย ก็แค่ทำงานประคองตัว มีรายได้ แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง เราก็อยากขยับขยายให้รายได้ขึ้นมา ยิ่งพอได้เรียนปริญญาโท ก็ได้มุมมองและโลกทัศน์ใหม่ขึ้นมา ได้ประสบการณ์จากพี่ๆ เพื่อนๆ หลายคนว่าการทำธุรกิจน่าสนใจ และก็พบความจริงข้อหนึ่งว่า เราจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ ขอให้เราศึกษาอยากเรียนรู้ มีใจ และมีการจัดการที่ดี น่าจะทำธุรกิจไปได้ แต่ก่อนที่จะทำอะไร เราต้องเริ่มจากมีเงินที่เก็บหอมรอมริบมาก่อน เพื่อที่ว่าจะได้มีเงินหมุนได้ในระดับหนึ่ง "

นครินทร์เล่าว่า ยิ่งมีแผนทำธุรกิจที่ชัดเจน ยิ่งทำให้ต้องวางแผนการเงินมากขึ้น แต่ละเดือนเขาจะต้องรู้ว่าใช้อะไรไปบ้าง ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะใช้จ่ายเยอะในบางเดือน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผ่านการบริหารจัดการ และเลือกสรรแล้ว และวางแผนที่จะจ่าย ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้เงินที่ไม่ได้จับจ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ขนาดต้องซื้อของแบรนด์เนมมาใช้ หรือเปลี่ยนรถเปลี่ยนมือถือตลอดเวลา ทุกเรื่องต้องคิดอย่างละเอียด

"เช่นถ้าผมนึกอยากจะเปลี่ยนมือถือใหม่ขึ้นมา ก็จะดูว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนมั้ย เปลี่ยนแล้วได้อะไร เราเปลี่ยนตามแฟชั่นรึเปล่า ถ้าดูเหตุผลแล้วไม่สมเหตุสมผล เราเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า อะไรแบบนี้เป็นต้น เรียกว่ามีการจัดการเงินทองอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น เพราะเรารู้แล้วว่าเงินจะถูกแบ่งเป็นก้อนไหนบ้าง อย่างพอมีรายได้เข้ามาแต่ละเดือน ผมจะวางแผนหมดว่าก้อนนี้เก็บไว้เรียนต่อ ก้อนนี้เก็บไว้เตรียมทำธุรกิจ ก้อนนี้เอาไว้ออมในประกันหรือกองทุน ก้อนนี้เอาไว้ใช้จ่าย เรามีบล็อกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาอยากได้อะไรสักอย่าง ที่เป็นรายการพิเศษ ก็จะรู้ว่าเราควรจะเจียดจากเงินก้อนไหน หรือบริหารจัดการยังไง ไม่ให้กระทบกับแผนการเก็บออมทั้งหมด หรือถ้ามันไม่จำเป็นมากก็จะเก็บไว้ซื้อในช่วงที่จำเป็นจริงๆ"

นครินทร์บอกว่าเขาสนใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมา ยังมองว่าเป็นการลงทุนตามกระแสมากกว่า ก็เลยยังไม่ได้ตัดสินใจลงทุน แต่เลือกที่จะหันไปลงทุนในกองทุนมากกว่า เพราะลดอัตราเสี่ยงลง เนื่องจากเป็นการให้มืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านกองทุนบริหารแทน

"แต่ไม่ว่าผมจะลงทุนอะไรก็ตาม ผมจะเลือกลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว อย่างประกันก็ต้องมีทั้งระยะสั้นและยาว กองทุนก็เหมือนกัน ส่วนการทำธุรกิจ เราต้องสร้างโมลเดลเอง เช่นทำธุรกิจกาแฟ ธรรมชาติมันเป็นยังไง โมเดลมันควรจะเป็ยยังไง ใช้ทุนแค่ไหน ระยะเวลาในการคืนทุนน่าจะนานแค่ไหน ต้องศึกษาหมด ผมว่าการทำธุรกิจต้องวางแผน ต้องคิดและมองให้รอบด้าน มันก็เป็นทักษะในการจัดการ ก็ต้องเริ่มจากศึกษาอย่างละเอียด"

นี่คือวิธีเงินต่อเงินของนครินทร์ มนุษย์เงินเดือนที่กำลังต่อยอดตัวเองด้วยธุรกิจเล็กๆ




« Reply #122 เมื่อ 08/07/2007 , 14:45:39 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Smart Money

ฟิต&เฟอร์ม…กระเป๋า

จากสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผู้คนในสังคมมีความเครียดเพิ่มขึ้นจนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงต่างๆ ทำให้หลายคนพยายามหาวิธีดูแลตัวเองเพื่อให้ผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดต่างๆ ที่ต้องเผชิญปัญหาทั้งจากการทำงานและปัญหาครอบครัว ด้วยการหาวิธีต่างๆ เช่น เข้าวัดทำสมาธิ พึ่งการนวดแผนโบราณ เข้าสปา นวดฝ่าเท้า ออกกำลังกาย โยคะ ดูหนังฟังเพลง ท่องเที่ยว ฯลฯ แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีคลายเครียดของคนในสังคมเมือง

ด้วยผลสรุปต่างๆ ทางการแพทย์ทั้งแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนปัจจุบันต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่าการออกกำลังกายเป็นเสมือนยาวิเศษที่ช่วยให้คนเรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจิตใจแจ่มใสเพิ่มภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดีประกอบกับการให้ความสำคัญของภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่ออกมาสนับสนุนให้คนออกกำลังกายคนส่วนใหญ่จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้นจะสังเกตเห็นตามสวนสาธารณะต่างๆ จะมีผู้คนไปวิ่งออกกำลังกายกันมากมายทั้งในช่วงเช้าและเย็น หรือในวันหยุดหรือตามสถานที่ต่างๆ จะมีการรวมกลุ่มกันเต้นแอโรบิก

คนทำงานออฟฟิศก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับการออกกำลังกายมากขึ้น โดยการสมัครเข้าเป็นสมาชิกฟิตเนสต่างๆ ที่อยู่ใกล้ที่ทำงานเพื่อความสะดวกในการเดินทาง สนนราคาค่าสมาชิกต่อปีก็มิใช่น้อยอย่างต่ำๆ ต้องมีหลักหมื่นขึ้นไป เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าบรรดาฟิตเนสต่างก็งัดกลยุทธ์ต่างๆมาดึงดูดใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการหักค่าสมาชิกจากบัตรเครดิตเป็นรายเดือน กลยุทธ์ลดแลกแจกแถม ให้ลองเล่นฟรี ตลอดจนใช้วิธีสมาชิกแนะนำสมาชิกรับของที่ระลึก

ดังนั้น เพื่อให้การใช้เงินครั้งนี้ของเราเป็นไปอย่างคุ้มค่าก่อนตัดสินใจสมัครสมาชิกฟิตเนส อยากจะให้พิจารณาให้รอบคอบสักนิด

1. อันดับแรกก็ต้องมีวินัย การตัดสินใจออกกำลังกายนับเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ต้องมีวินัย ถ้าไม่มีวินัยท่านจะเสียเงินฟรี อย่างน้อยๆ ต้องไปให้ได้สัปดาห์ละ 3 วัน แต่ถ้าคิดว่าทำได้น้อยกว่านี้อย่าสมัคร ไปวิ่งจ๊อกกิ้งรอบบ้าน หรือไปสวนสาธารณะถูกกว่า

2. อย่ารีบสมัครเพียงเพราะเพื่อนชวน กลยุทธ์สมาชิกแนะนำสมาชิกที่ฟิตเนสต่างๆ นำมาใช้นับว่าได้ผลมาก เมื่อมีคนสมัครสมาชิกจะให้แนะนำรายชื่อเพื่อนอีก 5-10 รายชื่อ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ โดยจะมีของสมนาคุณให้ 1 ชิ้นเมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งคนใดสมัครสมาชิก ผู้ที่แนะนำก็จะได้ของอีก 1 ชิ้น และทำอย่างนี้ต่อกันไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรเป็นกลยุทธ์ของเขา แต่เราผู้ที่จะสมัครต้องพิจารณาดีๆ พร้อมหรือไม่ ทั้งด้านการเงิน และเวลา

3.สอบถามค่าสมาชิกให้ชัดเจนส่วนใหญ่เวลาโทรมาชักชวนจะอ้างชื่อเพื่อนที่แนะนำ หลังจากนั้นจะโฆษณาว่ามีเล่นอะไรได้บ้างดีอย่างไร มีสาขามากมาย สะดวกสบายหักค่าสมาชิกเป็นรายเดือนได้โดยหักจากบัตรเครดิต โดยยังไม่บอกว่ามีค่าธรรมเนียมแรกเข้า หรือหากบอกก็จะเป็นลักษณะประมาณว่าราคาปกติเท่านี้ แต่ถ้าสมัครภายในวันนี้จะได้รับส่วนลด 50% ทันที อะไรทำนองนี้ แต่ที่น่าเจ็บใจคือ บางคนต่อรองเก่งๆ ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า คนไหนต่อไม่เป็นคิดว่า " โอ้โฮวันนี้ลดตั้ง 50% " ก็รีบสมัคร…เรียบร้อยโรงเรียนฟิตเนส อย่าไปตื่นเต้นกับประโยคที่ว่า "ราคานี้วันนี้วันสุดท้ายแล้ว "เพราะอาจทำให้กระเป๋าเราไม่ฟิตและไม่เฟอร์ม

4.อ่านกติกาดีๆ สมัครไปแล้วหากไม่ถูกใจยกเลิกได้หรือไม่ บางแห่งมีกติกาห้ามยกเลิกภายในปีแรก แต่สามารถขอหยุดพักได้หลังจากสมัครไปแล้ว 3 เดือน โดยเสียค่าสมาชิกรายเดือน 20% ของค่าบริการรายเดือน ตลอดจนเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมาย ก็ขอให้อ่านให้เข้าใจเรียบร้อยก่อน อย่ารีบร้อน

5.สอบถามขั้นตอนการให้บริการให้ชัดเจนมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เช่น มีการแนะนำการใช้เครื่อง การจัดโปรแกรมการออกกำลังกาย มีครูฝึกที่คอยแนะนำไหม ใช้บริการสาขาไหนได้บ้างขั้นตอนเป็นอย่างไร ฯลฯ เพราะเครื่องออกกำลังกายบางครั้งถ้าเราเล่นไม่ถูกวิธีก็อาจเกิดปัญหาต่อร่างกายได้

6.การจัดโปรแกรมเฉพาะที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในบางรายอาจต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผลหรือลดเฉพาะบางส่วน ต้องมีครูฝึกส่วนตัวซึ่งต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่ม โปรดระวังถ้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถไปได้ตามเวลาที่กำหนดโปรดยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน มิฉะนั้นท่านจะเสียเงินฟรีอีก เพราะถ้าไม่สามารถทำได้ตามเวลาที่กำหนด ส่วนเกินต่างๆ ก็ยังอยู่เหมือนเดิม

7.ก่อนสมัครสมาชิกควรขอทดลองใช้บริการก่อน เพื่อจะได้ตรวจสอบก่อนว่าเป็นไปตามคำโฆษณาหรือไม่

การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี และมีหลายวิธีที่ช่วยให้เราออกกำลังกายได้ การสมัครใช้บริการฟิตเนสก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เราสนใจอยากจะออกกำลังกายเพราะมีอุปกรณ์ มีเพื่อน และผู้ให้คำแนะนำพร้อม แต่เพื่อให้ทั้งร่างกายและกระเป๋าเรา "ฟิตแอนด์เฟอร์ม" ทางที่ดีก็ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อน








« Reply #123 เมื่อ 08/07/2007 , 14:46:55 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Fund Cafe

เมื่อมังกรติดปีก

ปฐมาพร ไชยกูล patamaporn@one-asset.com

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวโลกทั้งฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกคงได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาพัฒนาประเทศในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคท่องเที่ยวและบริการรวมไปถึงตลาดเงินและตลาดทุน เหล่าบรรดานักลงทุนจากทั่วโลกต่างตบเท้ากันเข้าไปแสวงหาผลกำไรจากการลงทุนในประเทศจีนกันอย่างคึกคัก ก็ใครบ้างเล่าที่จะไม่ตาโต เมื่อเห็นตัวเลขประชากรชาวจีนจำนวนมหาศาลที่นับวันก็จะเพิ่มศักยภาพในการเป็นผู้ซื้อหรือผู้บริโภคมากขึ้นทุกที

นอกจากนี้แล้ว การรุกคืบของวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาจีน ยิ่งเป็นเรื่องน่าสนใจ ใครจะนึกว่า สมัยนี้ต้องมีการบรรจุหลักสูตรภาษาจีนไว้ในโรงเรียนตั้งแต่อนุบาลยันชั้นมัธยม นอกเหนือจากการเปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ผุดขึ้นมากมายเป็นดอกเห็ด แต่จะว่าไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีมากประการหนึ่ง เพราะถ้าวันใดวันหนึ่ง ลูกหลานเราอยากจะลุกขึ้นมาค้าขายกับจีน การเข้าใจวัฒนธรรมของผู้บริโภคชาวจีนผ่านทางภาษาของเขาเอง คงจะช่วยในการทำธุรกิจได้ไม่น้อย

ทั้งนี้ มีตัวเลขสำรวจการออมเงินของชาวจีน ระบุว่า ในปี ค.ศ. 1981 ชาวจีนออมเงินประมาณร้อยละ 20 ของ GDP ต่อมาในปี 1988 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 และล่วงมาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขการออมกลับพุ่งสูงเป็นร้อยละ 40 ของ GDP

ฟังแล้วน่าสงสัยว่าทำไมชาวจีนถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาอดออมกันถึงขนาดนี้ ซึ่งก็มีผู้วิเคราะห์ให้คำอธิบายว่า ในช่วงที่อัตราการออมอยู่ที่ร้อยละ 20 นั้น ส่วนใหญ่เป็นการออมในภาคชนบท (Rural savings) ซึ่งต้องออมเงินเพื่อนำไปขยายกิจการด้วยตนเอง (Self-financing) เพราะไม่สามารถที่จะขอกู้เงินจากธนาคารได้ง่าย ต่อมาในช่วงราวปี 1984-1988 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เรียกว่า dynamic สุดๆ นั้น ผู้ประกอบธุรกิจก็ยิ่งต้องออมเงินเพิ่ม เพื่อนำเงินไปลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยเงินลงทุนมาก (Capital intensive) เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Value added product) ผิดจากในอดีตที่การประกอบธุรกิจอาศัยแรงงานเป็นหลัก (Labor intensive) ซึ่งการออมในลักษณะนี้ เรียกว่า Investment-motivated Savings หรือ การออมเพื่อการลงทุนโดยแท้

เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า เงินทุนสำรองก็พลอยงอกเงยตาม ประเทศจีนในขณะนี้จึงมีเงินทุนสำรองอยู่กว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปลงทุนในรูปของ US Bond ซึ่งถือว่ามีความมั่นคงสูง แต่ล่าสุดทางรัฐบาลจีนมีดำริที่จะจัดสรรเงินจำนวน 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ โดยจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูง แม้ว่าจะมีระดับความเสี่ยงที่สูงมากขึ้นก็ตาม

ต่อไปในอนาคต ชาวโลกคงต้องทำความรู้จักคุ้นเคยกับ China Sovereign Wealth Fund หรือเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลจีนกันมากขึ้น เพราะเมื่อมังกรติดปีกบิน ออกหากินไกลจากถิ่นฐานที่อยู่ ไม่ว่าใครก็คงอยากเฝ้าตามดู




« Reply #125 เมื่อ 14/07/2007 , 16:04:33 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Value Way : ต้อนรับกระทิง

มนตรี นิพิฐวิทยา

กระทิงมาแล้วครับ กระทิงถือเป็นสัญลักษณ์ของตลาดหุ้นขาขึ้น ตั้งแต่ต้นปีที่เรามีเหตุการณ์เขย่าขวัญกำลังใจกันมาโดยตลอด แต่พอกลางปีกลับมีสัญญาณการฟื้นตัวจากตลาดหุ้น และไม่ใช่แค่ธรรมดา ตอนที่เขียนต้นฉบับนี้ SET Index สร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบสามสี่ปีที่ผ่านมาแล้วครับ

จากที่สังเกตการณ์ขึ้นรอบนี้ เกิดจากการเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคาร ประมาณ 10-20 บริษัท ของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดในตลาด หรือ SET50

บางท่านบอกว่าเกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน บางท่านว่าหุ้นบ้านเราราคาถูกเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน สองปัจจัยนี้รวมกันก็น่าจะเป็นเหตุผลหลักในการที่ทำให้ตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นได้อย่างรุนแรง

สำหรับนักลงทุนหุ้นมูลค่านั้น หลายท่านมีหุ้นแต่ไม่ได้ขึ้นตามตลาด บางท่านก็มีหุ้นขึ้นตามตลาด หลายคนบอกว่าเราจะปรับตัวกันอย่างไร?

ส่วนตัวผมแล้วคงไม่ปรับอะไรครับ เพราะว่าผมเลือกหุ้นที่ผลประกอบการมีโอกาสปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ราคาหุ้น ฉะนั้นถ้าหากเปลี่ยนจุดยืนเห็นทีจะลำบาก เพราะต่อจากนี้ไป ผมไม่ทราบได้เลยว่าหุ้นจะขึ้นไปได้อีกแค่ไหน และราคาหุ้นใหญ่ที่ขึ้นมาขนาดนี้ จะขึ้นไปได้อีกแค่ไหน

ผมเชื่อว่า อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นต้องสะท้อนมูลค่า แต่อาจจะเกินมูลค่าได้จากจิตวิทยามวลชนซึ่งผมเองก็ไม่ถนัดในการประเมินทางนี้เสียด้วย

จากนี้ไปก็คิดเพียงว่าตลาดหุ้นนั้น จะเป็นตัวส่งสัญญาณล่วงหน้าเสมอ หากตลาดหุ้นขึ้นในระยะยาว นั่นก็หมายความว่านักลงทุนมั่นใจในอนาคต และเมื่ออนาคตสดใส หุ้นมูลค่าที่ถืออยู่ก็น่าจะได้รับผลดีผ่านผลประกอบการที่ดีไปด้วย สุดท้ายก็จะส่งผลออกมาทางราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปรับตัวรับตลาดหุ้นขาขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เคยกล่าวไว้ว่า นักลงทุนหุ้นมูลค่า สร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างสูงมากแม้ว่าตลาดหุ้นจะซบเซา แต่พอมาปีนี้เท่าที่สำรวจดู ผลตอบแทนก็ไม่ได้เพิ่มมากนัก แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนหุ้นมูลค่าลงทุนระยะยาว จึงไม่น่าจะมีข้อกังวลใดๆ

มองในแง่ดีกันไปแล้ว ต่อมาก็อยากจะให้มองเผื่อเหตุที่ไม่คาดฝันไว้ด้วย เพราะไม่มีอะไรแน่นอน การขึ้นของ SET Index รอบนี้ ขึ้นอย่างรวดเร็ว และขึ้นจากหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท อาจมีหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้นมาด้วยบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้นหลายท่านอาจกำลังคิดว่าจะตกรถไฟขบวนนี้ จึงคิดจะขึ้นขบวนกับเขาด้วย ผมก็ขอเสนอว่าอย่างไรก็ตามจะขึ้นไปด้วยก็ขอให้เลือกที่จะโหนให้ดีๆ เพราะดูท่าว่ารถไปขบวนนี้คนเริ่มแน่นแล้ว และถ้าแน่นมากๆ รถอาจตกรางได้ดังรูปที่เอามาให้ดูครับ

คิดแง่ดีและเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ อย่างน้อยเราระวังตัวเอาไว้ตลอด ไม่ตกรถ และอาจจะเอาตัวรอดได้ทัน สำหรับผม ขอนั่งสบายๆ รอขบวนที่ผมนั่งอยู่วิ่งออกก็แล้วกัน

ขอให้โชคดีกับตลาดกระทิงทุกท่านครับ คราวหน้าผมจะมาต่อเรื่อง Business Model ต่อ



« Reply #126 เมื่อ 14/07/2007 , 16:06:43 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เซียนกลับใจ "ชนะชัย ลีนะบรรจง" จาก "เสือ" ผันสู่ "จ็อกกี้..บนหลังเสือ"

เซียนหุ้นรายใหญ่ "ชนะชัย ลีนะบรรจง" ขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง 1 ปี เพื่อล้างภาพลบจากภาพลักษณ์ "เซียนหุ้นเก็งกำไร" เจ้าตัวส่งสัญญาณกลับใจ หันมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ สร้างอนาคตใหญ่ ที่ "อีเอ็มซี"


-----------------------------------------

ยิ่งผมมองเห็นอนาคตของอีเอ็มซีว่าจะไปต่อยังไง ถ้าอนาคตยังมีหุ้นอีเอ็มซีมาให้ผมลงทุนอีก..ผมก็จะซื้อเพิ่มอีก

--------------------------------------------

ความพยายามที่จะ "รี-แบรนด์" ของ "เสี่ยชัยชนะ" ชื่อเรียกในวงการเซียนหุ้น หรือ "ชนะชัย ลีนะบรรจง" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อีเอ็มซี ภายหลังค้นพบสัจธรรม และกำลังจะพลิกบทบาทตัวเองจาก "เสือ" (เซียนหุ้น) มาเป็น "คนขี่หลังเสือ"

มันทำให้สถานภาพของ "ชนะชัย" วันนี้ ลงจากหลังเสือไม่ได้ จะกลับไปในคราบเซียนหุ้น "กระชาก-ลาก-ทุบ" ทำกำไรเข้ากระเป๋าอย่างไร้เยื่อใยเหมือนก่อน ย่อมทำไม่ได้ เพราะติดที่ "ภาพลักษณ์" ในฐานะผู้บริหารที่ต้องรักษาไว้

ชนะชัย ในวันที่ต้องมาเป็น "จ็อกกี้" นั่งบนหลังเสือ "อีเอ็มซี" เขาอธิบายภารกิจของตัวเองว่า จากนี้จะเน้นแต่วิธีสร้างการเติบโตให้แก่อีเอ็มซีเป็นหลัก และขอหยุดเข้าไปเก็งกำไรจากตลาดหุ้น

"เรื่องหุ้นตอนนี้ เต็มที่ผมก็คงจะแค่ชะแวบๆ มองเท่านั้นเอง และพักหลังมานี้ ผมเองแทบไม่ได้ตามดูราคาหุ้นเลย"

ชนะชัยบอกว่า งานหลักตอนนี้ เหมือนคนเป็น "เซลส์แมน" อาศัยคอนเนคชั่นที่สะสมมานาน ในวงการรับเหมาก่อสร้าง วิ่งหางานเข้าบริษัท และอีกภารกิจนับจากนี้ คือการดีไซน์ (หุ้น) อีเอ็มซี ให้เป็นหุ้นพื้นฐานที่ดีตัวหนึ่งของตลาด

แต่ชนะชัยก็ยอมรับกับภาพลักษณ์ของตัวเองในอดีตว่า คงจะเปลี่ยนภาพตัวเองไม่ได้ จนกระทั่ง ทุกคนจะรู้จักตนเองดีขึ้น โดยปล่อยให้กาลเวลานับจากนี้ เป็นบทพิสูจน์

ต่อข้อถามที่ว่า การเข้ามาทำงานที่อีเอ็มซี ถือเป็นการล้างมือในอ่างทองคำหรือไม่

เขาตอบว่า ท้ายที่สุด ผมก็ค้นพบสัจธรรม!! ว่า ควรหันมาเอาจริงเอาจังกับงานรับเหมาก่อสร้างดีกว่า ทำสิ่งที่เราถนัดดีกว่า เพราะเป็นงานที่รู้มาตลอดว่าเราทำได้ดีที่สุด จึงกลับมาตรงนี้ และเมื่อลงมาจับงานที่อีเอ็มซีแล้ว ก็ต้องทำให้ดี

ส่วนจะใช้ระยะเวลาสร้างภาพลักษณ์ใหม่เท่าไรนั้น ชนะชัยระบุว่า ภายในไม่ช้านี้ หรืออาจจะสัก 1 ปี ก็จะได้เห็นภาพใหม่ว่าอีเอ็มซีมีความชัดเจนขึ้น แล้วจะพิสูจน์คำพูดที่ว่า.."ผมพูดจริง และทำได้"

เขาขอเวลา 1 ปี จะได้เห็น Improvement (การปรับปรุง) ของ บ.อีเอ็มซี ว่ากำไรที่เกิดขึ้นมันเกิดจากการทำงานทางด้าน "วิชาชีพ" จริงๆ โดยไม่ต้องมีอะไรปกปิดหรือซ่อนเร้น และเมื่อเราทำได้ เราก็จะจ่ายกลับไปให้แก่ผู้ถือหุ้น

เมื่อถามว่า สัญชาตญาณของ "เสือ" ก็คงเป็น "เสือ" (ต้องกินเนื้อ) การเข้ามาของชนะชัย เพื่อรอเวลา "ถอนทุนคืน" กลับไปหรือไม่!

"เลิกห่วงเรื่องนี้ไปเลย เพราะที่อีเอ็มซี...ผมไม่ใช่เสือแล้ว แต่กลายมาเป็นคนขี่หลังเสือ เมื่อขึ้นมาบนนี้ (หลังเสือ) จะลงง่ายๆ ก็ไม่ได้ ยิ่งกับงานรับเหมาก่อสร้างถือเป็นธุรกิจที่ทำมาตลอดชีวิต ถ้าก่อนที่ผมจะวางมือเพื่อให้ลูกหลาน หรือคนอื่นเข้ามาบริหารงานต่อ มันก็ต้องทำได้อย่างสง่างาม"

เขาอธิบายต่อว่า สาเหตุที่เข้ามาถือหุ้นใหญ่อีเอ็มซี เพราะอยากจะได้บริษัทที่มีแบรนด์ที่ชัดเจน และต้องการ "รี-แบรนด์" ทั้งแบรนด์ของบริษัท และชื่อเสียงของตัวเองเสียใหม่

และสิ่งที่อยากเห็นสำหรับอีเอ็มซีนับต่อจากนี้ ก็คือ เป็นแบรนด์ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพ และเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลของวงการ

"ยิ่งผมมองเห็นว่าอนาคตของอีเอ็มซีจะไปต่อยังไง และเลือกที่จะมาทำตรงนี้แล้ว ถ้าอนาคตยังมีหุ้น (อีเอ็มซี) มาให้ผมลงทุนอีก ผมก็จะซื้อเพิ่มอีก"

ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมอย่าง "ชยุตม์ ลี้อิสสระนุกูล" ระบุว่า จะทยอยขายหุ้นอีเอ็มซีออกไปให้หมด

ชนะชัยตอบว่า ไม่รู้เหตุผล ต้องไปถามเขาเอง นั่นเป็นสิทธิส่วนบุคคลของคุณชยุตม์ แต่ผู้ถือหุ้นเดิมบางราย เขาก็อยากจะเก็บหุ้นไว้ แต่ถ้าเกิดอยากจะขายขึ้นมา ตนเองก็พร้อมที่จะรับซื้อ

ชนะชัยเล่าว่า ที่ผ่านมา ตนเองมีความใฝ่ฝันมาตลอด อยากเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนสักแห่ง วันนี้เมื่อได้เป็นแล้ว ฝันต่อไปก็คือ การ "ปั้น" บริษัทแห่งนี้ ให้สามารถขยับขึ้นไปอยู่ในแถวหน้าของประเทศให้ได้

"หากมองกันที่รายได้ ตอนนี้ลำดับของเราอยู่ประมาณ "อันดับ 8" ในกลุ่มผู้รับเหมา และเมื่อได้โอกาสเข้ามาบริหาร ก็อยากจะเห็นบริษัทแห่งนี้มีรายได้ไต่ชั้นไปให้สูงกว่านี้ แต่บอกไม่ได้ว่าต้องเป็นที่เท่าไหร่ เพราะอย่างน้อย 3 รายใหญ่ (ITD- CK-STEC) ต่างก็จับจองพื้นที่กันไว้แน่น"

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ในปี 2550 จะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการทำงานหนัก และปี 2551 ก็จะชัดเจนมากขึ้นอีก

ชนะชัยยังกล่าวถึงอนาคตของอีเอ็มซีหลังจากนี้ว่า นับจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2550 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) รวมประมาณ 5,000 ล้านบาท และปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยังได้งานก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยมาอีก 1 โครงการ มูลค่า 478.29 ล้านบาท

ล่าสุด เพิ่งได้งานคอนโดมิเนียม 31 ชั้น ชื่อโครงการ The Prime (สุขุมวิท 11) อีกมูลค่า 729 ล้านบาท โดยจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 22 เดือน คาดว่าจะสามารถส่งมอบงานได้ประมาณไตรมาส 4 ปี 2552 บวกกับโครงการที่อยู่ระหว่างรอสรุปรายละเอียดกับเจ้าของโครงการอีก 2-3 แห่ง ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะคว้างานมาได้ มูลค่ารวมกันประมาณ 2,000 ล้านบาท

ดังนั้นจึงมั่นใจว่ารายได้ในปี 2550 จะสามารถเติบโตอย่าง "ก้าวกระโดด" เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้เพียง 2,280 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 36.72 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเพียง 1.6% เท่านั้น

"กำไรเท่านี้ ถือว่าน้อยเกินไป แต่เมื่อผมเข้ามา เราก็ปรับทีมใหม่ และมีทีมงานด้านงานโครงสร้างเสริมเข้ามา เพราะฉะนั้น ณ สิ้นปี 2550 อีเอ็มซีน่าจะมีรายได้รวมไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท"

ส่วนทิศทางในอนาคต ชนะชัยมีวิสัยทัศน์ว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า อีเอ็มซีจะต้องก้าวไปสู่การเป็นผู้รับเหมาโครงการขนาดใหญ่ ระดับ "เทิร์นคีย์" ทั้งในและต่างประเทศ และสามารถแตกออกไปรับงานได้หลากหลายสาขามากขึ้น จากปัจจุบันที่งานส่วนใหญ่ของบริษัท ยังเป็นงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม






« Reply #127 เมื่อ 14/07/2007 , 19:02:19 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Friday, 13 July 2007

ตรวจสุขภาพหุ้นด้วย ROE

ในระยะสั้น กิจการอาจมีกำไรเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องลงทุน ตัวอย่างเช่น อยู่ดีๆ ความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้นแบบกระทันหัน ถ้าบริษัทบังเอิญมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก บริษัทก็สามารถขายสินค้ามากขึ้นได้ทันทีไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิตก่อน

แต่การเพิ่มกำไรในระยะยาวนั้นจำเป็นจะต้องมีการลงทุนด้วยเสมอ เช่น ต้องลงทุนเพิ่มสินค้าคงคลังมากขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่มากขึ้น ต้องซื้อเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเพื่อขยายกำลังการผลิต หรือต้องจ้างพนักงานขายเพิ่มขึ้นเพื่อขยายตลาด เป็นต้น การลงทุนกับการเติบโตในระยะยาวจึงเป็นของคู่กัน

บริษัทมีแหล่งเงินทุนสำหรับขยายกิจการที่สำคัญอยู่ 3 แหล่ง คือ เงินกู้ เงินเพิ่มทุน และกำไรสะสม แต่โดยมากแล้ว บริษัทมักเลือกเอากำไรสะสมมาลงทุนต่อเป็นอันดับแรกเพราะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด การเพิ่มทุนนั้นยุ่งยากมากที่สุดเพราะต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ถือหุ้นไม่ชอบการเพิ่มทุนเพราะจะทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง (อย่างน้อยก็ในระยะสั้น)

แต่การนำกำไรสะสมกลับเข้าไปลงทุนในกิจการมากๆ ย่อมหมายถึงเงินปันผลที่น้อยลงด้วย เพราะเงินปันผลมาจากกำไร ถ้าบริษัทเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อมากๆ ก็จะปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้น้อย อย่างไรก็ตาม ถ้ากำไรสะสมนั้นถูกไปใช้ลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดีก็จะนำมาซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้เงินปันผลในอนาคตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อแทนที่จะจ่ายเงินปันผลออกมาจึงเป็นเหมือนการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หุ้นเติบโตมักจ่ายเงินปันผลน้อยเมื่อเทียบกับกำไร เพราะต้องเอาเงินไปขยายกิจการมาก ส่วนหุ้นปันผลมักจ่ายเงินปันผลมากเมื่อเทียบกับกำไร แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตของกำไรในระยะยาวก็จะน้อยตามไปด้วย นักลงทุนบางท่านคิดว่าหุ้นยิ่งปันผลมากเท่าไรก็ยิ่งดี ความคิดนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไรนัก เพราะถ้าปันผลออกมามากๆ บริษัทก็จะไม่มีเงินทุนไว้สำหรับเติบโตหรือมิฉะนั้นบริษัทก็ต้องหาเงินมาลงทุนด้วยการกู้เงินมากขึ้นหรือไม่ก็เพิ่มทุนซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่แย่กว่าก็ได้

อย่างไรก็ตามมีวิธีที่จะตรวจสอบด้วยว่าการนำกำไรสะสมของบริษัทไปลงทุนเพิ่มนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ตามสูตรดังนี้

g = RR x ROE

โดยที่ g หมายถึง อัตราการเติบโตของกำไร

RR หมายถึง สัดส่วนกำไรสะสมต่อกำไรทั้งหมด

ROE หมายถึง อัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีนโยบายจ่ายปันผล 40% ของกำไรสุทธิ แสดงว่าเก็บกำไรไว้ในบริษัท 60% ของกำไรสุทธิหรือ RR = 60% ถ้าบริษัทมี ROE 20% บริษัทควรทำให้กำไรเติบโตได้ในอัตรา 60%x20% หรือ 12% ต่อปีในระยะยาว (โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่มหรือเพิ่มทุน) เป็นต้น

นักลงทุนที่ชอบบริษัทที่จ่ายเงินปันผลต่อกำไรสูงๆ เช่น 80% ถ้าบริษัทนั้นมี ROE 10% บริษัทก็ควรโตให้ได้อย่างน้อย 8% ต่อปีในระยะยาว แต่ถ้าบริษัทโตได้น้อยกว่านั้น แม้จะปันผลออกมามากก็ไม่ถือว่าเป็นบริษัทที่ดี

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของสูตรนี้ก็คือว่า สมมติว่าบริษัทไม่จ่ายปันผลเลยหรือ RR=100% จะพบว่า g = ROE ดังนั้น ทุกบริษัทจึงโตได้มากที่สุด (โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอก) ได้แค่ไม่เกิน ROE ของบริษัทเองเท่านั้น เฉพาะฉะนั้น ถ้าเราได้ยินผู้บริหาร "โม้" ว่าจะโตเฉลี่ยให้ได้ 25% ต่อปีในห้าปี แต่ถ้าเราดูแล้วบริษัทมี ROE แค่ 10% และมีหนี้สูงอยู่แล้วก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าบริษัทคงต้องมีการเพิ่มทุนเกิดขึ้นในไม่ช้า เพราะเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทจะโตในระยะยาวได้มากกว่า ROE ของตัวเอง

ในทำนองเดียวกัน บริษัทที่มี ROE ต่ำมาก เช่น 5% บริษัทพวกนี้กำลัง "ป่วย" เพราะถ้ากำไรจะโตก็ต้องมีการเพิ่มทุนด้วยหรือถ้าไม่อยากเพิ่มทุนก็ต้องไม่โต ใครคิดจะลงทุนในบริษัทพวกนี้ก็ต้องเตรียมเงินสดสำรองไว้สำหรับเพิ่มทุนด้วยนะครับ

Posted by 1001ii at 8:00 AM in 1001 Investment Ideas





« Reply #128 เมื่อ 14/07/2007 , 19:19:09 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Wednesday, 13 June 2007

ลงทุนสวนกระแส

... Contrarian Investors ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก
.
.. นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก Value Investor นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก “เพชรในตม” หรือ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ยิ่งชอบ

เวลาที่เราตัดสินใจลงทุน ว่าช่วงไหนควรจะ ซื้อหรือขาย หรือเวลาเราอ่านรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ของโบรกเกอร์ เรามักจะนิยมดูที่เสียงส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า Market Consensus ว่าคนส่วนใหญ่แนะนำให้ทำอย่างไร หรือเสียงส่วนใหญ่คาดการณ์กำไรของบริษัท หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไปทางไหน แล้วเราก็ปฏิบัติตามนั้น เพราะเชื่อว่าเป็นความคิดที่ได้รับการกรองและประเมินมาจากหลายๆสำนักด้วยกัน หรือถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ก็ยังมีพรรคพวกร่วมชะตาเดียวกัน

แต่ในความเป็นจริง ยังมีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักจะมีความคิดเห็นไม่เหมือนคนอื่น ก็เลยเลือกตัดสินใจลงทุนที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ โดยเสี่ยงที่จะไม่เกาะกระแส อย่างเช่นในช่วงปี ค.ศ.1999-2000 เป็นช่วงที่บรรดาบริษัทที่อยู่แถวๆซิลิคอนแวลเล่ย์ หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่ คอมพิวเตอร์ ดอทคอม ทั้งหลายเป็นที่นิยมมากในสหรัฐฯ จนกระทั่งลามไปทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศไทยด้วย ซึ่งตอนนั้น ใครๆที่เข้าไปซื้อก็กำไรกันถ้วนหน้า อย่างมหาศาลเสียด้วย เพราะซื้อขายกันที่อนาคต การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดั้งเดิม อย่างพวก พีอีเรโช (P/E Ratio) แทบจะใช้ไม่ได้เลยทีเดียว

ในช่วงนั้นเองยังคงมีนักลงทุน หรือกองทุนหลายแห่ง ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อย ที่ยอมโดนตำหนิว่า ไม่ยอมคิดใหม่ทำใหม่เปลี่ยนแนวการลงทุน แต่พวกนี้ เค๊าบอกว่า ขอเลือกลงทุนสวนกระแส คือ Contrarian Investing ดีกว่า คือ เลือกซื้อหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานแบบเดิม แล้วก็หวังผลตอบแทนในระยะยาวแทน แล้วในที่สุด ก็ปรากฎว่า นักลงทุนคนไหนที่หวังเกาะกระแส ไปแห่ตามซื้อในช่วงหลังๆ ก็กลายเป็นว่า ขาดทุนหรือติดหุ้นกันเป็นแถว เพราะพอช่วงฮิตฮอตผ่านไป ทุกอย่างก็กลับมาอยู่กันที่ความเป็นจริง ว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่อยู่รอด และเป็นบริษัทคุณภาพจริงๆ บรรดา Contrarian Investors กลุ่มเดิมก็เลยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

Contrarian Investors ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก

ซึ่งบางครั้งก็ต้องบอกว่า ดีเหมือนกันที่คิดไม่เหมือนคนอื่น ถึงทำในสิ่งตรงกันข้ามกับความคาดหวังของตลาด หรือของผู้ลงทุนส่วนใหญ่ ที่เรียกว่า Contrarian (มาจากรากศัพท์คำเดียวกับ Contrary) นั่นเอง เช่น เวลาที่ทุกคนกำลังกังวลกับข่าวร้ายต่างๆ ที่มีอยู่ท่วมตลาด ก็เลยไม่มีใครกล้าเข้าซื้อหุ้น เพราะกลัวหุ้นตก มีแต่จะคิดขาย หรือไม่ก็รอซื้อที่ราคาที่ต่ำลง

แต่สำหรับ contrarian แล้ว ก็อาจจะถือคติ Buy on Bad News คือซื้อตอนที่มีข่าวร้ายเยอะๆนี่แหละ เพราะเชื่อว่าได้ของราคาถูก แล้วพอทุกคนเลิกตื่นเต้นตื่นตูม ราคาหุ้นก็คงกลับมาเหมือนเดิม ก็จะได้ขายทำกำไร

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นกันบ่อย ก็คือ นักลงทุนหลายๆคนมักจะนึกถึงการซื้อหุ้นที่ราคาต่ำๆ แล้วก็ไปขายที่ราคาสูงๆ ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่บรรดานักลงทุนสวนกระแสนี่ อาจจะคิดว่า ซื้อถูกขายแพง ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น เขาอาจจะคิดว่า ไม่ต้องซื้อหุ้นราคาถูกหรือราคาต่ำก็ได้ แต่เลือกซื้อหุ้นที่ราคาสูงแต่เชื่อว่าจะขายได้ที่ราคาสูงขึ้นไปอีก เพราะเชื่อว่า ของดีไม่มีวันที่ราคาจะปรับตัวลงมาถูกๆ

มีหลักฐานงานวิจัยยืนยันอยู่เหมือนกันว่า ไม่ควรเข้าซื้อหุ้นที่กำลังตกลง (เพราะจะตกลงไปอีก) และน่าซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น (เพราะก็จะยังขึ้นอีก) มากกว่า เช่น โปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ได้แต่งตำราสรุปผลวิจัยว่า ถ้าเปรียบเทียบเวลาเป็นรายเดือนแล้ว จะพบว่า หุ้นที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ (และในทางกลับกันสำหรับหุ้นที่ลง) หมายความว่า หุ้นแจ๋ว ก็ยังแจ๋วต่อเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ถ้ามาเทียบเวลาเป็นรายปีแล้ว การลงทุนแบบสวนกระแสก็ยิ่งโดดเด่น เพราะมีงานวิจัยอีกชิ้นบอกว่า การลงทุนตรงข้ามกับคนอื่นมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในช่วงเวลาการลงทุนห้าปี มากกว่าช่วงเวลาการลงทุนหนึ่งปี นอกจากนี้ ยังมักจะได้ผลตอบแทนที่เด่นชัดมากกว่าในบริษัทที่มีขนาดเล็ก

หรือในหลายๆโอกาส นักลงทุนสวนกระแสพวกนี้จะหันไปลงทุนในบริษัทที่ไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน ด้วยเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าซื้อที่สุด หลังจากวิเคราะห์เจาะลึกบริษัทนั้นแล้วว่ายังมีอนาคตสดใส นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก Value Investor นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก “เพชรในตม” หรือ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ยิ่งชอบ เพราะอาจได้ซื้อในราคาถูก เนื่องจากยังไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า

ในทางกลับกัน หลายคนอาจจะเห็นการคิดไม่เหมือนคนอื่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่มากทีเดียว เหมือนเป็นพวกนอกคอก คิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเป็นนักลงทุนสวนกระแส ก็มีข้อดีเหมือนกัน ไม่ได้เพียงแต่มีความเสี่ยงมากไปกว่าคนอื่น ถึงแม้ว่าจะคิดไม่เหมือนคนอื่น เพราะนักลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นยอดนิยม ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน โดยเฉพาะการซื้อหุ้นเหมือนๆชาวบ้าน มักจะทำให้ต้องซื้อหุ้นในราคาที่เกินตัว (overprice) เพราะเวลาที่เข้าไปซื้อหุ้นตอนที่บริษัทนั้นดูดีที่สุด อาจจะเป็นเวลาที่หุ้นแพงที่สุด เพราะทุกคนชอบกันหมด ก็เลยยอมจ่ายพรีเมี่ยมนั่นเอง

ดังนั้น การซื้อหุ้นที่คนอื่นเมิน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นยังกลัวๆกล้าๆ จะยิ่งทำให้โอกาสทำกำไรจากการลงทุนสวนกระแสได้มากขึ้น แล้วพอบรรยากาศแจ่มใส หุ้นเริ่มเตะตาบรรดานักลงทุนทั้งหลาย ก็จะเป็นเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ซึ่งในสายตาของนักลงทุนสวนกระแสแล้ว อาจจะรู้สึกว่าช้าเกินไป อย่างไรก็ตาม จะลงทุนสวนกระแสอย่างนี้ ต้องมั่นใจ และเข้าใจพื้นฐานของบริษัทอย่างถ่องแท้

เพื่อจะได้มั่นใจว่า บริษัทนั้นมีปัจจัยพื้นฐานที่แน่นจริงๆ แล้วก็อย่าลืมว่า ไม่มีใครบอกได้อย่างแน่ชัดว่า ตลาดกำลังจะไปทางไหน หุ้นจะขึ้นหรือลง เนื่องจาก การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ไม่แน่นอน คือเป็นลักษณะ Random Walk ไม่มีใครที่สามารถควบคุมตลาดได้ เพราะฉะนั้น จะเป็น contrarian ก็ยังต้องเลือกเหมือนกันว่า ช่วงไหนควรใช้กลยุทธ์การลงทุนไหน อย่างไร

















« Reply #129 เมื่อ 14/07/2007 , 19:42:17 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เรียนรู้จากเซียน

มีหนังสือหลายเล่มที่ผมอ่านในช่วงที่อยากหาความรู้เรื่องการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเพิ่มเติม หนังสือเกี่ยวกับหุ้นที่เป็นภาษาไทยในร้านหนังสือผมอ่านครบทุกเล่ม แถมยังไปหาหนังสือเก่าๆที่เลิกพิมพ์ไปแล้วที่สวนจตุจักร มีหลายเล่มที่ดีมากๆ มีหลายเล่มที่ดีน้อยหน่อย หรือบางเล่มอาจจะรู้สึกเลยว่า เสียดายเงิน เสียดายเวลา ในวันนั้นผมเคยคิดว่าถ้ามีคนคอยแนะนำหนังหุ้นดีๆก็คงจะแจ๋ว ผมเลยไปนั่งค้นๆตู้หนังสือมาดูว่ามีเล่มไหนที่ควรจะอ่านบ้าง ผมจะขอแนะนำแบ่งเป็นชุดๆไปละกันนะครับ

ชุดแรกที่อยากจะแนะนำก็คือหนังสือกลุ่มที่เกี่ยวกับ warren buffett ชื่อนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักลงทุน buffett จัดว่าเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าระดับตำนานเลยก็ว่าได้ การศึกษาแนวทางการลงทุนของ buffett รวมถึงแนวคิดของ buffet น่าจะเป็นทางลัดให้กับคนที่อยากเป็น VI ได้ดี รูปแบบการลงทุนที่ผมยังใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็ได้รับอิทธิพลมาจาก buffet มากพอสมควร ผมจะเรียงลำดับจากเล่มที่คิดว่าควรอ่านที่สุดไปถึงน้อยที่สุดนะครับ จะได้เลือกอ่านกันได้ง่ายขึ้น

วาทะของวอร์เรน บัฟเฟทท์ โดยเจเน็ต โลว์ เรียบเรียงโดยเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เล่มนี้อ่านแล้วจะได้ทราบแนวคิดของ buffett เป็นเล่มที่ผมอ่านบ่อยที่สุดเพราะทุกครั้งที่อ่านมันเหมือนกับได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้ง และยังเป็นการตอกย้ำแนวทางของ vi ให้แน่นลงไปในใจ

The Warren Buffett Way 1st edition โดย Robert G. Hagstrom ถ้าต้องการทราบถึงเหตุผลที่ buffett เลือกหุ้นแต่ละตัว ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเลือกหุ้นของเราเองด้วย เล่มนี้นับว่าเป็นเล่มที่ต้องอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่งเลย เล่มที่ผมอ่านเป็นถ่ายเอกสารภาษาไทย แต่ไม่ทราบว่ายังหาได้อยู่รึเปล่าเพราะพิมพ์มานานมากแล้ว

The Warren Buffett Way 2st edition โดย Robert G. Hagstrom ตอนแรกผมนึกว่าเนื้อหาคงเหมือนๆกับ edition แรก แต่พอได้เปิดอ่านแล้ว เค้ามี update เพิ่มขึ้นเยอะพอสมควร มีการเพิ่มเหตุผลแนวคิดการเลือกหุ้นตัวใหม่ๆ ที่ buffett ได้ซื้อมาหลังจากที่หนังสือเล่มแรกออกไปแล้ว และก็มีการจัดเรียงรูปแบบการนำเสนอเหตุผมใหม่ คุณภาพดีไม่แพ้ edition 1 แต่ตอนนี้ยังไม่มีแปลออกมาถ้าจะจอ่านต้องฟิตๆภาษาหน่อย
แก่นแท้ของบัฟเฟตต์ The Essential Buffett โดย Robert G. Hagstrom แปลโดย ดร.นิเวศน์ เจ้าเก่าของเรา เอาไว้อ่านเสริมเรื่องของ Buffet ที่ตกหล่นไปจาก 2 เล่มข้างต้น

ตามรอย วอเร็น บัฟเฟตต์ How Buffett dose it โดย James Pardoe แปล เอกสิทธิ์ หัสสรังสี เล่มนี้จะบางที่สุดในกลุ่มหนังสือ Buffet สรุปมาเฉพาะแนวคิดสำคัญๆของ Buffett ข้อดีของเล่มนี้คือสั้น แต่ข้อเสียคือเนื้อหาน้อยไปหน่อยไม่ค่อยครบถ้วน เรียกว่าถ้าอ่านเล่มก่อนๆมาแล้วจะไม่อ่านเล่มนี้ก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร แต่ถ้าใครเป็นแฟน Buffett หรืออยากศึกษา Buffett ให้ครบทุกมุมมอง เล่มนี้ก็ไม่เลวครับ
The New Buffettology โดย Mary Buffett แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข เล่มนี้ค่อนข้างหนา ถ้าผมจำไม่ผิด เขียนโดยอดีตลูกสะใภ้ของ Buffett เอง รายละเอียดของเล่มนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็น่าอ่านอีกเช่นกัน แต่เหตุผลที่ผมจัดลำดับความน่าอ่านมาไว้ท้ายสุดก็เพราะวิธีการคำนวณราคาหุ้นของเล่มนี้ผมว่าไม่ค่อยจะ make sense เท่าไหร่ กลัวมาอ่านกันจบแล้วทำตามจะทำให้หลงประเด็นการลงทุนไปได้
ปล. ใน the warren buffet way และ the new buffettology 2 เล่มนี้จะมีการคิดนวณราคาหุ้นไว้ให้

ต้องขอบอกไว้ตอนนี้ว่าวิธีการคิดราคาหุ้นของทั้ง 2 เล่มนั้น เป็นวิจารณาณของผู้เขียนเอง ไม่ใช่วิธีที่ buffett คิดราคาด้วยตัวเอง เท่าที่ผมทราบ buffett ไม่ได้ใช้วิธีซับซ้อนอะไรในการคำนวณราคาหุ้นเลย เพียงแค่ขีดๆเขียนในเศษกระดาษ บวกกับการคิดเลขในใจนิดหน่อย buffett ก็สามารถประเมินราคาหุ้นได้แล้ว (แรกๆผมก็เอาวิธีตามในหนังสือมาใช้คำนวณ แต่หลังจากทำไปได้พักนึงก็รู้ว่ามันไม่เหมาะสมและใช้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ และมักจะทำให้เราคำนวณราคาหุ้นที่ได้เกินจริงไปอยู่เป็นประจำ) เพราะฉะนั้นหนังสือที่อ่านเกี่ยวกับ buffett อยากให้เก็บแนวคิดและวิธีการเลือกหุ้นที่มีคุณภาพจะดีที่สุด อย่าเพิ่งเอาวิธีประเมินมูลค่าจากหนังสือมาใช้ ในเรื่องราคาหุ้นนี้ว่างๆผมจะมาเขียนให้อ่านกันอีกครั้งว่าวิธีที่ในการหาราคาหุ้นที่เหมาะสมนั้นมีอะไรบ้าง และวิธีไหนใช้ได้ผลดีที่สุด

Posted by yoyo at 9:07 PM in YoYo's Investing Way




« Reply #130 เมื่อ 14/07/2007 , 21:22:34 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เริ่มก่อนได้เปรียบ

มีคนอยู่ 2 คน ชื่อ พล กับ บอย ทั้งคู่เล่นหุ้นมามาเป็นเวลา 2 ปีเท่าๆกัน ที่ผ่านมาก็มีทั้งกำไรและขาดทุนสลับกันไป แต่จะหนักไปทางขาดทุนซะมากกว่า มีคนแนะนำให้ทั้งคู่หันมาศึกษาการลงทุนแบบ VI เพราะทำผลตอบแทนได้ดี ทั้งคู่รู้มาว่าการจะเป็น VI ที่เก่งได้ จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเรียนรู้มากพอสมควร

นายพลมีเงินอยู่ประมาณ 1 แสนบาท และคิดว่าตัวเองมีเงินไม่มาก จึงคิดว่าการเรียนรู้การเป็น VI นั้นไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เค้าจะต้องเสียไป เพราะต่อให้เป็น VI ที่เก่งมากอย่างไร ได้ผลตอบแทนซัก 30% เค้าก็จะกำไรเพียง 3 หมื่นบาทเท่านั้น พลตัดสินใจว่าถ้าเค้ามีเงินถึง 5 แสนเมื่อไหร่ เค้าจึงจะหันมาศึกษาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอย่างจริงจัง

นายบอยมีเงินเท่ากับพล 1 แสนบาท และคิดว่าตัวเองมีเงินไม่มากเช่นกัน แต่บอยมองระยะยาวกว่า เค้ามองว่าถ้าเค้าไม่เริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ โอกาสที่เค้าจะมีเงินมากพอที่จะคุ้มค่ากับการศึกษา VI คงเป็นไปได้ยาก และถ้าเค้าทำผลตอบแทนได้ซัก 30% ต่อปี เค้าจะมีเงิน 5 แสนภายใน 6 ปี

เวลาผ่านไป 6 ปี นายพลยังคงเป็นนักเก็งกำไรรายวัน เล่นหุ้นไปตามข่าว ตามโวลุ่ม port ของพลมีมูลค่าประมาณ 1 แสนบาทเหมือนเดิม ใขขณะที่นายบอยใช้เวลาศึกษา VI มานานถึง 6 ปี เค้ากลายเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าฝีมือดีคนหนึ่ง และมีพอร์ทประมาณ 5 แสนบาท และถ้าเค้ายังรักษาระดับผลตอบแทนใกล้เคียงกับ 6 ปีที่ผ่านมาของเค้าได้ อีก 6 ปีข้างหน้าเค้าจะมีพอร์ทใหญ่ถึง 2.3 ล้าน

ในมุมมองของผม ความสำเร็จของ VI วัดกันที่ 2 ปัจจัยหลักๆคือ

ฝีมือ (ผลตอบแทนที่ทำได้)
ระยะเวลาในการลงทุน
นักลงทุนมือใหม่ที่อาจจะมีผลตอบแทนต่อปีไม่มาก ก็สามารถแซงนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนดีได้ ถ้ามีระยะเวลาลงทุนที่นานกว่า เพราะฉะนั้นถ้ารู้แล้วว่าตัวเองยังฝีมือไม่ดี อย่างน้อยเริ่มก่อนก็ได้เปรียบนะครับ

Posted by yoyo at 9:43 PM in YoYo's Investing Way





« Reply #131 เมื่อ 14/07/2007 , 21:26:47 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เริ่มก่อนได้เปรียบ 2

อยากจะขยายความเรื่องนี้ต่ออีกทีเพราะผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการลงทุน หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของผลตอบแทนแบบทบต้นมาบ้างแล้ว ลองมาทบทวนกันอีกทีนะว่ามันมหัศจรรย์ขนาดไหน (มีนักลงทุนชื่อดังมกซักคน บอกว่าดอกเบี้นทบต้นนี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ 8 ของโลกได้เลย)
สูตรในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นก็มีง่ายๆดังนี้ (เป็นสูตรที่ผมจำขึ้นใจมาก)
FV = PV (1+r)^t
FV - เงินในอนาคตที่เราคาดว่าจะมี (บาท)
PV - เงินลงทุนวันนี้ (บาท)
r ผลตอบแทนต่อปี (%)
t ระยะเวลาการลงทุน (ปี)

เคยลองตั้งเป้าหมายในชีวิตกันบ้างมั๊ยครับ ผมเองตอนที่เข้าตลาดใหม่ๆ (อายุประมาณ 22) ผมคิดไว้ว่าอยากจะมีเงินล้านในได้ก่อนอายุ 30 ปี เพราะฉะนั้นผมมีเวลาเหลืออยู่ 8 ปี และมีเงินลงทุนเริ่มต้น 2แสนบาท คำนวณจากสูตรข้างต้นโดยใช้วิธีลองผิดลองถูก กำหนด pv = 2 แสน t=8 แล้วเปลี่ยน r ไปเรื่อยๆจนได้ fv = 1ล้าน แสดงว่าผมจะต้องทำผลตอบแทนให้ได้ประมาณ 23% ต่อปีติดต่อกัน 8 ปี อาจจะฟังดูยาก แต่ถ้าเพิ่มผมแบ่งรายได้จากเงินเดือนลงทุนเพิ่มเดือนละ 3,000 บาท หรือปีละ 36,000 บาท ผมจะต้องลงทุนให้ได้ปีละ 13.5% ซึ่งผมว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นน่าจะทำได้ไม่ยาก

ตัวอย่างการคำนวณกรณีที่มีการลงทุนเพิ่ม



ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองดูนะครับ ในตัวอย่างผมกำหนดเวลาไว้ 8 ปีจะมีเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ลองคิดต่อเล่นๆถ้าผมลงทุนด้วย rate นี้ต่อไปเรื่อยๆจนอยาก 40 ปี ผมจะมีเงิน 4.2 ล้าน อายุ 50 ปี 15.9 ล้าน อายุ 60 ปีผมจะมีเงินถึง 57 ล้านบาท...

ถ้าลองเปลี่ยนผลตอบแทนเป็น 15% จะเกิดอะไรขึ้น อายุ 60 ผมจะมีเงิน 89 ล้าน

แล้วถ้าผมแบ่งเงินเดือนที่จะลงทุนเพิ่ม จาก 3000 เป็น 5000 ต่อเดือน ที่ผลตอบแทน 15% อายุ 60 ปี port ผมจะพุ่งไปถึง 121 ล้านเลยทีเดียว สูงไม่ใช่ย่อยเลยนะครับ

เห็นมั๊ยครับว่าการลงทุนนี่ ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นมี 2 ประการ (การเปลี่ยนค่า 2 ตัวนี้ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันจนน่าตกใจ)
1. ระยะเวลาการลงทุน (เริ่มก่อนได้เปรียบ)
2. ผลตอบแทน (เก่งกว่าได้เปรียบ)
3. เงินออมที่ลงทุนเพิ่มในแต่ละปี (ออมเยอะก็ได้เยอะ) ข้อนี้ผมเพิ่มมาจากบทความก่อน

- ใครยังไม่เริ่มมาลงทุน รีบๆซะนะ อย่าลืม เริ่มก่อนได้เปรียบ
- ส่วนใครเริ่มต้นช้า อย่าเพิ่งเสียใจ รีบๆหาความรู้ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่าให้เยอะซะ แล้วเอาเวลาที่นั่งจ้องราคาหุ้นบนคอมพิวเตอร์มานั่งศึกษาธุรกิจต่างๆให้มาก ผลตอบแทนจะพุ่งขึ้นตามความขยันของเราเอง
- อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น คือการออมเงินมาลงทุนเพิ่มให้สูงขึ้น
- ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองดู แล้วลองคำนวณตามผมเล่นๆดูว่า ต้องใช้เวลาลงทุนนานเท่าไหร่ หรือต้องมีผลตอบแทนกี่ % เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้

ใครสามารถทำได้ครบทั้ง เริ่มลงทุนเร็ว ทำผลตอบแทนได้ดี และแบ่งรายได้มาลงทุนเพิ่ม อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้ได้เลยว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้มันไม่ไกลเกินเอื้อมเลยจริงๆ ..

ตอนเข้าตลาดหุ้นใหม่ๆผมตั้งเป้าไว้ว่าจะมีเงิน 1 ล้านบาทก่อนอายุ 30 ที่ผ่านมาการลงทุนแบบเน้นคุณค่า บวกกับการออมเงินทำให้ผมบรรลุเป้าหมายมาได้พักใหญ่แล้ว เป้าหมายใหม่ของผมสูงกว่าเดิมมาก แล้วถ้าผมบรรลุเป้าหมายใหม่ของผมได้แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

ปล. ใครอ่านเรื่องการคำนวณผลตอบแทนไม่รู้เรื่อง ลองไปหาหนังสือพวก Foundation Finance มาอ่านดูนะครับ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แบบว่าขี้เกียจอธิบายยาว ^__^

Posted by yoyo at 9:44 PM in YoYo's Investing Way




« Reply #132 เมื่อ 14/07/2007 , 21:36:35 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Saturday, 23 June 2007

หุ้นตัวแรกในชีวิต

หุ้นตัวแรกในชีวิตที่ผมซื้อคือเป็นหุ้น GFPT ทำธุรกิจชำแหละไก่ขาย คล้ายๆ CP แต่ว่าขนาดเล็กว่ากันเยอะ หุ้นตัวแรกผมซื้อหลังจากที่รู้จักเรื่องการลงทุนมาได้ประมาณครึ่งปี ก่อนที่จะมาเป็นหุ้นตัวนี้ได้ ผมเริ่มจากการที่อ่านหนังสือตีแตก ในหนังสือมีบอกถึงวิธีการเลือกหุ้นหลายแบบ แต่ในช่วงแรกผมยังไม่เข้าใจมาก เลยได้แต่หยิบยกเฉพาะเรื่องง่ายๆในหนังสือมาใช้ ก็คือการเลือกซื้อหุ้นราคาถูก

โดยวัดเอาจาก P/E P/BV และ Dividend Yield เป็นหลัก ผมเปิดหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเล่มที่เป็นการเงินการลงทุน เปิดหน้ากลางออกมาไล่หาหุ้นที่มี PE ต่ำกว่า 6 มี PBV ไม่เกิน 1 และ Yield เกิน 5% ตัวเลขเหล่าผมลองสมมติขึ้นมาเองโดยประมาณเพื่อทำให้หุ้นที่ผมจะเลือกนั้นน้อยลง เหมือนเป็นการใช้ตะแกรงร่อนหุ้นให้น้อยลงจะได้เลือกได้ง่ายขึ้น

หุ้นที่ผ่านตะแกรงร่อนหุ้นมามีอยู่ประมาณ 10 ตัวได้ ผมก็เลือกต่อโดยดู PE PBV และ Yield เหมือนเดิม ก็เห็นว่าหุ้นที่ดูแล้วน่าจะมีราคาถูกที่สุดก็คือ GFPT หุ้นไก่นั้นเอง .. ก็ตาม step ครับก่อนจะลงทุนต้องเข้าใจธุรกิจนั้นๆให้ได้ก่อน ผมไป Download file 56-1 จากเวป กลต. มานั่งอ่านจนเข้าใจธุรกิจของหุ้นได้ระดับนึง ส่วนงบการเงิน ในตอนนั้นผมอ่านไม่ค่อยเป็นครับ ก็เอามานั่งๆดู ลองคิดพวก ratio หลายๆตัวตามหนังสือตีแตก แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในความหมายเท่าไหร่ ... แต่ก็หลอกตัวเองว่าหุ้นตัวนี้น่าจะเป็นหุ้นที่ดี ธุรกิจขายไก่เป็นธุรกิจอาหาร เลยคิดเข้าข้างตัวเองต่อว่าอาหารเป็นปัจจัย 4 ยังไงคนก็ต้องกินอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นธุรกิจน่าจะดี ว่าแล้วก็ตัดสินใจซื้อหุ้นเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของเงินสดที่ผมมีอยู่

ซื้อหุ้นมาหุ้นละ 40 บาท ในช่วงแรกๆผมก็ดีใจใหญ่เลยครับ หุ้นค่อยๆขยับขึ้นไปอย่างช้าๆจาก 40 ไปสูงสุดถึง 48 บาท ผมเองก็ไม่ขายเพราะคิดว่าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว ต้องถือไว้นานๆ .... ผมถือจนถึงเวลาที่งบการเงินประกาศออกมา (ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่างบการเงินเค้าประกาศกันตอนไหน) หุ้น GFPT ราคาไหนลงจาก 48 มาอยู่ที่ประมาณ 40 บาท ผมเองก็ยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมหุ้นลงแรงจัง แต่ยังคิดต่อว่าไม่มีอะไรหรอก จะเป็น VI ต้องจิตใจมั่นคง ผมยังคงหลอกตัวเองต่อไป .. เวลาผ่านไปไม่นานหุ้นก็ไหลลงมาเรื่อยๆ จาก 40 39 38 36

ผมเข้าไปอ่านเวปบอร์ด Taladhoon (ตอนนี้กลายเป็นเวปล้างไปแล้ว) เริ่มมีคนพูดถึง GFPT กันมากขึ้น เค้าบอกว่ากิจการกำไรหดลงอย่างมากจากการกีดกันการค้า และแนวโน้มธุรกิจกำลังแย่จากรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องติดกันถึง 4 ไตรมาส รู้ถึงขนาดนี้แล้ว ผมก็ยังไม่ได้ขายหุ้นเพราะยังหวังว่ายังก็น่าจะได้ปันผล ซึ่งปกติจ่ายกันประมาณ 50% ของกำไร ซึ่งก็คิดเป็น % ที่สูงพอใช้ได้ ราคาหุ้นยังคงลงต่อไป 36 35 34 33 32 ... ในเวปบอร์ดยังคงพูดกันต่อว่า GFPT ไม่น่าจะมีเงินพอที่จะจ่ายเงินปันผล เพราะว่าแทบจะไม่มีเงินสดเหลืออยู่ในบริษัท หนี้สินระยะก็ยังมีที่จะต้องจ่าย .. ถึงตอนนั้นผมเห็นท่าจะไม่ได้แล้ว ธุรกิจที่คิดว่าจะดีก็ไม่ดี เงินปันผลที่น่าจะได้ ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ ผมขายหุ้นไปที่ราคาประมาณ 28 บาท จนหมด ขาดทุนไปประมาณ 30% ได้ ... เป็นบทเรียนการลงทุนที่เจ็บปวดพอสมควร

หลังจากที่ผมขายหุ้นไป บริษัทก็ประกาศเพิ่มทุนอีก 1 เท่าตัว เพราะไม่มีเงินสดเพียงพอในการทำธุรกิจ ทำให้หุ้นมีตัวหารเพิ่มขึ้นมาก ราคาก็ดิ่งลงอย่างหนัก ยังดีที่ผมตัดใจขายไปได้ ไม่งั้นคงเจ็บหนักกว่านี้ จนปัจจุบันหุ้น GPFT ก็ยังไม่ฟืนขึ้นมาจากหลุมเลยครับ

ข้อคิดที่ผมได้จากเจ้าหุ้นไก่มีหลายอย่างเลยครับ ทั้งดีและไม่ดี
- การจะซื้อหุ้นซักตัวอย่าดูเพียงแค่ตัวเลข เห็นว่าหุ้น PE PBV ต่ำ Yield สูงก็รีบเข้าไปซื้อ จริงๆแล้วตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขในอดีต การซื้อหุ้นตามตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่การลงทุนที่ฉลาดเลย จะให้ดีผมควรที่จะคาดการณ์ตัวเลขเหล่านี้ในอนาคตมากกว่าค่าในอดีต เลขที่เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์นั่นเพียงแต่ช่วยให้เราเห็นภาพคร่าวของหุ้นเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ตัดสินใจในการซื้อหุ้นซักตัว
- ต้องเข้าใจธุรกิจเพียงพอที่จะคาดการณ์ได้ว่าธุรกิจมีแนวโน้มอย่างไร อย่าหลอกตัวเอง อย่างคิดเอาเองคนเดียวอย่างที่ผมทำ โดยคิดเพียงแค่ว่าธุรกิจอาหารยังไงคนก็ต้องกิน รู้แค่นี้ยังไม่พอ
- เวลาดูผลการดำเนินงานควรจะดูย้อนหลังไป ในกรณีนี้ถ้าผมเข้าไปดูผลประมาณการณ์ Q1 Q2 Q3 ผมจะเห็นเลยว่ารายได้และกำไรมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน
- ถ้าคิดจะลงทุนจริงๆควรอ่านงบการเงินให้เป็นด้วย ถ้าตอนนั้นผมอ่านงบการเงินเป็น ผมคงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าบริษัทจะไม่มีเงินพอมาจ่ายเงินปันผล รวมทั้งยังมีเงินไม่พอในการดำเนินธุรกิจจนต้องเพิ่มทุนด้วย
- หุ้นตัวแรกในชีวิตผมก็ลงทุนมากถึง 50% ของ port ซึ่งนับว่าเสี่ยงมาก การที่เราจะลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่มากขนาดนี้ได้ เราควรมีความมั่นใจสูงมากๆในหุ้นตัวนั้นๆว่ามีคุณภาพดี มีราคาถูก ไม่ใช่รู้แบบคลุมเครือแบบผม แต่เล่นซัดซะเต็มเหนี่ยว ผลลัพธ์ก็คือขาดทุนหนัก
- ในเวปบอร์ดมีคนเตือนผมหลายหน แต่ผมกลับไม่สนใจเพราะเห็นว่าตอนนั้นหุ้นกำลังขึ้น คนที่ post คงไม่รู้จริง ....

บทเรียนวันนั้นมีค่ามากๆสำหรับผม หลังจากขาดทุนจากหุ้นตัวแรก ก็ทำให้วิธีการลงทุนของผมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ...

Posted by yoyo at 9:25 PM in YoYo's Investing Way

ผมเข้าไปอ่านเวปบอร์ด Taladhoon (ตอนนี้กลายเป็นเวปล้างไปแล้ว)

ขอแก้ข่าวค่ะเวปบอร์ด Taladhoon ตอนนี้คึกคักสุดๆ สมาชิกเพิ่มขึ้นทุกวัน มีแต่สิ่งดีๆให้คุณติดตามค่ะ





« Reply #133 เมื่อ 14/07/2007 , 21:45:14 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Saturday, 23 June 2007

ราคาทุน กับ ผลกระทบทางจิตวิทยา

ในการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเรื่องของจิตใจ (Mental Skill) บางคนเล่นหุ้นแล้วใจไม่นิ่ง หุ้นขึ้นนิดหน่อยก็ทุกข์ ทุกว่าจะขายเมื่อไหร่ หุ้นลงก็ทุกข์ ทุกว่าตัวเองขาดทุน เรื่องของจิตใจนี่เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนากันได้ ช่วงแรกๆเองผมก็มีปัญหาเรื่องนี้อยู่มาก (ตอนนี้ก็ยังไม่ได้หายขาดหรอกครับ แต่ว่าดีขึ้นเยอะแล้ว) การอ่านหนังสือก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้ อย่างที่เคยแนะนำหนังสือเรื่องจิตวิทยาการลงทุนไป ก็ช่วยได้เยอะ

จั่วหัวเป็นชื่อเรื่องไว้เกี่ยวกับ"ราคาทุน" เป็นคำที่มีเรื่องให้คุยกันได้เยอะมาก ราคาทุนก็คือราคาหุ้นที่เราซื้อมาในตอนแรก ถ้ามีการซื้อหุ้นเพิ่มระหว่างทางก็คิดเฉลี่ยออกมา ถ้าราคาในวันนี้เกินราคาทุนก็แสดงว่ากำไร ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าราคาทุนก็แสดงว่าขาดทุน ผลกระทบของราคาทุนที่มีต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ผมเชื่อว่ามีอยู่สูงมาก

จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะขายหุ้นที่มีราคาสูงกว่าราคาทุนได้ง่ายกว่าการที่จะขายหุ้นที่ต่ำกว่าราคาทุน เพราะคนส่วนใหญ่กลัวความเจ็บปวด ฝรั่งเค้าเรียกว่า Snake bite effect คือการขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่าทุนจะเหมือนเป็นการยอมรับว่าเราขาดทุน หรือเป็นการยอมรับว่าเราตัดสินใจผิด และจะทำให้เกิดการเจ็บปวด แต่การขายหุ้นที่ราคาสูงกว่าทุน จะทำให้เรารู้สึกว่ามีความสุข ผลที่ตามมาก็คือ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรเร็วจนเกินไปทำให้ได้กำไรน้อย หรือถือหุ้นที่ราคาลงนานจนเกินไปทำให้ยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้นๆ

การจะลดปัญหานี้ได้ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือหลังจากซื้อหุ้นแล้วควรจะลืมราคาทุนให้เร็วที่สุด เพราะจริงๆแล้วราคาทุนไม่ควรมีผลต่อการตัดสินใจของเราว่าจะถือหุ้น จะขายหุ้นทิ้งหรือว่าจะซื้อหุ้นเพิ่ม ตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจคือราคาวันนี้ และราคาที่เราเหมาะสม

- ถ้าราคาวันนี้ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมมากๆ ก็ซื้อหุ้นซะ

- ถ้าราคาวันนี้สูงกว่าราคาที่เหมาะสมก็ขายซะ

- เรามีหุ้นอยู่แล้ว หุ้นราคาลดลงมา ในขณะที่ราคาที่เหมาะสมยังเหมือนเดิม ถ้ามีเงินก็ซื้อเพิ่ม ถ้าหมดเงินแล้วก็ถือไว้เฉยๆ
เห็นมั๊ยครับว่าการตัดสินใจทั้ง 3 แบบ ไม่มีราคาทุนเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย แต่นักลงทุนก็มักจะเอาราคาทุนมาใช้ในการตัดสินใจเป็นประจำซึ่งจะทำให้เราลงทุนโดยหลงกับดักทางจิตวิทยาได้

ปกติผมจะไม่เข้าไปดูหุ้นใน port ตัวเองผ่านทางเวปไซด์ของ Broker เท่าไหร่ เพราะในนั้นจะมีบอกครบหมดว่าเรามีหุ้นอยู่จำนวนเท่าไหร่ ราคาทุนเท่าไหร่ ราคาวันนี้เท่าไหร่ คิดเป็นกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ซึ่งทำให้เราไขว้เขวได้ง่าย ผมเลยสร้าง file excel แสดง port ตัวเองเอาไว้แยกต่างหากว่าผมมีหุ้นใน port อะไรบ้างเป็นจำนวนเท่าไหร่ แล้ววันไหนอยากรู้ว่าตัวเองมีเงินลงทุนรวมอยู่เท่าไหร่ ก็ค่อย key ราคาหุ้นใส่ลงไป วิธีนี้จะทำให้ผมไม่รู้ราคาทุน และตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นมากครับ

Posted by yoyo at 9:27 PM in YoYo's Investing Way





« Reply #134 เมื่อ 14/07/2007 , 21:48:50 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Saturday, 30 June 2007

ข่าววงในๆ

เห็นจั่วหัวเรื่องไว้แบบนี้ อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ ไม่ได้มีข่าววงในอะไรมาบอก แต่วันนี้จะพูดถึงเรื่องข่าววงใน ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่เล่นหุ้นก็ชอบกันนักละข่าววงใน แต่คนที่เจ๊งเพราะข่าววงในนี่ก็เยอะเหมือนกัน ข่าววงในแบ่งได้ออกเป็นหลายประเภทตามแต่จะใช้อะไรเป็นตัวแบ่ง

แบ่งด้วยคุณภาพของข้อมูล

- คุณภาพชั้น 1 มาจากเจ้าของหรือญาติใกล้ชิด
- คุณภาพชั้น 2 มาจากพนักงานภายในบริษัท หรือญาติห่างๆ
- คุณภาพชั้น 3 เค้าบอกต่อๆกันมา

แบ่งด้วยประเภทของข้อมูล

- ประเภทข่าวสาร (Information) เช่น บริษัทขยายกำลังการผลิต บริษัทออกสินค้าตัวใหม่ยอดขายทะลุ บริษัทได้รับงานประมูลชิ้นใหญ่

- ประเภทข้อคิดเห็น (Opinion) เช่น หุ้น a เจ้าจะปั่นไป 10 บาท หุ้น b น่าจะโดน take over ที่ราคา 20 หรือหุ้น d จะโดนทุบเจ้ามือเก็บของ

สำหรับผมถ้าคิดจะเล่นหุ้นที่มีข่าววงในจริงๆ ต้องเป็นประเภทข่าวสารเท่านั้น แบบข้อคิดเห็นไม่เอา เพราะบางครั้งเราอาจจะได้ข่าวจากเจ้าของโดยตรงว่าจะปั่นไปเท่านู้นเท่านี้ . แต่เอาเข้าจริงๆก็ปั่นไม่ได้ หรือราคาไม่ไปตามที่เค้าคาด ข้อสำคัญอีกอย่างคือคุณภาพของข้อมูล ขั้นต่ำควรจะเป็นระดับ 2 คืออย่างน้อยต้องหาที่มาได้ว่ามาจากใคร ไม่ใช่แบบขั้น 3 ที่บอกๆต่อๆกันมา ก่อนจะมาถึงเราไม่รู้ผ่านมากี่รายแล้ว แบบนี้โอกาสที่จะกำไรคงยาก แต่จะให้ชัวร์จริงๆ ต้องเป็นข้อมูลแบบข่าวสารที่มีจากระดับผู้บริหารหรือเจ้าของ แล้วเรามาวิเคราะห์เอาต่ออีกรอบว่าข่าวที่ออกมากระทบไปในทางบวกหรือลบมากน้อยแค่ไหน อย่าไปเชื่อว่าหุ้นจะไปเท่านู้นเท่านี้บาท เท่าที่เห็นมาก็เจ๊งเพราะวงในมาหลายรายแล้วครับ

Posted by yoyo at 10:14 AM in YoYo's Investing Way







« Reply #135 เมื่อ 14/07/2007 , 22:34:16 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------




โธ่ๆๆๆๆ คุณโยโย่ว่าบ้านเมียหลวงเราร้างได้ไงคับ

พ้มขออนุญาตเพิ่มเติมคุณโยโย่นิดนึงนะคับ
พ้มเห็นด้วยกับการดูข้อมูลพื้นฐานต่างๆ
ติดตามดูผลประกอบการทุกไตรมาศของหุ้นตัวนั้น

แต่ถ้าเป็นนักเทคนิคคอลด้วย ก็จะช่วยได้เยอะคับ
อย่างเช่นกราฟ GFPT ที่พ้มเอามาลงประกอบ
ตรงที่พ้มวงไว้ มันส่งสัญญานให้ขายหุ้นทิ้งแล้วคับ
ถ้าทำได้ตามสัญญาน ก็จะไม่ต้องมาขาดทุนเยอะแยะตาแป๊ะขี้หมูไหล

เรียกว่า ถ้าเป็นได้ทั้งนัก fundamental ผสมกับ technical
จะตัดการขาดทุนบักโกรกได้ 100% คับ





« Reply #136 เมื่อ 15/07/2007 , 20:52:27 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

จุมพล สายมาลา : www.ingfunds.co.th

ลงทุน (ในกองทุนหุ้น) อย่างไรจึงไม่เจ๊ง

สวัสดีครับท่านผู้อ่านและนักลงทุนที่เคารพทุกท่าน พบกันอีกครั้งในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่บรรยากาศ การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มคึกคัก โดยที่ผ่านมาในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ต่อเนื่องถึงต้นเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติเริ่มจุดพลุแรงๆ หลังจากที่ทยอยเก็บหุ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วสักระยะหนึ่ง อันที่จริงภาวะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากในเชิงของปัจจัยพื้นฐาน และเชิงเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังถือว่าไม่แพงนัก และคุ้มค่าลงทุน เพียงแต่มีปัญหาด้านการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็เริ่มมองกันว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น และทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี

ประกอบกับภาวะสภาพคล่องของระบบการเงินโลกที่ยังมีอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะมาจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserves) ของกลุ่มประเทศในเอเชียที่เริ่มหาแหล่งลงทุนที่มีผลตอบแทนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือเงินจากการกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยราคาถูกกว่าจากญี่ปุ่นเพื่อมาลงทุน (Carry Trades) ตลอดจนถึงเงินลงทุนจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ได้รับกำไรเพิ่มจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น (Petro Dollars) และอื่นๆ อีกมากหลายแหล่งที่มาของเงินลงทุน ที่มีการจัดสรรมาลงทุนทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน

คราวนี้เมื่อหุ้นเริ่มคึกคักคำถามที่อยู่ในใจนักลงทุนไทยก็คือ ซื้อกองทุนหุ้นดีไหม หลายท่านอาจลังเลว่าตลาดปรับตัวขึ้นมาเร็ว ไม่ทันตั้งตัวจะมาซื้อตอนนี้ก็กลัวสูงไป กลัวว่าซื้อปุ๊บหุ้นตกทันทีจะติดอยู่ในกองทุนหุ้นไปอีกหลายปี ดังที่บางท่านหรือหลายท่านอาจเคยเป็นมา แล้วจังหวะการลงทุนที่ดีคือ ช่วงไหนอย่างไร???

ผมอยากจะเสนอแนวคิดครับว่าการลงทุนในกองทุนหุ้น ควรเป็นเงินที่ไม่ต้องรีบร้อนใช้จ่ายใดๆ สามารถลงทุนได้ค่อนข้างยาว ยิ่งนานยิ่งดี และอย่างน้อยที่สุดก็ควรเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป ที่เรียนเช่นนี้เพราะถ้าเราต้องการจะลงทุนเพียงระยะสั้น โดยจับจังหวะการปรับตัวขึ้นลงของตลาดหุ้น ผมเรียนว่าโอกาสพลาดมีสูง และก็จบลงด้วยความเสียหายจากการลงทุน แต่ถ้าจัดสรรเงินลงทุนในกองทุนหุ้น และลงทุนในระยะยาวได้ โอกาสได้มากกว่าเสีย แถมยังไม่ต้องกังวลกับภาวะความผันผวนรายวัน รายสัปดาห์อีกด้วย โดยอยากจะแสดงตัวเลขของดัชนีตลาดหุ้นให้เห็นว่า ถ้าลงทุนในระยะยาวแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปผลตอบแทนก็มีโอกาสดีขึ้นเรื่อยๆ





« Reply #137 เมื่อ 15/07/2007 , 20:54:21 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

กัลยาณทรัพย์

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ประเภทที่เงินทองหามาได้ แล้วก็หมดไป เงินเดือนเข้ามา แล้วก็ออกไปหมด หรือหลายๆ คนทั้งที่สามารถหาเงินได้มาก แต่ก็ไม่มีเงินเก็บ บางครั้งพยายามจะเก็บออมเงิน วางแผนการสารพัดสารพัน มีความตั้งใจเต็มร้อย สุดท้ายก็ยังออมเงินไม่ได้สักที

ผู้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมกลุ้มอกกลุ้มใจในการหาหนทางที่จะทำให้เงินออมงอกเงย จะฝากธนาคาร ผลตอบแทนก็ดูจะยังไม่น่าพอใจ จะลงทุน จะเล่นหุ้นก็ยังไม่กล้า ไม่มีเวลา

ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่กำลังกลุ้มใจเพราะไม่มีเงินเก็บเงินออม อายุก็มากขึ้นทุกวัน ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าอินเทอร์เน็ต Hi-speed รายได้แม้จะเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ค่อยสมดุลกับค่าใช้จ่าย หลายคนไม่สนใจ ไม่ใส่ใจที่จะวางแผนสำหรับอนาคต ไม่ต้องการรับรู้ ก็เลยอาจจะยังไม่ช็อกว่า อนาคตที่ไม่แน่นอนของเรานั้น ต้องการรากฐานที่มั่นคง ที่ต้องเริ่มต้นลงเสาเข็ม เทพื้น กันตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไร ความมั่นคงในอนาคตก็มากขึ้นเท่านั้น

คำถามสำคัญต่อมาก็คือว่า แล้วจะทำอย่างไรให้มีเงินเก็บเงินออม ทำไมเงินทองที่หามาได้ ไม่ค่อยจะยอมอยู่กับเรา เงินของเรา ทำไมชอบไปอยู่กับคนอื่นเรื่อยไป ทำเหมือนเป็นศัตรูกัน อยู่ร่วมกันไม่ค่อยจะได้ ใครอยากมีเงินเก็บ เงินออม ต้องพยายามไม่เป็นศัตรูกับเงิน คือต้องวางแผน หาหนทางให้เงินอยู่กับเราในแบบที่เราจะมีความสุขมีความมั่นคงมากขึ้น

คนไม่มีเงินเก็บเงินออม มีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือคนที่มีรายได้น้อยไม่สมดุลกับภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น อย่างเช่น ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเทอมลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน ค่ารักษาพยาบาลหรือประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน หลายครั้งแม้ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายก็เพิ่มแซงรายได้ขึ้นไปอีก

ส่วนประเภทที่สอง คือคนที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในการ Up grade วิถีชีวิต อย่าง ทีวี คอมพิวเตอร์ รถยนต์ โทรศัพท์ ต้องรุ่นใหม่ ไฮเทค In trend ต้องได้ลิ้มลองอาหารรสเลิศ ต้องไปสถานที่เที่ยวทันสมัย ต้องใช้ข้าวของแบรนด์เนม จนลืมประมาณตัวเองว่า มีรายได้เพียงพอที่จะฟุ่มเฟือยได้มากน้อยเพียงไร คนกลุ่มนี้ หาเงินได้มาก อาจจะเพราะความสามารถ มีหน้าที่การงานดี เลยต้องการมีหน้ามีตา ต้องการให้สังคมยอมรับ หรืออาจจะต้องการให้รางวัลกับตนเองแบบลืมคิดถึงอนาคต

เงินหาได้มาก หาได้ง่าย เดี๋ยวก็หาได้อีก ไม่มีอะไรน่าวิตก!!! ใครคิดแบบนี้ อย่าลืมว่าอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ตลอดเวลา บริษัทที่เราทำงานอยู่ด้วยอาจจะหายไปชั่วข้ามคืน อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ โรคร้ายๆ เชื้อโรคแปลกๆ เกิดขึ้นทุกวัน อุบัติเหตุทางการเงินจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่ไม่ควรเสี่ยง

การจะมีเงินออมสำหรับคนกลุ่มแรก อาจจะยากสักหน่อย แต่ยากไม่ใช่แปลว่าจะทำไม่ได้ ทุกเรื่องเป็นไปได้ คนที่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายจำเป็น จะต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ อาจจะต้องขยันเพิ่มขึ้น ค้นหาทักษะ ความสามารถพิเศษของตนเองให้เจอ หาทางพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นให้เป็นที่ยอมรับในที่ทำงาน หาวิธีการพัฒนาสินค้าของตนเอง อาจจะลองปรับเปลี่ยนวิธีการนวดแป้ง การหมักหมู การทอดลูกชิ้น หรือวิธีที่จะเพิ่มมูลค่าหรือลดต้นทุนในสินค้าของเรา เพื่อสร้างกำไรให้มากขึ้น ที่สำคัญต้องไม่หมิ่นเงินน้อย หรือมีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท แล้วเงินเก็บเงินออมก็จะค่อยๆ สะสมพอกพูนเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย อนาคตที่มั่นคงก็จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้น

ส่วนคนกลุ่มที่สองที่ไม่มีเงินเก็บ เพราะความฟุ่มเฟือย ดูเหมือนน่าจะจัดการได้ง่ายกว่า แต่หลายคนคงเห็นตรงกันว่า การจัดการตัวเอง การหักห้ามใจตนเอง ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่ก็ต้องหาวิธีให้ได้ ให้เริ่มทดลองจากการลดระดับความฟุ่มเฟือยลง ค่อยๆ ลด ค่อยๆ ละ แล้วจึงค่อยเลิก ส่วนจะต้องลด ละ เลิก อะไรบ้างนั้น ก็คงต้องพิจารณากันตามความเหมาะสมของแต่ละคน สำหรับคนที่คิดว่าตนเองก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร แต่ก็เก็บเงินไม่อยู่ แถมยังตอบไม่ค่อยจะได้ว่าใช้เงินทำอะไรไปบ้าง อาจจะใช้วิธีซื้อสินทรัพย์เก็บไว้แทนเงินสด อย่างเช่น ทองคำ เพชรพลอย เครื่องประดับ อสังหาริมทรัพย์ ธนบัตร รูปภาพ หรือสินทรัพย์ที่จะมีค่า มีราคาเพิ่มขึ้นในอนาคต

ปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่งของการมีกัลยาณทรัพย์ คือการมีกัลยาณมิตร ทรัพย์สินเงินทองจะอยู่กับเรายั่งยืนหรือไม่ จะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู เพื่อนที่ดีเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ เพื่อนมีหลายประเภทหลายแบบ ทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนตาย เพื่อนแท้

ในแต่ละวันเราอาจจะใช้เวลากับเพื่อนร่วมงาน มากกว่าญาติพี่น้องของเราเองด้วยซ้ำ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

ว่ากันว่า Sister by chance Friend by choice หรือพี่น้องเป็นเรื่องของโชคชะตาเป็นเรื่องที่เราลิขิตเองไม่ได้ แต่เพื่อนเราเลือกได้ ใครอยากมีกัลยาณทรัพย์ อยากมีเงินเก็บเงินออม มีอนาคตที่มั่นคง คงต้องรู้จักแยกแยะเพื่อนประเภทต่างๆ ให้ชัดเจน รู้จักจัดการกับความสัมพันธ์ในการคบเพื่อนให้ดี เพื่อนชวนกิน ชวนเที่ยว ชวนฟุ่มเฟือยเราจะปฏิเสธเขาอย่างไรไม่ให้เสียเพื่อน และก็ไม่ต้องฟุ่มเฟือยให้เสียทรัพย์ เสียเวลา เสียสุขภาพ เสียงานเสียการ

หากพิจารณาดูจะพบว่าทรัพย์สินเงินทอง ต้องการวิธีจัดการที่ดี เพื่อให้มาเป็นทาสรับใช้รับ สร้างความเป็นอยู่ที่สงบเย็น สร้างอนาคตที่ดีให้เรา หากจัดการได้ไม่ดี เงินอาจกลายเป็นเจ้านายเรา คอยบงการชีวิตเราให้ทำงานหนักเพื่อหาเงิน ให้เราลุ่มหลงมัวเมา ฟุ้งเฟ้อมีความสุขแบบฉาบฉวยกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ ใครมีทรัพย์เป็นมิตรหรือเป็นศัตรู ต้องลองพิจารณาดูค่ะ






« Reply #138 เมื่อ 15/07/2007 , 20:55:13 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance

"สุกัญญา สุวรรณนภาศรี"

ผู้หญิงที่มีความสุขกับการลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

ถ้าการลงทุนในหุ้นไม่ใช่ในลักษณะของการเก็งกำไร แต่เป็นลักษณะของการลงทุนได้ อย่างนั้นเราจะสบายใจกว่า แต่พี่ก็ไม่ได้เลือกลงทุนในลักษณะพอร์ตของหุ้น เลือกที่จะลงทุนในสิ่งที่เราชอบนั่นก็คือ อสังหาริมทรัพย์

"ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" ไม่ได้ถูกแบ่งแยกจากความเป็นชายหรือหญิง แต่ประการใด เช่นเดียวกับหญิงเก่งมากมายความสามารถอย่าง "สุกัญญา สุวรรณนภาศรี" กรรมการบริหาร บริษัท นัมเบอร์วันเฮ้าส์ซิ่ง ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้ชื่อโครงการ "Blue Lagoon" นอกจากเธอจะนั่งแท่นผู้บริหารที่นี้แล้ว สุกัญญายังดำรงตำแหน่งผู้บริหารในอีก 4 บริษัท ภายในกลุ่ม "นัมเบอร์วัน" อีกด้วยสุกัญญาจึงถือว่าเป็นผู้บริหารหญิงที่รวยความสามารถอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่เพียงเรื่องการทำงานเท่านั้น แง่คิดในเรื่องเกี่ยวกับการออม และการลงทุนของเธอก็มีความน่าสนใจเช่นเดียวกัน

โดยสุกัญญาบอกว่า เรื่องของการออมและการลงทุนเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะต้องมี เป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝั่ง และสร้างนิสัยในการออมให้เป็นนิสัยปกติตั้งแต่เด็กๆ ตอนเด็กๆ พ่อแม่ก็จะซื้อกระปุกออมสินมาให้ถือเป็นกุศโลบายที่พ่อแม่ต้องการที่จะปลูกฝั่งเรื่องของการออมให้ตั้งแต่ที่ตัวเองยังเป็นเด็ก กลับจากโรงเรียนถ้าพี่มีเงินเหลือก็จะนำไปหยอดกระปุก ทุกวันนี้มีลูกแล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องการให้เขารู้จักคือเรื่อง "ค่าของเงิน" ว่าเงินมันเป็นตัวแปรที่สามารถทำให้เรามีปัจจัย 4 ได้สมบูรณ์มากขึ้นแค่ไหน

เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีในการบริหารเงินอย่างไร ก็เลยเป็นที่มาของการออม ถ้ามีความพร้อมมากขึ้น การออมก็จะผันไปสู่เรื่องของการลงทุน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝั่งจนเป็นนิสัยเรื่องของการออม และให้รู้ค่าของเงิน พอลูกโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเปิดบัญชีธนาคารให้กับเขาเพื่อให้เด็กเห็นว่าเงินของเขามันโตขึ้นได้ก็จะมีความสุข เวลาเขาอยากได้อะไรลูกก็สามารถที่ซื้อได้ด้วยตัวเองโดยลูกเริ่มที่จะสะสมสตางค์ที่จะซื้อ นั่นหมายความว่าการออมกำหนดเป้าหมายให้เขาโดยปริยาย

"เพราะฉะนั้นการออมของเราไม่ใช่เพียงแค่ออมเท่านั้น ออมแล้วก็ควรจะต้องมีเป้าหมายในการที่จะออมด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนก็หลากหลายแตกต่างกันไป เรื่องของการออมและการลงทุนนั้นไม่มีรูปแบบหรือสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ที่สำคัญคือ เราต้องรู้สึกว่ามันใช่ อย่างพี่รู้สึกว่ามันต้องสบาย มันไม่ใช่ความเครียดว่าเดือนนี้เรามีเงินออมมั้ย เราจะต้องเอาเงินไปลงทุนยังไง ต้องออมเท่าไร มันไม่ใช่ มันต้องกำหนดว่าให้เรารู้สึกสะดวกสบายแล้วก็มีความสุขที่จะออมและลงทุน"

สุกัญญา เล่าว่า เมื่อตอนที่เรียนจบมาใหม่ๆ ได้นำเงินออมที่มีเข้าไปลองลงทุนในหุ้นดู เพราะรู้สึกว่าเป็นรูปแบบการลงทุนที่ท้าทายความสามารถและตื่นเต้นดี แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองแล้ว จึงรู้ตัวเองว่านี่ไม่ใช่การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วช่วงนั้นเป็นจังหวะที่มีสงครามอ่าวเปอร์เซียพอดี ทำให้ความจริงที่ปรากฏไม่เหมือนกับความคาดหวังที่มีในความคิดเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น มันก็เลยบอกเราว่าอันนี้มันเป็นการเก็งกำไรๆ มันต้องเร็ว แล้วคุณต้องตัดสินใจได้ค่อนข้างแม่นยำ

นั่นหมายความว่าคุณต้องมีข้อมูลที่มากพอสมควรในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ และในอีกหลายๆ เรื่อง แล้วคุณตัดสินใจต้องเร็ว คุณต้องมีเวลา แล้วคุณต้องตัดสินใจให้ทันกับห้วงเวลาที่เหมาะสมด้วยนั่นจึงเกิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกลับมา แล้วช่วงที่ลงทุนในหุ้นนั้นทำงานอยู่เพื่อนฝูงก็จะโทรเข้ามาตลอด เราเริ่มรู้สึกว่าชีวิตเราไม่เป็นสุข

"ชีวิตเรามีหลายอย่างต้องทำ ถ้าเราจะให้ดีในแง่ของการเล่นหุ้นพี่คิดว่าพี่อาจจะต้องมีน้ำหนักให้กับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้นพี่ก็เลยคิดว่าการลงทุนในหุ้นไม่เหมาะกับตัวเอง พี่ไม่ค่อยชอบลักษณะของการเก็งกำไรเท่าไร เป็นคนชอบลงทุนมากกว่า พี่มองว่าถ้าการลงทุนในหุ้นไม่ใช่ในลักษณะของการเก็งกำไรแต่เป็นลักษณะของการลงทุนได้ อย่างนั้นเราจะสบายใจกว่า แต่พี่ก็ไม่ได้เลือกลงทุนในลักษณะพอร์ตของหุ้น เลือกที่จะลงทุนในสิ่งที่เราชอบนั่นก็คืออสังหาริมทรัพย์"

สุกัญญา บอกว่า เนื่องจากธุรกิจที่ครอบครัวทำเกี่ยวโยงกับเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ก็เห็นว่าคุณพ่อซื้อที่ดินแล้วก็ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บางทีเราก็ทราบมาว่าคุณพ่อซื้อที่ดินไว้ พอวันหนึ่งคุณพ่อก็เอามาพัฒนา เรามีความรู้สึกว่ามันก็ดีนะ อยู่ๆ ที่ดินที่ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า วันหนึ่งเราไปเห็นที่คุณพ่อทำขึ้นมา เรามองเห็นว่าจากที่ดินว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลยแล้วจู่ๆ เราไปพัฒนามันขึ้นมาเป็นโครงการต่างๆ กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินเปล่าผืนนั้น มันทำให้เรามี "ความสุข" เป็นความสุขใน 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือ การลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนกลับมา

อีกด้านหนึ่งเป็นความสุขทางใจที่เราเห็นว่ามันสามารถจะพัฒนาจากที่ดินเปล่าซึ่งเป็นศูนย์อยู่ แต่เรามาทำให้มันมีค่าเป็น 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 ไปได้เรื่อยๆ มันเห็นการเติบโต มันเป็นธรรมชาติของคนที่ว่าพอเราเห็นอะไรก็แล้วแต่แล้วมันสามารถเติบโตได้มันมีความสุข แล้วคิดว่าตัวเองน่าจะชอบตรงนี้ในเรื่องของการลงทุนจึงเลือกที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาจนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับการซื้อบ้านโดยทั่วไป ถ้าคุณซื้อในทำเลที่ดี มันก็เป็นการลงทุนที่คุ้ม ถ้าคุณสามารถเลือกบ้านในโครงการที่มีทำเลที่ดี มีความเจริญ มีการคมนาคมสะดวก หมู่บ้านนั้นมีสภาพแวดล้อมที่ดี ตรงนั้นบางทีคุณซื้อไปค่ามันขึ้นไปโดยอัตโนมัติ อย่าไปคิดว่าคุณไปซื้อบ้านหลังหนึ่งมาแล้วมันมีแต่จะราคาลดลง เพราะมีคนอยู่ไปแล้วเป็นบ้านมือ 2 แล้วค่ามันจะต้องตก ไม่จำเป็นที่จะเป็นเช่นนั้นเสมอไป อย่างที่บอกว่าถ้าอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพแล้ว การซื้อบ้านของคุณอาจจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกับคุณในอนาคตก็ได้

"ในมุมมองของผู้ที่พัฒนาที่ดิน การที่เราลงทุนไปเรามองว่าสินทรัพย์ตรงนี้มันจะต้องเพิ่มค่าขึ้นในอนาคต เรามั่นใจว่าการซื้อที่ดินมันไม่มีติดลบ เพียงแต่ว่าเราสามารถเอาที่ดินเอาทรัพย์สินก้อนนี้มาต่อยอดได้มากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นกับจังหวะและโอกาสด้วย คุณก็ต้องมองให้รู้ว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องนำมันมาพัฒนา แล้วควรจะพัฒนาเป็นอะไร อย่างที่ดินผืน Blue Lagoon ตรงนี้ก็เป็นการลงทุนซื้อไว้ในอดีต แล้ววันหนึ่งเราคิดว่าจังหวะโอกาสมันเหมาะสม เส้นทางการคมนาคมมาถึง มีสนามบินสุวรรณภูมิที่จะเกิดขึ้น มันก็เป็นปัจจัยที่เรามองว่านี่คือ เวลาที่เหมาะสมหลังจากที่เราบ่มมาเป็นระยะเวลายาวนาน ตอนนี้มันได้ที่แล้ว ที่เราจะต้องมาต่อยอด นำที่ดินว่างเปล่ามาพัฒนา แล้วเราก็ถนัดในเรื่องของการพัฒนาที่ดินอสังหาริมทรัพย์นี้ให้เกิดเป็นชุมชนด้วย นี่ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน"

สุกัญญาเชื่อว่าถ้าวางแผนได้ดี และสามารถที่จะควบคุมหรือมีระเบียบวินัยในเรื่องการจัดการเงินออมและเงินลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เชื่อเหลือเกินว่าโอกาสประสบความสำเร็จในเรื่องการออม และการลงทุนก็จะมีมากขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงก็จะมีน้อยลง






« Reply #139 เมื่อ 15/07/2007 , 21:10:10 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

MONEY MANAGEMENT

คำถามจากคนอยากรวย

กำพล อัศวกุลชัย : QBOX@SCBAM.COM

"กระแสอยากรวย" ในปีนี้ค่อนข้างรุนแรง สังเกตได้จากความนิยมในวัตถุมงคลที่กำลังนิยมกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นรุ่น "มหารวย" หรือรุ่น "โคตรเศรษฐี" หรือยังมีอีกหลายๆ รุ่น ซึ่งในประเด็นนี้ไม่ว่ากัน

คำถามของคนอยากรวยที่ว่า "จะลงทุนอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงอายุที่ต่างกัน" คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมากๆ เนื่องจากเป็นคำถามที่เริ่มเข้าใจการลงทุนมากขึ้น เพราะปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่งของการลงทุนคือ "ปัจจัยด้านอายุของผู้ลงทุน" แต่ทั้งนี้ปัจจัยที่กำหนดการลงทุนนั้นมีมากมายไม่จำเพราะเรื่องอายุ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายปัจจัย อาทิเช่น ปัจจัยด้าน "สุขภาพของผู้ลงทุน" "ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการลงทุน" "จำนวนเงินลงทุนที่จัดเตรียมไว้" เป็นต้น ผมจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป สำหรับวันนี้จะขอเล่าให้ฟังเรื่องการลงทุนกับอายุของผู้ลงทุน

ท่านเชื่อไหมครับว่า ผู้ลงทุนที่อายุยิ่งน้อย ผู้ลงทุนนั้นก็สามารถจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงได้มากกว่าผู้ลงทุนที่อายุมากๆ เรื่องอายุของผู้ลงทุนนี้สำคัญอันดับแรกๆ เลยทีเดียวเหตุผลที่สำคัญก็คือ หากการลงทุนมีความผิดพลาดเกิดขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เจ๊ง" ผู้ลงทุนที่อายุน้อยกว่าย่อมมีเวลาที่จะรอคอยที่ยาวนานกว่า รอให้ผลตอบแทนฟื้นคืนกลับมาได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ลงทุนที่อายุน้อยกว่า ยังมีระยะเวลาของการลงทุนที่ยาวนานและสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุนได้มากกว่า

เห็นไหมครับการที่ผู้ลงทุนเริ่ม "ลงทุนตั้งแต่อายุน้อยๆ ย่อมมีข้อได้เปรียบ" แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ลงทุนที่มีอายุน้อยๆ จะต้องเสี่ยงต่อการลงทุนเสมอไป ที่สำคัญคือ ผู้ลงทุนไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุเท่าไรก็ควรที่จะมีการลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกันบ้าง เหตุผลก็คือ หลักทรัพย์ที่มีให้ผลตอบแทนที่คาดหวังสูง แน่นอนว่า ความเสี่ยงของผลตอบแทนนั้นย่อมสูงขึ้นด้วย แต่สำคัญอยู่ที่ว่า ช่วงอายุที่ต่างกันควรจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร?

ทีนี้มาถึงวิธีการ ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) หลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงๆ ประเภทหนึ่งนั้น ได้แก่ "หุ้น" ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าเป็นของประเทศไทยก็คือ หุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไงล่ะ แหม...พอพูดถึง "หุ้น" หลายๆ ท่านร้อง "ยี้" เลยว่าเรื่อง "หุ้นนะเจ๊งกันมาเยอะแล้ว" บ้างล่ะ เรื่องหุ้นนะเป็น "เรื่องของคนรวย" (คนจนซื้อหวย) แต่ขอบอกว่า วันนี้ถ้าท่านเป็นข้าราชการ ถ้าท่านเป็นลูกจ้


  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
jadet
จอมขมังเวทย์
 

โพสต์: 6949
โพสต์เมื่อ: 01/09/2008-16:50 GMT+7  
« Reply #121 เมื่อ 08/07/2007 , 14:44:57 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance

"นครินทร์ อบสุวรรณ"

ต่อยอดเงินทองด้วยธุรกิจส่วนตัว

โดยกาญจนา หงษ์ทอง

ด้วยวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ก็เลยอยากจะลงทุนทำธุรกิจ ประมาณว่า ตอนหลุดมาจากมหาวิทยาลัย ก็แค่ทำงานประคองตัว มีรายได้ แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง เราก็อยากขยับขยายให้รายได้ขึ้นมา

**********

เป็นธรรมดาของคนวัยหนุ่มที่เมื่ออยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว ก็มักจะมองหาช่องทางให้เงินต่อเงิน "นครินทร์ อบสุวรรณ"ฝ่ายพัฒนาธุรกิจการตลาดอาวุโส บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เช่นเดียวกัน ด้วยวัย 30 ต้นๆ ทำให้แผนการเงินของเขาถูกจัดระบบเพื่อรองรับเป้าหมายชีวิตที่ขยับขยายใหญ่ขึ้น

นครินทร์บอกว่า มนุษย์เงินเดือนอย่างเขา เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อยากสร้างฐานะของตัวเองให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น ดังนั้น นอกจากหน้าที่การงานในปัจจุบัน เขาจึงวางแผนที่จะทำธุรกิจกาแฟ Molongo กาแฟชั้นนำจากฝรั่งเศสในรูปแบบ Kios เพื่อมาขยายตลาดในเมืองไทย นอกจากนี้ ยังเตรียมลงทุนเปิดผับ Cafe Terrace

"ตอนนี้พอได้เงินเดือนมา ผมจะต้องรีบจัดสรรและเก็บออมไว้อย่างมีวินัย เพราะรู้แล้วว่าแผนและเป้าหมายของตัวเองมีอะไรบ้าง "

เขาเล่าว่าปกติเมื่อมีรายได้ ต้องรีบกันไว้ใช้จ่ายประจำวัน จะมีอีกส่วนหนึ่งที่ไปฝากแบงก์เอาไว้ทั้งบัญชีออมทรัพย์และฝากประจำ แต่อนาคตอันใกล้ถ้าเริ่มมีรายได้มากขึ้น ก็คงเปลี่ยนการวางแผนและจัดการเงินทองใหม่

"ตอนนี้ผมมองเรื่องของการลงทุนที่ได้ส่วนลดทางภาษีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซื้อกองทุน หรือการทำประกันชีวิต เพื่อเอาไปลดหย่อนภาษี "

ขณะเดียวกัน นครินทร์บอกว่าเงินที่เก็บหอมรอมริบได้ ก็จัดสรรเงินก้อนหนึ่งเอาไว้ใช้สำหรับเป็นทุนการศึกษาในการร่ำเรียนต่อในอนาคต เพราะตอนนี้วางแผนว่าจะเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ก็ต้องเก็บออมไปอย่างต่อเนื่อง เป็นกองทุนเพื่อการศึกษาของตัวเอง

"ผมว่าการเรียนต่อได้ประโยชน์หลายอย่าง นอกจากความรู้ที่ได้แล้ว ก็ยังทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น เมื่อมีเพื่อนมากขึ้น ก็อยากจะเอาเงินก้อนนี้ไปต่อยอดการลงทุน เพราะผมคิดว่าชีวิตการทำงานประจำหรือการเป็นมนุษย์เงินเดือนบางทีก็ไม่พอ เราควรจะหาทางให้เงินต่อเงิน ให้มันงอกเงยออกไปด้วยการทำธุรกิจ ตอนนี้ไม่อยากเอาเงินไปฝากแบงก์เพราะดอกเบี้ยไม่ได้สูงอะไรมากมาย ขณะเดียวกัน การวางแผนเรื่องภาษี เอาเข้าจริงๆ ก็ลดหย่อนได้ไม่เท่าไหร่ แม้กระทั่งลงทุนในหุ้นหรือกองทุน มันก็คือระยะเวลาจำกัด ก็เลยมองว่าการเริ่มทำธุรกิจน่าจะเป็นช่องทางการให้เงินต่อเงินที่ดีที่สุด"

นครินทร์บอกว่า เพราะมีเพื่อน มีความรู้เรื่องการลงทุน ข้อสำคัญคือเริ่มศึกษามาในระดับหนึ่งแล้ว จริงอยู่ 4-5 ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่มั่นใจที่จะทำธุรกิจ แต่เมื่อได้เรียนรู้จากประสบการณ์คนอื่นบวกกับวิชาการที่เราไปร่ำเรียน ทำให้มั่นใจขึ้น แน่นอนทุกการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ก็ต้องลองดู ถ้าไม่เริ่มก็ไม่รู้ ถ้ามันผิดพลาด ก็ค่อยมาแก้ไขทีละจุด

"ด้วยวัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ก็เลยอยากจะลงทุนทำธุรกิจ ประมาณว่า ตอนหลุดมาจากมหาวิทยาลัย ก็แค่ทำงานประคองตัว มีรายได้ แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง เราก็อยากขยับขยายให้รายได้ขึ้นมา ยิ่งพอได้เรียนปริญญาโท ก็ได้มุมมองและโลกทัศน์ใหม่ขึ้นมา ได้ประสบการณ์จากพี่ๆ เพื่อนๆ หลายคนว่าการทำธุรกิจน่าสนใจ และก็พบความจริงข้อหนึ่งว่า เราจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ ขอให้เราศึกษาอยากเรียนรู้ มีใจ และมีการจัดการที่ดี น่าจะทำธุรกิจไปได้ แต่ก่อนที่จะทำอะไร เราต้องเริ่มจากมีเงินที่เก็บหอมรอมริบมาก่อน เพื่อที่ว่าจะได้มีเงินหมุนได้ในระดับหนึ่ง "

นครินทร์เล่าว่า ยิ่งมีแผนทำธุรกิจที่ชัดเจน ยิ่งทำให้ต้องวางแผนการเงินมากขึ้น แต่ละเดือนเขาจะต้องรู้ว่าใช้อะไรไปบ้าง ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะใช้จ่ายเยอะในบางเดือน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผ่านการบริหารจัดการ และเลือกสรรแล้ว และวางแผนที่จะจ่าย ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้เงินที่ไม่ได้จับจ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ขนาดต้องซื้อของแบรนด์เนมมาใช้ หรือเปลี่ยนรถเปลี่ยนมือถือตลอดเวลา ทุกเรื่องต้องคิดอย่างละเอียด

"เช่นถ้าผมนึกอยากจะเปลี่ยนมือถือใหม่ขึ้นมา ก็จะดูว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนมั้ย เปลี่ยนแล้วได้อะไร เราเปลี่ยนตามแฟชั่นรึเปล่า ถ้าดูเหตุผลแล้วไม่สมเหตุสมผล เราเอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า อะไรแบบนี้เป็นต้น เรียกว่ามีการจัดการเงินทองอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น เพราะเรารู้แล้วว่าเงินจะถูกแบ่งเป็นก้อนไหนบ้าง อย่างพอมีรายได้เข้ามาแต่ละเดือน ผมจะวางแผนหมดว่าก้อนนี้เก็บไว้เรียนต่อ ก้อนนี้เก็บไว้เตรียมทำธุรกิจ ก้อนนี้เอาไว้ออมในประกันหรือกองทุน ก้อนนี้เอาไว้ใช้จ่าย เรามีบล็อกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาอยากได้อะไรสักอย่าง ที่เป็นรายการพิเศษ ก็จะรู้ว่าเราควรจะเจียดจากเงินก้อนไหน หรือบริหารจัดการยังไง ไม่ให้กระทบกับแผนการเก็บออมทั้งหมด หรือถ้ามันไม่จำเป็นมากก็จะเก็บไว้ซื้อในช่วงที่จำเป็นจริงๆ"

นครินทร์บอกว่าเขาสนใจที่จะลงทุนในตลาดหุ้นเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมา ยังมองว่าเป็นการลงทุนตามกระแสมากกว่า ก็เลยยังไม่ได้ตัดสินใจลงทุน แต่เลือกที่จะหันไปลงทุนในกองทุนมากกว่า เพราะลดอัตราเสี่ยงลง เนื่องจากเป็นการให้มืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านกองทุนบริหารแทน

"แต่ไม่ว่าผมจะลงทุนอะไรก็ตาม ผมจะเลือกลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว อย่างประกันก็ต้องมีทั้งระยะสั้นและยาว กองทุนก็เหมือนกัน ส่วนการทำธุรกิจ เราต้องสร้างโมลเดลเอง เช่นทำธุรกิจกาแฟ ธรรมชาติมันเป็นยังไง โมเดลมันควรจะเป็ยยังไง ใช้ทุนแค่ไหน ระยะเวลาในการคืนทุนน่าจะนานแค่ไหน ต้องศึกษาหมด ผมว่าการทำธุรกิจต้องวางแผน ต้องคิดและมองให้รอบด้าน มันก็เป็นทักษะในการจัดการ ก็ต้องเริ่มจากศึกษาอย่างละเอียด"

นี่คือวิธีเงินต่อเงินของนครินทร์ มนุษย์เงินเดือนที่กำลังต่อยอดตัวเองด้วยธุรกิจเล็กๆ




« Reply #122 เมื่อ 08/07/2007 , 14:45:39 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Smart Money

ฟิต&เฟอร์ม…กระเป๋า

จากสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป การแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ผู้คนในสังคมมีความเครียดเพิ่มขึ้นจนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงต่างๆ ทำให้หลายคนพยายามหาวิธีดูแลตัวเองเพื่อให้ผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดต่างๆ ที่ต้องเผชิญปัญหาทั้งจากการทำงานและปัญหาครอบครัว ด้วยการหาวิธีต่างๆ เช่น เข้าวัดทำสมาธิ พึ่งการนวดแผนโบราณ เข้าสปา นวดฝ่าเท้า ออกกำลังกาย โยคะ ดูหนังฟังเพลง ท่องเที่ยว ฯลฯ แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีคลายเครียดของคนในสังคมเมือง

ด้วยผลสรุปต่างๆ ทางการแพทย์ทั้งแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนปัจจุบันต่างมีความเห็นพ้องต้องกันว่าการออกกำลังกายเป็นเสมือนยาวิเศษที่ช่วยให้คนเรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจิตใจแจ่มใสเพิ่มภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดีประกอบกับการให้ความสำคัญของภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่ออกมาสนับสนุนให้คนออกกำลังกายคนส่วนใหญ่จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้นจะสังเกตเห็นตามสวนสาธารณะต่างๆ จะมีผู้คนไปวิ่งออกกำลังกายกันมากมายทั้งในช่วงเช้าและเย็น หรือในวันหยุดหรือตามสถานที่ต่างๆ จะมีการรวมกลุ่มกันเต้นแอโรบิก

คนทำงานออฟฟิศก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับการออกกำลังกายมากขึ้น โดยการสมัครเข้าเป็นสมาชิกฟิตเนสต่างๆ ที่อยู่ใกล้ที่ทำงานเพื่อความสะดวกในการเดินทาง สนนราคาค่าสมาชิกต่อปีก็มิใช่น้อยอย่างต่ำๆ ต้องมีหลักหมื่นขึ้นไป เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าบรรดาฟิตเนสต่างก็งัดกลยุทธ์ต่างๆมาดึงดูดใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการหักค่าสมาชิกจากบัตรเครดิตเป็นรายเดือน กลยุทธ์ลดแลกแจกแถม ให้ลองเล่นฟรี ตลอดจนใช้วิธีสมาชิกแนะนำสมาชิกรับของที่ระลึก

ดังนั้น เพื่อให้การใช้เงินครั้งนี้ของเราเป็นไปอย่างคุ้มค่าก่อนตัดสินใจสมัครสมาชิกฟิตเนส อยากจะให้พิจารณาให้รอบคอบสักนิด

1. อันดับแรกก็ต้องมีวินัย การตัดสินใจออกกำลังกายนับเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ต้องมีวินัย ถ้าไม่มีวินัยท่านจะเสียเงินฟรี อย่างน้อยๆ ต้องไปให้ได้สัปดาห์ละ 3 วัน แต่ถ้าคิดว่าทำได้น้อยกว่านี้อย่าสมัคร ไปวิ่งจ๊อกกิ้งรอบบ้าน หรือไปสวนสาธารณะถูกกว่า

2. อย่ารีบสมัครเพียงเพราะเพื่อนชวน กลยุทธ์สมาชิกแนะนำสมาชิกที่ฟิตเนสต่างๆ นำมาใช้นับว่าได้ผลมาก เมื่อมีคนสมัครสมาชิกจะให้แนะนำรายชื่อเพื่อนอีก 5-10 รายชื่อ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ โดยจะมีของสมนาคุณให้ 1 ชิ้นเมื่อมีเพื่อนคนหนึ่งคนใดสมัครสมาชิก ผู้ที่แนะนำก็จะได้ของอีก 1 ชิ้น และทำอย่างนี้ต่อกันไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรเป็นกลยุทธ์ของเขา แต่เราผู้ที่จะสมัครต้องพิจารณาดีๆ พร้อมหรือไม่ ทั้งด้านการเงิน และเวลา

3.สอบถามค่าสมาชิกให้ชัดเจนส่วนใหญ่เวลาโทรมาชักชวนจะอ้างชื่อเพื่อนที่แนะนำ หลังจากนั้นจะโฆษณาว่ามีเล่นอะไรได้บ้างดีอย่างไร มีสาขามากมาย สะดวกสบายหักค่าสมาชิกเป็นรายเดือนได้โดยหักจากบัตรเครดิต โดยยังไม่บอกว่ามีค่าธรรมเนียมแรกเข้า หรือหากบอกก็จะเป็นลักษณะประมาณว่าราคาปกติเท่านี้ แต่ถ้าสมัครภายในวันนี้จะได้รับส่วนลด 50% ทันที อะไรทำนองนี้ แต่ที่น่าเจ็บใจคือ บางคนต่อรองเก่งๆ ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้า คนไหนต่อไม่เป็นคิดว่า " โอ้โฮวันนี้ลดตั้ง 50% " ก็รีบสมัคร…เรียบร้อยโรงเรียนฟิตเนส อย่าไปตื่นเต้นกับประโยคที่ว่า "ราคานี้วันนี้วันสุดท้ายแล้ว "เพราะอาจทำให้กระเป๋าเราไม่ฟิตและไม่เฟอร์ม

4.อ่านกติกาดีๆ สมัครไปแล้วหากไม่ถูกใจยกเลิกได้หรือไม่ บางแห่งมีกติกาห้ามยกเลิกภายในปีแรก แต่สามารถขอหยุดพักได้หลังจากสมัครไปแล้ว 3 เดือน โดยเสียค่าสมาชิกรายเดือน 20% ของค่าบริการรายเดือน ตลอดจนเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมาย ก็ขอให้อ่านให้เข้าใจเรียบร้อยก่อน อย่ารีบร้อน

5.สอบถามขั้นตอนการให้บริการให้ชัดเจนมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เช่น มีการแนะนำการใช้เครื่อง การจัดโปรแกรมการออกกำลังกาย มีครูฝึกที่คอยแนะนำไหม ใช้บริการสาขาไหนได้บ้างขั้นตอนเป็นอย่างไร ฯลฯ เพราะเครื่องออกกำลังกายบางครั้งถ้าเราเล่นไม่ถูกวิธีก็อาจเกิดปัญหาต่อร่างกายได้

6.การจัดโปรแกรมเฉพาะที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในบางรายอาจต้องการลดน้ำหนักให้ได้ผลหรือลดเฉพาะบางส่วน ต้องมีครูฝึกส่วนตัวซึ่งต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่ม โปรดระวังถ้าไม่มั่นใจว่าจะสามารถไปได้ตามเวลาที่กำหนดโปรดยับยั้งชั่งใจไว้ก่อน มิฉะนั้นท่านจะเสียเงินฟรีอีก เพราะถ้าไม่สามารถทำได้ตามเวลาที่กำหนด ส่วนเกินต่างๆ ก็ยังอยู่เหมือนเดิม

7.ก่อนสมัครสมาชิกควรขอทดลองใช้บริการก่อน เพื่อจะได้ตรวจสอบก่อนว่าเป็นไปตามคำโฆษณาหรือไม่

การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี และมีหลายวิธีที่ช่วยให้เราออกกำลังกายได้ การสมัครใช้บริการฟิตเนสก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เราสนใจอยากจะออกกำลังกายเพราะมีอุปกรณ์ มีเพื่อน และผู้ให้คำแนะนำพร้อม แต่เพื่อให้ทั้งร่างกายและกระเป๋าเรา "ฟิตแอนด์เฟอร์ม" ทางที่ดีก็ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อน








« Reply #123 เมื่อ 08/07/2007 , 14:46:55 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Fund Cafe

เมื่อมังกรติดปีก

ปฐมาพร ไชยกูล patamaporn@one-asset.com

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวโลกทั้งฟากฝั่งตะวันตกและตะวันออกคงได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาพัฒนาประเทศในหลายๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคท่องเที่ยวและบริการรวมไปถึงตลาดเงินและตลาดทุน เหล่าบรรดานักลงทุนจากทั่วโลกต่างตบเท้ากันเข้าไปแสวงหาผลกำไรจากการลงทุนในประเทศจีนกันอย่างคึกคัก ก็ใครบ้างเล่าที่จะไม่ตาโต เมื่อเห็นตัวเลขประชากรชาวจีนจำนวนมหาศาลที่นับวันก็จะเพิ่มศักยภาพในการเป็นผู้ซื้อหรือผู้บริโภคมากขึ้นทุกที

นอกจากนี้แล้ว การรุกคืบของวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาจีน ยิ่งเป็นเรื่องน่าสนใจ ใครจะนึกว่า สมัยนี้ต้องมีการบรรจุหลักสูตรภาษาจีนไว้ในโรงเรียนตั้งแต่อนุบาลยันชั้นมัธยม นอกเหนือจากการเปิดโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ผุดขึ้นมากมายเป็นดอกเห็ด แต่จะว่าไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีมากประการหนึ่ง เพราะถ้าวันใดวันหนึ่ง ลูกหลานเราอยากจะลุกขึ้นมาค้าขายกับจีน การเข้าใจวัฒนธรรมของผู้บริโภคชาวจีนผ่านทางภาษาของเขาเอง คงจะช่วยในการทำธุรกิจได้ไม่น้อย

ทั้งนี้ มีตัวเลขสำรวจการออมเงินของชาวจีน ระบุว่า ในปี ค.ศ. 1981 ชาวจีนออมเงินประมาณร้อยละ 20 ของ GDP ต่อมาในปี 1988 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 และล่วงมาจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขการออมกลับพุ่งสูงเป็นร้อยละ 40 ของ GDP

ฟังแล้วน่าสงสัยว่าทำไมชาวจีนถึงได้ตั้งหน้าตั้งตาอดออมกันถึงขนาดนี้ ซึ่งก็มีผู้วิเคราะห์ให้คำอธิบายว่า ในช่วงที่อัตราการออมอยู่ที่ร้อยละ 20 นั้น ส่วนใหญ่เป็นการออมในภาคชนบท (Rural savings) ซึ่งต้องออมเงินเพื่อนำไปขยายกิจการด้วยตนเอง (Self-financing) เพราะไม่สามารถที่จะขอกู้เงินจากธนาคารได้ง่าย ต่อมาในช่วงราวปี 1984-1988 ซึ่งเป็นยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เรียกว่า dynamic สุดๆ นั้น ผู้ประกอบธุรกิจก็ยิ่งต้องออมเงินเพิ่ม เพื่อนำเงินไปลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ต้องอาศัยเงินลงทุนมาก (Capital intensive) เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Value added product) ผิดจากในอดีตที่การประกอบธุรกิจอาศัยแรงงานเป็นหลัก (Labor intensive) ซึ่งการออมในลักษณะนี้ เรียกว่า Investment-motivated Savings หรือ การออมเพื่อการลงทุนโดยแท้

เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า เงินทุนสำรองก็พลอยงอกเงยตาม ประเทศจีนในขณะนี้จึงมีเงินทุนสำรองอยู่กว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปลงทุนในรูปของ US Bond ซึ่งถือว่ามีความมั่นคงสูง แต่ล่าสุดทางรัฐบาลจีนมีดำริที่จะจัดสรรเงินจำนวน 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปลงทุนในหลักทรัพย์ในต่างประเทศ โดยจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูง แม้ว่าจะมีระดับความเสี่ยงที่สูงมากขึ้นก็ตาม

ต่อไปในอนาคต ชาวโลกคงต้องทำความรู้จักคุ้นเคยกับ China Sovereign Wealth Fund หรือเม็ดเงินลงทุนของรัฐบาลจีนกันมากขึ้น เพราะเมื่อมังกรติดปีกบิน ออกหากินไกลจากถิ่นฐานที่อยู่ ไม่ว่าใครก็คงอยากเฝ้าตามดู




« Reply #125 เมื่อ 14/07/2007 , 16:04:33 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Value Way : ต้อนรับกระทิง

มนตรี นิพิฐวิทยา

กระทิงมาแล้วครับ กระทิงถือเป็นสัญลักษณ์ของตลาดหุ้นขาขึ้น ตั้งแต่ต้นปีที่เรามีเหตุการณ์เขย่าขวัญกำลังใจกันมาโดยตลอด แต่พอกลางปีกลับมีสัญญาณการฟื้นตัวจากตลาดหุ้น และไม่ใช่แค่ธรรมดา ตอนที่เขียนต้นฉบับนี้ SET Index สร้างจุดสูงสุดใหม่ในรอบสามสี่ปีที่ผ่านมาแล้วครับ

จากที่สังเกตการณ์ขึ้นรอบนี้ เกิดจากการเข้าซื้อหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคาร ประมาณ 10-20 บริษัท ของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้ซื้อหุ้นทั้งหมดในตลาด หรือ SET50

บางท่านบอกว่าเกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน บางท่านว่าหุ้นบ้านเราราคาถูกเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน สองปัจจัยนี้รวมกันก็น่าจะเป็นเหตุผลหลักในการที่ทำให้ตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นได้อย่างรุนแรง

สำหรับนักลงทุนหุ้นมูลค่านั้น หลายท่านมีหุ้นแต่ไม่ได้ขึ้นตามตลาด บางท่านก็มีหุ้นขึ้นตามตลาด หลายคนบอกว่าเราจะปรับตัวกันอย่างไร?

ส่วนตัวผมแล้วคงไม่ปรับอะไรครับ เพราะว่าผมเลือกหุ้นที่ผลประกอบการมีโอกาสปรับตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ราคาหุ้น ฉะนั้นถ้าหากเปลี่ยนจุดยืนเห็นทีจะลำบาก เพราะต่อจากนี้ไป ผมไม่ทราบได้เลยว่าหุ้นจะขึ้นไปได้อีกแค่ไหน และราคาหุ้นใหญ่ที่ขึ้นมาขนาดนี้ จะขึ้นไปได้อีกแค่ไหน

ผมเชื่อว่า อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นต้องสะท้อนมูลค่า แต่อาจจะเกินมูลค่าได้จากจิตวิทยามวลชนซึ่งผมเองก็ไม่ถนัดในการประเมินทางนี้เสียด้วย

จากนี้ไปก็คิดเพียงว่าตลาดหุ้นนั้น จะเป็นตัวส่งสัญญาณล่วงหน้าเสมอ หากตลาดหุ้นขึ้นในระยะยาว นั่นก็หมายความว่านักลงทุนมั่นใจในอนาคต และเมื่ออนาคตสดใส หุ้นมูลค่าที่ถืออยู่ก็น่าจะได้รับผลดีผ่านผลประกอบการที่ดีไปด้วย สุดท้ายก็จะส่งผลออกมาทางราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปปรับตัวรับตลาดหุ้นขาขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เคยกล่าวไว้ว่า นักลงทุนหุ้นมูลค่า สร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างสูงมากแม้ว่าตลาดหุ้นจะซบเซา แต่พอมาปีนี้เท่าที่สำรวจดู ผลตอบแทนก็ไม่ได้เพิ่มมากนัก แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนหุ้นมูลค่าลงทุนระยะยาว จึงไม่น่าจะมีข้อกังวลใดๆ

มองในแง่ดีกันไปแล้ว ต่อมาก็อยากจะให้มองเผื่อเหตุที่ไม่คาดฝันไว้ด้วย เพราะไม่มีอะไรแน่นอน การขึ้นของ SET Index รอบนี้ ขึ้นอย่างรวดเร็ว และขึ้นจากหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัท อาจมีหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้นมาด้วยบ้างเป็นธรรมดา ดังนั้นหลายท่านอาจกำลังคิดว่าจะตกรถไฟขบวนนี้ จึงคิดจะขึ้นขบวนกับเขาด้วย ผมก็ขอเสนอว่าอย่างไรก็ตามจะขึ้นไปด้วยก็ขอให้เลือกที่จะโหนให้ดีๆ เพราะดูท่าว่ารถไปขบวนนี้คนเริ่มแน่นแล้ว และถ้าแน่นมากๆ รถอาจตกรางได้ดังรูปที่เอามาให้ดูครับ

คิดแง่ดีและเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้ อย่างน้อยเราระวังตัวเอาไว้ตลอด ไม่ตกรถ และอาจจะเอาตัวรอดได้ทัน สำหรับผม ขอนั่งสบายๆ รอขบวนที่ผมนั่งอยู่วิ่งออกก็แล้วกัน

ขอให้โชคดีกับตลาดกระทิงทุกท่านครับ คราวหน้าผมจะมาต่อเรื่อง Business Model ต่อ



« Reply #126 เมื่อ 14/07/2007 , 16:06:43 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เซียนกลับใจ "ชนะชัย ลีนะบรรจง" จาก "เสือ" ผันสู่ "จ็อกกี้..บนหลังเสือ"

เซียนหุ้นรายใหญ่ "ชนะชัย ลีนะบรรจง" ขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง 1 ปี เพื่อล้างภาพลบจากภาพลักษณ์ "เซียนหุ้นเก็งกำไร" เจ้าตัวส่งสัญญาณกลับใจ หันมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ สร้างอนาคตใหญ่ ที่ "อีเอ็มซี"


-----------------------------------------

ยิ่งผมมองเห็นอนาคตของอีเอ็มซีว่าจะไปต่อยังไง ถ้าอนาคตยังมีหุ้นอีเอ็มซีมาให้ผมลงทุนอีก..ผมก็จะซื้อเพิ่มอีก

--------------------------------------------

ความพยายามที่จะ "รี-แบรนด์" ของ "เสี่ยชัยชนะ" ชื่อเรียกในวงการเซียนหุ้น หรือ "ชนะชัย ลีนะบรรจง" ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อีเอ็มซี ภายหลังค้นพบสัจธรรม และกำลังจะพลิกบทบาทตัวเองจาก "เสือ" (เซียนหุ้น) มาเป็น "คนขี่หลังเสือ"

มันทำให้สถานภาพของ "ชนะชัย" วันนี้ ลงจากหลังเสือไม่ได้ จะกลับไปในคราบเซียนหุ้น "กระชาก-ลาก-ทุบ" ทำกำไรเข้ากระเป๋าอย่างไร้เยื่อใยเหมือนก่อน ย่อมทำไม่ได้ เพราะติดที่ "ภาพลักษณ์" ในฐานะผู้บริหารที่ต้องรักษาไว้

ชนะชัย ในวันที่ต้องมาเป็น "จ็อกกี้" นั่งบนหลังเสือ "อีเอ็มซี" เขาอธิบายภารกิจของตัวเองว่า จากนี้จะเน้นแต่วิธีสร้างการเติบโตให้แก่อีเอ็มซีเป็นหลัก และขอหยุดเข้าไปเก็งกำไรจากตลาดหุ้น

"เรื่องหุ้นตอนนี้ เต็มที่ผมก็คงจะแค่ชะแวบๆ มองเท่านั้นเอง และพักหลังมานี้ ผมเองแทบไม่ได้ตามดูราคาหุ้นเลย"

ชนะชัยบอกว่า งานหลักตอนนี้ เหมือนคนเป็น "เซลส์แมน" อาศัยคอนเนคชั่นที่สะสมมานาน ในวงการรับเหมาก่อสร้าง วิ่งหางานเข้าบริษัท และอีกภารกิจนับจากนี้ คือการดีไซน์ (หุ้น) อีเอ็มซี ให้เป็นหุ้นพื้นฐานที่ดีตัวหนึ่งของตลาด

แต่ชนะชัยก็ยอมรับกับภาพลักษณ์ของตัวเองในอดีตว่า คงจะเปลี่ยนภาพตัวเองไม่ได้ จนกระทั่ง ทุกคนจะรู้จักตนเองดีขึ้น โดยปล่อยให้กาลเวลานับจากนี้ เป็นบทพิสูจน์

ต่อข้อถามที่ว่า การเข้ามาทำงานที่อีเอ็มซี ถือเป็นการล้างมือในอ่างทองคำหรือไม่

เขาตอบว่า ท้ายที่สุด ผมก็ค้นพบสัจธรรม!! ว่า ควรหันมาเอาจริงเอาจังกับงานรับเหมาก่อสร้างดีกว่า ทำสิ่งที่เราถนัดดีกว่า เพราะเป็นงานที่รู้มาตลอดว่าเราทำได้ดีที่สุด จึงกลับมาตรงนี้ และเมื่อลงมาจับงานที่อีเอ็มซีแล้ว ก็ต้องทำให้ดี

ส่วนจะใช้ระยะเวลาสร้างภาพลักษณ์ใหม่เท่าไรนั้น ชนะชัยระบุว่า ภายในไม่ช้านี้ หรืออาจจะสัก 1 ปี ก็จะได้เห็นภาพใหม่ว่าอีเอ็มซีมีความชัดเจนขึ้น แล้วจะพิสูจน์คำพูดที่ว่า.."ผมพูดจริง และทำได้"

เขาขอเวลา 1 ปี จะได้เห็น Improvement (การปรับปรุง) ของ บ.อีเอ็มซี ว่ากำไรที่เกิดขึ้นมันเกิดจากการทำงานทางด้าน "วิชาชีพ" จริงๆ โดยไม่ต้องมีอะไรปกปิดหรือซ่อนเร้น และเมื่อเราทำได้ เราก็จะจ่ายกลับไปให้แก่ผู้ถือหุ้น

เมื่อถามว่า สัญชาตญาณของ "เสือ" ก็คงเป็น "เสือ" (ต้องกินเนื้อ) การเข้ามาของชนะชัย เพื่อรอเวลา "ถอนทุนคืน" กลับไปหรือไม่!

"เลิกห่วงเรื่องนี้ไปเลย เพราะที่อีเอ็มซี...ผมไม่ใช่เสือแล้ว แต่กลายมาเป็นคนขี่หลังเสือ เมื่อขึ้นมาบนนี้ (หลังเสือ) จะลงง่ายๆ ก็ไม่ได้ ยิ่งกับงานรับเหมาก่อสร้างถือเป็นธุรกิจที่ทำมาตลอดชีวิต ถ้าก่อนที่ผมจะวางมือเพื่อให้ลูกหลาน หรือคนอื่นเข้ามาบริหารงานต่อ มันก็ต้องทำได้อย่างสง่างาม"

เขาอธิบายต่อว่า สาเหตุที่เข้ามาถือหุ้นใหญ่อีเอ็มซี เพราะอยากจะได้บริษัทที่มีแบรนด์ที่ชัดเจน และต้องการ "รี-แบรนด์" ทั้งแบรนด์ของบริษัท และชื่อเสียงของตัวเองเสียใหม่

และสิ่งที่อยากเห็นสำหรับอีเอ็มซีนับต่อจากนี้ ก็คือ เป็นแบรนด์ของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพ และเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลของวงการ

"ยิ่งผมมองเห็นว่าอนาคตของอีเอ็มซีจะไปต่อยังไง และเลือกที่จะมาทำตรงนี้แล้ว ถ้าอนาคตยังมีหุ้น (อีเอ็มซี) มาให้ผมลงทุนอีก ผมก็จะซื้อเพิ่มอีก"

ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมอย่าง "ชยุตม์ ลี้อิสสระนุกูล" ระบุว่า จะทยอยขายหุ้นอีเอ็มซีออกไปให้หมด

ชนะชัยตอบว่า ไม่รู้เหตุผล ต้องไปถามเขาเอง นั่นเป็นสิทธิส่วนบุคคลของคุณชยุตม์ แต่ผู้ถือหุ้นเดิมบางราย เขาก็อยากจะเก็บหุ้นไว้ แต่ถ้าเกิดอยากจะขายขึ้นมา ตนเองก็พร้อมที่จะรับซื้อ

ชนะชัยเล่าว่า ที่ผ่านมา ตนเองมีความใฝ่ฝันมาตลอด อยากเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนสักแห่ง วันนี้เมื่อได้เป็นแล้ว ฝันต่อไปก็คือ การ "ปั้น" บริษัทแห่งนี้ ให้สามารถขยับขึ้นไปอยู่ในแถวหน้าของประเทศให้ได้

"หากมองกันที่รายได้ ตอนนี้ลำดับของเราอยู่ประมาณ "อันดับ 8" ในกลุ่มผู้รับเหมา และเมื่อได้โอกาสเข้ามาบริหาร ก็อยากจะเห็นบริษัทแห่งนี้มีรายได้ไต่ชั้นไปให้สูงกว่านี้ แต่บอกไม่ได้ว่าต้องเป็นที่เท่าไหร่ เพราะอย่างน้อย 3 รายใหญ่ (ITD- CK-STEC) ต่างก็จับจองพื้นที่กันไว้แน่น"

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ในปี 2550 จะเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการทำงานหนัก และปี 2551 ก็จะชัดเจนมากขึ้นอีก

ชนะชัยยังกล่าวถึงอนาคตของอีเอ็มซีหลังจากนี้ว่า นับจากเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2550 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) รวมประมาณ 5,000 ล้านบาท และปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยังได้งานก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยมาอีก 1 โครงการ มูลค่า 478.29 ล้านบาท

ล่าสุด เพิ่งได้งานคอนโดมิเนียม 31 ชั้น ชื่อโครงการ The Prime (สุขุมวิท 11) อีกมูลค่า 729 ล้านบาท โดยจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 22 เดือน คาดว่าจะสามารถส่งมอบงานได้ประมาณไตรมาส 4 ปี 2552 บวกกับโครงการที่อยู่ระหว่างรอสรุปรายละเอียดกับเจ้าของโครงการอีก 2-3 แห่ง ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะคว้างานมาได้ มูลค่ารวมกันประมาณ 2,000 ล้านบาท

ดังนั้นจึงมั่นใจว่ารายได้ในปี 2550 จะสามารถเติบโตอย่าง "ก้าวกระโดด" เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้เพียง 2,280 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 36.72 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเพียง 1.6% เท่านั้น

"กำไรเท่านี้ ถือว่าน้อยเกินไป แต่เมื่อผมเข้ามา เราก็ปรับทีมใหม่ และมีทีมงานด้านงานโครงสร้างเสริมเข้ามา เพราะฉะนั้น ณ สิ้นปี 2550 อีเอ็มซีน่าจะมีรายได้รวมไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านบาท"

ส่วนทิศทางในอนาคต ชนะชัยมีวิสัยทัศน์ว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า อีเอ็มซีจะต้องก้าวไปสู่การเป็นผู้รับเหมาโครงการขนาดใหญ่ ระดับ "เทิร์นคีย์" ทั้งในและต่างประเทศ และสามารถแตกออกไปรับงานได้หลากหลายสาขามากขึ้น จากปัจจุบันที่งานส่วนใหญ่ของบริษัท ยังเป็นงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม






« Reply #127 เมื่อ 14/07/2007 , 19:02:19 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Friday, 13 July 2007

ตรวจสุขภาพหุ้นด้วย ROE

ในระยะสั้น กิจการอาจมีกำไรเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ต้องลงทุน ตัวอย่างเช่น อยู่ดีๆ ความต้องการของตลาดก็เพิ่มขึ้นแบบกระทันหัน ถ้าบริษัทบังเอิญมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก บริษัทก็สามารถขายสินค้ามากขึ้นได้ทันทีไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิตก่อน

แต่การเพิ่มกำไรในระยะยาวนั้นจำเป็นจะต้องมีการลงทุนด้วยเสมอ เช่น ต้องลงทุนเพิ่มสินค้าคงคลังมากขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่มากขึ้น ต้องซื้อเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเพื่อขยายกำลังการผลิต หรือต้องจ้างพนักงานขายเพิ่มขึ้นเพื่อขยายตลาด เป็นต้น การลงทุนกับการเติบโตในระยะยาวจึงเป็นของคู่กัน

บริษัทมีแหล่งเงินทุนสำหรับขยายกิจการที่สำคัญอยู่ 3 แหล่ง คือ เงินกู้ เงินเพิ่มทุน และกำไรสะสม แต่โดยมากแล้ว บริษัทมักเลือกเอากำไรสะสมมาลงทุนต่อเป็นอันดับแรกเพราะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุด การเพิ่มทุนนั้นยุ่งยากมากที่สุดเพราะต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้ถือหุ้นไม่ชอบการเพิ่มทุนเพราะจะทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง (อย่างน้อยก็ในระยะสั้น)

แต่การนำกำไรสะสมกลับเข้าไปลงทุนในกิจการมากๆ ย่อมหมายถึงเงินปันผลที่น้อยลงด้วย เพราะเงินปันผลมาจากกำไร ถ้าบริษัทเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อมากๆ ก็จะปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้น้อย อย่างไรก็ตาม ถ้ากำไรสะสมนั้นถูกไปใช้ลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดีก็จะนำมาซึ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้เงินปันผลในอนาคตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเก็บกำไรไว้ลงทุนต่อแทนที่จะจ่ายเงินปันผลออกมาจึงเป็นเหมือนการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หุ้นเติบโตมักจ่ายเงินปันผลน้อยเมื่อเทียบกับกำไร เพราะต้องเอาเงินไปขยายกิจการมาก ส่วนหุ้นปันผลมักจ่ายเงินปันผลมากเมื่อเทียบกับกำไร แต่ในขณะเดียวกัน การเติบโตของกำไรในระยะยาวก็จะน้อยตามไปด้วย นักลงทุนบางท่านคิดว่าหุ้นยิ่งปันผลมากเท่าไรก็ยิ่งดี ความคิดนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไรนัก เพราะถ้าปันผลออกมามากๆ บริษัทก็จะไม่มีเงินทุนไว้สำหรับเติบโตหรือมิฉะนั้นบริษัทก็ต้องหาเงินมาลงทุนด้วยการกู้เงินมากขึ้นหรือไม่ก็เพิ่มทุนซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่แย่กว่าก็ได้

อย่างไรก็ตามมีวิธีที่จะตรวจสอบด้วยว่าการนำกำไรสะสมของบริษัทไปลงทุนเพิ่มนั้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ตามสูตรดังนี้

g = RR x ROE

โดยที่ g หมายถึง อัตราการเติบโตของกำไร

RR หมายถึง สัดส่วนกำไรสะสมต่อกำไรทั้งหมด

ROE หมายถึง อัตราส่วนผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีนโยบายจ่ายปันผล 40% ของกำไรสุทธิ แสดงว่าเก็บกำไรไว้ในบริษัท 60% ของกำไรสุทธิหรือ RR = 60% ถ้าบริษัทมี ROE 20% บริษัทควรทำให้กำไรเติบโตได้ในอัตรา 60%x20% หรือ 12% ต่อปีในระยะยาว (โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่มหรือเพิ่มทุน) เป็นต้น

นักลงทุนที่ชอบบริษัทที่จ่ายเงินปันผลต่อกำไรสูงๆ เช่น 80% ถ้าบริษัทนั้นมี ROE 10% บริษัทก็ควรโตให้ได้อย่างน้อย 8% ต่อปีในระยะยาว แต่ถ้าบริษัทโตได้น้อยกว่านั้น แม้จะปันผลออกมามากก็ไม่ถือว่าเป็นบริษัทที่ดี

ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของสูตรนี้ก็คือว่า สมมติว่าบริษัทไม่จ่ายปันผลเลยหรือ RR=100% จะพบว่า g = ROE ดังนั้น ทุกบริษัทจึงโตได้มากที่สุด (โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอก) ได้แค่ไม่เกิน ROE ของบริษัทเองเท่านั้น เฉพาะฉะนั้น ถ้าเราได้ยินผู้บริหาร "โม้" ว่าจะโตเฉลี่ยให้ได้ 25% ต่อปีในห้าปี แต่ถ้าเราดูแล้วบริษัทมี ROE แค่ 10% และมีหนี้สูงอยู่แล้วก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าบริษัทคงต้องมีการเพิ่มทุนเกิดขึ้นในไม่ช้า เพราะเป็นไปไม่ได้ที่บริษัทจะโตในระยะยาวได้มากกว่า ROE ของตัวเอง

ในทำนองเดียวกัน บริษัทที่มี ROE ต่ำมาก เช่น 5% บริษัทพวกนี้กำลัง "ป่วย" เพราะถ้ากำไรจะโตก็ต้องมีการเพิ่มทุนด้วยหรือถ้าไม่อยากเพิ่มทุนก็ต้องไม่โต ใครคิดจะลงทุนในบริษัทพวกนี้ก็ต้องเตรียมเงินสดสำรองไว้สำหรับเพิ่มทุนด้วยนะครับ

Posted by 1001ii at 8:00 AM in 1001 Investment Ideas





« Reply #128 เมื่อ 14/07/2007 , 19:19:09 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Wednesday, 13 June 2007

ลงทุนสวนกระแส

... Contrarian Investors ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก
.
.. นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก Value Investor นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก “เพชรในตม” หรือ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ยิ่งชอบ

เวลาที่เราตัดสินใจลงทุน ว่าช่วงไหนควรจะ ซื้อหรือขาย หรือเวลาเราอ่านรายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ของโบรกเกอร์ เรามักจะนิยมดูที่เสียงส่วนใหญ่ หรือที่เรียกว่า Market Consensus ว่าคนส่วนใหญ่แนะนำให้ทำอย่างไร หรือเสียงส่วนใหญ่คาดการณ์กำไรของบริษัท หรือดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไปทางไหน แล้วเราก็ปฏิบัติตามนั้น เพราะเชื่อว่าเป็นความคิดที่ได้รับการกรองและประเมินมาจากหลายๆสำนักด้วยกัน หรือถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมา ก็ยังมีพรรคพวกร่วมชะตาเดียวกัน

แต่ในความเป็นจริง ยังมีนักลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งที่มักจะมีความคิดเห็นไม่เหมือนคนอื่น ก็เลยเลือกตัดสินใจลงทุนที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ โดยเสี่ยงที่จะไม่เกาะกระแส อย่างเช่นในช่วงปี ค.ศ.1999-2000 เป็นช่วงที่บรรดาบริษัทที่อยู่แถวๆซิลิคอนแวลเล่ย์ หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี่ คอมพิวเตอร์ ดอทคอม ทั้งหลายเป็นที่นิยมมากในสหรัฐฯ จนกระทั่งลามไปทั่วโลก แม้กระทั่งประเทศไทยด้วย ซึ่งตอนนั้น ใครๆที่เข้าไปซื้อก็กำไรกันถ้วนหน้า อย่างมหาศาลเสียด้วย เพราะซื้อขายกันที่อนาคต การประเมินมูลค่าหุ้นแบบดั้งเดิม อย่างพวก พีอีเรโช (P/E Ratio) แทบจะใช้ไม่ได้เลยทีเดียว

ในช่วงนั้นเองยังคงมีนักลงทุน หรือกองทุนหลายแห่ง ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อย ที่ยอมโดนตำหนิว่า ไม่ยอมคิดใหม่ทำใหม่เปลี่ยนแนวการลงทุน แต่พวกนี้ เค๊าบอกว่า ขอเลือกลงทุนสวนกระแส คือ Contrarian Investing ดีกว่า คือ เลือกซื้อหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานแบบเดิม แล้วก็หวังผลตอบแทนในระยะยาวแทน แล้วในที่สุด ก็ปรากฎว่า นักลงทุนคนไหนที่หวังเกาะกระแส ไปแห่ตามซื้อในช่วงหลังๆ ก็กลายเป็นว่า ขาดทุนหรือติดหุ้นกันเป็นแถว เพราะพอช่วงฮิตฮอตผ่านไป ทุกอย่างก็กลับมาอยู่กันที่ความเป็นจริง ว่า มีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่อยู่รอด และเป็นบริษัทคุณภาพจริงๆ บรรดา Contrarian Investors กลุ่มเดิมก็เลยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง

Contrarian Investors ถ้าจะแปลง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนที่มักจะมองต่างมุม หรือไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นของคนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่ง เป็นพวกที่มักจะมีคำถามกับสมมติฐาน ที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แล้วก็เลยตัดสินใจลงทุนในทางตรงข้ามกับเสียงข้างมาก

ซึ่งบางครั้งก็ต้องบอกว่า ดีเหมือนกันที่คิดไม่เหมือนคนอื่น ถึงทำในสิ่งตรงกันข้ามกับความคาดหวังของตลาด หรือของผู้ลงทุนส่วนใหญ่ ที่เรียกว่า Contrarian (มาจากรากศัพท์คำเดียวกับ Contrary) นั่นเอง เช่น เวลาที่ทุกคนกำลังกังวลกับข่าวร้ายต่างๆ ที่มีอยู่ท่วมตลาด ก็เลยไม่มีใครกล้าเข้าซื้อหุ้น เพราะกลัวหุ้นตก มีแต่จะคิดขาย หรือไม่ก็รอซื้อที่ราคาที่ต่ำลง

แต่สำหรับ contrarian แล้ว ก็อาจจะถือคติ Buy on Bad News คือซื้อตอนที่มีข่าวร้ายเยอะๆนี่แหละ เพราะเชื่อว่าได้ของราคาถูก แล้วพอทุกคนเลิกตื่นเต้นตื่นตูม ราคาหุ้นก็คงกลับมาเหมือนเดิม ก็จะได้ขายทำกำไร

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นกันบ่อย ก็คือ นักลงทุนหลายๆคนมักจะนึกถึงการซื้อหุ้นที่ราคาต่ำๆ แล้วก็ไปขายที่ราคาสูงๆ ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่บรรดานักลงทุนสวนกระแสนี่ อาจจะคิดว่า ซื้อถูกขายแพง ใครๆก็ทำกันทั้งนั้น เขาอาจจะคิดว่า ไม่ต้องซื้อหุ้นราคาถูกหรือราคาต่ำก็ได้ แต่เลือกซื้อหุ้นที่ราคาสูงแต่เชื่อว่าจะขายได้ที่ราคาสูงขึ้นไปอีก เพราะเชื่อว่า ของดีไม่มีวันที่ราคาจะปรับตัวลงมาถูกๆ

มีหลักฐานงานวิจัยยืนยันอยู่เหมือนกันว่า ไม่ควรเข้าซื้อหุ้นที่กำลังตกลง (เพราะจะตกลงไปอีก) และน่าซื้อหุ้นที่กำลังขึ้น (เพราะก็จะยังขึ้นอีก) มากกว่า เช่น โปรเฟสเซอร์ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ได้แต่งตำราสรุปผลวิจัยว่า ถ้าเปรียบเทียบเวลาเป็นรายเดือนแล้ว จะพบว่า หุ้นที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ (และในทางกลับกันสำหรับหุ้นที่ลง) หมายความว่า หุ้นแจ๋ว ก็ยังแจ๋วต่อเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ถ้ามาเทียบเวลาเป็นรายปีแล้ว การลงทุนแบบสวนกระแสก็ยิ่งโดดเด่น เพราะมีงานวิจัยอีกชิ้นบอกว่า การลงทุนตรงข้ามกับคนอื่นมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในช่วงเวลาการลงทุนห้าปี มากกว่าช่วงเวลาการลงทุนหนึ่งปี นอกจากนี้ ยังมักจะได้ผลตอบแทนที่เด่นชัดมากกว่าในบริษัทที่มีขนาดเล็ก

หรือในหลายๆโอกาส นักลงทุนสวนกระแสพวกนี้จะหันไปลงทุนในบริษัทที่ไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน ด้วยเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าซื้อที่สุด หลังจากวิเคราะห์เจาะลึกบริษัทนั้นแล้วว่ายังมีอนาคตสดใส นักลงทุนสวนกระแสแนวนี้ ที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ พวก Value Investor นั่นเอง เพราะนักลงทุนคุณภาพพวกนี้ มักจะไม่ค่อยสนใจหุ้นที่รับความนิยมสูงในขณะนั้น แต่จะเฟ้นหาหุ้นที่คนไม่ค่อยนิยมในช่วงนั้น ยิ่งถ้าเป็นพวก “เพชรในตม” หรือ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ยิ่งชอบ เพราะอาจได้ซื้อในราคาถูก เนื่องจากยังไม่ค่อยมีใครเห็นคุณค่า

ในทางกลับกัน หลายคนอาจจะเห็นการคิดไม่เหมือนคนอื่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงอยู่มากทีเดียว เหมือนเป็นพวกนอกคอก คิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน ซึ่งมีโอกาสผิดพลาดได้มาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเป็นนักลงทุนสวนกระแส ก็มีข้อดีเหมือนกัน ไม่ได้เพียงแต่มีความเสี่ยงมากไปกว่าคนอื่น ถึงแม้ว่าจะคิดไม่เหมือนคนอื่น เพราะนักลงทุนที่ชอบลงทุนในหุ้นยอดนิยม ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน โดยเฉพาะการซื้อหุ้นเหมือนๆชาวบ้าน มักจะทำให้ต้องซื้อหุ้นในราคาที่เกินตัว (overprice) เพราะเวลาที่เข้าไปซื้อหุ้นตอนที่บริษัทนั้นดูดีที่สุด อาจจะเป็นเวลาที่หุ้นแพงที่สุด เพราะทุกคนชอบกันหมด ก็เลยยอมจ่ายพรีเมี่ยมนั่นเอง

ดังนั้น การซื้อหุ้นที่คนอื่นเมิน ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่คนอื่นยังกลัวๆกล้าๆ จะยิ่งทำให้โอกาสทำกำไรจากการลงทุนสวนกระแสได้มากขึ้น แล้วพอบรรยากาศแจ่มใส หุ้นเริ่มเตะตาบรรดานักลงทุนทั้งหลาย ก็จะเป็นเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น ซึ่งในสายตาของนักลงทุนสวนกระแสแล้ว อาจจะรู้สึกว่าช้าเกินไป อย่างไรก็ตาม จะลงทุนสวนกระแสอย่างนี้ ต้องมั่นใจ และเข้าใจพื้นฐานของบริษัทอย่างถ่องแท้

เพื่อจะได้มั่นใจว่า บริษัทนั้นมีปัจจัยพื้นฐานที่แน่นจริงๆ แล้วก็อย่าลืมว่า ไม่มีใครบอกได้อย่างแน่ชัดว่า ตลาดกำลังจะไปทางไหน หุ้นจะขึ้นหรือลง เนื่องจาก การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ไม่แน่นอน คือเป็นลักษณะ Random Walk ไม่มีใครที่สามารถควบคุมตลาดได้ เพราะฉะนั้น จะเป็น contrarian ก็ยังต้องเลือกเหมือนกันว่า ช่วงไหนควรใช้กลยุทธ์การลงทุนไหน อย่างไร

















« Reply #129 เมื่อ 14/07/2007 , 19:42:17 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เรียนรู้จากเซียน

มีหนังสือหลายเล่มที่ผมอ่านในช่วงที่อยากหาความรู้เรื่องการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเพิ่มเติม หนังสือเกี่ยวกับหุ้นที่เป็นภาษาไทยในร้านหนังสือผมอ่านครบทุกเล่ม แถมยังไปหาหนังสือเก่าๆที่เลิกพิมพ์ไปแล้วที่สวนจตุจักร มีหลายเล่มที่ดีมากๆ มีหลายเล่มที่ดีน้อยหน่อย หรือบางเล่มอาจจะรู้สึกเลยว่า เสียดายเงิน เสียดายเวลา ในวันนั้นผมเคยคิดว่าถ้ามีคนคอยแนะนำหนังหุ้นดีๆก็คงจะแจ๋ว ผมเลยไปนั่งค้นๆตู้หนังสือมาดูว่ามีเล่มไหนที่ควรจะอ่านบ้าง ผมจะขอแนะนำแบ่งเป็นชุดๆไปละกันนะครับ

ชุดแรกที่อยากจะแนะนำก็คือหนังสือกลุ่มที่เกี่ยวกับ warren buffett ชื่อนี้ก็เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักลงทุน buffett จัดว่าเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าระดับตำนานเลยก็ว่าได้ การศึกษาแนวทางการลงทุนของ buffett รวมถึงแนวคิดของ buffet น่าจะเป็นทางลัดให้กับคนที่อยากเป็น VI ได้ดี รูปแบบการลงทุนที่ผมยังใช้อยู่ทุกวันนี้ ก็ได้รับอิทธิพลมาจาก buffet มากพอสมควร ผมจะเรียงลำดับจากเล่มที่คิดว่าควรอ่านที่สุดไปถึงน้อยที่สุดนะครับ จะได้เลือกอ่านกันได้ง่ายขึ้น

วาทะของวอร์เรน บัฟเฟทท์ โดยเจเน็ต โลว์ เรียบเรียงโดยเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เล่มนี้อ่านแล้วจะได้ทราบแนวคิดของ buffett เป็นเล่มที่ผมอ่านบ่อยที่สุดเพราะทุกครั้งที่อ่านมันเหมือนกับได้มุมมองใหม่ๆทุกครั้ง และยังเป็นการตอกย้ำแนวทางของ vi ให้แน่นลงไปในใจ

The Warren Buffett Way 1st edition โดย Robert G. Hagstrom ถ้าต้องการทราบถึงเหตุผลที่ buffett เลือกหุ้นแต่ละตัว ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเลือกหุ้นของเราเองด้วย เล่มนี้นับว่าเป็นเล่มที่ต้องอ่านมากที่สุดเล่มหนึ่งเลย เล่มที่ผมอ่านเป็นถ่ายเอกสารภาษาไทย แต่ไม่ทราบว่ายังหาได้อยู่รึเปล่าเพราะพิมพ์มานานมากแล้ว

The Warren Buffett Way 2st edition โดย Robert G. Hagstrom ตอนแรกผมนึกว่าเนื้อหาคงเหมือนๆกับ edition แรก แต่พอได้เปิดอ่านแล้ว เค้ามี update เพิ่มขึ้นเยอะพอสมควร มีการเพิ่มเหตุผลแนวคิดการเลือกหุ้นตัวใหม่ๆ ที่ buffett ได้ซื้อมาหลังจากที่หนังสือเล่มแรกออกไปแล้ว และก็มีการจัดเรียงรูปแบบการนำเสนอเหตุผมใหม่ คุณภาพดีไม่แพ้ edition 1 แต่ตอนนี้ยังไม่มีแปลออกมาถ้าจะจอ่านต้องฟิตๆภาษาหน่อย
แก่นแท้ของบัฟเฟตต์ The Essential Buffett โดย Robert G. Hagstrom แปลโดย ดร.นิเวศน์ เจ้าเก่าของเรา เอาไว้อ่านเสริมเรื่องของ Buffet ที่ตกหล่นไปจาก 2 เล่มข้างต้น

ตามรอย วอเร็น บัฟเฟตต์ How Buffett dose it โดย James Pardoe แปล เอกสิทธิ์ หัสสรังสี เล่มนี้จะบางที่สุดในกลุ่มหนังสือ Buffet สรุปมาเฉพาะแนวคิดสำคัญๆของ Buffett ข้อดีของเล่มนี้คือสั้น แต่ข้อเสียคือเนื้อหาน้อยไปหน่อยไม่ค่อยครบถ้วน เรียกว่าถ้าอ่านเล่มก่อนๆมาแล้วจะไม่อ่านเล่มนี้ก็ไม่ถึงกับเสียหายอะไร แต่ถ้าใครเป็นแฟน Buffett หรืออยากศึกษา Buffett ให้ครบทุกมุมมอง เล่มนี้ก็ไม่เลวครับ
The New Buffettology โดย Mary Buffett แปล พรชัย รัตนนนทชัยสุข เล่มนี้ค่อนข้างหนา ถ้าผมจำไม่ผิด เขียนโดยอดีตลูกสะใภ้ของ Buffett เอง รายละเอียดของเล่มนี้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งก็น่าอ่านอีกเช่นกัน แต่เหตุผลที่ผมจัดลำดับความน่าอ่านมาไว้ท้ายสุดก็เพราะวิธีการคำนวณราคาหุ้นของเล่มนี้ผมว่าไม่ค่อยจะ make sense เท่าไหร่ กลัวมาอ่านกันจบแล้วทำตามจะทำให้หลงประเด็นการลงทุนไปได้
ปล. ใน the warren buffet way และ the new buffettology 2 เล่มนี้จะมีการคิดนวณราคาหุ้นไว้ให้

ต้องขอบอกไว้ตอนนี้ว่าวิธีการคิดราคาหุ้นของทั้ง 2 เล่มนั้น เป็นวิจารณาณของผู้เขียนเอง ไม่ใช่วิธีที่ buffett คิดราคาด้วยตัวเอง เท่าที่ผมทราบ buffett ไม่ได้ใช้วิธีซับซ้อนอะไรในการคำนวณราคาหุ้นเลย เพียงแค่ขีดๆเขียนในเศษกระดาษ บวกกับการคิดเลขในใจนิดหน่อย buffett ก็สามารถประเมินราคาหุ้นได้แล้ว (แรกๆผมก็เอาวิธีตามในหนังสือมาใช้คำนวณ แต่หลังจากทำไปได้พักนึงก็รู้ว่ามันไม่เหมาะสมและใช้ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ และมักจะทำให้เราคำนวณราคาหุ้นที่ได้เกินจริงไปอยู่เป็นประจำ) เพราะฉะนั้นหนังสือที่อ่านเกี่ยวกับ buffett อยากให้เก็บแนวคิดและวิธีการเลือกหุ้นที่มีคุณภาพจะดีที่สุด อย่าเพิ่งเอาวิธีประเมินมูลค่าจากหนังสือมาใช้ ในเรื่องราคาหุ้นนี้ว่างๆผมจะมาเขียนให้อ่านกันอีกครั้งว่าวิธีที่ในการหาราคาหุ้นที่เหมาะสมนั้นมีอะไรบ้าง และวิธีไหนใช้ได้ผลดีที่สุด

Posted by yoyo at 9:07 PM in YoYo's Investing Way




« Reply #130 เมื่อ 14/07/2007 , 21:22:34 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เริ่มก่อนได้เปรียบ

มีคนอยู่ 2 คน ชื่อ พล กับ บอย ทั้งคู่เล่นหุ้นมามาเป็นเวลา 2 ปีเท่าๆกัน ที่ผ่านมาก็มีทั้งกำไรและขาดทุนสลับกันไป แต่จะหนักไปทางขาดทุนซะมากกว่า มีคนแนะนำให้ทั้งคู่หันมาศึกษาการลงทุนแบบ VI เพราะทำผลตอบแทนได้ดี ทั้งคู่รู้มาว่าการจะเป็น VI ที่เก่งได้ จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเรียนรู้มากพอสมควร

นายพลมีเงินอยู่ประมาณ 1 แสนบาท และคิดว่าตัวเองมีเงินไม่มาก จึงคิดว่าการเรียนรู้การเป็น VI นั้นไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เค้าจะต้องเสียไป เพราะต่อให้เป็น VI ที่เก่งมากอย่างไร ได้ผลตอบแทนซัก 30% เค้าก็จะกำไรเพียง 3 หมื่นบาทเท่านั้น พลตัดสินใจว่าถ้าเค้ามีเงินถึง 5 แสนเมื่อไหร่ เค้าจึงจะหันมาศึกษาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอย่างจริงจัง

นายบอยมีเงินเท่ากับพล 1 แสนบาท และคิดว่าตัวเองมีเงินไม่มากเช่นกัน แต่บอยมองระยะยาวกว่า เค้ามองว่าถ้าเค้าไม่เริ่มต้นเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้ โอกาสที่เค้าจะมีเงินมากพอที่จะคุ้มค่ากับการศึกษา VI คงเป็นไปได้ยาก และถ้าเค้าทำผลตอบแทนได้ซัก 30% ต่อปี เค้าจะมีเงิน 5 แสนภายใน 6 ปี

เวลาผ่านไป 6 ปี นายพลยังคงเป็นนักเก็งกำไรรายวัน เล่นหุ้นไปตามข่าว ตามโวลุ่ม port ของพลมีมูลค่าประมาณ 1 แสนบาทเหมือนเดิม ใขขณะที่นายบอยใช้เวลาศึกษา VI มานานถึง 6 ปี เค้ากลายเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าฝีมือดีคนหนึ่ง และมีพอร์ทประมาณ 5 แสนบาท และถ้าเค้ายังรักษาระดับผลตอบแทนใกล้เคียงกับ 6 ปีที่ผ่านมาของเค้าได้ อีก 6 ปีข้างหน้าเค้าจะมีพอร์ทใหญ่ถึง 2.3 ล้าน

ในมุมมองของผม ความสำเร็จของ VI วัดกันที่ 2 ปัจจัยหลักๆคือ

ฝีมือ (ผลตอบแทนที่ทำได้)
ระยะเวลาในการลงทุน
นักลงทุนมือใหม่ที่อาจจะมีผลตอบแทนต่อปีไม่มาก ก็สามารถแซงนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนดีได้ ถ้ามีระยะเวลาลงทุนที่นานกว่า เพราะฉะนั้นถ้ารู้แล้วว่าตัวเองยังฝีมือไม่ดี อย่างน้อยเริ่มก่อนก็ได้เปรียบนะครับ

Posted by yoyo at 9:43 PM in YoYo's Investing Way





« Reply #131 เมื่อ 14/07/2007 , 21:26:47 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

เริ่มก่อนได้เปรียบ 2

อยากจะขยายความเรื่องนี้ต่ออีกทีเพราะผมมองว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการลงทุน หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องของผลตอบแทนแบบทบต้นมาบ้างแล้ว ลองมาทบทวนกันอีกทีนะว่ามันมหัศจรรย์ขนาดไหน (มีนักลงทุนชื่อดังมกซักคน บอกว่าดอกเบี้นทบต้นนี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งที่ 8 ของโลกได้เลย)
สูตรในการคำนวณดอกเบี้ยทบต้นก็มีง่ายๆดังนี้ (เป็นสูตรที่ผมจำขึ้นใจมาก)
FV = PV (1+r)^t
FV - เงินในอนาคตที่เราคาดว่าจะมี (บาท)
PV - เงินลงทุนวันนี้ (บาท)
r ผลตอบแทนต่อปี (%)
t ระยะเวลาการลงทุน (ปี)

เคยลองตั้งเป้าหมายในชีวิตกันบ้างมั๊ยครับ ผมเองตอนที่เข้าตลาดใหม่ๆ (อายุประมาณ 22) ผมคิดไว้ว่าอยากจะมีเงินล้านในได้ก่อนอายุ 30 ปี เพราะฉะนั้นผมมีเวลาเหลืออยู่ 8 ปี และมีเงินลงทุนเริ่มต้น 2แสนบาท คำนวณจากสูตรข้างต้นโดยใช้วิธีลองผิดลองถูก กำหนด pv = 2 แสน t=8 แล้วเปลี่ยน r ไปเรื่อยๆจนได้ fv = 1ล้าน แสดงว่าผมจะต้องทำผลตอบแทนให้ได้ประมาณ 23% ต่อปีติดต่อกัน 8 ปี อาจจะฟังดูยาก แต่ถ้าเพิ่มผมแบ่งรายได้จากเงินเดือนลงทุนเพิ่มเดือนละ 3,000 บาท หรือปีละ 36,000 บาท ผมจะต้องลงทุนให้ได้ปีละ 13.5% ซึ่งผมว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นน่าจะทำได้ไม่ยาก

ตัวอย่างการคำนวณกรณีที่มีการลงทุนเพิ่ม



ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองดูนะครับ ในตัวอย่างผมกำหนดเวลาไว้ 8 ปีจะมีเงินให้ได้ 1 ล้านบาท ลองคิดต่อเล่นๆถ้าผมลงทุนด้วย rate นี้ต่อไปเรื่อยๆจนอยาก 40 ปี ผมจะมีเงิน 4.2 ล้าน อายุ 50 ปี 15.9 ล้าน อายุ 60 ปีผมจะมีเงินถึง 57 ล้านบาท...

ถ้าลองเปลี่ยนผลตอบแทนเป็น 15% จะเกิดอะไรขึ้น อายุ 60 ผมจะมีเงิน 89 ล้าน

แล้วถ้าผมแบ่งเงินเดือนที่จะลงทุนเพิ่ม จาก 3000 เป็น 5000 ต่อเดือน ที่ผลตอบแทน 15% อายุ 60 ปี port ผมจะพุ่งไปถึง 121 ล้านเลยทีเดียว สูงไม่ใช่ย่อยเลยนะครับ

เห็นมั๊ยครับว่าการลงทุนนี่ ปัจจัยแห่งความสำเร็จนั้นมี 2 ประการ (การเปลี่ยนค่า 2 ตัวนี้ทำให้ผลลัพธ์ต่างกันจนน่าตกใจ)
1. ระยะเวลาการลงทุน (เริ่มก่อนได้เปรียบ)
2. ผลตอบแทน (เก่งกว่าได้เปรียบ)
3. เงินออมที่ลงทุนเพิ่มในแต่ละปี (ออมเยอะก็ได้เยอะ) ข้อนี้ผมเพิ่มมาจากบทความก่อน

- ใครยังไม่เริ่มมาลงทุน รีบๆซะนะ อย่าลืม เริ่มก่อนได้เปรียบ
- ส่วนใครเริ่มต้นช้า อย่าเพิ่งเสียใจ รีบๆหาความรู้ด้านการลงทุนแบบเน้นคุณค่าให้เยอะซะ แล้วเอาเวลาที่นั่งจ้องราคาหุ้นบนคอมพิวเตอร์มานั่งศึกษาธุรกิจต่างๆให้มาก ผลตอบแทนจะพุ่งขึ้นตามความขยันของเราเอง
- อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้เร็วขึ้น คือการออมเงินมาลงทุนเพิ่มให้สูงขึ้น
- ลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองดู แล้วลองคำนวณตามผมเล่นๆดูว่า ต้องใช้เวลาลงทุนนานเท่าไหร่ หรือต้องมีผลตอบแทนกี่ % เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้

ใครสามารถทำได้ครบทั้ง เริ่มลงทุนเร็ว ทำผลตอบแทนได้ดี และแบ่งรายได้มาลงทุนเพิ่ม อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะรู้ได้เลยว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้มันไม่ไกลเกินเอื้อมเลยจริงๆ ..

ตอนเข้าตลาดหุ้นใหม่ๆผมตั้งเป้าไว้ว่าจะมีเงิน 1 ล้านบาทก่อนอายุ 30 ที่ผ่านมาการลงทุนแบบเน้นคุณค่า บวกกับการออมเงินทำให้ผมบรรลุเป้าหมายมาได้พักใหญ่แล้ว เป้าหมายใหม่ของผมสูงกว่าเดิมมาก แล้วถ้าผมบรรลุเป้าหมายใหม่ของผมได้แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

ปล. ใครอ่านเรื่องการคำนวณผลตอบแทนไม่รู้เรื่อง ลองไปหาหนังสือพวก Foundation Finance มาอ่านดูนะครับ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แบบว่าขี้เกียจอธิบายยาว ^__^

Posted by yoyo at 9:44 PM in YoYo's Investing Way




« Reply #132 เมื่อ 14/07/2007 , 21:36:35 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Saturday, 23 June 2007

หุ้นตัวแรกในชีวิต

หุ้นตัวแรกในชีวิตที่ผมซื้อคือเป็นหุ้น GFPT ทำธุรกิจชำแหละไก่ขาย คล้ายๆ CP แต่ว่าขนาดเล็กว่ากันเยอะ หุ้นตัวแรกผมซื้อหลังจากที่รู้จักเรื่องการลงทุนมาได้ประมาณครึ่งปี ก่อนที่จะมาเป็นหุ้นตัวนี้ได้ ผมเริ่มจากการที่อ่านหนังสือตีแตก ในหนังสือมีบอกถึงวิธีการเลือกหุ้นหลายแบบ แต่ในช่วงแรกผมยังไม่เข้าใจมาก เลยได้แต่หยิบยกเฉพาะเรื่องง่ายๆในหนังสือมาใช้ ก็คือการเลือกซื้อหุ้นราคาถูก

โดยวัดเอาจาก P/E P/BV และ Dividend Yield เป็นหลัก ผมเปิดหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเล่มที่เป็นการเงินการลงทุน เปิดหน้ากลางออกมาไล่หาหุ้นที่มี PE ต่ำกว่า 6 มี PBV ไม่เกิน 1 และ Yield เกิน 5% ตัวเลขเหล่าผมลองสมมติขึ้นมาเองโดยประมาณเพื่อทำให้หุ้นที่ผมจะเลือกนั้นน้อยลง เหมือนเป็นการใช้ตะแกรงร่อนหุ้นให้น้อยลงจะได้เลือกได้ง่ายขึ้น

หุ้นที่ผ่านตะแกรงร่อนหุ้นมามีอยู่ประมาณ 10 ตัวได้ ผมก็เลือกต่อโดยดู PE PBV และ Yield เหมือนเดิม ก็เห็นว่าหุ้นที่ดูแล้วน่าจะมีราคาถูกที่สุดก็คือ GFPT หุ้นไก่นั้นเอง .. ก็ตาม step ครับก่อนจะลงทุนต้องเข้าใจธุรกิจนั้นๆให้ได้ก่อน ผมไป Download file 56-1 จากเวป กลต. มานั่งอ่านจนเข้าใจธุรกิจของหุ้นได้ระดับนึง ส่วนงบการเงิน ในตอนนั้นผมอ่านไม่ค่อยเป็นครับ ก็เอามานั่งๆดู ลองคิดพวก ratio หลายๆตัวตามหนังสือตีแตก แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในความหมายเท่าไหร่ ... แต่ก็หลอกตัวเองว่าหุ้นตัวนี้น่าจะเป็นหุ้นที่ดี ธุรกิจขายไก่เป็นธุรกิจอาหาร เลยคิดเข้าข้างตัวเองต่อว่าอาหารเป็นปัจจัย 4 ยังไงคนก็ต้องกินอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นธุรกิจน่าจะดี ว่าแล้วก็ตัดสินใจซื้อหุ้นเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของเงินสดที่ผมมีอยู่

ซื้อหุ้นมาหุ้นละ 40 บาท ในช่วงแรกๆผมก็ดีใจใหญ่เลยครับ หุ้นค่อยๆขยับขึ้นไปอย่างช้าๆจาก 40 ไปสูงสุดถึง 48 บาท ผมเองก็ไม่ขายเพราะคิดว่าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว ต้องถือไว้นานๆ .... ผมถือจนถึงเวลาที่งบการเงินประกาศออกมา (ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่างบการเงินเค้าประกาศกันตอนไหน) หุ้น GFPT ราคาไหนลงจาก 48 มาอยู่ที่ประมาณ 40 บาท ผมเองก็ยังไม่รู้สาเหตุว่าทำไมหุ้นลงแรงจัง แต่ยังคิดต่อว่าไม่มีอะไรหรอก จะเป็น VI ต้องจิตใจมั่นคง ผมยังคงหลอกตัวเองต่อไป .. เวลาผ่านไปไม่นานหุ้นก็ไหลลงมาเรื่อยๆ จาก 40 39 38 36

ผมเข้าไปอ่านเวปบอร์ด Taladhoon (ตอนนี้กลายเป็นเวปล้างไปแล้ว) เริ่มมีคนพูดถึง GFPT กันมากขึ้น เค้าบอกว่ากิจการกำไรหดลงอย่างมากจากการกีดกันการค้า และแนวโน้มธุรกิจกำลังแย่จากรายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องติดกันถึง 4 ไตรมาส รู้ถึงขนาดนี้แล้ว ผมก็ยังไม่ได้ขายหุ้นเพราะยังหวังว่ายังก็น่าจะได้ปันผล ซึ่งปกติจ่ายกันประมาณ 50% ของกำไร ซึ่งก็คิดเป็น % ที่สูงพอใช้ได้ ราคาหุ้นยังคงลงต่อไป 36 35 34 33 32 ... ในเวปบอร์ดยังคงพูดกันต่อว่า GFPT ไม่น่าจะมีเงินพอที่จะจ่ายเงินปันผล เพราะว่าแทบจะไม่มีเงินสดเหลืออยู่ในบริษัท หนี้สินระยะก็ยังมีที่จะต้องจ่าย .. ถึงตอนนั้นผมเห็นท่าจะไม่ได้แล้ว ธุรกิจที่คิดว่าจะดีก็ไม่ดี เงินปันผลที่น่าจะได้ ก็มีแนวโน้มที่จะไม่ได้ ผมขายหุ้นไปที่ราคาประมาณ 28 บาท จนหมด ขาดทุนไปประมาณ 30% ได้ ... เป็นบทเรียนการลงทุนที่เจ็บปวดพอสมควร

หลังจากที่ผมขายหุ้นไป บริษัทก็ประกาศเพิ่มทุนอีก 1 เท่าตัว เพราะไม่มีเงินสดเพียงพอในการทำธุรกิจ ทำให้หุ้นมีตัวหารเพิ่มขึ้นมาก ราคาก็ดิ่งลงอย่างหนัก ยังดีที่ผมตัดใจขายไปได้ ไม่งั้นคงเจ็บหนักกว่านี้ จนปัจจุบันหุ้น GPFT ก็ยังไม่ฟืนขึ้นมาจากหลุมเลยครับ

ข้อคิดที่ผมได้จากเจ้าหุ้นไก่มีหลายอย่างเลยครับ ทั้งดีและไม่ดี
- การจะซื้อหุ้นซักตัวอย่าดูเพียงแค่ตัวเลข เห็นว่าหุ้น PE PBV ต่ำ Yield สูงก็รีบเข้าไปซื้อ จริงๆแล้วตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขในอดีต การซื้อหุ้นตามตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่การลงทุนที่ฉลาดเลย จะให้ดีผมควรที่จะคาดการณ์ตัวเลขเหล่านี้ในอนาคตมากกว่าค่าในอดีต เลขที่เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์นั่นเพียงแต่ช่วยให้เราเห็นภาพคร่าวของหุ้นเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้ตัดสินใจในการซื้อหุ้นซักตัว
- ต้องเข้าใจธุรกิจเพียงพอที่จะคาดการณ์ได้ว่าธุรกิจมีแนวโน้มอย่างไร อย่าหลอกตัวเอง อย่างคิดเอาเองคนเดียวอย่างที่ผมทำ โดยคิดเพียงแค่ว่าธุรกิจอาหารยังไงคนก็ต้องกิน รู้แค่นี้ยังไม่พอ
- เวลาดูผลการดำเนินงานควรจะดูย้อนหลังไป ในกรณีนี้ถ้าผมเข้าไปดูผลประมาณการณ์ Q1 Q2 Q3 ผมจะเห็นเลยว่ารายได้และกำไรมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน
- ถ้าคิดจะลงทุนจริงๆควรอ่านงบการเงินให้เป็นด้วย ถ้าตอนนั้นผมอ่านงบการเงินเป็น ผมคงรู้ล่วงหน้าแล้วว่าบริษัทจะไม่มีเงินพอมาจ่ายเงินปันผล รวมทั้งยังมีเงินไม่พอในการดำเนินธุรกิจจนต้องเพิ่มทุนด้วย
- หุ้นตัวแรกในชีวิตผมก็ลงทุนมากถึง 50% ของ port ซึ่งนับว่าเสี่ยงมาก การที่เราจะลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่มากขนาดนี้ได้ เราควรมีความมั่นใจสูงมากๆในหุ้นตัวนั้นๆว่ามีคุณภาพดี มีราคาถูก ไม่ใช่รู้แบบคลุมเครือแบบผม แต่เล่นซัดซะเต็มเหนี่ยว ผลลัพธ์ก็คือขาดทุนหนัก
- ในเวปบอร์ดมีคนเตือนผมหลายหน แต่ผมกลับไม่สนใจเพราะเห็นว่าตอนนั้นหุ้นกำลังขึ้น คนที่ post คงไม่รู้จริง ....

บทเรียนวันนั้นมีค่ามากๆสำหรับผม หลังจากขาดทุนจากหุ้นตัวแรก ก็ทำให้วิธีการลงทุนของผมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ...

Posted by yoyo at 9:25 PM in YoYo's Investing Way

ผมเข้าไปอ่านเวปบอร์ด Taladhoon (ตอนนี้กลายเป็นเวปล้างไปแล้ว)

ขอแก้ข่าวค่ะเวปบอร์ด Taladhoon ตอนนี้คึกคักสุดๆ สมาชิกเพิ่มขึ้นทุกวัน มีแต่สิ่งดีๆให้คุณติดตามค่ะ





« Reply #133 เมื่อ 14/07/2007 , 21:45:14 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Saturday, 23 June 2007

ราคาทุน กับ ผลกระทบทางจิตวิทยา

ในการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ผมเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเรื่องของจิตใจ (Mental Skill) บางคนเล่นหุ้นแล้วใจไม่นิ่ง หุ้นขึ้นนิดหน่อยก็ทุกข์ ทุกว่าจะขายเมื่อไหร่ หุ้นลงก็ทุกข์ ทุกว่าตัวเองขาดทุน เรื่องของจิตใจนี่เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนากันได้ ช่วงแรกๆเองผมก็มีปัญหาเรื่องนี้อยู่มาก (ตอนนี้ก็ยังไม่ได้หายขาดหรอกครับ แต่ว่าดีขึ้นเยอะแล้ว) การอ่านหนังสือก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้ อย่างที่เคยแนะนำหนังสือเรื่องจิตวิทยาการลงทุนไป ก็ช่วยได้เยอะ

จั่วหัวเป็นชื่อเรื่องไว้เกี่ยวกับ"ราคาทุน" เป็นคำที่มีเรื่องให้คุยกันได้เยอะมาก ราคาทุนก็คือราคาหุ้นที่เราซื้อมาในตอนแรก ถ้ามีการซื้อหุ้นเพิ่มระหว่างทางก็คิดเฉลี่ยออกมา ถ้าราคาในวันนี้เกินราคาทุนก็แสดงว่ากำไร ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่าราคาทุนก็แสดงว่าขาดทุน ผลกระทบของราคาทุนที่มีต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ผมเชื่อว่ามีอยู่สูงมาก

จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนเรามีแนวโน้มที่จะขายหุ้นที่มีราคาสูงกว่าราคาทุนได้ง่ายกว่าการที่จะขายหุ้นที่ต่ำกว่าราคาทุน เพราะคนส่วนใหญ่กลัวความเจ็บปวด ฝรั่งเค้าเรียกว่า Snake bite effect คือการขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่าทุนจะเหมือนเป็นการยอมรับว่าเราขาดทุน หรือเป็นการยอมรับว่าเราตัดสินใจผิด และจะทำให้เกิดการเจ็บปวด แต่การขายหุ้นที่ราคาสูงกว่าทุน จะทำให้เรารู้สึกว่ามีความสุข ผลที่ตามมาก็คือ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรเร็วจนเกินไปทำให้ได้กำไรน้อย หรือถือหุ้นที่ราคาลงนานจนเกินไปทำให้ยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้นๆ

การจะลดปัญหานี้ได้ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือหลังจากซื้อหุ้นแล้วควรจะลืมราคาทุนให้เร็วที่สุด เพราะจริงๆแล้วราคาทุนไม่ควรมีผลต่อการตัดสินใจของเราว่าจะถือหุ้น จะขายหุ้นทิ้งหรือว่าจะซื้อหุ้นเพิ่ม ตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจคือราคาวันนี้ และราคาที่เราเหมาะสม

- ถ้าราคาวันนี้ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมมากๆ ก็ซื้อหุ้นซะ

- ถ้าราคาวันนี้สูงกว่าราคาที่เหมาะสมก็ขายซะ

- เรามีหุ้นอยู่แล้ว หุ้นราคาลดลงมา ในขณะที่ราคาที่เหมาะสมยังเหมือนเดิม ถ้ามีเงินก็ซื้อเพิ่ม ถ้าหมดเงินแล้วก็ถือไว้เฉยๆ
เห็นมั๊ยครับว่าการตัดสินใจทั้ง 3 แบบ ไม่มีราคาทุนเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย แต่นักลงทุนก็มักจะเอาราคาทุนมาใช้ในการตัดสินใจเป็นประจำซึ่งจะทำให้เราลงทุนโดยหลงกับดักทางจิตวิทยาได้

ปกติผมจะไม่เข้าไปดูหุ้นใน port ตัวเองผ่านทางเวปไซด์ของ Broker เท่าไหร่ เพราะในนั้นจะมีบอกครบหมดว่าเรามีหุ้นอยู่จำนวนเท่าไหร่ ราคาทุนเท่าไหร่ ราคาวันนี้เท่าไหร่ คิดเป็นกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ซึ่งทำให้เราไขว้เขวได้ง่าย ผมเลยสร้าง file excel แสดง port ตัวเองเอาไว้แยกต่างหากว่าผมมีหุ้นใน port อะไรบ้างเป็นจำนวนเท่าไหร่ แล้ววันไหนอยากรู้ว่าตัวเองมีเงินลงทุนรวมอยู่เท่าไหร่ ก็ค่อย key ราคาหุ้นใส่ลงไป วิธีนี้จะทำให้ผมไม่รู้ราคาทุน และตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้นมากครับ

Posted by yoyo at 9:27 PM in YoYo's Investing Way





« Reply #134 เมื่อ 14/07/2007 , 21:48:50 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Saturday, 30 June 2007

ข่าววงในๆ

เห็นจั่วหัวเรื่องไว้แบบนี้ อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ ไม่ได้มีข่าววงในอะไรมาบอก แต่วันนี้จะพูดถึงเรื่องข่าววงใน ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่เล่นหุ้นก็ชอบกันนักละข่าววงใน แต่คนที่เจ๊งเพราะข่าววงในนี่ก็เยอะเหมือนกัน ข่าววงในแบ่งได้ออกเป็นหลายประเภทตามแต่จะใช้อะไรเป็นตัวแบ่ง

แบ่งด้วยคุณภาพของข้อมูล

- คุณภาพชั้น 1 มาจากเจ้าของหรือญาติใกล้ชิด
- คุณภาพชั้น 2 มาจากพนักงานภายในบริษัท หรือญาติห่างๆ
- คุณภาพชั้น 3 เค้าบอกต่อๆกันมา

แบ่งด้วยประเภทของข้อมูล

- ประเภทข่าวสาร (Information) เช่น บริษัทขยายกำลังการผลิต บริษัทออกสินค้าตัวใหม่ยอดขายทะลุ บริษัทได้รับงานประมูลชิ้นใหญ่

- ประเภทข้อคิดเห็น (Opinion) เช่น หุ้น a เจ้าจะปั่นไป 10 บาท หุ้น b น่าจะโดน take over ที่ราคา 20 หรือหุ้น d จะโดนทุบเจ้ามือเก็บของ

สำหรับผมถ้าคิดจะเล่นหุ้นที่มีข่าววงในจริงๆ ต้องเป็นประเภทข่าวสารเท่านั้น แบบข้อคิดเห็นไม่เอา เพราะบางครั้งเราอาจจะได้ข่าวจากเจ้าของโดยตรงว่าจะปั่นไปเท่านู้นเท่านี้ . แต่เอาเข้าจริงๆก็ปั่นไม่ได้ หรือราคาไม่ไปตามที่เค้าคาด ข้อสำคัญอีกอย่างคือคุณภาพของข้อมูล ขั้นต่ำควรจะเป็นระดับ 2 คืออย่างน้อยต้องหาที่มาได้ว่ามาจากใคร ไม่ใช่แบบขั้น 3 ที่บอกๆต่อๆกันมา ก่อนจะมาถึงเราไม่รู้ผ่านมากี่รายแล้ว แบบนี้โอกาสที่จะกำไรคงยาก แต่จะให้ชัวร์จริงๆ ต้องเป็นข้อมูลแบบข่าวสารที่มีจากระดับผู้บริหารหรือเจ้าของ แล้วเรามาวิเคราะห์เอาต่ออีกรอบว่าข่าวที่ออกมากระทบไปในทางบวกหรือลบมากน้อยแค่ไหน อย่าไปเชื่อว่าหุ้นจะไปเท่านู้นเท่านี้บาท เท่าที่เห็นมาก็เจ๊งเพราะวงในมาหลายรายแล้วครับ

Posted by yoyo at 10:14 AM in YoYo's Investing Way







« Reply #135 เมื่อ 14/07/2007 , 22:34:16 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------




โธ่ๆๆๆๆ คุณโยโย่ว่าบ้านเมียหลวงเราร้างได้ไงคับ

พ้มขออนุญาตเพิ่มเติมคุณโยโย่นิดนึงนะคับ
พ้มเห็นด้วยกับการดูข้อมูลพื้นฐานต่างๆ
ติดตามดูผลประกอบการทุกไตรมาศของหุ้นตัวนั้น

แต่ถ้าเป็นนักเทคนิคคอลด้วย ก็จะช่วยได้เยอะคับ
อย่างเช่นกราฟ GFPT ที่พ้มเอามาลงประกอบ
ตรงที่พ้มวงไว้ มันส่งสัญญานให้ขายหุ้นทิ้งแล้วคับ
ถ้าทำได้ตามสัญญาน ก็จะไม่ต้องมาขาดทุนเยอะแยะตาแป๊ะขี้หมูไหล

เรียกว่า ถ้าเป็นได้ทั้งนัก fundamental ผสมกับ technical
จะตัดการขาดทุนบักโกรกได้ 100% คับ





« Reply #136 เมื่อ 15/07/2007 , 20:52:27 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

จุมพล สายมาลา : www.ingfunds.co.th

ลงทุน (ในกองทุนหุ้น) อย่างไรจึงไม่เจ๊ง

สวัสดีครับท่านผู้อ่านและนักลงทุนที่เคารพทุกท่าน พบกันอีกครั้งในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่บรรยากาศ การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเริ่มคึกคัก โดยที่ผ่านมาในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ต่อเนื่องถึงต้นเดือนกรกฎาคม นักลงทุนต่างชาติเริ่มจุดพลุแรงๆ หลังจากที่ทยอยเก็บหุ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วสักระยะหนึ่ง อันที่จริงภาวะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากในเชิงของปัจจัยพื้นฐาน และเชิงเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นใกล้เคียงในภูมิภาคเอเชียแล้ว ตลาดหุ้นไทยยังถือว่าไม่แพงนัก และคุ้มค่าลงทุน เพียงแต่มีปัญหาด้านการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็เริ่มมองกันว่าจะเป็นเพียงช่วงสั้น และทุกอย่างจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี

ประกอบกับภาวะสภาพคล่องของระบบการเงินโลกที่ยังมีอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะมาจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (Foreign Reserves) ของกลุ่มประเทศในเอเชียที่เริ่มหาแหล่งลงทุนที่มีผลตอบแทนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือเงินจากการกู้ยืมที่มีอัตราดอกเบี้ยราคาถูกกว่าจากญี่ปุ่นเพื่อมาลงทุน (Carry Trades) ตลอดจนถึงเงินลงทุนจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่ได้รับกำไรเพิ่มจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น (Petro Dollars) และอื่นๆ อีกมากหลายแหล่งที่มาของเงินลงทุน ที่มีการจัดสรรมาลงทุนทั้งในตลาดเงินและตลาดทุน

คราวนี้เมื่อหุ้นเริ่มคึกคักคำถามที่อยู่ในใจนักลงทุนไทยก็คือ ซื้อกองทุนหุ้นดีไหม หลายท่านอาจลังเลว่าตลาดปรับตัวขึ้นมาเร็ว ไม่ทันตั้งตัวจะมาซื้อตอนนี้ก็กลัวสูงไป กลัวว่าซื้อปุ๊บหุ้นตกทันทีจะติดอยู่ในกองทุนหุ้นไปอีกหลายปี ดังที่บางท่านหรือหลายท่านอาจเคยเป็นมา แล้วจังหวะการลงทุนที่ดีคือ ช่วงไหนอย่างไร???

ผมอยากจะเสนอแนวคิดครับว่าการลงทุนในกองทุนหุ้น ควรเป็นเงินที่ไม่ต้องรีบร้อนใช้จ่ายใดๆ สามารถลงทุนได้ค่อนข้างยาว ยิ่งนานยิ่งดี และอย่างน้อยที่สุดก็ควรเป็นระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป ที่เรียนเช่นนี้เพราะถ้าเราต้องการจะลงทุนเพียงระยะสั้น โดยจับจังหวะการปรับตัวขึ้นลงของตลาดหุ้น ผมเรียนว่าโอกาสพลาดมีสูง และก็จบลงด้วยความเสียหายจากการลงทุน แต่ถ้าจัดสรรเงินลงทุนในกองทุนหุ้น และลงทุนในระยะยาวได้ โอกาสได้มากกว่าเสีย แถมยังไม่ต้องกังวลกับภาวะความผันผวนรายวัน รายสัปดาห์อีกด้วย โดยอยากจะแสดงตัวเลขของดัชนีตลาดหุ้นให้เห็นว่า ถ้าลงทุนในระยะยาวแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปผลตอบแทนก็มีโอกาสดีขึ้นเรื่อยๆ





« Reply #137 เมื่อ 15/07/2007 , 20:54:21 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

กัลยาณทรัพย์

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ประเภทที่เงินทองหามาได้ แล้วก็หมดไป เงินเดือนเข้ามา แล้วก็ออกไปหมด หรือหลายๆ คนทั้งที่สามารถหาเงินได้มาก แต่ก็ไม่มีเงินเก็บ บางครั้งพยายามจะเก็บออมเงิน วางแผนการสารพัดสารพัน มีความตั้งใจเต็มร้อย สุดท้ายก็ยังออมเงินไม่ได้สักที

ผู้คนกลุ่มหนึ่งในสังคมกลุ้มอกกลุ้มใจในการหาหนทางที่จะทำให้เงินออมงอกเงย จะฝากธนาคาร ผลตอบแทนก็ดูจะยังไม่น่าพอใจ จะลงทุน จะเล่นหุ้นก็ยังไม่กล้า ไม่มีเวลา

ในขณะเดียวกันก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่กำลังกลุ้มใจเพราะไม่มีเงินเก็บเงินออม อายุก็มากขึ้นทุกวัน ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าอินเทอร์เน็ต Hi-speed รายได้แม้จะเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็ไม่ค่อยสมดุลกับค่าใช้จ่าย หลายคนไม่สนใจ ไม่ใส่ใจที่จะวางแผนสำหรับอนาคต ไม่ต้องการรับรู้ ก็เลยอาจจะยังไม่ช็อกว่า อนาคตที่ไม่แน่นอนของเรานั้น ต้องการรากฐานที่มั่นคง ที่ต้องเริ่มต้นลงเสาเข็ม เทพื้น กันตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไร ความมั่นคงในอนาคตก็มากขึ้นเท่านั้น

คำถามสำคัญต่อมาก็คือว่า แล้วจะทำอย่างไรให้มีเงินเก็บเงินออม ทำไมเงินทองที่หามาได้ ไม่ค่อยจะยอมอยู่กับเรา เงินของเรา ทำไมชอบไปอยู่กับคนอื่นเรื่อยไป ทำเหมือนเป็นศัตรูกัน อยู่ร่วมกันไม่ค่อยจะได้ ใครอยากมีเงินเก็บ เงินออม ต้องพยายามไม่เป็นศัตรูกับเงิน คือต้องวางแผน หาหนทางให้เงินอยู่กับเราในแบบที่เราจะมีความสุขมีความมั่นคงมากขึ้น

คนไม่มีเงินเก็บเงินออม มีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือคนที่มีรายได้น้อยไม่สมดุลกับภาระค่าใช้จ่ายจำเป็น อย่างเช่น ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเทอมลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน ค่ารักษาพยาบาลหรือประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน หลายครั้งแม้ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายก็เพิ่มแซงรายได้ขึ้นไปอีก

ส่วนประเภทที่สอง คือคนที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในการ Up grade วิถีชีวิต อย่าง ทีวี คอมพิวเตอร์ รถยนต์ โทรศัพท์ ต้องรุ่นใหม่ ไฮเทค In trend ต้องได้ลิ้มลองอาหารรสเลิศ ต้องไปสถานที่เที่ยวทันสมัย ต้องใช้ข้าวของแบรนด์เนม จนลืมประมาณตัวเองว่า มีรายได้เพียงพอที่จะฟุ่มเฟือยได้มากน้อยเพียงไร คนกลุ่มนี้ หาเงินได้มาก อาจจะเพราะความสามารถ มีหน้าที่การงานดี เลยต้องการมีหน้ามีตา ต้องการให้สังคมยอมรับ หรืออาจจะต้องการให้รางวัลกับตนเองแบบลืมคิดถึงอนาคต

เงินหาได้มาก หาได้ง่าย เดี๋ยวก็หาได้อีก ไม่มีอะไรน่าวิตก!!! ใครคิดแบบนี้ อย่าลืมว่าอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ตลอดเวลา บริษัทที่เราทำงานอยู่ด้วยอาจจะหายไปชั่วข้ามคืน อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ โรคร้ายๆ เชื้อโรคแปลกๆ เกิดขึ้นทุกวัน อุบัติเหตุทางการเงินจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่ไม่ควรเสี่ยง

การจะมีเงินออมสำหรับคนกลุ่มแรก อาจจะยากสักหน่อย แต่ยากไม่ใช่แปลว่าจะทำไม่ได้ ทุกเรื่องเป็นไปได้ คนที่มีรายได้น้อยกว่าค่าใช้จ่ายจำเป็น จะต้องหาหนทางเพิ่มรายได้ อาจจะต้องขยันเพิ่มขึ้น ค้นหาทักษะ ความสามารถพิเศษของตนเองให้เจอ หาทางพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้นให้เป็นที่ยอมรับในที่ทำงาน หาวิธีการพัฒนาสินค้าของตนเอง อาจจะลองปรับเปลี่ยนวิธีการนวดแป้ง การหมักหมู การทอดลูกชิ้น หรือวิธีที่จะเพิ่มมูลค่าหรือลดต้นทุนในสินค้าของเรา เพื่อสร้างกำไรให้มากขึ้น ที่สำคัญต้องไม่หมิ่นเงินน้อย หรือมีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท แล้วเงินเก็บเงินออมก็จะค่อยๆ สะสมพอกพูนเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย อนาคตที่มั่นคงก็จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้น

ส่วนคนกลุ่มที่สองที่ไม่มีเงินเก็บ เพราะความฟุ่มเฟือย ดูเหมือนน่าจะจัดการได้ง่ายกว่า แต่หลายคนคงเห็นตรงกันว่า การจัดการตัวเอง การหักห้ามใจตนเอง ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่ก็ต้องหาวิธีให้ได้ ให้เริ่มทดลองจากการลดระดับความฟุ่มเฟือยลง ค่อยๆ ลด ค่อยๆ ละ แล้วจึงค่อยเลิก ส่วนจะต้องลด ละ เลิก อะไรบ้างนั้น ก็คงต้องพิจารณากันตามความเหมาะสมของแต่ละคน สำหรับคนที่คิดว่าตนเองก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร แต่ก็เก็บเงินไม่อยู่ แถมยังตอบไม่ค่อยจะได้ว่าใช้เงินทำอะไรไปบ้าง อาจจะใช้วิธีซื้อสินทรัพย์เก็บไว้แทนเงินสด อย่างเช่น ทองคำ เพชรพลอย เครื่องประดับ อสังหาริมทรัพย์ ธนบัตร รูปภาพ หรือสินทรัพย์ที่จะมีค่า มีราคาเพิ่มขึ้นในอนาคต

ปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่งของการมีกัลยาณทรัพย์ คือการมีกัลยาณมิตร ทรัพย์สินเงินทองจะอยู่กับเรายั่งยืนหรือไม่ จะเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู เพื่อนที่ดีเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ เพื่อนมีหลายประเภทหลายแบบ ทั้งเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนตาย เพื่อนแท้

ในแต่ละวันเราอาจจะใช้เวลากับเพื่อนร่วมงาน มากกว่าญาติพี่น้องของเราเองด้วยซ้ำ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

ว่ากันว่า Sister by chance Friend by choice หรือพี่น้องเป็นเรื่องของโชคชะตาเป็นเรื่องที่เราลิขิตเองไม่ได้ แต่เพื่อนเราเลือกได้ ใครอยากมีกัลยาณทรัพย์ อยากมีเงินเก็บเงินออม มีอนาคตที่มั่นคง คงต้องรู้จักแยกแยะเพื่อนประเภทต่างๆ ให้ชัดเจน รู้จักจัดการกับความสัมพันธ์ในการคบเพื่อนให้ดี เพื่อนชวนกิน ชวนเที่ยว ชวนฟุ่มเฟือยเราจะปฏิเสธเขาอย่างไรไม่ให้เสียเพื่อน และก็ไม่ต้องฟุ่มเฟือยให้เสียทรัพย์ เสียเวลา เสียสุขภาพ เสียงานเสียการ

หากพิจารณาดูจะพบว่าทรัพย์สินเงินทอง ต้องการวิธีจัดการที่ดี เพื่อให้มาเป็นทาสรับใช้รับ สร้างความเป็นอยู่ที่สงบเย็น สร้างอนาคตที่ดีให้เรา หากจัดการได้ไม่ดี เงินอาจกลายเป็นเจ้านายเรา คอยบงการชีวิตเราให้ทำงานหนักเพื่อหาเงิน ให้เราลุ่มหลงมัวเมา ฟุ้งเฟ้อมีความสุขแบบฉาบฉวยกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ไร้สาระ ไร้ประโยชน์ ใครมีทรัพย์เป็นมิตรหรือเป็นศัตรู ต้องลองพิจารณาดูค่ะ






« Reply #138 เมื่อ 15/07/2007 , 20:55:13 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

Personal Finance

"สุกัญญา สุวรรณนภาศรี"

ผู้หญิงที่มีความสุขกับการลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

ถ้าการลงทุนในหุ้นไม่ใช่ในลักษณะของการเก็งกำไร แต่เป็นลักษณะของการลงทุนได้ อย่างนั้นเราจะสบายใจกว่า แต่พี่ก็ไม่ได้เลือกลงทุนในลักษณะพอร์ตของหุ้น เลือกที่จะลงทุนในสิ่งที่เราชอบนั่นก็คือ อสังหาริมทรัพย์

"ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" ไม่ได้ถูกแบ่งแยกจากความเป็นชายหรือหญิง แต่ประการใด เช่นเดียวกับหญิงเก่งมากมายความสามารถอย่าง "สุกัญญา สุวรรณนภาศรี" กรรมการบริหาร บริษัท นัมเบอร์วันเฮ้าส์ซิ่ง ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้ชื่อโครงการ "Blue Lagoon" นอกจากเธอจะนั่งแท่นผู้บริหารที่นี้แล้ว สุกัญญายังดำรงตำแหน่งผู้บริหารในอีก 4 บริษัท ภายในกลุ่ม "นัมเบอร์วัน" อีกด้วยสุกัญญาจึงถือว่าเป็นผู้บริหารหญิงที่รวยความสามารถอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว ไม่เพียงเรื่องการทำงานเท่านั้น แง่คิดในเรื่องเกี่ยวกับการออม และการลงทุนของเธอก็มีความน่าสนใจเช่นเดียวกัน

โดยสุกัญญาบอกว่า เรื่องของการออมและการลงทุนเป็นเรื่องที่ทุกคนควรจะต้องมี เป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝั่ง และสร้างนิสัยในการออมให้เป็นนิสัยปกติตั้งแต่เด็กๆ ตอนเด็กๆ พ่อแม่ก็จะซื้อกระปุกออมสินมาให้ถือเป็นกุศโลบายที่พ่อแม่ต้องการที่จะปลูกฝั่งเรื่องของการออมให้ตั้งแต่ที่ตัวเองยังเป็นเด็ก กลับจากโรงเรียนถ้าพี่มีเงินเหลือก็จะนำไปหยอดกระปุก ทุกวันนี้มีลูกแล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องการให้เขารู้จักคือเรื่อง "ค่าของเงิน" ว่าเงินมันเป็นตัวแปรที่สามารถทำให้เรามีปัจจัย 4 ได้สมบูรณ์มากขึ้นแค่ไหน

เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีในการบริหารเงินอย่างไร ก็เลยเป็นที่มาของการออม ถ้ามีความพร้อมมากขึ้น การออมก็จะผันไปสู่เรื่องของการลงทุน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องปลูกฝั่งจนเป็นนิสัยเรื่องของการออม และให้รู้ค่าของเงิน พอลูกโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเปิดบัญชีธนาคารให้กับเขาเพื่อให้เด็กเห็นว่าเงินของเขามันโตขึ้นได้ก็จะมีความสุข เวลาเขาอยากได้อะไรลูกก็สามารถที่ซื้อได้ด้วยตัวเองโดยลูกเริ่มที่จะสะสมสตางค์ที่จะซื้อ นั่นหมายความว่าการออมกำหนดเป้าหมายให้เขาโดยปริยาย

"เพราะฉะนั้นการออมของเราไม่ใช่เพียงแค่ออมเท่านั้น ออมแล้วก็ควรจะต้องมีเป้าหมายในการที่จะออมด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนก็หลากหลายแตกต่างกันไป เรื่องของการออมและการลงทุนนั้นไม่มีรูปแบบหรือสูตรสำเร็จที่ตายตัว แต่ที่สำคัญคือ เราต้องรู้สึกว่ามันใช่ อย่างพี่รู้สึกว่ามันต้องสบาย มันไม่ใช่ความเครียดว่าเดือนนี้เรามีเงินออมมั้ย เราจะต้องเอาเงินไปลงทุนยังไง ต้องออมเท่าไร มันไม่ใช่ มันต้องกำหนดว่าให้เรารู้สึกสะดวกสบายแล้วก็มีความสุขที่จะออมและลงทุน"

สุกัญญา เล่าว่า เมื่อตอนที่เรียนจบมาใหม่ๆ ได้นำเงินออมที่มีเข้าไปลองลงทุนในหุ้นดู เพราะรู้สึกว่าเป็นรูปแบบการลงทุนที่ท้าทายความสามารถและตื่นเต้นดี แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสการลงทุนในหุ้นด้วยตัวเองแล้ว จึงรู้ตัวเองว่านี่ไม่ใช่การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง แล้วช่วงนั้นเป็นจังหวะที่มีสงครามอ่าวเปอร์เซียพอดี ทำให้ความจริงที่ปรากฏไม่เหมือนกับความคาดหวังที่มีในความคิดเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น มันก็เลยบอกเราว่าอันนี้มันเป็นการเก็งกำไรๆ มันต้องเร็ว แล้วคุณต้องตัดสินใจได้ค่อนข้างแม่นยำ

นั่นหมายความว่าคุณต้องมีข้อมูลที่มากพอสมควรในหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ และในอีกหลายๆ เรื่อง แล้วคุณตัดสินใจต้องเร็ว คุณต้องมีเวลา แล้วคุณต้องตัดสินใจให้ทันกับห้วงเวลาที่เหมาะสมด้วยนั่นจึงเกิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกลับมา แล้วช่วงที่ลงทุนในหุ้นนั้นทำงานอยู่เพื่อนฝูงก็จะโทรเข้ามาตลอด เราเริ่มรู้สึกว่าชีวิตเราไม่เป็นสุข

"ชีวิตเรามีหลายอย่างต้องทำ ถ้าเราจะให้ดีในแง่ของการเล่นหุ้นพี่คิดว่าพี่อาจจะต้องมีน้ำหนักให้กับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะฉะนั้นพี่ก็เลยคิดว่าการลงทุนในหุ้นไม่เหมาะกับตัวเอง พี่ไม่ค่อยชอบลักษณะของการเก็งกำไรเท่าไร เป็นคนชอบลงทุนมากกว่า พี่มองว่าถ้าการลงทุนในหุ้นไม่ใช่ในลักษณะของการเก็งกำไรแต่เป็นลักษณะของการลงทุนได้ อย่างนั้นเราจะสบายใจกว่า แต่พี่ก็ไม่ได้เลือกลงทุนในลักษณะพอร์ตของหุ้น เลือกที่จะลงทุนในสิ่งที่เราชอบนั่นก็คืออสังหาริมทรัพย์"

สุกัญญา บอกว่า เนื่องจากธุรกิจที่ครอบครัวทำเกี่ยวโยงกับเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ก็เห็นว่าคุณพ่อซื้อที่ดินแล้วก็ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บางทีเราก็ทราบมาว่าคุณพ่อซื้อที่ดินไว้ พอวันหนึ่งคุณพ่อก็เอามาพัฒนา เรามีความรู้สึกว่ามันก็ดีนะ อยู่ๆ ที่ดินที่ไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า วันหนึ่งเราไปเห็นที่คุณพ่อทำขึ้นมา เรามองเห็นว่าจากที่ดินว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลยแล้วจู่ๆ เราไปพัฒนามันขึ้นมาเป็นโครงการต่างๆ กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินเปล่าผืนนั้น มันทำให้เรามี "ความสุข" เป็นความสุขใน 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือ การลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนกลับมา

อีกด้านหนึ่งเป็นความสุขทางใจที่เราเห็นว่ามันสามารถจะพัฒนาจากที่ดินเปล่าซึ่งเป็นศูนย์อยู่ แต่เรามาทำให้มันมีค่าเป็น 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 ไปได้เรื่อยๆ มันเห็นการเติบโต มันเป็นธรรมชาติของคนที่ว่าพอเราเห็นอะไรก็แล้วแต่แล้วมันสามารถเติบโตได้มันมีความสุข แล้วคิดว่าตัวเองน่าจะชอบตรงนี้ในเรื่องของการลงทุนจึงเลือกที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาจนถึงปัจจุบัน

เช่นเดียวกับการซื้อบ้านโดยทั่วไป ถ้าคุณซื้อในทำเลที่ดี มันก็เป็นการลงทุนที่คุ้ม ถ้าคุณสามารถเลือกบ้านในโครงการที่มีทำเลที่ดี มีความเจริญ มีการคมนาคมสะดวก หมู่บ้านนั้นมีสภาพแวดล้อมที่ดี ตรงนั้นบางทีคุณซื้อไปค่ามันขึ้นไปโดยอัตโนมัติ อย่าไปคิดว่าคุณไปซื้อบ้านหลังหนึ่งมาแล้วมันมีแต่จะราคาลดลง เพราะมีคนอยู่ไปแล้วเป็นบ้านมือ 2 แล้วค่ามันจะต้องตก ไม่จำเป็นที่จะเป็นเช่นนั้นเสมอไป อย่างที่บอกว่าถ้าอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพแล้ว การซื้อบ้านของคุณอาจจะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกับคุณในอนาคตก็ได้

"ในมุมมองของผู้ที่พัฒนาที่ดิน การที่เราลงทุนไปเรามองว่าสินทรัพย์ตรงนี้มันจะต้องเพิ่มค่าขึ้นในอนาคต เรามั่นใจว่าการซื้อที่ดินมันไม่มีติดลบ เพียงแต่ว่าเราสามารถเอาที่ดินเอาทรัพย์สินก้อนนี้มาต่อยอดได้มากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นกับจังหวะและโอกาสด้วย คุณก็ต้องมองให้รู้ว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะต้องนำมันมาพัฒนา แล้วควรจะพัฒนาเป็นอะไร อย่างที่ดินผืน Blue Lagoon ตรงนี้ก็เป็นการลงทุนซื้อไว้ในอดีต แล้ววันหนึ่งเราคิดว่าจังหวะโอกาสมันเหมาะสม เส้นทางการคมนาคมมาถึง มีสนามบินสุวรรณภูมิที่จะเกิดขึ้น มันก็เป็นปัจจัยที่เรามองว่านี่คือ เวลาที่เหมาะสมหลังจากที่เราบ่มมาเป็นระยะเวลายาวนาน ตอนนี้มันได้ที่แล้ว ที่เราจะต้องมาต่อยอด นำที่ดินว่างเปล่ามาพัฒนา แล้วเราก็ถนัดในเรื่องของการพัฒนาที่ดินอสังหาริมทรัพย์นี้ให้เกิดเป็นชุมชนด้วย นี่ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของการลงทุน"

สุกัญญาเชื่อว่าถ้าวางแผนได้ดี และสามารถที่จะควบคุมหรือมีระเบียบวินัยในเรื่องการจัดการเงินออมและเงินลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เชื่อเหลือเกินว่าโอกาสประสบความสำเร็จในเรื่องการออม และการลงทุนก็จะมีมากขึ้น ในขณะที่ความเสี่ยงก็จะมีน้อยลง






« Reply #139 เมื่อ 15/07/2007 , 21:10:10 » Edit
--------------------------------------------------------------------------------

MONEY MANAGEMENT

คำถามจากคนอยากรวย

กำพล อัศวกุลชัย : QBOX@SCBAM.COM

"กระแสอยากรวย" ในปีนี้ค่อนข้างรุนแรง สังเกตได้จากความนิยมในวัตถุมงคลที่กำลังนิยมกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นรุ่น "มหารวย" หรือรุ่น "โคตรเศรษฐี" หรือยังมีอีกหลายๆ รุ่น ซึ่งในประเด็นนี้ไม่ว่ากัน

คำถามของคนอยากรวยที่ว่า "จะลงทุนอย่างไรให้เหมาะสมกับช่วงอายุที่ต่างกัน" คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมากๆ เนื่องจากเป็นคำถามที่เริ่มเข้าใจการลงทุนมากขึ้น เพราะปัจจัยที่สำคัญส่วนหนึ่งของการลงทุนคือ "ปัจจัยด้านอายุของผู้ลงทุน" แต่ทั้งนี้ปัจจัยที่กำหนดการลงทุนนั้นมีมากมายไม่จำเพราะเรื่องอายุ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายปัจจัย อาทิเช่น ปัจจัยด้าน "สุขภาพของผู้ลงทุน" "ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการลงทุน" "จำนวนเงินลงทุนที่จัดเตรียมไว้" เป็นต้น ผมจะทยอยนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป สำหรับวันนี้จะขอเล่าให้ฟังเรื่องการลงทุนกับอายุของผู้ลงทุน

ท่านเชื่อไหมครับว่า ผู้ลงทุนที่อายุยิ่งน้อย ผู้ลงทุนนั้นก็สามารถจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงได้มากกว่าผู้ลงทุนที่อายุมากๆ เรื่องอายุของผู้ลงทุนนี้สำคัญอันดับแรกๆ เลยทีเดียวเหตุผลที่สำคัญก็คือ หากการลงทุนมีความผิดพลาดเกิดขึ้น หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เจ๊ง" ผู้ลงทุนที่อายุน้อยกว่าย่อมมีเวลาที่จะรอคอยที่ยาวนานกว่า รอให้ผลตอบแทนฟื้นคืนกลับมาได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ลงทุนที่อายุน้อยกว่า ยังมีระยะเวลาของการลงทุนที่ยาวนานและสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุนได้มากกว่า

เห็นไหมครับการที่ผู้ลงทุนเริ่ม "ลงทุนตั้งแต่อายุน้อยๆ ย่อมมีข้อได้เปรียบ" แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ลงทุนที่มีอายุน้อยๆ จะต้องเสี่ยงต่อการลงทุนเสมอไป ที่สำคัญคือ ผู้ลงทุนไม่ว่าจะเป็นช่วงอายุเท่าไรก็ควรที่จะมีการลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงกันบ้าง เหตุผลก็คือ หลักทรัพย์ที่มีให้ผลตอบแทนที่คาดหวังสูง แน่นอนว่า ความเสี่ยงของผลตอบแทนนั้นย่อมสูงขึ้นด้วย แต่สำคัญอยู่ที่ว่า ช่วงอายุที่ต่างกันควรจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงแตกต่างกันอย่างไร?

ทีนี้มาถึงวิธีการ ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) หลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงๆ ประเภทหนึ่งนั้น ได้แก่ "หุ้น" ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าเป็นของประเทศไทยก็คือ หุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไงล่ะ แหม...พอพูดถึง "หุ้น" หลายๆ ท่านร้อง "ยี้" เลยว่าเรื่อง "หุ้นนะเจ๊งกันมาเยอะแล้ว" บ้างล่ะ เรื่องหุ้นนะเป็น "เรื่องของคนรวย" (คนจนซื้อหวย) แต่ขอบอกว่า วันนี้ถ้าท่านเป็นข้าราชการ ถ้าท่านเป็นลูกจ้


  ชมข้อมูลของ jadet      แก้ไข/ลบ กระทู้นี้   ตอบกลับด้วย quote
ไปยังหน้า ( หน้าที่แล้ว 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 หน้าถัดไป )


Reply Zone
เกี่ยวกับการโพสต์ สมาชิกทั้งหมด สามารถโพสต์
ชื่อ/อีเมล์:
ข้อความ:

แท็กพิเศษ:
ลักษณะอารมณ์:
All Smilies
การทำงานเสริม: ไม่ใช้งาน HTML ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน แท็กพิเศษ ในการโพสต์นี้
ไม่ใช้งาน ลักษณะอารมณ์ ในการโพสต์นี้
แสดงลายเซ็น
 
ห้ามใช้งานกระทู้นี้ ย้ายกระทุ้นี้ ลบกระทู้นี้ กระทู้ปักหมุด

© 2003-2014 BuildBoard. All rights reserved. Terms of Uses. Advertisement. Contact Us.